ภูมิแพ้

โรคงูสวัด

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.ย. 28, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 11 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 162,392 คน

โรคงูสวัด

โรคงูสวัด (Shingles) เป็นการติดเชื้อของประสาทกับผิวหนังโดยรอบ ซึ่งเกิดมาจากเชื้อไวรัส varicella-zoster ที่เป็นไวรัสเดียวกับที่ก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใสขึ้น

อาการของโรคงูสวัด

อาการหลักจากโรคงูสวัดคือความเจ็บปวด และตามมาด้วยผื่นที่เกิดขึ้นเป็นตุ่มหนองคัน ๆ คล้ายกับผื่นจากอีสุกอีใส อาจมีตุ่มใหม่ปรากฏขึ้นมานานประมาณหนึ่งสัปดาห์ และจะใช้เวลาหลังจากนั้นไม่กี่วันเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แบนลง และแห้งไปเอง

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

คลิก

สะเก็ดแผลจะเกิดขึ้น ณ ตำแหน่งที่เคยมีตุ่มหนอง ซึ่งอาจจะทิ้งรอยแผลเป็นเล็กน้อยไว้

อาจมีอาการเจ็บปวดหรือแสบร้อนต่อเนื่อง และอาจมีความรุนแรงแตกต่างกันตั้งแต่ไม่รุนแรงไปจนถึงรุนแรง คุณอาจมีอาการเจ็บปวดอย่างมากเป็นครั้งคราว และ ณ ตำแหน่งที่มีอาการมักจะกดเจ็บบ้าง

ในบางกรณี โรคงูสวัดจะมีอาการบางอย่างก่อนที่ความเจ็บปวดจะเริ่มขึ้น เช่น:

  • ปวดศีรษะ
  • ผิวหนังแสบร้อน หยุกหยิก หรือชา
  • รู้สึกไม่สบาย
  • มีไข้สูง

อาการต่าง ๆ ของงูสวัดมักจะคงอยู่นานสองถึงสี่สัปดาห์ และมักจะเกิดขึ้นเพียงด้านใดด้านหนึ่งของร่างกายโดยไม่ข้ามไปอีกข้าง

โรคนี้สามารถก่อให้เกิดอาการบนส่วนใดของร่างกายก็ได้ รวมไปถึงใบหน้าและดวงตา ซึ่งส่วนหน้าอกและหน้าท้องจะได้รับผลกระทบมากที่สุด

ควรไปพบแพทย์เมื่อไร?

โรคงูสวัดไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่คุณควรไปพบแพทย์ทันทีที่คุณสังเกตเห็นอาการของโรคนี้ แพทย์จะสามารถวินิจฉัยโรคงูสวัดได้จากการสอบถามอาการและสังเกตรูปลักษณ์ของผื่น

หากเริ่มการรักษาเร็วจะช่วยลดความรุนแรงของอาการและความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้

คุณควรไปพบแพทย์หากว่าคุณตั้งครรภ์หรือมีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ (ระบบป้องกันร่างกายตามธรรมชาติ) และคุณคาดว่าคุณสัมผัสกับผู้ป่วยอีสุกอีใสหรืองูสวัดมาและตัวคุณยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน

การส่งตัวไปยังโรงพยาบาล

การส่งตัวไปโรงพยาบาลเนื่องจากป่วยเป็นโรคงูสวัดมักไม่เกิดขึ้นนัก แต่แพทย์มักจะพิจารณาการส่งตัวไปพบผู้เชี่ยวชาญหากว่า:

แพทย์คาดการณ์ว่าคุณประสบกับภาวะแทรกซ้อนจากโรคงูสวัด เช่นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือโรคไข้สมองอักเสบ

โรคงูสวัดส่งผลต่อดวงตาของคุณข้างหนึ่ง: หากเป็นเช่นนี้ มีความเสี่ยงที่ผู้ป่วยจะมีปัญหาด้านการมองเห็นถาวรได้หากไม่รีบทำการรักษาแก้ไข

การวินิจฉัยไม่แน่ชัด

คุณมีภาวะที่ทำให้โรคไม่ตอบสนองต่อการรักษา

คุณถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคงูสวัดมากกว่าสองครั้ง

คุณกำลังตั้งครรภ์

คุณมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ: โดยเฉพาะในกรณีร้ายแรงหรือกรณีที่เกิดกับเด็ก

สาเหตุการเกิดโรคงูสวัด

ผู้คนส่วนมากจะเคยป่วยเป็นอีสุกอีใสตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก แต่หลังจากที่การเจ็บป่วยนี้หายไป ไวรัส varicella-zoster จะยังคงจำศีลในระบบประสาทของร่างกายอยู่ โดยมีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายคอยจับตาไวรัสตัวนี้อยู่ แต่ช่วงบั้นปลายชีวิต ไวรัสตัวนี้ก็อาจจะกลับมาและก่อให้เกิดโรคงูสวัดขึ้นมาได้

ผู้ป่วยสามารถป่วยเป็นโรคงูสวัดได้มากกว่าหนึ่งครั้ง แต่ค่อนข้างหายากที่เป็นมากกว่าสองครั้ง

ยังไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้ไวรัสงูสวัดกลับมาอีกครั้ง แต่คาดกันว่ากรณีส่วนมากเกิดมาจากการลดลงของภูมิต้านทาน ที่เป็นผลมาจาก:

อายุที่มากขึ้น: เนื่องจากภูมิต้านทานของร่างกายจะลดลงตามอายุที่มากขึ้น และโรคงูสวัดพบได้บ่อยกับผู้ที่อายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไป

ความเครียดทางร่างกายและอารมณ์: สารเคมีที่ร่างกายปล่อยออกมาระหว่างเครียดทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานน้อยลง

HIV หรือ AIDS: ผู้ป่วย HIV จะมีความเสี่ยงต่อโรคงูสวัดมากกว่าคนทั่วไปเพราะระบบภูมิคุ้มกันร่างกายพวกเขาจะอ่อนแอมาก

เพิ่งรับการปลูกถ่ายไขกระดูก: กระบวนการก่อนเข้ารับการปลูกถ่ายไขกระดูกจะทำให้ระบบภูมิต้านทานอ่อนแอลง

เพิ่งรับการปลูกถ่ายอวัยวะมา: คุณจำต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกันเพื่อให้ร่างกายยอมรับอวัยวะใหม่

การบำบัดเคมี: การรักษามะเร็งด้วยเคมีทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอลงชั่วคราว

กระนั้นผู้ที่มีสุขภาพดีก็สามารถป่วยเป็นโรคงูสวัดได้เช่นกัน

โรคงูสวัดเป็นโรคติดต่อหรือไม่?

การติดไวรัสงูสวัดจากผู้ป่วยอื่นหรือจากผู้ป่วยอีสุกอีใสนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่คุณสามารถป่วยเป็นอีสุกอีใสได้จากผู้ป่วยงูสวัด และหากคุณไม่เคยป่วยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน

ตุ่มหนองที่เกิดขึ้นจะมีเชื้อไวรัสอยู่ภายใน หากผู้ที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใสสัมผัสตุ่มหนองที่เปิดหรือของเหลวภายใน จะทำให้ติดเชื้อไวรัสและกลายเป็นอีสุกอีใสได้

การติดเชื้ออีสุกอีใส

ตุ่มหนองที่เกิดขึ้นจากโรคงูสวัดจะมีอนุภาคไวรัสอยู่ หากคุณยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน คุณสามารถเป็นอีสุกอีใสได้จากการสัมผัสของเหลวจากตุ่มหนองของผู้ป่วยโรคงูสวัดโดยตรง หรือของเหลวจากตุ่มบนสิ่งของต่าง ๆ เช่นบนผ้าปูเตียง หรือผ้าขนหนู เป็นต้น

หากคุณป่วยเป็นโรคงูสวัด คุณจะสามารถแพร่เชื้อได้จนกว่าตุ่มหนองเม็ดสุดท้ายจะหลุดออก ซึ่งมักจะเป็นเวลาประมาณ 10 ถึง 14 วัน

การป้องกันการแพร่เชื้องูสวัด

หากคุณป่วยเป็นโรคงูสวัด คุณจะแพร่เชื้อได้จนกว่าตุ่มหนองจุดสุดท้ายจะแห้งและหลุดลอกออกไป ในการป้องกันการแพร่ไวรัสนั้น พยายามเลี่ยงการใช้ผ้าเช็ดตัว สระว่ายน้ำ หรือเล่นกีฬาที่มีการสัมผัสร่างกายผู้อื่นไปก่อน คุณควรหยุดงานหรือลาเรียนหากว่าผื่นของคุณมีของเหลวขับออกมาหรือคุณไม่สามารถปกปิดผื่นได้

  • โรคอีสุกอีใสจะมีความรุนแรงกับผู้คนบางกลุ่มเป็นพิเศษ ดังนั้นหากคุณป่วยเป็นโรคงูสวัดก็ควรเลี่ยง:
  • ผู้หญิงมีครรภ์ที่ยังไม่เคยป่วยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน เนื่องจากโรคนี้อาจเป็นอันตรายกับเด็กในครรภ์ได้
  • ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ อย่างเช่นผู้ป่วย HIV หรือ AIDS
  • เด็กทารกอายุน้อยกว่าหนึ่งเดือน นอกจากว่าเด็กคนนั้นจะเป็นลูกของคุณ ในกรณีนี้ลูกของคุณควรได้รับแอนติบอดี (โปรตีนที่ใช้ต่อสู้กับการติดเชื้อ) มาป้องกันไวรัส
  • เมื่อตุ่มหนองของคุณแห้งและหลุดออกทั้งหมด คุณก็ไม่สามารถแพร่เชื้อได้และไม่จำเป็นต้องเลี่ยงกลุ่มบุคคลเสี่ยงข้างต้นอีกต่อไป

วัคซีนโรคงูสวัด

การป้องกันโรคงูสวัดนั้นสามารถทำได้ด้วยการฉีดวัคซีนที่เรียกว่า Zostavax ซึ่งจะเป็นเพียงการลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้ลงเท่านั้น

หากคุณเริ่มมีอาการของโรคงูสวัดหลังได้รับวัคซีนตัวนี้ อาการที่เกิดมักจะมีความรุนแรงน้อยลงและมีระยะเวลาสั้นกว่าปกติ

Ophthalmic shingles

โรคงูสวัดบางกรณีก็เกิดขึ้นบนดวงตา ซึ่งจะเรียกภาวะเช่นนี้ว่า Ophthalmic shingles ภาวะนี้จะเกิดขึ้นเมื่อไวรัสเข้าไปยัง trigeminal nerve ที่เป็นเส้นประสาทควบคุมการรับความรู้สึกและการเคลื่อนไหวของใบหน้า โดยมีอาการต่อไปนี้:

  • มีผื่นขึ้นบนหน้าผาก จมูก และรอบดวงตา
  • เยื่อบุตาอักเสบ: จนทำให้มีอาการตาแดงและมีน้ำตาไหลจนเกิดขี้ตาเหนียว ๆ บนขนตา
  • ตาแดง
  • ปัญหาด้านการมองเห็น

อาการของโรคงูสวัด

อาการแรกเริ่ม

บางกรณี โรคงูสวัดอาจก่อให้เกิดอาการแรกเริ่มภายในช่วงไม่กี่วันก่อนเกิดผื่นดังนี้:

  • ปวดศีรษะ
  • ผิวหนังที่ได้รับผลกระทบแสบร้อน หยุกหยิก คัน และชา
  • รู้สึกไม่สบาย
  • มีไข้สูง

ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนจะประสบกับอาการแรกเริ่ม โดยเฉพาะไข้สูงนั้นนับว่าพบเห็นได้ไม่บ่อยนัก

ความเจ็บปวด

ผู้ป่วยงูสวัดส่วนมากจะประสบกับอาการเจ็บปวด ณ บริเวณที่ได้รับผลกระทบจากโรค โดยความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นอาจเป็นความรู้สึกปวดทื่อ ๆ หรือแสบร้อน และจะมีความรุนแรงแตกต่างไปตั้งแต่เบาบางไปจนถึงรุนแรงมาก คุณอาจมีความรู้สึกเจ็บแทงมากเป็นช่วง ๆ และผิวหนังที่มีอาการจะกดเจ็บขึ้นได้

ความเจ็บปวดเหล่านี้มักจะพบไม่มากกับผู้ป่วยอายุน้อยที่มีสุขภาพดีหรือพบได้ยากกับเด็ก โดยมักจะเริ่มมีอาการไม่กี่วันก่อนที่จะเกิดผื่นขึ้น และสามารถคงอยู่เช่นนั้นได้เป็นเวลาหลายวันหรือเป็นสัปดาห์นับตั้งแต่ผื่นหายไป

ผื่น

ผื่นจากโรคงูสวัดมักจะปรากฏออกมาบนด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย และจะลามไปยังส่วนใกล้เคียงที่เกี่ยวข้องกับเส้นประสาทที่ได้รับผลกระทบจากโรค

โดยแรกเริ่มนั้น ผื่นจากงูสวัดจะเกิดเป็นจุดสีแดงบนผิวหนังก่อนจะเปลี่ยนไปเป็นตุ่มหนองคัน ๆ ที่มีรูปร่างคล้ายกับอีสุกอีใส

ตุ่มใหม่นี้จะคงอยู่นานประมาณหนึ่งสัปดาห์ แต่หลังจากเกิดขึ้นไม่กี่วัน ตุ่มอาจเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แบนลง และแห้งลงเอง

หลังจากตุ่มหนองแห้ง จะเกิดสะเก็ดขึ้นบนผิวหนังจนอาจทำให้เกิดแผลเป็นเล็กน้อยได้ โดยมากจะใช้เวลานานสองถึงสี่สัปดาห์กว่าผื่นจะหายไปเองโดยสมบูรณ์

การวินิจฉัยโรคงูสวัด

แพทย์จะสามารถวินิจฉัยโรคงูสวัดได้จากอาการและรูปลักษณ์ของผื่นบนผิวหนังคุณ ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีการทดสอบหาโรคใด ๆ

การส่งตัว

การส่งตัวผู้ป่วยโรคงูสวัดไปพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการประเมินและรักษาเพิ่มเติมเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่แพทย์อาจพิจารณาทำเช่นนี้หากว่า:

แพทย์คาดว่าคุณอาจมีภาวะแทรกซ้อนจากโรคงูสวัด อย่างเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือโรคไข้สมองอักเสบ

โรคงูสวัดส่งผลกับดวงตาของคุณข้างใดข้างหนึ่ง: เนื่องจากมีความเสี่ยงที่คุณจะมีปัญหาสายตาถาวรได้หากไม่รีบทำการรักษา

คุณมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ: โดยเฉพาะในกรณีร้ายแรงหรือกรณีที่เกิดกับเด็ก

คุณกำลังตั้งครรภ์

ไม่สามารถสรุปการวินิจฉัยได้

คุณอาจถูกส่งตัวไปพบผู้เชี่ยวชาญหากว่าคุณไม่ตอบสนองต่อการรักษาบรรเทาอาการของโรคงูสวัด หรือถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้มากกว่าสองครั้งแล้ว

คุณอาจถูกส่งไปพบกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านตามความจำเป็น ซึ่งอาจเป็น:

กุมารแพทย์

จักษุแพทย์

ผู้ให้คำปรึกษาประจำตัว หากคุณป่วยเป็นภาวะสุขภาพอื่น ๆ อยู่ก่อน เช่น HV หรือ AIDS

การรักษาโรคงูสวัด

แม้ว่า ณ ขณะนี้ยังไม่มีวิธีรักษาโรคสวัด แต่ก็มีการรักษาต่าง ๆ เพื่อบรรเทาอาการไปจนกว่าภาวะงูสวัดจะหายไปเองภายในเวลาสองถึงสี่สัปดาห์

อย่างไรก็ตามคุณก็ควรไปพบแพทย์เพื่อหาวิธีบรรเทาอาการของโรค อีกทั้งหากเริ่มการรักษาเร็วจะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะร้ายแรงและความรุนแรงของอาการต่าง ๆ ได้

การรักษาโรคงูสวัดมีดังนี้:

ปกปิดผื่นด้วยเสื้อผ้าหรือผ้าพันแผลเพื่อลดความเสี่ยงที่ทำให้ผู้อื่นติดเชื้ออีสุกอีใส: การปกปิดผื่นจะทำให้โอกาสแพร่เชื้อแก่ผู้อื่นเป็นไปได้ยากขึ้น

การใช้ยาแก้ปวด อย่างเช่นยาพาราเซตตามอล อิบูโพรเฟน หรือโคเดอิน

การใช้ยาต้านไวรัสเพื่อหยุดการเพิ่มจำนวนของเชื้อ: กระนั้นก็ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนจะต้องใช้ยาประเภทนี้

การดูแลตนเอง

หากคุณเริ่มมีผื่นจากโรคงูสวัดขึ้น ก็มีหลายสิ่งที่คุณสามารถปฏิบัติเพื่อบรรเทาอาการได้ เช่น:

การดูแลความสะอาดของผื่นและทำให้ผื่นแห้งที่สุดเท่าที่จะทำได้: เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผื่น

การสวมเสื้อผ้าหลวม: เพื่อทำให้คุณรู้สึกสบายตัวมากขึ้น

ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะเฉพาะที่ (แบบทาลงผิวหนัง) หรือผ้าปิดแผลที่มีกาว: เนื่องจากสิ่งเหล่านี้จะไปชะลอการฟื้นตัวลง

โลชั่นคาลามายน์มีฤทธิ์ประโลมและให้ความเย็นแก่ผิวหนัง และสามารถใช้เพื่อลดอาการคันได้ด้วย

หากคุณมีตุ่มหนองที่มีหนองไหลออกมา ควรใช้การเช็ดด้วยน้ำเย็นหลาย ๆ ครั้งต่อวันเพื่อดูแลผิวหนังและทำความสะอาดตุ่มหนอง

สิ่งสำคัญคือควรทำการเช็ดตุ่มหนองทุก ๆ 20 นาที และหยุดการทำเช่นนี้เมื่อตุ่มหนองหยุดขับหนองออกมาแล้ว ห้ามใช้ผ้า เสื้อผ้า หรือผ้าเช็ดตัวร่วมกับผู้อื่นหากว่าคุณมีผื่น

ยาต้านไวรัส

เช่นเดียวกับการทานยาแก้ปวด ผู้ป่วยโรคงูสวัดบางรายอาจได้รับยาต้านไวรัสแบบทานต่อเนื่อง 7 ถึง 10 วันมาเช่นกัน ส่วนมากแล้วยาต้านไวรัสที่แพทย์จัดจ่ายจะเป็น aciclovir valaciclovir และ famciclovir

ยาเหล่านี้ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสงูสวัดได้ แต่มีเพื่อหยุดการเพิ่มจำนวนของเชื้อลง ซึ่งอาจช่วย:

ลดความรุนแรงของโรคงูสวัด

ลดระยะเวลาป่วย

ป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคงูสวัด เช่น  postherpetic neuralgia (กระนั้นหลักฐานการป้องกันภาวะแทรกซ้อนก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัด)

ยาต้านไวรัสจะมีประสิทธิภาพที่สุดเมื่อใช้ภายใน 72 ชั่วโมงหลังปรากฏผื่น แพทย์อาจกำหนดให้คุณเริ่มใช้ยาประเภทนี้หลังจากเกิดผื่นไปแล้วหนึ่งอาทิตย์ก็ได้หากคุณมีความเสี่ยงต่อโรคงูสวัดรุนแรงหรืออาจมีภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ

ผลข้างเคียงจากการต้านไวรัสเกิดขึ้นไปบ่อยนัก ดังนี้:

แพทย์อาจจัดจ่ายยาต้านไวรัสให้กับใครบ้าง?

หากคุณมีอายุเกิน 50 ปี และมีอาการของโรคงูสวัด แพทย์มักจะจ่ายยาต้านไวรัสให้แก่คุณ หรือหากว่า:

  • โรคงูสวัดส่งผลกับดวงตาของคุณ
  • คุณมีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ
  • ความเจ็บปวดจากโรคมีค่อนข้างมากถึงรุนแรง
  • เกิดผื่นค่อนข้างมากถึงรุนแรง
  • การตั้งครรภ์กับยาต้านไวรัส

หากว่าคุณตั้งครรภ์และป่วยเป็นโรคงูสวัด แพทย์จะชี้แจงกรณีของคุณกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อมองหาผลที่จะได้รับจากการใช้ยาต้านไวรัสกับคุณ กระนั้นโรคงูสวัดก็จะไม่ส่งผลเสียต่อทารกในครรภ์

หากคุณมีน้อยกว่าอายุ 50 ปี คุณจะมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากโรคงูสวัดน้อยอยู่แล้วทำให้แพทย์อาจไม่จ่ายยาต้านไวรัสกับคุณ

เด็กกับยาต้านไวรัส

ยาต้านไวรัสที่ใช้กับเด็กมักไม่จำเป็นหากว่าเด็กมีสุขภาพดี เพราะว่าพวกเขามักจะประสบกับอาการของโรคนี้ไม่รุนแรง และมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนน้อยมากอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม หากเด็กที่ป่วยเป็นโรคงูสวัดมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ แพทย์อาจแนะนำให้พวกเขาพักฟื้นที่โรงพยาบาลเพื่อรับยาต้านไวรัสเข้าเส้นเลือดแทน

ยาแก้ปวด

ในการบรรเทาอาการปวดจากโรคงูสวัด แพทย์จะแนะนำให้คุณใช้ยาบรรเทาปวด ดังนี้:

  • พาราเซตตามอล
  • ยาแก้ปวดที่ใช้กันมากที่สุดคือยาพาราเซตตามอลที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป แต่ก่อนใช้ยาให้คุณอ่านคำแนะนำบนฉลากยาก่อนทุกครั้งเพื่อหาขนาดยาที่เหมาะสมกับคุณ
  • ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอดย์ (NSAID)
  • ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) อย่างเช่นยาอิบูโพรเฟนเป็นยาแก้ปวดอีกประเภทที่สามารถใช้ได้ และสามารถหาซื้อได้โดยไม่ต้องใช้ใบสั่งยาเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ยากลุ่ม NSAID อาจไม่เหมาะสมกับผู้ที่:

มีปัญหาตับ ไต หรือกระเพาะ เช่นมีหรือเคยเป็นแผลในกระเพาะอาหารมาก่อน

  • เป็นหอบหืด
  • กำลังตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร

สอบถามกับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนหากไม่มั่นใจว่าคุณควรใช้ยา NSAID หรือไม่

ยาโอปิออยด์

สำหรับอาการเจ็บปวดรุนแรง แพทย์จะจ่ายยาโอปิออยด์มาให้คุณ เช่นยาโคเดอิน เป็นต้น ยากลุ่มนี้เป็นยาแก้ปวดชนิดแรงที่บางครั้งอาจจ่ายมาพร้อมกับพาราเซตตามอล

บางครั้งแพทย์อาจพิจารณาการปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญก่อนจ่ายยากลุ่มนี้ที่แรงขึ้นอย่างมอร์ฟีน

ยาต้านซึมเศร้า

หากคุณประสบกับอาการเจ็บปวดจากโรคงูสวัด คุณอาจจะได้รับยาต้านภาวะซึมเศร้ามาใช้ร่วมด้วย แม้ว่ายาเหล่านี้จะมีเพื่อบรรเทาโรคซึมเศร้า แต่ก็มีฤทธิ์บรรเทาอาการปวดเส้นประสาทเช่นกัน

ยาต้านซึมเศร้ามักใช้ในการรักษาความเจ็บปวดจากโรคงูสวัดที่เรียกว่า tricyclic antidepressants (TCAs) ตัวอย่างของ TCAs ที่จ่ายให้กับผู้ป่วยโรคงูสวัดคือ amitriptyline imipramine และ nortriptyline

ผลข้างเคียงจากยา TCA มีดังนี้:

  • ท้องผูก
  • ปัสสาวะลำบาก
  • การมองเห็นเบลอ
  • ปากแห้ง
  • น้ำหนักเพิ่ม
  • ง่วงนอน

หากคุณป่วยเป็นโรคงูสวัด คุณจะได้รับยา TCA ในขนาดที่น้อยลงกว่าที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้า และมักเป็นยาเม็ดที่ต้องใช้ตอนกลางคืน ขนาดยาที่กำหนดอาจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกว่าความเจ็บปวดจะทุเลาลง

กว่าที่ยาต้านซึมเศร้าจะออกฤทธิ์อาจต้องใช้เวลายาวนานหลายอาทิตย์ และอาจไม่ได้ผลในบางกรณีอีกด้วย

ยากันชัก

ยากันชักเป็นยาที่ใช้ควบคุมภาวะชักที่เกิดจากโรคลมชัก แต่ก็สามารถใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดเส้นประสาทเช่นกัน

ยา Gabapentin กับ pregabalin จะเป็นยาในกลุ่มยากันชักที่ใช้กันบ่อยที่สุด โดยผลข้างเคียงจากยากลุ่มนี้มีดังนี้:

  • ง่วงนอน
  • วิงเวียน
  • ความอยากอาหารเพิ่มขึ้น
  • น้ำหนักเพิ่ม
  • รู้สึกคลื่นไส้
  • อาเจียน

เช่นเดียวกับยาต้านซึมเศร้า คุณอาจต้องใช้ยากันชักเป็นเวลาหลายอาทิตย์กว่าจะเห็นผล และหากอาการเจ็บปวดของคุณไม่ดีขึ้น แพทย์จะปรับขนาดยาที่ใช้ขึ้นทีละน้อยจนกว่าจะสามารถควบคุมอาการของคุณได้

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคงูสวัด

โรคงูสวัดสามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนได้หลายอย่าง เช่นภาวะปวดปลายประสาทหลังงูสวัด ซึ่งเป็นภาวะปวดเส้นประสาทรุนแรงยาวนานหลายเดือนหรือมากกว่านั้นภายหลังจากผื่นหายไป

ภาวะแทรกซ้อนเช่นนี้มักจะเกิดกับผู้สูงอายุกับผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำ โดยมีภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยดังนี้:

Postherpetic neuralgia

Postherpetic neuralgia เป็นภาวะแทรกซ้อนจากโรคงูสวัดที่พบได้บ่อยที่สุด ยังไม่มีข้อมูลว่ามีผู้ป่วยกี่รายที่ประสบกับภาวะแทรกซ้อนนี้ แต่ก็คาดกันว่าเกิดขึ้นกับผู้ป่วยงูสวัดประมาณหนึ่งในห้าคน (ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี)

Postherpetic neuralgia ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดเส้นประสาท และอาการคันรุนแรงที่ยาวนานหลังจากผื่นกับอาการอื่น ๆ ของโรคหายไป

ประเภทของความเจ็บปวดที่ผู้ป่วยภาวะ Postherpetic neuralgia สัมผัสมีทั้ง:

  • ปวดแสบ ปวดตุบ เจ็บแทง หรือเจ็บแปลบ
  • ปวดขึ้นมาเอง (allodynia): ที่ซึ่งคุณรู้สึกเจ็บปวดจากสิ่งเร้าที่ไม่ควรจะทำให้รู้สึกเจ็บ เช่นการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิหรือลมพัดใส่

Postherpetic neuralgia มักหายไปเองภายในสามถึงหกเดือน กระนั้นภาวะนี้ก็สามารถเกิดขึ้นยาวนานเป็นปี ๆ หรือถาวรได้ ซึ่งการรักษาจะต้องใช้ยาแก้ปวดหลายประเภท

ปัญหาดวงตา

หากดวงตาของคุณข้างหนึ่งได้รับผลกระทบจากโรคงูสวัด (ophthalmic shingles) จะมีความเสี่ยงที่คุณอาจประสบกับปัญหาที่เกี่ยวกับตาได้ เช่น:

  • เกิดแผลเป็นบนพื้นผิวดวงตา
  • การอักเสบของตาและประสาทตา (เส้นประสาทที่ส่งสัญญาณจากตาไปสมอง)
  • ต้อหิน: ที่ซึ่งเกิดแรงดันขึ้นภายในดวงตา

หากไม่รับการรักษาอย่างทันท่วงทีจะทำให้เกิดความเสี่ยงที่ ophthalmic shingles จะทำให้สูญเสียการมองเห็นไปได้

กลุ่มอาการแรมเซย์ ฮันท์

กลุ่มอาการแรมเซย์ ฮันท์คือภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นเมื่อโรคงูสวัดส่งผลต่อเส้นประสาทภายในศีรษะ คาดกันว่าในสหรัฐอเมริกามีผู้ที่เป็นภาวะนี้ 5 คนจากผู้ป่วยโรคงูสวัด 100,000 คนทุก ๆ ปี และอาจมีตัวเลขใกล้เคียงกันในประเทศใกล้เคียง

กลุ่มอาการแรมเซย์ ฮันท์จะทำให้เกิดอาการ:

  • ปวดหู
  • สูญเสียการได้ยิน
  • วิงเวียน
  • เวียนศีรษะจนบ้านหมุน
  • หูอื้ออึง
  • ผื่นขึ้นรอบหู
  • สูญเสียการรับรส
  • ใบหน้าเป็นอัมพาต (อ่อนแรง)

กลุ่มอาการแรมเซย์ ฮันท์มักจะรักษาได้ด้วยยาต้านไวรัสกับยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ และยิ่งเริ่มการรักษาเร็วเท่าไร ผลลัพธ์ที่ได้จะยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น โดยประมาณสามในสี่ของผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านไวรัสภายใน 72 ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการข้างต้นจะฟื้นตัวกลับมาสมบูรณ์

หากการรักษาเกิดขึ้นล่าช้า จะมีเพียงผู้ป่วยครึ่งหนึ่งที่หายโดยสมบูรณ์

สำหรับผู้ที่ไม่สามารถฟื้นตัวได้สมบูรณ์จะประสบกับปัญหาบางอย่างถาวร เช่นใบหน้าชาหรือสูญเสียการได้ยินถาวร เป็นต้น

ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ

ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ จากโรคงูสวัดมีดังนี้:

ผื่นติดเชื้อแบคทีเรีย: ให้ไปพบแพทย์เมื่อคุณมีไข้สูงเนื่องจากนี้อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อแบคทีเรียก็ได้

เกิดปื้นหรือแผลเป็นสีขาวบนตำแหน่งของผื่น

การอักเสบของปอด (ปอดบวม) ตับอักเสบ สมองอักเสบ ไขสันหลังอักเสบ หรือเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลังอักเสบ: อย่างไรก็ตามภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ก็นับว่าหายากมาก ๆ

โรคงูสวัดมักจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ภาวะแทรกซ้อนที่กล่าวไปข้างต้นนั้นเป็นอันตราย โดยผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 70 ปีที่ประสบกับภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ 1 จากทุก ๆ 1,000 กรณีจะเสียชีวิต

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่