โรคเอดส์ หรือกลุ่มอาการภูมิคุ้มกันบกพร่อง (Acquired immunodeficiency syndrome; AIDS)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ม.ค. 29, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที

ความหมาย

เป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันในร่างกายเสื่อมหรือบกพร่อง มีผลทำให้เป็นโรคติดเชื้อฉวยโอกาสและเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่ายกว่าปกติ อาการมักจะรุนแรง เรื้อรังและเสียชีวิตในที่สุด

สาเหตุ

เกิดจากการติดเชื้อไวรัส เอชไอวี (Human immunodeficiency virus; HIV) เชื้อนี้จะไปทำลายเม็ดเลือดขาวชนิด T-cells การดำเนินโรคมีทั้งระยะเฉียบพลันระยะไม่มีอาการ ระยะเริ่มมีอาการขั้นต้น ระยะมีอาการขั้นรุนแรงหรืออาการของโรคเอดส์และระยะลุกลาม

พยาธิสรีรภาพ

เมื่อเชื้อ HIV เข้าสู่ร่างกายจะเกาะติดกับ T-helper cells ได้ดีกว่าเซลล์อื่นในระยะแรก เรียกว่า ระยะแอบแฝง ร่างกายสามารถสร้างแอนติบอดีเพื่อทำลายเชื้อเอชไอวี จึงตรวจหาแอนติบอดีได้ หากสุขภาพดีเชื้อสามารถแอบแฝงอยู่ได้นานระยะฟักตัว 3 - 4 ปีในผู้ใหญ่ และ 2 ปีในเด็ก การเกิดโรคเอดส์เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับปัจจัยต่อไปนี้

  • ภาวะทุพโภชนาการ

มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันทั้งหมดในร่างกาย ทำให้ติดเชื้อวัณโรค (Tuberculosis) ท้องร่วง (Diarrhea) จากแบคทีเรีย เฮอร์ปีส์ไวรัส (Herpes virus) ปอดบวมนิวโมซิสติส คารินิไอ (Pneumocystis carinii pneumonia) และเชื้อราแคนดิดา (Candida) ได้ง่าย

  • การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ยา และสารเสพติด

โดยแอลกอฮอล์จะกดการทำงานของลิมโฟไซต์ ไนไตรต์กดการทำงานของเม็ดเลือดขาวหลายชนิดบุหรี่จะลดจำนวนของ T-helper cells ทำให้เกิดการติดเชื้อฉวยโอกาสที่ปอด การได้รับยาปฏิชีวนะบ่อย ๆ จะกดภูมิคุ้มกันได้

  • น้ำอสุจิและตัวอสุจิ

สามารถเข้าถึงระบบน้ำเหลืองและหลอดเลือดในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก อาจทำให้ทวารหนักและลำไส้ส่วนล่างฉีกขาดหรือมีแผลเปิด

  • อายุ

ทารกยังไม่มีการพัฒนาระบบคุ้มต้านทานตามธรรมชาติ ทำให้ไวต่อการติดเชื้อต่างๆ รวมทั้งเชื้อเอชไอวี กลุ่มอายุน้อยจะติดเชื้อเอชไอวีมากขึ้นในชายรักร่วมเพศเนื่องจากมีเพศสัมพันธ์บ่อย ส่วนในชายรักต่างเพศจะพบการติดเชื้อเอชไอวีมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น

การทำงานของลิมโฟไซต์จะลดลงในไตรมาสที่ 2 และ 3 ของการตั้งครรภ์ และจะกลับสู่ภาวะปกติในช่วงหลังคลอด 1 เดือน

  • เพศ

เพศหญิงจะสูญเสีย T-cell ช้ากว่าเพศชาย และเพศหญิงมีการดำเนินโรคช้ากว่าเพศชาย

  • ความเครียดทางอารมณ์
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย
  • การติดเชื้อไวรัสตัวอื่นๆ

จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง และทำให้การติดเชื้อเอชไอวีรุนแรงขึ้น

อาการ

ระยะแรกๆ ผู้ป่วยจะมีไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว มีผื่นขึ้น ต่อมน้ำเหลืองโต อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว หรือมีฝ้าขาวในช่องปาก อาการคล้ายกับเป็นไข้หวัดและจะหายไปได้เอง ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการอะไรเลย แต่เมื่อตรวจเลือดพบเชื้อ HIV และ Antibody ต่อเชื้อและสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ บางรายอาจมีไข้นาเกิน 1 เดือน น้ำหนักลดเกินร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัว ท้องเดินเกิน 1 เดือน ต่อมน้ำเหลืองโตมากกว่า 1 แห่ง นานเกิน 3 เดือน มีเชื้อราในช่องปาก มีฝ้าขาวในช่องปากอยู่ด้านข้างของลิ้น เป็นโรคเริมมีแผลเรื้อรังเกิน 1 เดือน โรคงูสวัดกำเริบมากกว่า 2 ครั้ง หรือขึ้นพร้อมกันมากกว่า 2 แห่ง

วินิจฉัยโรค

มีประวัติเบื่ออาหาร เป็นไข้เรื้อรัง เหงื่อออกตอนกลางคืน ท้องเดินเรื้อรัง อาจมีอุจจาระเป็นเลือดโดยไม่ทราบสาเหตุ น้ำหนักลด 4-5 กิโลกรัมในเวลา 2 เดือน และมีประวัติอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น รักร่วมเพศ ชายรักสองเพศ กลุ่มฉีดยาเข้าเส้นได้รับเลือดบ่อยครั้ง เป็นต้น ตรวจร่างกายพบต่อมน้ำเหลืองที่คอ รักแร้ และขาหนีบโต โดยไม่ได้เกิดจากสาเหตุของโรคอื่น คอและลิ้นมีฝ้าขาวโดยเฉพาะขอบลิ้นร่วมกับกลืนลำบาก มีแผลในเยื่อบุช่องปาก ลิ้น และลำคอ ไอแห้งๆ เรื้อรัง ติดเชื้อ เริม งูสวัด ในเพศหญิงอาจพบหูดหงอนไก่บริเวณปากช่องคลอด ผิวหนังมีตุ่มหนองคล้ายยุงกัดและคัน เมื่อเป็นตุ่มเรื้อรังจะเห็นเป็นรอยดำ อ่อนเพลีย แขนขาไม่มีแรง หากอาการรุนแรงจะพบเชื้อราในหลอดอาหาร อาจติดเชื้อวัณโรค ปอดบวม สมองอักเสบร่วมด้วย ตรวจพบ HIV antibody ด้วยวิธี ELISA (Enzyme linked immunosorbent assay) หรือ Rapid test ได้ผลบวก ต่อไปตรวจซ้ำด้วยวิธี Immunoassay หรือ Western blot หากผลยังไม่แน่นอนให้ตรวจซ้ำ 3-6 เดือน ตรวจ HIV antigen, HIV nucleic acid (สามารถดูผลการรักษาได้ด้วย)

ตรวจหา CD-4 T-lymphocyte count ต่ำ ค่าปกติ = 800-1500 เซลล์/ลูกบาศก์มิลลิเมตร อาจตรวจนับเม็ดเลือด ถ่ายภาพรังสีทรวงอก ตรวจระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ตรวจหน้าที่ของตับและไต อาจพบความผิดปกติซึ่งเกิดจากยา ตรวจ anti-HBs และ anti HBcและตรวจคัดกรองโรคซิฟิลิส

การรักษา

ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคเอดส์ให้หาย ยาที่ใช้รักษาโรคเอดส์โดยตรงมีฤทธิ์เพียงยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อ HIV เช่น AZT (Zidovudine), ddC (Zalcitabine), ddI (Didanosine), d4T (Stavudine), 3TC (Lamivudine), SQV (Saquinavir), IDVC (Indinavir), RTV (Ritonavir), NFV (Nelfinavir) เป็นต้น การรักษาทางอิมมูนบำบัด เพื่อเสริมภูมิต้านทานที่เสื่อมไปให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ จะช่วยลดการติดเชื้อแบคทีเรีย ส่งเสริมสุขภาพและบำรุงร่างกายด้วยอาหารเสริมหรือสมุนไพร

การพยาบาล

  1. ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ
  2. ป้องกันการติดเชื้อ
  3. ป้องกันการเสียสมดุลของน้ำและเกลือแร่
  4. ดูแลให้เนื้อเยื่อของร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ
  5. ส่งเสริมผู้ป่วยในการดูแลตนเอง
  6. การลดความวิตกกังวลและเศร้าโศก
  7. แนะนำให้ผู้ป่วยมีแบบแผนพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย
  8. แนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเมื่ออยู่ที่บ้าน เช่น ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น ป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาส รู้ถึงอาการผิดปกติที่ควรมาพบแพทย์ เป็นต้น

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

สงสัยคะทำไมคนไข้ส่วนใหญ่จะติดเชื้อในกระแสเลือดคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ
ปัญหาสิวในวัย30+
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
การใส่เหล้ก จำเป้นไหมไม่ที่ไม่ผ่าออก
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่