Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
การคุมกำเนิด

ยาฉีดคุมกำเนิด (Contraceptive Injections)

ยาฉีดคุมกำเนิด หนึ่งในวิธีคุ้มกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถป้องกันได้นานถึง 3 เดือน
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,327,444 คน

ยาฉีดคุมกำเนิด (Contraceptive Injections)

เมื่อตัดสินใจจะมีเพศสัมพันธ์ อย่าลืมคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยและโอกาสในการตั้งครรภ์ ซึ่งปัจจุบันมีวิธีป้องกันหลายแบบ ได้แก่ ถุงยางอนามัย ยาคุมกำเนิด แผ่นแปะคุมกำเนิด และยาฉีดคุมกำเนิด โดยในบทความนี้จะอธิบายเกี่ยวกับยาฉีดคุมกำเนิดว่า มีการทำงานอย่างไร และมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดมากน้อยเพียงใด

ยาฉีดคุมกำเนิด (Contraceptive Injections) คืออะไร

ยาฉีดคุมกำเนิดเป็นวิธีคุมกำเนิดชั่วคราวที่เหมาะสมสำหรับสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่มีบุตรแล้ว และต้องการเว้นช่วงการมีบุตร แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ ยาฉีดคุ้มกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ประกอบด้วย ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) และยาฉีดคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนอย่างเดียว

ยาฉีดคุมกำเนิดเป็นวิธีคุมกำเนิดที่ออกฤทธิ์ได้ยาวนาน โดยแพทย์จะฉีดบริเวณต้นแขน หรือบั้นท้าย ครั้งละ 1 เข็ม ทุกๆ 3 เดือน เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ โดยควรฉีดภายใน 5-7 วันแรกของรอบประจำเดือนเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

ยาฉีดคุมกำเนิดทำงานอย่างไร

ฮอร์โมนในตัวยาฉีดคุมกำเนิดจะทำงานโดยยับยั้งไม่ให้มีการตกไข่ในแต่ละเดือน ทำให้มูกที่ปากมดลูกข้นขึ้นจนตัวอสุจิไม่สามารถผ่านมาได้ โดยในระยะแรกของการฉีดยาคุมกำเนิดนั้น เยื่อบุโพรงมดลูกจะมีลักษณะเปลี่ยนไป ทำให้อยู่ในภาวะไม่เหมาะสมต่อการฝังตัวของไข่ที่ผสมแล้ว และหลังจากนั้นประมาณ 20 วัน เยื่อบุโพรงมดลูกจะฝ่อลงนั่นเอง

ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด

ยาฉีดคุมกำเนิดถือเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพมากชนิดหนึ่ง พบว่าเพียง 3 จาก 100 คู่รักมีโอกาสตั้งครรภ์จากการฉีดยาคุมกำเนิดในช่วงปีแรก อย่างไรก็ตาม อาจเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการตั้งครรภ์มากขึ้นหากเว้นระยะการฉีดยานานเกินกว่า 3 เดือน

โดยทั่วไปแล้วประสิทธิภาพของการคุมกำเนิดแต่ละชนิดนั้นจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ปัญหาทางสุขภาพต่างๆ หรือการใช้ยารักษาโรคที่อาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยาคุมกำเนิด นอกจากนี้ประสิทธิภาพของยาฉีดคุมกำเนิดนั้นยังขึ้นอยู่กับระยะเวลาห่างในการฉีดยาแต่ละครั้ง จะต้องไม่เกิน 3 เดือน

ข้อดีของยาฉีดคุมกำเนิด

  • มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูง
  • สามารถคุมกำเนิดได้นานถึง 3 เดือน
  • ไม่ต้องรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดทุกวัน
  • ใช้ได้ในทุกกลุ่มอายุ
  • ป้องกันการตั้งครรภ์นอกมดลูก มะเร็งรังไข่ และเนื้องอกในมดลูก
  • สามารถใช้ได้ในหญิงให้นมบุตร ไม่ส่งผลต่อคุณภาพของน้ำนม

ยาฉีดคุมกำเนิดป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้หรือไม่

ยาฉีดคุมกำเนิดไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ และจากการศึกษาวิจัยพบว่ายาฉีดคุมกำเนิดจะยิ่งทำให้เกิดความเสี่ยงในการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ก็ไม่อาจตอบได้ว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้

ดังนั้นเวลามีเพศสัมพันธ์จึงต้องใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วยทุกครั้ง เพื่อป้องกันโรคติดต่อที่อาจมาพร้อมกับการมีเพศสัมพันธ์ได้ และวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการตั้งครรภ์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือการงดมีเพศสัมพันธ์ (Abstinence) นั่นเอง

ผลข้างเคียงของยาฉีดคุมกำเนิด

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ทั่วไป

ผลข้างเคียงเมื่อใช้ยาฉีดคุมกำเนิดในระยะยาว

องค์การอาหารและยาสหรัฐ (United States Food and Drug Administration: FDA) ได้ออกคำเตือนเรื่องความปลอดภัยเกี่ยวกับการใช้ยาฉีดคุมกำเนิดในระยะยาว มีการศึกษาวิจัยพบว่า การใช้ยาฉีดคุมกำเนิดเชื่อมโยงกับโรคกระดูกพรุน และพบว่าอาการดังกล่าวจะหายไปเมื่อเลิกใช้ยาฉีดคุมกำเนิด

ปัจจุบัน แพทย์ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่า ทำไมยาฉีดคุมกำเนิดถึงมีผลต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน ดังนั้นหากจำเป็นต้องรับยาฉีดคุมกำเนิดควรขอคำแนะนำจากแพทย์ก่อน และเมื่อรับยาฉีดคุมกำเนิดแล้ว จะต้องแน่ใจว่าร่างกายได้รับแคลเซียมในปริมาณที่เพียงพอต่อวัน

ผู้ที่สูบบุหรี่จำเป็นต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนการฉีดยา เนื่องจากการสูบบุหรื่เชื่อมโยงกับการเกิดโรคกระดูกพรุน นอกจากนี้การสูบบุหรี่ยังเพิ่มโอกาสทำให้เกิดผลข้างเคียงอื่นๆ จากการฉีดยาได้อีกด้วย

ผลข้างเคียงหลังจากหยุดใช้ยาฉีดคุมกำเนิด

เมื่อหยุดใช้ยาฉีดคุมกำเนิด ร่างกายอาจตกไข่น้อยลงเป็นระยะเวลานาน บางรายอาจมีอาการเป็นปี ซึ่งเป็นเรื่องปกติ และไม่จำเป็นต้องกังวล เพราะตัวยาจะไม่ส่งผลทำให้เกิดโรคกระดุกพรุนอย่างถาวร และยังสามารถตั้งครรภ์ได้ปกติ

ยาฉีดคุมกำเนิดเหมาะกับใคร

การใช้วิธีคุมกำเนิดในแต่ละชนิดต้องดูที่ความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เช่น ถ้าเป็นคนขี้ลืมก็ไม่ควรรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดที่ต้องรับประทานทุกวัน โดยยาฉีดคุมกำเนิดนั้นเหมาะกับผู้ที่ต้องการวิธีคุมกำเนิดที่ให้ประสิทธิภาพสูง นอกจากนี้หญิงให้นมบุตรก็สามารถรับยาฉีดคุมกำเนิดได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าผู้หญิงทุกคนจะสามารถรับยาฉีดคุมกำเนิดได้ สำหรับผู้ที่รับประทานยารักษาโรคอื่นๆ อยู่ หรือมีปัญหาทางสุขภาพก็อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของยาฉีดคุมกำเนิดและเป็นอันตรายได้ โดยแพทย์จะไม่แนะนำยาฉีดคุมกำเนิดให้กับผู้ป่วยที่มีอาการเกล็ดเลือดจับตัวเป็นลิ่ม โรคมะเร็งบางชนิด และผู้ที่มีอาการปวดไมเกรน

จะรับการฉีดยาคุมกำเนิดได้อย่างไร

การฉีดยาคุมกำเนิดนั้นต้องฉีดโดยแพทย์ หรือสูตินรีแพทย์ และจะต้องฉีดเป็นประจำทุกๆ 3 เดือน

ราคาของยาฉีดคุมกำเนิด

การฉีดยาคุมกำเนิดมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,500-2,000 บาท สำหรับการฉีดทุกๆ 3 เดือน ซึ่งการฉีดตามโรงพยาบาลรัฐ หรือศูนย์อนามัยของรัฐอาจมีราคาถูกกว่าซื้อตามร้านขายยา นอกจากนี้ การปรึกษาแพทย์เพื่อการคุมกำเนิดและการคุมกำเนิดมักได้รับการครอบคลุมอยู่ในแผนประกันสุขภาพด้วย

ข้อห้ามในการใช้ยาฉีดคุมกำเนิด

  • มะเร็งเต้านม
  • เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • โรคเส้นเลือดอุดตัน
  • โรคหัวใจขาดเลือด
  • ความดันโลหิตสูงกว่า 160/100 มิลลิเมตรปรอท และมีโรคของหลอดเลือด
  • เป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ หรือมีโรคไต
  • เป็นโรคตับอักเสบ หรือโรคตับแข็ง
  • เนื้องอกหรือมะเร็งตับ

ยาฉีดคุมกำเนิดนั้นไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ หากมีอาการเลือดออกทางช่องคลอดในช่วงที่ไม่มีประจำเดือน หรือสงสัยว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์ ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

หากผู้หญิงท่านใดสนใจและต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับการคุมกำเนิด ผลข้างเคียงของวิธีการคุมกำเนิดในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการฉีดยาคุมกำเนิด สามารถปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง หรือสูตินรีแพทย์เพื่อขอรับคำแนะนำที่ถูกต้องเหมาะสมได้

ที่มาของข้อมูล

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป