Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD
มะเร็งและโรคร้าย

มะเร็งปากมดลูก (cervical cancer)

รู้จักมะเร็งปากมดลูกในทุกแง่มุม ทั้งสาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง วิธีการรักษา ทำความเข้าใจและป้องกันก่อนจะสายเกินไป
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ: 25 ก.ค. 2018 อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2020 ประมาณเวลาการอ่าน: 27 นาที
มะเร็งปากมดลูก (cervical cancer)

มะเร็งปากมดลูก คือ มะเร็งที่เกิดขึ้นที่ปากมดลูกของผู้หญิง (ทางเข้าสู่มดลูกที่ยื่นเข้ามาในช่องคลอด) 

มะเร็งปากมดลูกมักไม่มีอาการในระยะแรกของโรค หากคุณมีอาการ อาการที่พบบ่อยคือมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้หลังการมีเพศสัมพันธ์, ระหว่างมีประจำเดือน หรือหลังหมดประจำเดือนแล้ว การมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมะเร็งปากมดลูก แต่เป็นอาการที่คุณควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยให้เร็วที่สุด หากแพทย์พิจารณาแล้วว่าคุณอาจเป็นมะเร็งปากมดลูกจริง คุณจะได้รับการส่งต่อไปตรวจรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่อไป

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
🩺 ตรวจภูมิแพ้อากาศและอาหาร รวม 40 ชนิด (ตรวจเลือด) 3,580 บาท (จากเดิม 5,600 บาท)

📌 การตรวจภูมิแพ้ด้วยการเจาะเลือด 1 ครั้ง สามารถระบุสารก่อภูมิแพ้ได้หลายชนิด พร้อมระดับความรุนแรงในการแพ้

Internal ads

สาเหตุของมะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อเอชพีวี ซึ่งสามารถป้องกันมะเร็งชนิดนี้ได้ด้วยการฉีดวัคซีนและการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำ มะเร็งปากมดลูกรักษาได้ด้วยการผ่าตัด การให้รังสีรักษา และการใช้ยาเคมีบำบัด โอกาสในการรักษาหายจะขึ้นกับระยะของโรคมะเร็ง ถ้าเป็นในระยะเริ่มแรกจะมีโอกาสรักษาหายได้ง่ายกว่าระยะหลังๆ

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Screening for cervical cancer)

ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เซลล์เยื่อบุผิวปากมดลูกจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ซึ่งมีกรณีที่พบได้ไม่มากนักที่พบว่าเซลล์ก่อนเป็นมะเร็ง (precancerous cells) จะพัฒนาไปเป็นเซลล์มะเร็งในอนาคต อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่ปากมดลูกสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และสามารถให้การรักษาเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปากมดลูกในอนาคตได้

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกควรทำในผู้หญิงทุกรายที่อายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป ในระหว่างการตรวจคัดกรอง หรือที่เรียกว่า การทำแป๊บสเมียร์ (smear test) แพทย์จะนำตัวอย่างเซลล์จากช่องคลอดออกมา และไปส่งภายใต้กล้องจุลทรรศน์เพื่อตรวจหาความผิดปกติ

หากผลการตรวจคัดกรองพบความผิดปกติ ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเป็นมะเร็งแน่นอน เพราะส่วนใหญ่ของความผิดปกติที่พบมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ หรือ มาจากเซลล์ก่อนเป็นมะเร็งที่สามารถรักษาได้ มากกว่ามาจากเซลล์มะเร็งเอง

ผู้หญิงที่อายุตั้งแต่ 25-49 ปี จะได้รับคำแนะนำให้ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทุก 3 ปี และผู้หญิงที่อายุ 50-64 ปี จะได้รับคำแนะนำในตรวจคัดกรองทุก 5 ปี สำหรับผู้หญิงที่อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป จะแนะนำให้ตรวจคัดกรองเฉพาะผู้ที่ไม่ได้ตรวจคัดกรองเลยตั้งแต่อายุ 50 ปี หรือจะแนะนำให้คัดกรองในผู้ที่มีผลการตรวจในครั้งก่อนพบความผิดปกติเกิดขึ้น

อะไรคือสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก?

เกือบจะทุกคนที่เป็นมะเร็งปากมดลูกมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อเอชพีวี (human papilloma virus (HPV)) เชื้อเอชพีวีเป็นเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยมากและติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย หรือผู้หญิง

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีน HPV ลดความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก

ลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูกและหูดหงอนไก่ ด้วยการฉีดวัคซีนได้ที่นี่

Internal ad hpv

เชื้อเอชพีวีเป็นเชื้อที่มีอยู่มากกว่า 100 สายพันธ์ ส่วนใหญ่แล้วไม่ทำให้เกิดอันตราย อย่างไรก็ตามมีเชื้อเอชพีวีบางสายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุของความผิดปกติที่เกิดขึ้นที่เซลล์ปากมดลูก ซึ่งนำไปสู่การมะเร็งปากมดลูกได้

เชื้อเอชพีวี 2 สายพันธ์ คือ สายพันธุ์ 16 (HPV 16) และสายพันธุ์ 18 (HPV 18) คือ 2 สายพันธุ์หลักที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกประมาณ 70% ของผู้ป่วยทั้งหมด การติดเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ดังกล่าวไม่ทำให้เกิดอาการใดๆ ดังนั้นผู้หญิงส่วนใหญ่จึงไม่รู้ตัวว่าตนเองติดเชื้อ

อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักก็คือการติดเชื้อนี้เป็นเรื่องที่พบได้บ่อย และผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อนี้ไม่พัฒนาต่อไปเป็นมะเร็งปากมดลูก

การใช้ถุงยางอนามัยระหว่างมีเพศสัมพันธ์เป็นวิธีที่แนะนำในการป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี แต่ไม่ได้ป้องกันได้ 100% เพราะเชื้อไวรัสเอชพีวีสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสผิวหนังที่บริเวณอื่นของอวัยวะเพศได้ (ซึ่งถุงยางอนามัยคลุมมาไม่ถึง)

ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกแล้ว (HPV vaccine) ซึ่งแนะนำให้ฉีดในเด็กหญิงอายุ 12 และ 13 ปี

การรักษามะเร็งปากมดลูก

หากวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูกได้ตั้งแต่ระยะแรกของโรค โดยทั่วไปจะมีความเป็นไปได้ที่จะรักษาด้วยการผ่าตัด ในผู้ป่วยบางรายอาจรักษาด้วยการผ่าตัดมดลูกออกเนื่องจากมีความจำเป็น การผ่าตัดมดลูกออกเรียกว่า hysterectomy

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีน HPV ลดความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก

ลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูกและหูดหงอนไก่ ด้วยการฉีดวัคซีนได้ที่นี่

Internal ad hpv

รังสีรักษา (radiotherapy) คือการรักษาทางเลือกนอกเหนือจากการผ่าตัดในผู้ป่วยบางรายที่เป็นมะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มต้น ในบางกรณีอาจใช้รังสีรักษาร่วมกับการผ่าตัด

มะเร็งปากมดลูกระยะที่มีความรุนแรง มีการลุกลาม มักรักษาด้วยการใช้ยาเคมีบำบัดร่วมกับการให้รังสีรักษา

การรักษาบางอย่างที่ใช้จะก่อให้เกิดผลข้างเคียงอย่างชัดเจนและเป็นตลอดไป ได้แก่ หมดประจำเดือนเร็วกว่าวัยอันควร (early menopause) และ ภาวะมีบุตรยาก

ภาวะแทรกซ้อนของโรคมะเร็งปากมดลูก

ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งปากมดลูกหลายรายจะมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากตัวมะเร็งเอง หรือเกิดจากผลข้างเคียงของการรักษา เช่น รังสีรักษา, ยาเคมีบำบัด และการผ่าตัด

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นและสัมพันธ์กับมะเร็งปากมดลูกมีตั้งแต่ระดับไม่รุนแรง เช่น เลือดออกจากช่องคลอดเล็กน้อย หรือปัสสาวะบ่อยครั้ง ไปจนถึงระดับรุนแรงถึงชีวิต เช่น เลือดออกอย่างรุนแรง หรือไตวาย

อนาคตของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก

ระยะของมะเร็งปากมดลูกที่ได้รับการวินิจฉัยคือปัจจัยสำคัญของการประเมินว่าผู้ป่วยจะมีอนาคตของโรคเป็นอย่างไร โดยระยะของโรคมะเร็งให้เป็นตัวเลขตั้งแต่ 1-4 เพื่อบ่งชี้ว่ามะเร็งมีการแพร่กระจายมากน้อยเพียงใด

โอกาสที่จะมีชีวิตอยู่อีกอย่างน้อย 5 ปีหลังการวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก เป็นดังนี้

  • มะเร็งระยะ 1 = 80-99%
  • มะเร็งระยะ 2 = 60-90%
  • มะเร็งระยะ 3 = 30-50%
  • มะเร็งระยะ 4 = 20%

ใครบ้างที่ได้รับผลกระทบจากมะเร็งปากมดลูก

ในประเทศไทยพบว่ามะเร็งปากมดลูกคือมะเร็งในผู้หญิงที่พบเป็นอันดับที่ 2 รองจากมะเร็งเต้านม อย่างไรก็ตามการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่มีประสิทธิภาพสามารถลดจำนวนผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกลงได้ 

มะเร็งปากมดลูกสามารถพบได้ในผู้หญิงทุกช่วงอายุ แต่พบได้มากในผู้ป่วยที่ยังคงมีเพศสัมพันธ์อยู่และมีอายุ 30-45 ปี และพบได้น้อยมากในผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 25

อาการของมะเร็งปากมดลูก

อาการของมะเร็งปากมดลูกไม่ค่อยเห็นได้เด่นชัด และอาจไม่มีอาการใดๆ เลยจนกระทั่งมะเร็งเข้าสู่ระยะที่มีความรุนแรงแล้ว

จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมคุณจึงต้องเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำ

เลือดออกผิดปกติ

ส่วนใหญ่แล้ว เลือดออกทางช่องคลอดคืออาการแรกที่เห็นได้ชัดเจนในโรคมะเร็งปากมดลูก ซึ่งมักพบหลังการมีเพศสัมพันธ์

เลือดออกจากช่องคลอดในช่วงเวลาอื่นๆ ที่ไม่ใช่ช่วงเวลาของการมีประจำเดือน ให้คำนึงว่าเป็นเลือดออกที่ผิดปกติ รวมถึงเลือดออกจากช่องคลอด ทั้งที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนเรียบร้อยแล้ว

ให้ไปพบแพทย์เพื่อขอรับคำแนะนำในกรณีที่พบเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด

อาการอื่นๆ

อาการอื่นๆ ของมะเร็งปากมดลูกอาจรวมถึง อาการปวด และรู้สึกไม่สบายตัวระหว่างมีเพศสัมพันธ์ และมีตกขาวมีกลิ่นเหม็นออกมาจากช่องคลอด

มะเร็งปากมดลูกระยะแพร่กระจาย (Advanced cervical cancer)

หากมะเร็งปากมดลูกแพร่กระจายไปไกลกว่าปากมดลูกเข้าสู่เนื้อเยื่อรอบๆ และอวัยวะใกล้เคียง จะทำให้เกิดอาการหลายอย่าง ได้แก่:

  • ท้องผูก
  • ปัสสาวะมีเลือดปน (haematuria)
  • สูญเสียการควบคุมการปัสสาวะ (กลั้นปัสสาวะไม่อยู่)
  • ปวดกระดูก
  • ขาบวมข้างใดข้างหนึ่ง
  • ปวดอย่างรุนแรงที่หลังหรือที่ด้านข้างของร่างกาย ที่เกิดจากการบวมที่ไต (ไตบวมน้ำ หรือ ไตมีปัสสาวะคั่ง (hydronephrosis))
  • มีการเปลี่ยนแปลงการทำงานของกระเพาะปัสสาวะและลำไส้
  • เบื่ออาหาร
  • น้ำหนักลด
  • อ่อนเพลีย รู้สึกไม่มีเรี่ยวแรง

เมื่อไรควรไปพบแพทย์

คุณควรไปพบแพทย์เมื่อคุณมีอาการดังนี้:

  • เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ (postcoital bleeding)
  • มีเลือดออกจากช่องคลอดในช่วงเวลาอื่นที่ไม่ใช่ช่วงมีประจำเดือน
  • มีเลือดออกทั้งที่หมดประจำเดือนไปแล้ว

เลือดออกทางช่องคลอดเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย และมีสาเหตุที่หลากหลาย ดังนั้นจึงไม่ได้หมายความว่าคุณจะเป็นมะเร็งปากมดลูกเสมอไป อย่างไรก็ตามอาการเลือดออกทางช่องคลอดอย่างผิดปกติคืออาการที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจโดยแพทย์

สาเหตุของมะเร็งปากมดลูก

เกือบทั้งหมดของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของดีเอ็นเอ (DNA) ในเซลล์ปากมดลูกซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสเอชพีวี (human papilloma virus (HPV))

มะเร็งมีจุดเริ่มต้นมาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างดีเอ็นเอ ซึ่งพบได้ในเซลล์ร่างกายมนุษย์ทุกเซลล์ ดีเอ็นเอเป็นตัวกำหนดหน้าที่การทำงานพื้นฐานของเซลล์นั้น รวมถึงควบคุมการเติบโตและแบ่งตัวเพิ่มจำนวนด้วย

การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างดีเอ็นเอ เราเรียกว่า การกลายพันธุ์ (mutation) ทำให้มีการควบคุมการเติบโตของเซลล์เปลี่ยนแปลงไป เซลล์นั้นๆ จึงเติบโตอย่างต่อเนื่องไม่สามารถหยุดได้อย่างที่ควรจะเป็น เมื่อเซลล์นั้นๆ แบ่งตัวเพิ่มจำนวนอย่างไม่สามารถควบคุมได้จะทำให้เกิดเป็นก้อนเนื้องอก (tumour) ขึ้น

เชื้อไวรัสเอชพีวี (Human papilloma virus (HPV))

มากกว่า99% ของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี เอชพีวีเป็นกลุ่มของเชื้อไวรัส โดยมีมากกว่า 100 สายพันธุ์

เชื้อเอชพีวีติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ด้วยการสอดใส่ และการมีกิจกรรมทางเพศอื่นๆ เช่น การสัมผัสผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ หรือการใช้เซ็กซ์ทอย (sex toys) ดังนั้นเชื้อไวรัสนี้จึงติดต่อกันได้บ่อย ประมาณการว่าผู้หญิง 1 ใน 3 คนจะมีการติดเชื้อเอชพีวีภายใน 2 ปี หลังจากเริ่มมีเพศสัมพันธ์เป็นประจำ  และประมาณ 4 ใน 5 ของผู้หญิงจะพบการติดเชื้อเอชพีวีในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของชีวิต

เชื้อเอชพีวีบางสายพันธุ์ไม่ทำให้เกิดอาการใดๆ และการติดเชื้อจะหายไปได้โดยไม่ต้องทำการรักษา เชื้อเอชพีวีบางสายพันธุ์ทำให้เกิดหูดที่อวัยวะเพศ (หูดหงอนไก่) แต่สายพันธุ์นี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก

สำหรับเชื้อเอชพีวีที่เป็นสายพันธุ์เสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกมีอยู่ประมาณ 15 สายพันธุ์ และสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกคือสายพันธุ์ที่ 16 และ สายพันธุ์ที่ 18 (HPV 16 และ HPV18) ซึ่งเป็นสาเหตุมากถึง 7 ใน 10 คนของผู้ป่วยทั้งหมด

เชื้อเอชพีวีสายพันธุ์เสี่ยงสูงจะมีองค์ประกอบของสารพันธุกรรมที่สามารถติดต่อไปยังเซลล์ของปากมดลูกได้ สารพันธุกรรมนี้จะไปขัดขวางการทำงานปกติของเซลล์ ทำให้เซลล์มีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอย่างควบคุมไม่ได้ และกลายเป็นก้อนเนื้องอกมะเร็งในที่สุด

เนื่องจากเชื้อไวรัสเอชพีวีส่วนใหญ่ไม่ทำให้เกิดอาการใดๆ ดังนั้นทั้งคุณและคู่ของคุณอาจติดเชื้อไวรัสเอชพีวีเป็นเดือนหรือไม่เป็นปีโดยที่ไม่รู้ตัวเลย

เซลล์ปากมดลูกเจริญผิดปกติ (Cervical intraepithelial neoplasia (CIN))

โรคมะเร็งปากมดลูกมักใช้เวลาหลายปีก่อนจะพัฒนาเป็นมะเร็งขึ้น ก่อนที่จะเกิดโรคมะเร็งขึ้น เซลล์ที่บริเวณปากมดลูกมักแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า เซลล์ปากมดลูกเจริญผิดปกติ (cervical intraepithelial neoplasia (CIN)) หรือที่พบได้น้อยกว่าคือ cervical glandular intraepithelial neoplasia (CGIN)

ทั้ง CIN และ CGIN คือเซลล์ในระยะก่อนพัฒนาเป็นมะเร็ง (pre-cancerous conditions) เซลล์ในระยะก่อนเป็นมะเร็งนั้นยังไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยในทันที แต่ในอนาคตมีโอกาสที่เซลล์ในระยะนี้จะพัฒนาต่อเป็นมะเร็งได้

อย่างไรก็ตามแม้ว่าคุณจะพบ CIN และ CGIN แต่โอกาสในการพัฒนาเป็นมะเร็งปากมดลูกก็มีไม่มาก และถ้าการเปลี่ยนแปลงของเซลล์นี้ถูกตรวจพบระหว่างการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก การรักษาจะประสบความสำเร็จสูง

การพัฒนาของโรคตั้งแต่เริ่มมีการติดเชื้อเอชพีวี ไปจนมีการเจริญผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก (CIN หรือ CGIN) จนกระทั่งทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกนั้นเป็นไปอย่างช้าๆ มักกินระยะเวลา 10-20 ปี

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก

ความจริงของโรคนี้ก็คือ การติดเชื้อเอชพีวีเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องเป็นมะเร็งปากมดลูก หากเทียบกับการติดเชื้อเอชพีวีแล้ว พบว่าผู้หญิงเหล่านั้นมีสัดส่วนน้อยที่จะพัฒนาเป็นมะเร็งปากมดลูก เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้หญิงในการพัฒนาเป็นมะเร็งปากมดลูกอีกหลายปัจจัย ได้แก่:

  • การสูบบุหรี่-ผู้หญิงที่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ 2 เท่า เพราะสารเคมีที่พบบุหรี่ทำให้เกิดผลเสียต่อเซลล์ปากมดลูก
  • มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง-ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยได้รับยาบางชนิด เช่น ยากดภูมิคุ้มกันในกรณีที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะเพื่อป้องกันการปฏิเสธอวัยวะ หรือเกิดจากการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) หรือโรคเอดส์ (AIDS)
  • รับประทานยาคุมกำเนิดชนิดเม็ดเป็นเวลานานมากกว่า 5 ปี-พบว่าผู้หญิงที่รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกมากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับประทานนานขนาดนี้เป็น 2 เท่า ซึ่งยังไม่ทราบว่าเพราะอะไรจึงเป็นเช่นนี้
  • การมีลูก (มีลูกหลายคน มีความเสี่ยงมากกว่า)-ผู้หญิงที่มีลูก 2 คน มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่เคยมีลูก

เหตุผลของความสัมพันธ์ระหว่างการมีลูกและมะเร็งปากมดลูกยังไม่ทราบแน่ชัด หนึ่งในทฤษฎีก็คือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่พบระหว่างการตั้งครรภ์อาจทำให้ปากมดลูกเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากเชื้อเอชพีวีมากยิ่งขึ้น

การแพร่กระจายของมะเร็งปากมดลูก

หากมะเร็งปากมดลูกไม่ได้รับการวินิจฉัยและไม่ได้รับการรักษา ตัวมะเร็งจะค่อยๆ แพร่กระจายออกจากปากมดลูกอย่างช้าๆ เข้าสู่เนื้อเยื่อและอวัยวะข้างเคียง มะเร็งสามารถแพร่กระจายลงสู่ช่องคลอดและกล้ามเนื้อที่ค้ำจุนกระดูกเชิงกรานอยู่ และอาจแพร่กระจายขึ้นด้านบนไปปิดกั้นท่อไต (ท่อที่นำน้ำปัสสาวะจากไตลงสู่กระเพาะปัสสาวะ (ureters))

มะเร็งปากมดลูกยังสามารถแพร่ลงสู่กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ใหญ่ และไปที่ตับ กระดูก และปอดได้อีกด้วย นอกจากนี้เซลล์มะเร็งสามารถแพร่กระจายเข้าสู่ระบบน้ำเหลือง (lymphatic system) ได้เช่นกัน ระบบน้ำเหลืองประกอบไปด้วยต่อมน้ำเหลืองและท่อน้ำเหลืองทั่วร่างกาย คล้ายคลึงกับระบบไหลเวียนเลือด

ต่อมน้ำเหลืองมีหน้าที่ผลิตเซลล์ที่จำเป็นในระบบภูมิคุ้มกันหลายๆ เซลล์ ซึ่งเป็นกลไกตามธรรมชาติของร่างกายในการป้องกันการติดเชื้อ หากคุณมีการติดเชื้อเกิดขึ้น ต่อมน้ำเหลืองที่คอ หรือต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ อาจบวมโตได้

ในผู้ป่วยบางรายที่เป็นมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มต้น ต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้กับปากช่องคลอดอาจมีเซลล์มะเร็งอยู่ในนั้นด้วย และในผู้ป่วยบางรายที่เป็นมะเร็งปากมดลูกในระยะแพร่กระจาย ต่อมน้ำเหลืองที่หน้าอกและช่องท้องอาจได้รับผลกระทบไปด้วย

 

การวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก

หากแพทย์สงสัยว่าคุณเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก คุณจะได้รับการส่งต่อไปตรวจกับสูตินรีแพทย์ (แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรคในระบบสืบพันธุ์เพศหญิง)

การส่งต่อไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะได้รับคำแนะนำให้ทำในกรณีที่ผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกพบความผิดปกติที่เซลล์ปากมดลูก อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่แล้วความผิดปกติที่พบไม่ได้หมายความว่าคุณจะเป็นมะเร็งปากมดลูก

คุณอาจได้รับการส่งต่อไปพบสูตินรีแพทย์ถ้าคุณมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด หรือแพทย์ตรวจพบความผิดปกติที่ปากมดลูกระหว่างการตรวจภายในให้กับคุณ

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หนองในเทียม (chlamydia) คือสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของการมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ซึ่งแพทย์จะแนะนำให้คุณตรวจหาการติดเชื้อดังกล่าวนี้ก่อนการส่งต่อไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในการตรวจการติดเชื้อหนองในเทียม แพทย์จะนำตัวอย่างเนื้อเยื่อเล็กน้อยจากปากมดลูกไปตรวจ หรือให้คุณเก็บปัสสาวะไปตรวจ

การส่องตรวจช่องคลอด (Colposcopy)

หากคุณมีผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกพบความผิดปกติ หรืออาการของคุณสนับสนุนว่าคุณอาจเป็นมะเร็งปากมดลูก สูตินรีแพทย์จะทำการตรวจโดยใช้กล้องส่องตรวจช่องคลอด (colposcopy) ซึ่งเป็นการตรวจหาความผิดปกติที่เกิดขึ้นที่ปากมดลูก

ระหว่างการทำการส่องตรวจช่องคลอด แพทย์จะใช้กล้องขนาดเล็กที่มีแสงไฟที่ปลายของกล้องส่องตรวจ ซึ่งระหว่างการตรวจนี้สูติแพทย์จะทำการนำตัวอย่างเนื้อเยื่อจากปากมดลูกไปตรวจภายใต้กล้องจุลทรรศน์เพื่อดูว่ามีเซลล์มะเร็งหรือไม่

การตัดชิ้นเนื้อปากมดลูกออกเป็นรูปกรวย (cone biopsy)

ในผู้ป่วยบางรายอาจได้รับการตัดชิ้นเนื้อปากมดลูกออกเป็นรูปกรวย ซึ่งทำในโรงพยาบาลภายใต้การใช้ยาชาเฉพาะที่

ระหว่างการตัดชิ้นเนื้อปากมดลูกออกเป็นรูปกรวย แพทย์จะตัดชิ้นเนื้อที่บริเวณปากมดลูกเป็นรูปกรวย เพื่อนำไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ว่ามีเซลล์มะเร็งอยู่หรือไม่ คุณอาจมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดนานถึง 4 สัปดาห์ภายหลังการตรวจนี้ และอาจมีอาการปวดคล้ายกับมีประจำเดือนด้วย

การตรวจเพิ่มเติม

หากผลจากการตรวจชิ้นเนื้อที่ปากมดลูกพบว่าคุณเป็นมะเร็งปากมดลูก และมีความเสี่ยงที่มะเร็งอาจแพร่กระจายออกไป คุณจำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินว่ามะเร็งมีการแพร่กระจายออกไปแล้วมากน้อยเพียงใด โดยจะทำการตรวจดังนี้:

  • การตรวจภายใน (pelvic examination)-เพื่อตรวจมดลูก ช่องคลอด ลำไส้ และกระเพาะปัสสาวะว่ามีการแพร่กระจายของมะเร็งไปหรือไม่
  • ตรวจเลือด-เพื่อช่วยประเมินการทำงานของตับ ไต และไขกระดูก
  • ซีที สแกน/การสแกนด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan)-คือการสแกนร่างกายและใช้คอมพิวเตอร์สร้างเป็นภาพของอวัยวะภายในร่างกายเป็นภาพสามมติ ซึ่งการตรวจซีทีสแกนจะช่วยบ่งชี้ว่ามีก้อนเนื้องอกมะเร็งหรือไม่ และบอกว่ามะเร็งมีการแพร่กระจายหรือไม่
  • การตรวจเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (magnetic resonance imaging (MRI) scan)-การตรวจสแกนนี้จะใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเข้มข้นและคลื่นวิทยาในการสร้างเป็นภายของอวัยวะภายในร่างกาย ใช้เพื่อตรวจว่ามีการแพร่กระจายของมะเร็งแล้วหรือไม่
  • เอกซเรย์ปอด- เพื่อดูว่ามะเร็งแพร่กระจายไปที่ปอดหรือไม่
  • เพทสแกน (positive emission tomography (PET) scan)-คือการตรวจสแกนชนิดพิเศษร่วมกับการฉีดสารกัมมันตรังสีเช้าทางหลอดเลือดดำ เพื่อให้มองเห็นภาพเซลล์มะเร็งได้ชัดเจนขึ้น การตรวจนี้มักทำร่วมกับการทำซีทีสแกน ในการดูว่ามะเร็งแพร่กระจายไปมากน้อยแค่ไหน และดูการตอบสนองต่อการรักษาที่ได้รับ

ระยะของโรคมะเร็ง

ภายหลังจากได้รับการตรวจครบทุกวิธีแล้ว จะทำให้ทราบและบอกคุณได้ว่าคุณกำลังเป็นมะเร็งในระยะใด ระยะของโรคมะเร็งเป็นการบ่งบอกว่ามะเร็งมีการแพร่กระจายไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว ยิ่งระยะสูงยิ่งหมายถึงมะเร็งแพร่กระจายไปมาก ระยะของโรคมะเร็งปากมดลูกแบ่งได้ดังนี้:

  • ระยะ 0 (ก่อนเป็นมะเร็ง)-ระยะนี้จะยังไม่มีเซลล์มะเร็งที่ปากมดลูก แต่พบการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยาที่สามารถกระตุ้นให้เกิดมะเร็งในอนาคต เราเรียกว่าระยะที่ตรวจพบเซลล์ปากมดลูกเจริญผิดปกติ (cervical intraepithelial neoplasia (CIN)) หรือมะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรก (carcinoma in situ (CIS))
  • ระยะที่ 1-มะเร็งยังอยู่เฉพาะที่ปากมดลูก
  • ระยะที่ 2-มะเร็งมีการแพร่กระจายออกไปจากปาดมดลูกเข้าสู่เนื้อเยื่อข้างเคียง แต่ยังไม่ถึงเนื้อเยื่อบุอุ้งเชิงกราน (ผนังอุ้งเชิงกราน) หรือส่วนล่างของช่องคลอด
  • ระยะที่ 3-มะเร็งแพร่กระจายเข้าสู่ส่วนล่างของช่องคลอด และ/หรือ เข้าสู่ผนังอุ้งเชิงกราน
  • ระยะที่ 4-มะเร็งแพร่กระจายเข้าสู่ลำไส้ กระเพาปัสสาวะ หรืออวัยวะอื่นๆ เช่น ปอด

การรักษามะเร็งปากมดลูก

ในการรักษามะเร็งปากมดลูกจะขึ้นกับว่ามะเร็งแพร่กระจายไปมากน้อยเพียงใด

เนื่องจากการรักษาโรคมะเร็งมีความซับซ้อน โรงพยาบาลแต่ละแห่งจึงใช้ทีมสหสาขาวิชาชีพในการดูแลรักษาโรคมะเร็งปากมดลูกและวางแผนโปรแกรมการรักษาโรคมะเร็งให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

ทีมสหสาขาวิชาชีพจะประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาที่ทำงานร่วมกันเพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

ทีมแพทย์ที่กำลังดูแลรักษาคุณจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาคิดว่าเป็นการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ แต่ยังไงก็แล้วแต่การตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายว่าจะรักษายังไงนั้นขึ้นกับคุณเป็นผู้ตัดสินใจ โดยส่วนใหญ่แล้ว แพทย์จะแนะนำให้รักษาดังนี้:

  • มะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มต้น-จะรักษาด้วยการผ่าตัดบางส่วนหรือทั้งหมดของมดลูกออก, การใช้รังสีรักษา หรือใช้ร่วมกันระหว่างการผ่าตัดและรังสีรักษา
  • มะเร็งปากมดลูกระยะแพร่กระจายซึ่งมีความรุนแรงมากขึ้น-จะรักษาด้วยการใช้รังสีรักษา และ/หรือ ยาเคมีบำบัด และอาจมีการใช้การผ่าตัดด้วย

การคาดการณ์ว่ามะเร็งปากมดลูกจะรักษาหายขาดหรือไม่นั้นขึ้นกับระยะที่ตรวจเจอ หากตรวจเจอตั้งแต่ระยะแรกมีโอกาสสูงที่จะรักษาหายขาด และโอกาสที่จะหายขาดจะลดลงเรื่อยๆ ตามการแพร่กระจายของมะเร็งที่มากขึ้น

ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แพทย์จะให้การรักษาเพื่อชะลอการดำเนินไปของโรค ช่วยให้มีชีวิตยืนยาวขึ้น และบรรเทาอาการที่สัมพันธ์กับโรค เช่น อาการปวด และเลือดออกทางช่องคลอด เราเรียกการรักษานี้ว่า การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ (palliative care)

สำหรับทางเลือกในการรักษาต่างๆ นั้น มีรายละเอียดดังนี้:

การทำลายเนื้อเยื่อผิดปกติบริเวณปากมดลูก

หากผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกพบว่าคุณไม่ได้เป็นมะเร็งปากมดลูก แต่พบการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยาที่สามารถเปลี่ยนไปเป็นมะเร็งได้ในอนาคต กรณีนี้มีทางเลือกในการรักษาหลายวิธี ดังนี้:

  • การตัดปากมดลูกด้วยห่วงไฟฟ้า (large loop excision of the transformation zone (LLETZ))-เซลล์ผิดปกติจะถูกตัดออกจากร่างกายโดยการใช้เส้นลวดร่วมกับการปล่อยกระแสไฟฟ้า
  • การตัดชิ้นเนื้อปากมดลูกออกเป็นรูปกรวย (cone biopsy)-เซลล์เนื้อเยื่อที่ผิดปกติจะถูกตัดออกระหว่างการผ่าตัด
  • การใช้เลเซอร์จี้ทำลาย (laser therapy)-คือการใช้เลเซอร์เพื่อทำลายเซลล์ผิดปกติ

การผ่าตัด

มีการผ่าตัดหลักอยู่ 3 ชนิดสำหรับรักษามะเร็งปากมดลูก ได้แก่:

  • การตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวยแบบกว้าง (Radical trachelectomy)-ปากมดลูก, เนื้อเยื่อข้างเคียง และส่วนบนของช่องคลอดจะถูกตัดออกจากร่างกาย แต่ตัวมดลูกเองยังคงอยู่ที่เดิม
  • การผ่าตัดมดลูกออก (hysterectomy)-คือการผ่าตัดนำมดลูกและปากมดลูกออก ขึ้นอยู่กับระยะของโรคมะเร็ง อาจมีความจำเป็นต้องผ่าตัดรังไข่และท่อน้ำไข่ออกด้วย
  • การผ่าตัดอวัยวะในอุ้งเชิงกรานแบบกว้าง (Pelvic Exenteration)-คือการผ่าตัดใหญ่ที่จะผ่าเอาปากมดลูก ช่องคลอด มดลูก กระเพาะปัสสาวะ รังไข่ ท่อน้ำไข่ และลำไส้ตรงออกจากร่างกาย

การตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวยแบบกว้าง (Radical trachelectomy)

การผ่าตัดด้วยวิธีนี้จะเหมาะสมกับผู้ที่เป็นมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มแรกเท่านั้น และมักแนะนำให้ทำให้ผู้หญิงรายที่ยังต้องการมีลูกอยู่

ระหว่างการผ่าตัด แพทย์จะกรีดแผลผ่าตัดขนาดเล็กที่บริเวณท้อง และใส่เครื่องมือที่ออกแบบเฉพาะเข้าไปตัดปากมดลูกและส่วนบนของช่องคลอดออก และอาจตัดต่อมน้ำเหลืองบริเวณอุ้งเชิงกรานออกด้วย และมดลูกของคุณจะยังอยู่เช่นเดิมและจะต่ออยู่กับส่วนล่างของช่องคลอด

หากเปรียบเทียบการผ่าตัดด้วยวิธีนี้กับการผ่าตัดมดลูกออก และ การผ่าตัดอวัยวะในอุ้งเชิงกรานแบบกว้าง พบว่าข้อดีของการผ่าตัดวิธีนี้คือยังคงมีมดลูกอยู่ นั่นหมายความว่า คุณยังสามารถมีลูกได้ในอนาคต อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่คุณต้องตระหนักไว้เสมอก็คือ แม้ว่าศัลยแพทย์จะผ่าตัดด้วยวิธีนี้ให้กับคุณ ก็ไม่เป็นการยืนยันแน่นอนว่าคุณยังสามารถมีลูกได้ในอนาคต

ถ้าคุณมีลูกหลังการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ ลูกของคุณต้องคลอดด้วยการผ่าตัดคลอด (caesarean section) และคำแนะนำโดยทั่วไปคือหลังการผ่าตัดแล้ว แนะนำให้รอ 6-12 เดือน ก่อนพยายามที่จะมีลูก เพื่อให้มีเวลามากพอสำหรับมดลูกและช่องคลอดในการฟื้นตัว

การตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวยแบบกว้างเป็นการผ่าตัดที่ต้องอาศัยทักษะความชำนาญ ซึ่งบางโรงพยาบาลอาจไม่สามารถทำได้และอาจต้องเดินทางไปยังโรงพยาบาลอื่นแทน

การผ่าตัดมดลูกออก (hysterectomy)

การผ่าตัดมดลูกออก โดยทั่วไปแนะนำในผู้ที่เป็นมะเร็งปากมดลูกในระยะแรก ซึ่งอาจตามด้วยการให้รังสีรักษาเพื่อช่วยป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็ง

การผ่าตัดมดลูกออกเพื่อรักษามะเร็งปากมดลูก มีอยู่ 2 ชนิด ได้แก่:

  • การผ่าตัดมดลูกธรรมดา-เป็นการผ่าตัดปากมดลูกและตัวมดลูกออกจากร่างกาย ในบางกรณีอาจต้องมีการตัดรังไข่และท่อน้ำไข่ออกด้วย การผ่าตัดด้วยวิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มแรกเท่านั้น
  • การผ่าตัดมดลูกแบบกว้างหรือผ่าตัดแบบถอดรากโคน (Radical hysterectomy)-เป็นการผ่าตัดเอาปากมดลูก มดลูก เนื้อเยื่อและต่อมน้ำเหลืองข้างเคียง รังไข่ และท่อน้ำไข่ ออกทั้งหมด ซึ่งจะแนะนำให้ทำในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะที่รุนแรง มีการแพร่กระจาย หรือในมะเร็งระยะ 2 บางราย  

ภาวะแทรกซ้อนระยะสั้นที่พบได้ของการผ่าตัดมดลูกออกคือ การติดเชื้อ, เลือดออก, เลือดอุดตัน และทำให้ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ และลำไส้ตรงได้รับความเสียหายอย่างไม่ตั้งใจ

ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวมีน้อย แต่ถ้าเกิดขึ้นจะรบกวนชีวิตประจำวันคุณได้ โดยภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว ได้แก่:

  • ความเสี่ยงที่ช่องคลอดจะสั้นลงและแห้ง ทำให้เจ็บปวดระหว่างมีเพศสัมพันธ์
  • กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
  • แขนขาบวม เนื่องจากมีของเหลวสะสม (บวมน้ำเหลือง หรือ lymphoedema)
  • ลำไส้อุดตันเพราะมีเนื้อเยื่อแผลเป็นเกิดขึ้น ซึ่งอาจจำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

เมื่อมดลูกของคุณถูกตัดออก จะทำให้คุณสูญเสียความสามารถในการมีลูก

หากมีการผ่าตัดรังไข่ออกไป จะกระตุ้นให้หมดประจำเดือนได้ในรายที่ยังไม่หมดประจำเดือน

การผ่าตัดอวัยวะในอุ้งเชิงกรานแบบกว้าง (Pelvic Exenteration)

การผ่าตัดอวัยวะในอุ้งเชิงกรานแบบกว้างคือการผ่าตัดใหญ่ที่มักแนะนำให้ทำในผู้ที่มะเร็งปากมดลูกกลับมาเป็นซ้ำภายหลังการรักษาครั้งก่อนที่คิดว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีแล้ว ซึ่งจะแนะนำเฉพาะกรณีที่มะเร็งกลับมาเป็นซ้ำเฉพาะภายในบริเวณอุ้งเชิงกราน แต่ไม่แพร่กระจายออกจากบริเวณนี้

การผ่าตัดอวัยวะในอุ้งเชิงกรานแบบกว้างจะแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน ดังนี้:

  • การผ่าตัดมะเร็งออก รวมไปถึงกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ตรง ช่องคลอด และส่วนล่างของลำไส้
  • การผ่าตัดรู 2 รูไว้ที่หน้าท้อง เพื่อเป็นทางระบายอุจจาระและปัสสาวะออกจากร่างกายเข้ามาเก็บไว้ที่ถุงกักเก็บปัสสาวะและอุจจาระ

ภายหลังการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ เนื้อเยื่อช่องคลอดที่ถูกผ่าออกไปจะถูกทดแทนด้วยผิวหนังและเนื้อเยื่อจากส่วนอื่นๆ ของร่างกายแทน ทำให้คุณยังสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ภายหลังการพักฟื้น ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน

รังสีรักษา

การใช้รังสีรักษาสามารถใช้เดี่ยวๆ หรือใช้ร่วมกับการผ่าตัดในการรักษามะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรก และอาจใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัดสำหรับรักษามะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม ซึ่งสามารถใช้เพื่อควบคุมอาการเลือดออกและอาการปวดได้

การให้รังสีรักษาสามารถให้ได้ 2 วิธี ได้แก่:

  • ให้ภายนอกร่างกาย (externally)-คือการใช้เครื่องฉายคลื่นพลังงานสูงภายนอกร่างกายเข้ามาที่บริเวณอุ้งเชิงกรานเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง
  • ให้ภายในร่างกาย (internally)-คือการฝังแร่กัมมันตรังสีภายในช่องคลอดและปากมดลูก

ส่วนใหญ่แล้วจะใช้รังสีรักษาทั้งภายในและภายนอกร่างกายร่วมกัน โดยคอร์สของการรักษาด้วยรังสีรักษามักใช้เวลาประมาณ 5-8 สัปดาห์

เนื่องจากรังสีรักษาทำลายเซลล์มะเร็งได้ มันจึงสามารถทำลายเซลล์ปกติในร่างกายได้ด้วยเช่นกัน ทำให้เกิดผลข้างเคียงกับผู้ป่วยเป็นเวลาหลายเดือน หรืออาจเป็นปีหลังการรักษา

อย่างไรก็ตามประโยชน์ที่ได้รับจากการให้รังสีรักษามีมากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วย ในผู้ป่วยบางรายรังสีรักษาคือความหวังเดียวในการรักษามะเร็ง

ผลข้างเคียงของรังสีรักษาที่พบได้บ่อย ได้แก่:

  • ท้องเสีย
  • เจ็บปวดขณะปัสสาวะ
  • เลือดออกจากช่องคลอดหรือไส้ตรง
  • รู้สึกอ่อนเพลีย
  • รู้สึกคลื่นไส้
  • ผิวหนังบริเวณอุ้งเชิงกรานแสบร้อนคล้ายๆ กับการโดนแดดเผาไหม้
  • ช่องคลอดแคบลง ทำให้เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
  • เกิดภาวะมีบุตรยากขึ้น
  • มีความเสียหายเกิดขึ้นที่รังไข่ ซึ่งกระตุ้นให้หมดประจำเดือนก่อนวัยอันควร (หากคุณยังคงมีประจำเดือนอยู่)
  • มีความเสียหายเกิดขึ้นที่กระเพาะปัสสาวะและลำไส้ ทำให้ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะ/อุจจาระ ได้

ผลข้างเคียงส่วนใหญ่ที่กล่าวถึงข้างต้นจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 8 สัปดาห์หลังสิ้นสุดการรักษา แต่บางกรณีผลข้างเคียงอาจเป็นอย่างถาวร ผลข้างเคียงบางอย่างอาจเกิดขึ้นภายหลังการรักษาเสร็จสิ้นไปแล้วเป็นเวลาหลายเดือน หรือเป็นปี ก็ได้

หากภาวะมีบุตรยากเป็นเรื่องที่คุณกังวล คุณสามารถเก็บไข่ออกจากรังไข่เพื่อฝากเก็บไว้ก่อนการทำรังสีรักษาได้ และเมื่อรักษาเสร็จสิ้นและคุณพร้อมจะมีลูกแล้ว สามารถใช้ไข่ใบนั้นฝังเข้าไปในมดลูกของคุณได้ แต่คุณจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในกรณีนี้และต้องปรึกษาแพทย์ก่อนทำ

มีวิธีที่อาจช่วยป้องกันการหมดประจำเดือนก่อนวัยอันควรโดยการผ่าตัดย้ายรังไข่ออกจากบริเวณที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากรังสีรักษา เราเรียกว่า ovarian transposition

ทีมแพทย์ที่ดูแลคุณสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับทางเลือกในการรักษาภาวะมีบุตรยาก และบอกได้ว่าคุณมีความเหมาะสมที่จะทำการผ่าตัดย้ายรังไข่ออกจากบริเวณที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากรังสีรักษาหรือไม่

ยาเคมีบำบัด

ยาเคมีบำบัดสามารถใช้ร่วมกับรังสีรักษาเพื่อพยายามรักษามะเร็งปากมดลูกให้หายขาด หรืออาจใช้เดี่ยวๆ เพื่อรักษามะเร็งปากมดลูกระยะลุกลามเพื่อชะลอการดำเนินไปของโรคและช่วยบรรเทาอาการให้กับผู้ป่วย (การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ)

ยาเคมีบำบัดสามารถใช้ได้ทั้งยาเดี่ยว คือ cisplatin หรือใช้ร่วมกันระหว่างยาเคมีบำบัดหลายชนิดเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง

โดยทั่วไปจะให้ยาเคมีบำบัดโดยการหยดยาเข้าหลอดเลือดดำในลักษณะของผู้ป่วยนอก เมื่อรับยาครบ 1 ครั้งแล้วสามารถกลับบ้านได้

ยาเคมีบำบัดก็เหมือนกับรังสีรักษาคือตัวยาสามารถทำลายเซลล์ปกติในร่างกายได้ โดยผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยของยาเคมีบำบัด ได้แก่:

  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ท้องเสีย
  • รู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา
  • เซลล์เม็ดเลือดมีปริมาณลดลง ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียและหายใจหอบเหนื่อย (โลหิตจาง) และมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้ง่ายเพราะขาดเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรค
  • แผลในปาก
  • เบื่ออาหาร
  • ผมร่วง-ผมควรกลับมางอกใหม่ภายใน 3-6 เดือนหลังจบคอร์สของการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด อย่างไรก็ตามไม่ใช่ยาเคมีบำบัดทุกตัวจะทำให้เกิดผมร่วง

ยาเคมีบำบัดบางชนิดมีพิษต่อไต ดังนั้นคุณจำเป็นต้องเจาะเลือดติดตามค่าการทำงานของไตอย่างสม่ำเสมอ

การติดตามหลังการรักษา

หลังการรักษาสิ้นสุดลงและมะเร็งได้ถูกกำจัดออกจากร่างกายแล้ว คุณจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจติดตามอาการเป็นประจำ ซึ่งจะเป็นการตรวจร่างกายโดยแพทย์เพื่อดูช่องคลอดและปากมดลูก (หากยังไม่ได้ผ่าตัดออก)

เนื่องจากมะเร็งปากมดลูกมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ การตรวจร่างกายจะทำเพื่อตรวจดูว่ามีสัญญาณของการกลับมาเป็นซ้ำหรือไม่ หากพบสิ่งสงสัยได้ว่าอาจมีการกลับมาเป็นซ้ำ แพทย์จะทำการเก็บชิ้นเนื้อ (biopsy) ไปตรวจอีกครั้ง

หากมะเร็งปากมดลูกกลับมาเป็นซ้ำ จะมักกลับมาในช่วงเวลาประมาณ 18 เดือนหลังสิ้นสุดคอร์สการรักษา

การนัดหมายเพื่อติดตามอาการมักแนะนำให้ติดตามทุก 4 เดือน ในช่วง 2 ปีแรกหลังสิ้นสุดการรักษา จากนั้นติดตามห่างออกไปเป็นทุก 6 – 12 เดือน ในช่วง 3 ปีต่อมา

ภาวะแทรกซ้อนจากมะเร็งปากมดลูก

ภาวะแทรกซ้อนจากมะเร็งปากมดลูกอาจเกิดจากผลข้างเคียงของการรักษาหรือเกิดจากตัวโรคมะเร็งปากมดลูกที่มีการลุกลาม

ผลข้างเคียง

หมดประจำเดือนก่อนกำหนด (Early menopause)

หากรังไข่ของคุณถูกผ่าตัดออกไป หรือได้รับความเสียหายระหว่างการรักษาด้วยรังสีรักษา จะกระตุ้นให้หมดประจำเดือนก่อนกำหนด (หากคุณยังมีประจำเดือนอยู่) ผู้หญิงโดยทั่วไปส่วนใหญ่จะหมดประจำเดือนช่วงอายุประมาณ 50 ปี 

การหมดประจำเดือนเกิดจากรังไข่หยุดสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen) และ โปรเจสเตอโรน (progesterone) ทำให้มีอาการดังต่อไปนี้:

อาการดังกล่าวนี้สามารถบรรเทาได้ด้วยการใช้ยาที่กระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน และ โปรเจนเตอโรน ได้แก่ การบำบัดด้วยฮอร์โมนทดแทน (hormone replacement therapy (HRT))

ช่องคลอดแคบ

การใช้รังสีรักษาเพื่อรักษามะเร็งปากมดลูกจะเป็นสาเหตุให้ช่องคลอดแคบลง ทำให้เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์หรือมีเพศสัมพันธ์ได้ลำบากขึ้น

การรักษาช่องคลอดแคบมีอยู่ 2 วิธีหลัก คือ การทาครีมฮอร์โมนที่ช่องคลอด ซึ่งจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับช่องคลอดและทำให้มีเพศสัมพันธ์ได้ง่ายขึ้น

การรักษาอีกวิธีคือการใช้อุปกรณ์ขยายช่องคลอด (vaginal dilator) รูปร่างจะคล้ายผ้าอนามัยแบบสอดแต่เป็นอุปกรณ์พลาสติกที่ไว้ใส่เข้าไปในช่องคลอด โดยทั่วไปแนะนำให้ใช้อุปกรณ์นี้เป็นเวลา 5-10 นาทีทุกวัน เป็นเวลานาน 6-12 เดือน

ผู้หญิงหลายๆ คนจะรู้สึกอายที่ต้องพูดขอคำปรึกษาเกี่ยวกับอุปกรณ์ขยายช่องคลอดนี้ แต่จริงๆ แล้วมันคืออุปกรณ์ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่าสามารถใช้รักษาช่องคลอดแคบได้ โดยคุณสามารถขอรับคำแนะนำจากพยาบาลหรือแพทย์ที่ดูแลคุณเกี่ยวกับอุปกรณ์ชนิดนี้

เมื่อมีการใช้อุปกรณ์ขยายช่องคลอดแล้วคุณจะพบว่าในการมีเพศสัมพันธ์ครั้งต่อๆไป จะมีความเจ็บปวดลดลง อย่างไรก็ตามอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าอารมณ์ของคุณจะพร้อมสำหรับการมีเพศสัมพันธ์กับคู่ของคุณ

บวมน้ำเหลือง (Lymphoedema)

เมื่อต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ในบริเวณอุ้งเชิงกรานถูกตัดออก จะทำให้เกิดการขัดขวางการทำงานตามปกติของระบบน้ำเหลือง

หนึ่งในหน้าที่การทำงานของระบบน้ำเหลืองคือการระบายของเหลวส่วนเกินออกจากเนื้อเยื่อต่างๆ การขัดขวางการทำงานดังกล่าวนี้จะทำให้เกิดการสะสมของของเหลวภายในเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดการบวมน้ำเหลือง ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้จากการบวมของขา (ในกรณีที่เกิดจากมะเร็งปากมดลูก)

การออกกำลังกายและเทคนิคการนวดสามารถลดอาการบวมได้ การสวมใส่ผ้ารัดชนิดพิเศษสามารถช่วยได้เช่นกัน

ผลกระทบด้านจิตใจ

ผลกระทบด้านจิตใจในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกมีอย่างชัดเจน

ตัวอย่างเช่น คุณอาจรู้สึกแย่เมื่อได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งปากมดลูก แต่จะรู้สึกดีขึ้นเมื่อสามารถผ่าตัดเอามะเร็งหรือสามารถกำจัดมะเร็งออกจากร่างกายได้แล้ว และอาจรู้สึกแย่อีกครั้งเมื่อคุณต้องจัดการกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการรักษา

การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ที่เกิดขึ้นอาจกระตุ้นให้มีอาการซึมเศร้า อาการที่พบได้บ่อยของภาวะซึมเศร้า คือ รู้สึกเศร้า สิ้นหวัง ขาดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบ

ให้ไปพบแพทย์หากคุณรู้สึกว่าคุณอาจเป็นภาวะซึมเศร้า เพราะมียาหลายชนิดที่สามารถช่วยคุณได้ ได้แก่ ยาต้านซึมเศร้า และการบำบัดด้วยการพูดคุย เช่น การบําบัดทางความคิดและพฤติกรรม (cognitive behavioural therapy (CBT))

ในละแวกใกล้เคียงกับคุณอาจมีกลุ่มสนับสนุนผู้ป่วยผู้หญิงที่เป็นมะเร็งอยู่ ซึ่งคุณสามารถขอรับคำแนะนำหรือช่องทางการติดต่อจากพยาบาลหรือแพทย์ที่ดูแลคุณ

มะเร็งปากมดลูกระยะแพร่กระจาย (ระยะรุนแรง)

ภาวะแทรกซ้อนบางอย่างเกิดขึ้นเมื่อมีการแพร่กระจายของโรคมะเร็งแล้ว (advanced cervical cancer) โดยมีรายละเอียดดังนี้

อาการปวด

เมื่อมะเร็งแพร่กระจายไปยังปลายประสาท, กระดูกหรือกล้ามเนื้อ จะเป็นสาเหตุให้มีอาการปวดรุนแรง

มียาแก้ปวดหลายชนิดที่ใช้เพื่อควบคุมอาการปวด ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับของความปวด เริ่มต้นตั้งแต่ยาพาราเซตามอล (paracetamol) และยาแก้ปวดต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (non-steroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs)) เช่น ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) ไปจนถึงยาแก้ปวดชนิดรุนแรง (opiate-based painkillers) เช่น โคเดอีน (codeine) และ มอร์ฟีน (morphine)

ให้แจ้งให้ทีมดูแลรักษาคุณทราบหากยาแก้ปวดที่คุณได้รับไม่มีประสิทธิภาพในการลดอาการปวดให้กับคุณ เพราะอาจจำเป็นต้องได้รับยาแก้ปวดชนิดแรงมากขึ้น การให้รังสีรักษาเป็นระยะเวลาสั้นๆ อาจมีประสิทธิภาพในการควบคุมอาการปวด

ไตวาย (kidney failure)

ไตมีหน้าที่ในการกำจัดของเสียออกจากเลือด โดยของเสียจะถูกกรองออกมาเป็นปัสสาวะและไหลผ่านท่อไต (ureters) ไปเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะก่อนขับถ่ายออกจากร่างกาย การตรวจหน้าที่การทำงานของไตทำได้ง่ายโดยการเจาะเลือดไปตรวจค่าซีรั่ม ครีเอตินีน (serum creatinine)

ในผู้ป่วยบางรายที่เป็นมะเร็งปากมดลูกระยะแพร่กระจาย ก้อนมะเร็งสามารถกดเบียดที่ท่อไต และขัดขวางการไหลของปัสสาวะจากไต ทำให้เกิดการคั่งของปัสสาวะภายในไต (hydronephrosis) และอาจทำให้ไตบวมและไตยืดตัวได้

ผู้ป่วยที่มีภาวะปัสสาวะคั่งในไตอย่างรุนแรงจะทำให้เกิดบาดแผลที่ไต ทำให้ไตสูญเสียหน้าที่การทำงานโดยส่วนใหญ่ หรือทั้งหมดไป เราเรียกว่า เกิดภาวะไตวายขึ้น (kidney failure)

ภาวะไตวายทำให้ผู้ป่วยมีอาการได้หลากหลาย ได้แก่:

  • อ่อนเพลีย
  • ข้อเท้าบวม เท้าบวม มือบวม เนื่องจากการคั่งของน้ำในร่างกาย
  • หายใจหอบเหนื่อย
  • รู้สึกคลื่นไส้
  • มีเลือดในปัสสาวะ (haematuria)

ทางเลือกในการรักษาภาวะไตวายที่สัมพันธ์กับมะเร็งปากมดลูกคือ การระบายปัสสาวะออกจากไตโดยการใส่สายระบายปัสสาวะผ่านทางผิวหนังเข้าไปที่ไตทั้งสองข้าง (percutaneous nephrostomy) ทางเลือกอีกทางในการรักษาคือการขยายท่อไตโดยการใส่ขดลวดขนาดเล็กเข้าไปในท่อไต

ลิ่มเลือดอุดตัน

เช่นเดียวกับมะเร็งชนิดอื่นๆ มะเร็งปากมดลูกสามารถทำให้เลือดมีความหนืดมากขึ้นและมีแนวโน้มที่จะเกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ การนอนพักบนเตียงภายหลังการผ่าตัดและการให้ยาเคมีบำบัดจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน

ก้อนมะเร็งขนาดใหญ่จะมีแรงกดไปที่เส้นเลือดดำในอุ้งเชิงกราน ทำให้เลือดไหลเวียนช้าและทำให้เกิดการลิ่มเลือดอุดตันที่บริเวณขาได้

อาการของลิ่มเลือดอุดตันที่ขา ได้แก่:

  • อาการปวด, บวม, กดเจ็บ ที่ขาข้างใดข้างหนึ่ง (มักเป็นที่น่อง)
  • ปวดหนักๆ ที่บริเวณที่มีอาการ
  • ผิวหนังร้อนที่บริเวณที่มีการอุดตัน
  • ผิวหนังแดง โดยเฉพาะด้านหลังของขาใต้เข่า

สิ่งที่ต้องกังวลเป็นอย่างมากของการเกิดลิ่มเลือดอุดตันที่หลอดเลือดดำที่ขาคือ ลิ่มเลือดอาจหลุดออกมาและเดินทางไปอุดตันที่ปอดได้ ทำให้เกิดการขัดขวางการไหลเวียนเลือดที่ปอด เราเรียกภาวะนี้ว่า โรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด (pulmonary embolism) ซึ่งอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

ลิ่มเลือดอุดตันที่ขามักรักษาโดยการให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น เฮพพาริน (heparin) หรือวาร์ฟาริน (warfarin) ร่วมกับการสวมใส่ผ้ารัดชนิดพิเศษเพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดที่บริเวณขา

ภาวะเลือดออก

หากมะเร็งแพร่กระจายไปที่ช่องคลอด ลำไส้ หรือกระเพาะปัสสาวะ จะทำให้เกิดความเสียหายที่บริเวณนั้นๆ และทำให้เกิดเลือดออกได้ เลือดออกพบได้ที่ช่องคลอด หรือ ลำไส้ตรง หรืออาจพบเลือดในปัสสาวะ

เลือดออกไม่รุนแรงสามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยา tranexamic acid ซึ่งจะกระตุ้นให้เลือดแข็งตัวและหยุดการไหลของเลือดได้ การใช้รังสีรักษามีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมภาวะเลือดออกจากมะเร็งได้เช่นกัน

เลือดออกในระดับรุนแรง (major bleeding) อาจรักษาด้วยการใส่ผ้าก๊อซสอดเข้าไปในช่องคลอดชั่วคราวเพื่อปิดกั้นการไหลของเลือด และรักษาด้วยการผ่าตัด,การใช้รังสีรักษา หรือโดยการตัดการไหลของเลือดมาที่ปากมดลูก

รูทะลุ (fistula)

รูทะลุคือภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ไม่บ่อยแต่น่ากังวล โดยพบได้ประมาณ 1 ใน 50 คนที่เป็นมะเร็งปากมดลูกระยะแพร่กระจายแล้ว

รูทะลุคือรูผิดปกติที่เกิดขึ้นระหว่าง 2 ส่วนของร่างกาย ในกรณีของมะเร็งปากมดลูก รูทะลุจะเกิดขึ้นระหว่างกระเพาะปัสสาวะและช่องคลอด ทำให้มีของเหลวไหลออกทางช่องคลอดถาวร รูทะลุอาจเกิดขึ้นระหว่างช่องคลอดและลำไส้ตรงได้ด้วย

การผ่าตัดมักจำเป็นต้องทำเพื่อซ่อมแซมรูทะลุดังกล่าว แต่มักทำไม่ได้ในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะแพร่กระจาย เพราะผู้ป่วยมักอ่อนแอเกินกว่าจะทนผลของการผ่าตัดได้

ดังนั้นในกรณีนี้ การรักษามักเกี่ยวข้องกับการใช้ยา, ครีม และโลชั่น เพื่อลดปริมาณของเหลวที่ไหลออกมา และช่วยป้องกันช่องคลอดและเนื้อเยื่อรอบๆ จากความเสียหายและการระคายเคือง

ตกขาว (Vaginal discharge)

ตกขาวคือภาวะแทรกซ้อนอีกอย่างหนึ่งของโรคมะเร็งปากมดลูก เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ไม่บ่อย แต่รบกวนชีวิตผู้ป่วย โดยตกขาวจะมีกลิ่นเหม็น

ตกขาวที่ไหลออกจากช่องคลอดเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การสลายตัวของเนื้อเยื่อ, การรั่วไหลของปัสสาวะหรืออุจจาระออกมาทางช่องคลอด หรือการติดเชื้อแบคทีเรียที่ช่องคลอด

ทางเลือกในการรักษาอาการตกขาวคือการใช้ยาต้านแบคทีเรียชนิดสอดเข้าช่องคลอด หรือการสวมใส่เสื้อผ้าที่ประกอบด้วยถ่าน (charcoal) ถ่านสารประกอบเคมีที่มีประสิทธิภาพสูงในการดูดซับกลิ่นไม่พึงประสงค์

การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ (Palliative care)

หากแพทย์ไม่สามารถรักษามะเร็งให้หายขาดได้ด้วยวิธีการใดๆ การดูแลของคุณจะมุ่งเน้นไปที่การควบคุมอาการและการช่วยให้คุณสบายที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราเรียกว่า การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ

ในการรักษาแบบประคับประคองจะเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนด้านจิตใจ สังคม และด้านศาสนาสำหรับตัวคุณเอง ครอบครัว รวมถึงผู้ดูแล

มีการรักษาทางเลือกหลายทางที่สามารถเลือกได้ในช่วงท้ายๆ ของโรคมะเร็ง คุณอาจต้องคิดว่าคุณต้องการรักษาตัวในโรงพยาบาล ในบ้านพักที่รับดูแล หรือที่บ้าน และปรึกษาประเด็นดังกล่าวนี้กับแพทย์

การใช้ชีวิตอยู่กับโรคมะเร็งปากมดลูก

ผลกระทบจากมะเร็งปากมดลูกที่มีต่อชีวิตประจำวันจะขึ้นกับระยะของโรคที่เป็น และการรักษาที่คุณได้รับ

ผู้หญิงหลายคนได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดมดลูกแบบกว้างหรือผ่าตัดแบบถอดรากโคน (radical hysterectomy) ซึ่งเป็นการผ่าตัดใหญ่ ใช้เวลาประมาณ 6-12 สัปดาห์ในการฟื้นตัว ในช่วงเวลานี้คุณต้องหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมหนักๆ หรือยกของหนัก เช่น การอุ้มเด็ก หรือการถือถุงช็อปปิ้งน้ำหนักมาก

คุณจะไม่สามารถขับรถได้หลังการผ่าตัด 3-8 สัปดาห์ ผู้หญิงส่วนใหญ่จำเป็นต้องมีช่วงหยุดงาน 8-12 สัปดาห์เพื่อให้ฟื้นฟูร่างกายหลังการผ่าตัดมดลูกแบบกว้างหรือผ่าตัดแบบถอดรากโคน

การรักษามะเร็งปากมดลูกบางอย่างทำให้มีอาการอ่อนเพลียมาก โดยเฉพาะการใช้ยาเคมีบำบัดและการใช้รังสีรักษา ดังนั้นคุณอาจจำเป็นต้องพักจากการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันบางอย่างออกไปช่วงเวลาหนึ่ง

อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือจากครอบครัวหรือเพื่อนถ้าคุณต้องการ

การทำงาน

การเป็นมะเร็งปากมดลูกไม่ได้หมายความว่าคุณจำเป็นต้องลาออกจากงาน อย่างไรก็ตามคุณอาจจำเป็นต้องการเวลาในการพัก หรือหยุดงาน ระหว่างการรักษาอาจไม่สามารถทำงานหนักๆ อย่างที่เคยทำได้

คุณควรให้ข้อมูลกับนายจ้างของคุณให้มากที่สุดเพื่อให้พวกเขาทราบและตัดสินได้ว่าคุณสามารถหยุดงานได้หรือไม่ และอย่างไรบ้าง

การมีเพศสัมพันธ์

ผู้หญิงหลายคนจะรู้สึกกังวลเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์หลังการรักษามะเร็งปากมดลูก แต่จริงๆ แล้วสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างปลอดภัย เพราะเพศสัมพันธ์ไม่ได้ทำให้มะเร็งกลับมาเป็นซ้ำ และคู่ของคุณก็ไม่สามารถติดโรคมะเร็งจากคุณได้

หากคุณต้องการมีเพศสัมพันธ์ คุณสามารถกลับมาเริ่มมีเพศสัมพันธ์ได้อีกครั้งภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์หลังสิ้นสุดการรักษาด้วยรังสีรักษาหรือการผ่าตัด เพราะต้องให้เวลาช่วงหนึ่งเพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูตัวเอง

ถ้าคุณรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ผู้ชายควรสวมถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ เพราะยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าการมีเพศสัมพันธ์หลังได้รับยาเคมีบำบัดจะมีผลต่อพวกเขาหรือไม่

ผู้หญิงบางรายจะพบว่าการมีเพศสัมพันธ์หลังการรักษามะเร็งปากมดลูกเป็นไปได้ยากขึ้น เพราะผลข้างเคียงจากการรักษาอาจทำให้ช่องคลอดแห้งและช่องคลอดตีบแคบลง ซึ่งต้องรักษาด้วยการใช้อุปกรณ์ขยายช่องคลอด (vaginal dilators)

การป้องกันมะเร็งปากมดลูก

ในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกจะต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน โดยวิธีที่จะช่วยลดความเสี่ยงมีดังนี้

การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย

ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชพีวี (HPV) ซึ่งตัวเชื้อไวรัสเอชพีวีจะติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน ดังนั้นการใช้ถุงยางอนามัยจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อดังกล่าวได้

อย่างไรก็ตามเชื้อไวรัสนี้อาจติดต่อกันได้แม้ไม่มีการสอดใส่อวัยวะเพศ เพราะสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสร่างกายระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ได้เช่นกัน เช่น การสัมผัสกันของผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศของทั้งสองฝ่าย หรือโดยการใช้เซ็กซ์ทอย (sex toys)

ความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชพีวีจะเพิ่มขึ้นหากคุณมีเพศสัมพันธ์บ่อยครัง และเปลี่ยนคู่นอนหลายคน อย่างไรก็ตามผู้หญิงที่มีคู่นอนเพียงคนเดียวก็สามารถติดเชื้อเอชพีวีได้

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำคือวิธีที่ดีที่สุดในการดูว่ามีเซลล์ผิดปกติที่ปากมดลูกตั้งแต่ระยะแรกๆ ของโรคหรือไม่

ผู้หญิงอายุ 25-49 ปี แนะนำให้ตรวจคัดกรองทุก 3 ปี ผู้หญิงที่อายุ 50-64 ปี แนะนำให้ตรวจคัดกรองทุก 5 ปี ส่วนผู้หญิงที่อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป จะแนะนำให้ตรวจเฉพาะกรณีที่ยังไม่เคยตรวจเลยตั้งแต่อายุ 50 ปี หรือผลการตรวจในครั้งก่อนหน้านี้พบความผิดปกติ

สิ่งสำคัญคือคุณต้องเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแม้ว่าคุณจะเคยฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกมาแล้วก็ตาม เพราะวัคซีนไม่ได้ยืนยันผล 100% ว่าจะป้องกันการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้

หากคุณเคยได้รับการรักษาความผิดปกติของเซลล์ที่ปากมดลูกแล้ว คุณจะต้องเข้ารับการตรวจคัดกรองบ่อยครั้งขึ้นเป็นเวลาหลายปีหลังการรักษา ซึ่งจะบ่อยครั้งเพียงใดจะขึ้นกับความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่ตรวจพบ

แม้ว่าจะสามารถตรวจพบความผิดปกติของเซลล์ที่ปากมดลูกได้ แต่การตรวจคัดกรองก็ไม่ได้แม่นยำ 100% ดังนั้นหากมีอาการเช่น เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ต้องรีบไปพบแพทย์แม้ว่าจะเพิ่งผ่านการตรวจคัดกรองแล้วผลปกติก็ตาม

การฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

เด็กหญิงจะได้รับคำแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกเมื่ออายุ 12-23 ปี โดยจะฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ในช่วงเวลา 6 เดือน

แม้ว่าวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกจะลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้มาก แต่ไม่ได้ยืนยัน 100% ว่าจะไม่เป็นโรคนี้ คุณจึงยังจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำ แม้ว่าจะเคยฉีดวัคซีนมาแล้วก็ตาม

หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

คุณสามารถลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ด้วยการไม่สูบบุหรี่ ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีความสามารถในการกำจัดเชื้อเอชพีวีออกร่างกายได้น้อยกว่าคนที่ไม่สูบทำให้มีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็ง

หากคุณวางแผนจะเลิกบุหรี่ สามารถขอรับคำแนะนำได้ที่สายด่วน 1600

หรือสามารถขอรับคำแนะนำในการเลิกบุหรี่ได้จากแพทย์ที่รักษาคุณ หรือจากเภสัชกรที่ร้านขายยาใกล้บ้านคุณ ซึ่งมียาที่สามารถช่วยในเรื่องการเลิกบุหรี่ได 

https://www.nhsinform.scot/illnesses-and-conditions/cancer/cancer-types-in-adults/cervical-cancer#introduction

บทความที่เกี่ยวข้อง
รู้ก่อนตรวจมะเร็งปากมดลูก
การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap Smear)

10 การอ้างอิง
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
medlineplus.gov, cervical cancer (https://medlineplus.gov/cervicalcancer.html)
medicinenet.com, cervical cancer (https://www.medicinenet.com/cervical_cancer/article.htm)

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
การตั้งครรภ์หลังจากเคยได้ทำหัตถการ LEEP
การตั้งครรภ์หลังจากเคยได้ทำหัตถการ LEEP

การทำหัตถการ LEEP จะเป็นสาเหตุของการแท้งหรือไม่? และฉันจะยังสามารถตั้งครรภ์ได้หลังจากเคยได้ทำหัตถการ LEEP จริง ๆ หรือ?

6 สิ่งที่ผู้หญิงมักทำผิดพลาดเป็นประจำในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
6 สิ่งที่ผู้หญิงมักทำผิดพลาดเป็นประจำในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

สิ่งที่คุณต้องทำก่อน ระหว่าง และหลังจากตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแล้ว

ดูในแอป