ภาวะกระดูกพรุน

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 22, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 506,296 คน

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 22/02/2562

กระดูกพรุนเป็นภาวะที่ทำให้คุณภาพชีวิตลดลงและยังนำไปสู่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างคาดไม่ถึง เพราะจะทำให้กระดูกเปราะเกิดการแตกหักได้ง่าย โดยเฉพาะในส่วนของสะโพกและกระดูกสันหลังซึ่งอาจทำให้พิการได้

โฆษณาจาก HonestDocs
ดีลสุขภาพเเละความงามลดสูงสุด 30%

18-25 มีนาคมนี้เท่านั้น ลด 30% ให้เราดูเเลคุณ

Internalad

กระดูกพรุนพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร สาเหตุของกระดูกพรุนในหญิงสูงอายุเกิดขึ้นเนื่องจากฮอร์โมนเอสโทรเจนลดลง ส่วนผู้ชายเนื้อกระดูกจะลดลงช้ากว่าผู้หญิง

นอกจากนี้อาจมีสาเหตุจากการใช้ยาประเภทสเตียรอยด์ การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ระดับฮอร์โมนทอสเทอโรนต่ำกว่าปกติ หรืออาจมีสาเหตุอื่น ๆ อีกหลายประการ ได้แก่ พันธุกรรม อาหาร และวิถีการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมต่ำ มีโปรตีนจากสัตว์มาก เกลือ กาเฟอีน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ ขาดการออกกำลังกาย และได้รับแสงแดดไม่เพียงพอในการสร้างวิตามินดี

ทำความรู้จักกับกระดูก

กระดูกเป็นเนื้อเยื่อที่มีชีวิต ทำหน้าที่เหมือนธนาคารแคลเซียมที่เราสามารถถอนออกไปใช้ได้ตลอดชีวิต กระดูกของเรามีโครงสร้างที่แบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของใยคอลลาเจนที่ให้ความยืดหยุ่นแก่กระดูก ฉะนั้นเราจะเห็นว่าเวลาที่เด็กๆ หกล้มหรือตกบันไดก็เพียงแค่มีรอยถลอก แขนขาไม่หัก อีกส่วนคือส่วนที่มีแร่ธาตุมาสะสมรอบๆ ใยคอลลาเจน ทำให้กระดูกแข็งและมีความแข็งแรงขึ้น

เนื้อเยื่อกระดูกประกอบไปด้วยเซลล์สองชนิด คือ ออสตีโอคลาสต์ (Osteoclast) ทำหน้าที่สลายกระดูก และออสตีโอบลาสต์ (Osteoblast) ทำหน้าที่สร้างเนื้อกระดูก โดยสะสมแร่ธาตุในส่วนของใยคอลลาเจนการสร้างและทำลายจะต้องสมดุลกันเสมอ กระดูกจึงจะแข็งแรง เมื่อใดที่เสียสมดุลกระดูกก็จะขาดความแข็งแรงและเกิดโรคได้ในที่สุด

ช่วงเวลาสำคัญในการสร้างกระดูกคือวัยเด็กและวัยรุ่น (อายุ 9-20 ปี) ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ในเด็กผู้หญิง อายุ 18 ปี และผู้ชายเมื่ออายุ 20 ปี จะมีเนื้อกระดูกสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นกระดูกจะค่อยๆ สร้างไปเรื่อยๆ อีก 10 ปี กระทั่งอายุ 30 ปี หลังอายุ 30 ปี จะมีสมดุลการสร้างและทำลายกระดูกสลับกับไป จนถึงช่วงที่หมดประจำเดือนหรืออายุประมาณ 60 ปี จะมีร่างกายจะไม่สามารถคงให้การสร้างกระดูกเท่ากับทำลายได้ จึงทำให้มวลกระดูกลดลง 

โฆษณาจาก HonestDocs
ดีลสุขภาพเเละความงามลดสูงสุด 30%

18-25 มีนาคมนี้เท่านั้น ลด 30% ให้เราดูเเลคุณ

Internalad

คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยให้ความสนใจกับกระดุในช่วงที่กระดูกมีการสร้าง เพราะเชื่อว่าเราจะสร้างความแข็งแรงให้กระดูกเมื่อไรก็ได้ ดังนั้นไลฟ์สไตล์จึงเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะเสริมสร้างกระดูก ไลฟ์สไตล์ที่กล่าวถึงนี้หมายรวมทั้งการออกกำลังกาย การกินอาหารที่เสริมกระดูกคือแคลเซียมและวิตามินดี รวมทั้งโปรตีนและวิตามินเคให้เพียงพอ

นอกจากนี้ยังจำเป็นที่จะต้องลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำลายเนื้อกระดูกได้แก่ อาหารที่ไม่เหมาะสม การขาดการออกกำลังกาย บุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากไป และการใช้ยาบางชนิดเป็นเวลานาน เช่น กลูโคคอร์ติคอยด์ (Glucocorticoids) ยากันชัก และยาลดกรด (antacid) ซึ่งจะทำให้กระดูกบางเร็ว

นอกจากปัจจัยดังกล่าวแล้วจะต้องคำนึงถึงปัจจัยทางกรรมพันธุ์ โรคทางต่อมไร้ท่อ และ การมีไลฟ์สไตล์ที่ต่างกันมีผลต่อกระดูก และอีกส่วนก็จะขึ้นกับยีนของคนคนนั้น

ภาวะกระดูกพรุน : ฆาตกรเงียบ

เวลาที่คนคนหนึ่งกระดูกสะโพกหักด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม จะก่อให้เกิดความเจ็บปวดอย่างมาก ยิ่งถ้าเป็นผู้สูงอายุนับว่าอันตรายอย่างยิ่ง เพราะจากสถิติที่พบ 1 ใน 2 ของคนที่กระดูกสะโพกหักไม่เคยกลับสู่สภาพเดิมถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี และ 1 ใน 4 จะเสียชีวิตภายใน 1 ปี ซึ่งการเสียชิวิตโดยส่วนใหญ่แล้วจะเสียชิวิตจากภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้ป่วยไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เพราะเจ็บจากกระดูกหัก

ภาวะกระดูกพรุนเป็นโรคที่เกิดขึ้นโดยเจ้าตัวไม่มีโอกาสรู้กว่าจะรู้ตัวก็เป็นมากแล้ว จึงได้รับสมญาว่า ฆาตกรเงียบ ผู้หญิงมีความเสี่ยงเกิดภาวะกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชาย เพราะผู้หญิงมีเนื้อกระดูกน้อยกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่มีรูปร่างเล็กบาง นอกจากนี้ความเสี่ยงยังจะเพิ่มขึ้นอีกเมื่อผู้หญิงหมดประจำเดือน เพราะฮอร์โมนเพศหญิงที่ชื่อว่า “เอสโทรเจน” หมดไป เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิงนั้นจะทำหน้าที่ปกป้องกระดูกให้แก่ผู้หญิง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ชายจะไม่เกิดอาการนี้เลย เพราะเมื่ออายุมากขึ้นผู้ชายก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุนเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพียงแต่เนื้อกระดูกผู้ชายจะลดลงช้ากว่าผู้หญิง ยกเว้นผู้ชายที่ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป หรือมีระดับฮอร์โมนเทสทอสเทอโรนต่ำกว่าปกติ ในประเทศไทยมีรายงานว่า ในพ.ศ. 2552 ประชากรไทยอายุมากกว่า 50 ปี ประมาณ 15 ล้านคนเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน โดยประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ของประชากรผู้หญิงอายุมากกว่า 50 ปี หรือ 2.25 ล้านคนมีภาวะกระดูกพรุน นับว่าเป็นอัตราที่ค่อนข้างสูง ส่วนค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษากระดูกสะโพกหักต่อผู้ป่วย 1 รายอยู่ที่ประมาณ 120,000 บาท ฉะนั้นวิธีการที่ดีที่สุดคือการป้องกันเสียแต่เนิ่นๆ โดยสำรวจว่าตัวเองมีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง และการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะการกินและการออกกำลังกายโดยเร็วที่สุด

ประเมินความเสี่ยงภาวะกระดูกพรุน

โดยพิจารณาจากสิ่งต่อไปนี้

1. ประวัติครอบครัว

  • คุณมีญาติสายตรง (พ่อ แม่ พี่ น้อง คนใดคนหนึ่ง) ที่มีภาวะกระดูกพรุน คุณจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ลูกของหญิงที่มีกระดูกพรุนจะมีเนื้อกระดูกต่ำกว่าปกติ และหลังจากหมดประจำเดือนจะมีความเสี่ยงของกระดูกหักเพิ่มสูงขึ้น
  • คุณมีประวัติกระดูกหักในวัยผู้ใหญ่
  • ในบรรดาญาติที่มีภาวะกระดูกพรุน ลองพิจารณาถึงอาหารและไลฟ์สไตล์ของคนเหล่านั้นตั้งแต่วัยเด็ก หากพวกเขากินอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีอย่างเพียงพอ รวมถึงออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ยังมีภาวะกระดูกพรุน พวกเขาอาจมีกรรมพันธุ์ของโรคนี้ คุณอาจต้องใส่ในกับการกินและไลฟ์สไตล์ในทางที่จะส่งเสริมสุขภาพกระดูกด้วย
  • เชื้อชาติเป็นปัจจัยเสี่ยงอีกอย่างหนึ่งของกระดูกพรุน หากคุณเป็นชาวเอเชีย (มองโกเลียน) หรือ ยุโรป (คอเคเซียน) จะมีความเสี่ยงกระดูกพรุนสูงกว่าเชื้อชาติอื่นๆ แต่ไม่ว่าจะเชื้อชาติใด ถ้ามีไลฟ์สไตล์ที่เร่งก่อให้เกิดภาวะกระดูกพรุนก็จะเพิ่มความเสี่ยงได้เช่นกัน
  • รูปร่างบาง กระดูกเล็ก โดยเฉพาะผู้หญิง จะเพิ่มความเสี่ยงกระดูกพรุนมากขึ้น
  • สูบบุหรี่ เร่งการสูญเสียเนื้อกระดูกและเร่งการเกิดกระดูกพรุน

2. การออกกำลังกาย

  • ออกกำลังกายชนิดลงน้ำหนักตัวสม่ำเสมอหรือไม่
  • หากคุณไม่สามารถลุกเดินเหินไปไหนมาไหนได้เป็นเวลานาน จะทำให้กระดูกอ่อนแอลง เสี่ยงต่อกระดูกพรุนได้

3. นิสัยการกิน

  • กินอาหารที่ไม่ส่งเสริมสุขภาพกระดูกเป็นประจำ เช่น อาหารมีแคลเซียมน้อยเกินไป
  • ดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมากกว่าวันละ 3 แก้ว ถ้าคนที่มียีนเร่งกระดูกพรุนก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงขึ้นอีก
  • ดื่มแอลกอฮอล์มากเป็นประจำ

4. ประวัติการเจ็บป่วย

  • มีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากไป (Hyperthyroidism) หรือต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากไป (Hyperparathyroidism) มีผลทำให้กระดูกบาง
  • เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบของระบบย่อย เช่น โรคลำไสแปรปรวน ลำไส้อักเสบ ทำให้การดูดซึมสารอาหารลดลง
  • มีโรคที่ทำให้กระดูกพรุน เช่น เบาหวาน ข้ออักเสบ
  • มีประวัติกระดูกแตกหัก
  • กินยาที่มีผลทำให้กระดูกบางเป็นประจำ เช่น คอร์ติโคสเตียรอยด์ ยาบำบัดโรคมะเร็ง ยาแก้ลมชัก ยาต้านการซึมเศร้า ยาลดกรด
  • ผลการตรวจกระดูกที่ระบุว่ามีเนื้อกระดูกต่ำกว่าปกติเล็กน้อย
  • มีการคัดกรองยีน พบว่ามีที่ทำลายเนื้อกระดูก

ยีนมีผลต่อสุขภาพกระดูกอย่างไร

คนส่วนใหญ่มักคิดว่า ในเมื่อองค์ประกอบส่วนใหญ่ของกระดูกเป็นแคลเซียมซึ่งสร้างความแข็งแกร่งให้กับกระดูก การเสริมแคลเซียมจากอาหารหรือเม็ดยาแคลเซียมก็น่าจะหมดปัญหา แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่แค่นั้น

ข้อมูลการวิจัยพบว่า การเสริมอาหารแคลเซียมอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการที่ยับยั้งกระดูกพรุน ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือ ทำอย่างไรจึงจะลดการสูญเสียแคลเซียมจากกระดูกได้ ข้อนี้มีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายประการ ได้แก่ พันธุกรรม อาหาร และวิถีการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมต่ำ มีโปรตีนจากสัตว์สูง เกลือมาก คาเฟอีนมาก แอลกอฮอล์มาก สูบบุหรี่ ไม่ออกกำลังกาย และขาดแสงแดดในการสร้างวิตามินดี

พันธุกรรม

นอกจากเป็นสิ่งสำคัญที่ยังควบคุมไม่ได้ แล้วยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ควบคุม กำหนดปริมาณเนื้อกระดูก รวมไปถึงอัตราการสร้างและการสลายเนื้อกระดูก นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่าพันธุกรรมมีบทบาทครอบคลุมไปถึงปริมาณการดูดซึมแคลเซียมของร่างกาย การตอบสนองของวิตามินดีและยาต่างๆ

ยีนกระดูกพรุนในคนต่างเชื้อชาติก็จะมีความต่างกัน โดยเฉพาะยีนที่ผิดปกติในคนไทยก็จะต่างจากยีนของฝรั่ง ใครโชคดีได้พันธุ์ดีปัญหาก็จะน้อยหน่อย ปัญหาใหญ่อีกส่วนจะเป็นเรื่องของพฤติกรรมการดำเนินชีวิต รวมไปถึงพฤติกรรมการบริโภคและการออกกำลังกายซึ่งจัดเป็นปัจจัยที่เราควบคุมได้ ถ้าตั้งใจทำอย่างจริงจัง

นักวิจัยพบว่ามียีนชนิดหนึ่งซึ่งเป็น ตัวรับวิตามินดี (Vitamin DReceptor: VDR) มีรหัสในยีนที่ช่วยให้วิตามินดีและแคลเซียมทำงานเสริมสร้างกระดูกให้ปกติ เมื่อใดที่ยีนนี้มีรหัสส่วนใดส่วนหนึ่งผิดปกติไปก็จะเกิดผลเสียอย่างร้ายแรงต่อกระดูกได้

ยีนวีดีอาร์เป็นตัวสำคัญในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสเฟตจากระบบย่อยในการเสริมสร้างกระดูก ซึ่งเป็นกระบวนการที่ขึ้นกับการทำงานของวิตามินดี ส่วนประกอบเฉพาะของยีนทำให้ตัวรับวิตามินดีเปลี่ยนรูปร่าง และทำงานร่วมกับตัวจับอีกตัวที่ชื่อว่า retinoid X receptor (RXR)

สำหรับผู้ที่มีส่วนของยีนวีดีอาร์ที่เป็นอันตราย โดยเฉพาะผู้หญิง ในช่วงอายุ 50-70 ปี ถ้ากินแคลเซียมน้อยจะมีความเสี่ยงกระดูกพรุนในส่วนของสะโพกและกระดูกสันหลังมากขึ้น ในทางตรงกันข้าม ถ้าผู้หญิงคนนั้นกินแคลเซียมวันละ 1000 มิลลิกรัม (โยเกิร์ต หรือนมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม 4 แก้ว แก้วละ 240 มิลลิลิตร) ก็จะสามารถลดความเสี่ยงกระดูกพรุนได้ทั้งๆที่มียีนอันตรายอยู่

อาหารที่ช่วยลดกระดูกพรุน

ควรให้ความสนใจเลือกกินอาหารที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ เช่น อาหารที่มีกรดโอเมก้า-3 สูง ได้แก่ ปลาทะเล เมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดฟักทอง ถั่ววอลนัท ถั่วเหลือง สาหร่ายทะเล เป็นต้น

ชะลอกระดูกพรุนได้อย่างไร

การป้องกันกระดูกพรุนทำได้ 2 วิธี คือ สร้างความแข็งแกร่งของกระดูกให้มากที่สุดในช่วง 30 ปีแรก และลดการสูญเสียเนื้อกระดูกในวัยผู้ใหญ่ การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ที่จะช่วยลดการสูญเสียของเนื้อกระดูกทำได้โดย

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอโดยวิธีลงน้ำหนักตัว และเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับกล้ามเนื้อ 
  • รับวิตามินดีให้เพียงพอ ไม่ว่าจากอาหารหรือแสงแดด หรือ การเสริมวิตามินดี
  • กินแคลเซียมให้เพียงพอ เพื่อที่ร่างกายจะได้ไม่ต้องขอยืมแคลเซียมจากกระดูกมาใช้
  • กินผักใบเขียวให้มากพอเพื่อให้ได้วิตามินเค
  • ระวังอย่าเสริมวิตามินเอ เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงกระดูกพรุน

การออกกำลังกายที่ได้ประโยชน์ในโรคกระดูกพรุนมีดังต่อไปนี้

การออกกำลังต้านแรง โดยการยกน้ำหนัก (ได้แก่ การยก dumbbell การใส่น้ำหนักในเข็มขัดหรือในสนับข้อเท้า เป็นต้น) การบริหารร่างกายกับเครื่องยกน้ำหนัก แต่ละชุดของการออกกำลังกายควรยกน้ำหนักขึ้นลง 10-15 ครั้งโดยใช้น้ำหนักขนาดต่ำหรือปานกลางที่สามารถยกขึ้นได้ การเดินหรือเต้นออกกำลังกายชนิดแอโรบิก ไม่ว่าจะเป็นการเต้น การเดินขึ้นลงขั้นบันได การเดินเร็ว การวิ่ง การกระโดด การเดินย่ำเท้าอยู่กับที่ การเต้นรำ ให้หัวใจเต้นประมาณ 100 ถึง 110 ครั้งต่อนาที 

การป้องกันการหกล้ม

  • ผู้สูงอายุทุกรายควรได้รับการประเมินความเสี่ยงต่อการหกล้ม โดยซักประวัติการหกล้มใน 1 ปีที่ผ่านมา ความถี่ของการหกล้ม ลักษณะของการหก
  • ผู้สูงอายุที่หกล้มจะต้องได้รับการประเมิน/ตรวจ ท่าเดิน การทรงตัวของร่างกาย รวมทั้งหาสาเหตุของความผิดปกติ
  • ผู้สูงอายุที่หกล้มจนเกิดกระดูกหักจะต้องหาสาเหตุของการหกล้ม ประเมินความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักในอนาคต แก้ไขและให้การรักษาสาเหตุ และควรมีโปรแกรมสาหรับป้องกันการหกล้ม

อ้างอิง:

F. Cosman et al., Clinician’s Guide to Prevention and Treatment of Osteoporosis (https://ghr.nlm.nih.gov/gene/VDR), 20 February 2019

ศ.นพ.วีระชัย โควสุวรรณ และคณะ, แนวปฏิบัติบริการสาธารณสุข โรคกระดูกพรุน พ.ศ. 2553 (http://www.pharutth.net/disdownload1/9.pdf), 20 February 2019

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

บทความต่อไป
กินป้องกันกระดูกพรุน
กินป้องกันกระดูกพรุน

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

ผู้ชายกระดูกปิดตอนอายุ14ได้หรอครับ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่