Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS

ภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 810,932 คน

กระดูกพรุน เป็นภาวะที่ทำให้คุณภาพชีวิตลดลงและยังนำไปสู่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างคาดไม่ถึงเพราะจะทำให้กระดูกเปราะเกิดการแตกหักได้ง่าย โดยเฉพาะหากเกิดในส่วนของสะโพกและกระดูกสันหลังก็อาจทำให้พิการได้ กระดูกพรุนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้สูงอายุเสียชีวิตก่อนวัยอันควร  ดังนั้นหากเรารู้จักและเข้าใจภาวะกระดูกพรุนก็จะนำไปสู่วิธีรับมือที่ถูกต้องได้นั่นเอง

ทำความรู้จักกับกระดูก

กระดูกเป็นเนื้อเยื่อที่มีชีวิต ทำหน้าที่เหมือนธนาคารแคลเซียมที่เราสามารถถอนออกไปใช้ได้ตลอดชีวิต กระดูกมีโครงสร้างที่แบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของใยคอลลาเจน ที่ให้ความยืดหยุ่นแก่กระดูก ฉะนั้นเราจะเห็นว่าเวลาที่เด็กๆ หกล้ม หรือตกบันได มักมีแค่รอยถลอก แขนขาไม่หัก  อีกส่วนคือ ส่วนที่มีแร่ธาตุมาสะสมรอบๆ ใยคอลลาเจน ทำให้กระดูกมีความแข็งแรงขึ้น

โฆษณาจาก HonestDocs
ใครที่มีปัญหาริ้วรอย ผิวขาดความชุ่มชื่น ขาดคอลลาเจนหรืออายุเริ่มมากขึ้น

เราอยากชวนคุณมาทดสอบ (มีค่าตอบแทนให้)

Istock 490582789

เนื้อเยื่อกระดูกประกอบไปด้วยเซลล์สองชนิด คือ ออสตีโอคลาสต์ (Osteoclast) ทำหน้าที่สลายกระดูก และ ออสตีโอบลาสต์ (Osteoblast) ทำหน้าที่สร้างเนื้อกระดูก โดยสะสมแร่ธาตุในส่วนของใยคอลลาเจน ทั้งนี้การสร้างและทำลายจะต้องสมดุลกันเสมอ กระดูกจึงจะแข็งแรง เมื่อใดที่เสียสมดุลนี้ไป กระดูกก็จะขาดความแข็งแรงและเกิดโรคได้ในที่สุด

ช่วงเวลาสำคัญในการสร้างกระดูกคือ วัยเด็กและวัยรุ่น (อายุ 9-20 ปี) ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ในเด็กผู้หญิงอายุ 18 ปี และผู้ชายเมื่ออายุ 20 ปี จะมีเนื้อกระดูกสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นกระดูกจะค่อยๆ สร้างไปเรื่อยๆ อีก 10 ปี กระทั่งอายุ 30 ปี หลังอายุ 30 ปี จะมีสมดุลการสร้างและทำลายกระดูกสลับกับไปจนถึงช่วงหมดประจำเดือน หรืออายุราว 45 ปีขึ้นไป ร่างกายจะไม่สามารถคงให้การสร้างกระดูกเท่ากับทำลายได้จึงทำให้มวลกระดูกลดลง    

คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยให้ความสนใจกับกระดูกในช่วงที่มีการสร้างเพราะเชื่อว่า เราจะสร้างความแข็งแรงให้กระดูกเมื่อไรก็ได้  ดังนั้นไลฟ์สไตล์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะเสริมสร้างกระดูก ไลฟ์สไตล์ที่กล่าวถึงนี้หมายรวมทั้งการออกกำลังกาย การกินอาหารที่เสริมกระดูกคือ แคลเซียมและวิตามินดี รวมทั้งโปรตีนและวิตามินเคให้เพียงพอ   นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำลายเนื้อกระดูกได้แก่ อาหารที่ไม่เหมาะสม การขาดการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากไป และการใช้ยาบางชนิดเป็นเวลานาน เช่น กลูโคคอร์ติคอยด์ (Glucocorticoids) ยากันชัก และยาลดกรด (antacid) ซึ่งจะทำให้กระดูกบางเร็ว รวมถึงปัจจัยทางกรรมพันธุ์และโรคทางต่อมไร้ท่อ

ภาวะกระดูกพรุน : ฆาตกรเงียบ

เวลาที่คนคนหนึ่งกระดูกสะโพกหักด้วยสาเหตุอะไรก็ตามจะก่อให้เกิดความเจ็บปวดอย่างมาก  ยิ่งถ้าเป็นผู้สูงอายุนับว่าเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง เพราะจากสถิติที่พบ 1 ใน 2 ของคนที่กระดูกสะโพกหักไม่เคยกลับสู่สภาพเดิมถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี และ 1 ใน 4 จะเสียชีวิตภายใน 1 ปี ส่วนใหญ่แล้วจะเสียชิวิตจากภาวะแทรกซ้อนซึ่งเกิดจากการที่ผู้ป่วยไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เพราะความเจ็บปวดจากการที่กระดูกหักนั่นเอง

ภาวะกระดูกพรุนเป็นโรคที่เกิดขึ้นโดยเจ้าตัวไม่มีโอกาสรู้กว่าจะรู้ตัวก็เป็นมากแล้วจึงได้รับสมญาว่า ฆาตกรเงียบ  จากการศึกษาพบว่า ผู้หญิงมีความเสี่ยงเกิดภาวะกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชายเพราะผู้หญิงมีเนื้อกระดูกน้อยกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่มีรูปร่างเล็กบาง นอกจากนี้ความเสี่ยงกระดูกพรุนยังจะเพิ่มขึ้นอีกเมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนเพราะฮอร์โมนเพศหญิงที่ชื่อว่า “เอสโทรเจน” หมดไป เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิงจะทำหน้าที่ปกป้องกระดูกให้แก่ผู้หญิงด้วยนั่นเอง แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ชายจะไม่เกิดอาการนี้เลยเพราะเมื่อผู้ชายอายุมากขึ้นก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุนเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพียงแต่เนื้อกระดูกผู้ชายจะลดลงช้ากว่าผู้หญิง ยกเว้นผู้ชายที่ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป หรือมีระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนต่ำกว่าปกติ

ในประเทศไทยมีรายงานว่า ในพ.ศ. 2552 มีประชากรไทยอายุมากกว่า 50 ปี ประมาณ 15 ล้านคนเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน  ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ของประชากรผู้หญิงอายุมากกว่า 50 ปี หรือ 2.25 ล้านคน มีภาวะกระดูกพรุน นับว่าเป็นอัตราที่ค่อนข้างสูง ส่วนค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษากระดูกสะโพกหักต่อผู้ป่วย 1 รายอยู่ที่ประมาณ 120,000 บาท

โฆษณาจาก HonestDocs
โปรแกรมตรวจสุขภาพ อายุมากกว่า 50 ปี ลด 15%

เริ่มที่ 2,541 บาท คัดกรองโรคที่เจอบ่อย พร้อมจองคิวให้ ไม่ต้องรอนาน เลือกดูและสอบถามเราวันนี้

Istock 643564758

ฉะนั้นวิธีการที่ดีที่สุดคือ การป้องกันกระดูกพรุนเสียแต่เนิ่นๆ โดยสำรวจว่า ตัวเองมีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้างและการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์โดยเฉพาะการกินและการออกกำลังกายโดยเร็วที่สุด

ประเมินความเสี่ยงภาวะกระดูกพรุน

1. ประวัติครอบครัว

  • มีญาติสายตรง (พ่อ แม่ พี่ น้อง คนใดคนหนึ่ง) ที่มีภาวะกระดูกพรุน จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ลูกของหญิงที่มีกระดูกพรุนจะมีเนื้อกระดูกต่ำกว่าปกติ และหลังจากหมดประจำเดือนจะมีความเสี่ยงของกระดูกหักเพิ่มสูงขึ้น
  • มีประวัติกระดูกหักในวัยผู้ใหญ่
  • ในบรรดาญาติที่มีภาวะกระดูกพรุน ลองพิจารณาถึงอาหารและไลฟ์สไตล์ของคนเหล่านั้นตั้งแต่วัยเด็ก หากพวกเขากินอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีอย่างเพียงพอ รวมถึงออกกำลังกายสม่ำเสมอแต่ยังมีภาวะกระดูกพรุน พวกเขาอาจมีกรรมพันธุ์ของโรคนี้ได้ คุณอาจต้องใส่ในกับการกินและไลฟ์สไตล์ในทางที่จะส่งเสริมสุขภาพกระดูกด้วย
  • เชื้อชาติเป็นปัจจัยเสี่ยงอีกอย่างหนึ่งของกระดูกพรุน ชาวเอเชีย (มองโกเลียน) หรือ ยุโรป (คอเคเซียน) จะมีความเสี่ยงกระดูกพรุนสูงกว่าเชื้อชาติอื่นๆ แต่ไม่ว่าจะเชื้อชาติใด ถ้ามีไลฟ์สไตล์ที่เร่งก่อให้เกิดภาวะกระดูกพรุนก็จะเพิ่มความเสี่ยงได้เช่นกัน
  • รูปร่างบาง กระดูกเล็ก โดยเฉพาะผู้หญิงจะเพิ่มความเสี่ยงกระดูกพรุนมากขึ้น
  • สูบบุหรี่ เร่งการสูญเสียเนื้อกระดูกและเร่งการเกิดกระดูกพรุน

2. การออกกำลังกาย

  • ออกกำลังกายชนิดลงน้ำหนักตัวสม่ำเสมอหรือไม่
  • หากคุณไม่สามารถลุกเดินเหินไปไหนมาไหนได้เป็นเวลานาน จะทำให้กระดูกอ่อนแอลง เสี่ยงต่อกระดูกพรุนได้

3. นิสัยการกิน

  • รับประทานอาหารที่ไม่ส่งเสริมสุขภาพกระดูกเป็นประจำ เช่น อาหารมีแคลเซียมน้อยเกินไป
  • ดื่มกาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมากกว่าวันละ 3 แก้ว  ในคนที่มียีนเร่งกระดูกพรุนจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงขึ้นอีก
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเป็นประจำ

4. ประวัติการเจ็บป่วย

  • มีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากไป (Hyperthyroidism) หรือต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากไป (Hyperparathyroidism) มีผลทำให้กระดูกบาง
  • เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบของระบบย่อย เช่น โรคลำไส้แปรปรวน ลำไส้อักเสบ ทำให้การดูดซึมสารอาหารลดลง
  • มีโรคที่ทำให้กระดูกพรุน เช่น เบาหวาน ข้ออักเสบ
  • มีประวัติกระดูกแตกหัก
  • รับประทานยาที่มีผลทำให้กระดูกบางเป็นประจำ เช่น คอร์ติโคสเตียรอยด์ ยาบำบัดโรคมะเร็ง ยาแก้ลมชัก ยาต้านการซึมเศร้า ยาลดกรด
  • ผลการตรวจกระดูกที่ระบุว่า มีเนื้อกระดูกต่ำกว่าปกติเล็กน้อย
  • มีการคัดกรองยีน พบว่า มียินที่ทำลายเนื้อกระดูก

ยีนมีผลต่อสุขภาพกระดูกอย่างไร

คนส่วนใหญ่มักคิดว่า ในเมื่อองค์ประกอบส่วนใหญ่ของกระดูกเป็นแคลเซียมซึ่งสร้างความแข็งแกร่งให้กับกระดูก การเสริมแคลเซียมจากอาหาร หรือรับประทานเม็ดยาแคลเซียมก็น่าจะหมดปัญหา แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่แค่นั้น

ข้อมูลการวิจัยพบว่า การเสริมอาหารแคลเซียมอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการที่ยับยั้งกระดูกพรุน ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ ทำอย่างไรจึงจะลดการสูญเสียแคลเซียมจากกระดูกได้ ข้อนี้มีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายประการ ได้แก่ พันธุกรรม อาหาร และวิถีการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะการรับประทานอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมต่ำ มีโปรตีนจากสัตว์สูง เกลือมาก การดื่มคาเฟอีนมาก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก การสูบบุหรี่ การไม่ออกกำลังกาย และการขาดแสงแดดในการสร้างวิตามินดี

พันธุกรรม

นอกจากเป็นสิ่งสำคัญที่ยังควบคุมไม่ได้ แล้วยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ควบคุม กำหนดปริมาณเนื้อกระดูก รวมไปถึงอัตราการสร้างและการสลายเนื้อกระดูก นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่า พันธุกรรมมีบทบาทครอบคลุมไปถึงปริมาณการดูดซึมแคลเซียมของร่างกาย การตอบสนองของวิตามินดีและยาต่างๆ

ยีนกระดูกพรุนในคนต่างเชื้อชาติก็จะมีความต่างกันโดยเฉพาะยีนที่ผิดปกติ เช่น ในคนไทยก็จะต่างจากยีนของฝรั่ง ใครโชคดีได้ยีนดีปัญหาก็จะน้อยหน่อย ปัญหาใหญ่อีกส่วนจะเป็นเรื่องของพฤติกรรมการดำเนินชีวิต รวมไปถึงพฤติกรรมการบริโภคและการออกกำลังกายซึ่งจัดเป็นปัจจัยที่เราควบคุมได้ ถ้าตั้งใจทำอย่างจริงจัง

นักวิจัยพบว่า มียีนชนิดหนึ่งซึ่งเป็น ตัวรับวิตามินดี (Vitamin DReceptor: VDR) มีรหัสในยีนที่ช่วยให้วิตามินดีและแคลเซียมทำงานเสริมสร้างกระดูกให้ปกติ เมื่อใดที่ยีนนี้มีรหัสส่วนใดส่วนหนึ่งผิดปกติไปก็จะเกิดผลเสียอย่างร้ายแรงต่อกระดูกได้

ยีนวีดีอาร์เป็นตัวสำคัญในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสเฟตจากระบบย่อยในการเสริมสร้างกระดูก ซึ่งเป็นกระบวนการที่ขึ้นกับการทำงานของวิตามินดี ส่วนประกอบเฉพาะของยีนทำให้ตัวรับวิตามินดีเปลี่ยนรูปร่าง และทำงานร่วมกับตัวจับอีกตัวที่ชื่อว่า retinoid X receptor (RXR)

สำหรับผู้ที่มีส่วนของยีนวีดีอาร์ที่เป็นอันตราย โดยเฉพาะผู้หญิง ในช่วงอายุ 50-70 ปี ถ้ารับประทานแคลเซียมน้อยจะมีความเสี่ยงกระดูกพรุนในส่วนของสะโพกและกระดูกสันหลังมากขึ้น ในทางตรงกันข้าม ถ้าผู้หญิงคนนั้นรับประทานแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม (โยเกิร์ต หรือนมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม 4 แก้ว แก้วละ 240 มิลลิลิตร) ก็จะสามารถลดความเสี่ยงกระดูกพรุนได้ ทั้งๆ ที่มียีนอันตรายอยู่

อาหารที่ช่วยลดกระดูกพรุน

ควรให้ความสนใจเลือกกินอาหารที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ เช่น อาหารที่มีกรดโอเมก้า-3 สูง ได้แก่ ปลาทะเล เมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดฟักทอง ถั่ววอลนัท ถั่วเหลือง สาหร่ายทะเล เป็นต้น

ชะลอกระดูกพรุนได้อย่างไร

การป้องกันกระดูกพรุนทำได้ 2 วิธี คือ สร้างความแข็งแกร่งของกระดูกให้มากที่สุดในช่วง 30 ปีแรก และลดการสูญเสียเนื้อกระดูกในวัยผู้ใหญ่ การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ที่จะช่วยลดการสูญเสียของเนื้อกระดูกทำได้โดย

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอโดยวิธีลงน้ำหนักตัว และเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับกล้ามเนื้อ 
  • รับประทานวิตามินดีให้เพียงพอ ไม่ว่าจากอาหาร หรือแสงแดด หรือ การเสริมวิตามินดี
  • รับประทานแคลเซียมให้เพียงพอ
  • รับประทานผักใบเขียวให้มากพอเพื่อให้ได้วิตามินเค
  • ระวังอย่าเสริมวิตามินเอ เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงกระดูกพรุน

การออกกำลังกายที่ได้ประโยชน์ในโรคกระดูกพรุนมีดังต่อไปนี้

  • การออกกำลังต้านแรง โดยการยกน้ำหนัก ได้แก่ การยก dumbbell การใส่น้ำหนักในเข็มขัด หรือในสนับข้อเท้า เป็นต้น 
  • การบริหารร่างกายกับเครื่องยกน้ำหนัก แต่ละชุดของการออกกำลังกายควรยกน้ำหนักขึ้นลง 10-15 ครั้ง โดยใช้น้ำหนักขนาดต่ำ หรือปานกลางที่สามารถยกขึ้นได้
  • การเดิน หรือเต้นออกกำลังกายชนิดแอโรบิก ไม่ว่าจะเป็นการเต้น การเดินขึ้นลงขั้นบันได การเดินเร็ว การวิ่ง การกระโดด การเดินย่ำเท้าอยู่กับที่ การเต้นรำ ให้หัวใจเต้นประมาณ 100 ถึง 110 ครั้งต่อนาที 

การป้องกันการพลัดตกหกล้ม

  • ผู้สูงอายุทุกรายควรได้รับการประเมินความเสี่ยงต่อการหกล้ม โดยซักประวัติการหกล้มใน 1 ปีที่ผ่านมา ความถี่ของการหกล้ม ลักษณะของการหกล้ม
  • ผู้สูงอายุที่หกล้มจะต้องได้รับการประเมิน/ตรวจ ท่าเดิน การทรงตัวของร่างกาย รวมทั้งหาสาเหตุของความผิดปกติ
  • ผู้สูงอายุที่หกล้มจนเกิดกระดูกหักจะต้องหาสาเหตุของการหกล้ม ประเมินความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักในอนาคต แก้ไขและให้การรักษาสาเหตุ และควรมีโปรแกรมสาหรับป้องกันการหกล้ม

เริ่มดูแลตนเองและคนที่คุณรักกันตั้งแต่วันนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ภาวะกระดูกพรุนมาเยือนดีกว่าค่ะ


ที่มาของข้อมูล

F. Cosman et al., Clinician’s Guide to Prevention and Treatment of Osteoporosis (https://ghr.nlm.nih.gov/gene/VDR), 20 February 2019

ศ.นพ.วีระชัย โควสุวรรณ และคณะ, แนวปฏิบัติบริการสาธารณสุข โรคกระดูกพรุน พ.ศ. 2553 (http://www.pharutth.net/disdownload1/9.pdf), 20 February 2019

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

บทความต่อไป
กินป้องกันกระดูกพรุน
กินป้องกันกระดูกพรุน

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

ผู้ชายกระดูกปิดตอนอายุ14ได้หรอครับ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่