เทคโนโลยีด้านสุขภาพ

การตรวจสุขภาพประจำปีในผู้สูงอายุ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ มิ.ย. 26, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
Istock 629779848 %281%29

ถ้าแข็งแรงดีต้องตรวจสุขภาพหรือไม่

หลายคนมักเข้าใจผิดว่า ถ้าแข็งแรงดีก็ไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพ เพราะไม่น่าจะมีโรคอะไร ซึ่งนับเป็นความเข้าใจที่ผิดเนื่องจากบางโรคอาจไม่ค่อยมีอาการ คือถ้าไม่ตรวจก็ไม่รู้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โลหิตจาง โรคมะเร็งในระยะแรก ๆ ผู้สูงอายุบางคนไม่กล้าตรวจสุขภาพเพราะกลัวเจอโรค ไม่อยากเป็นคนป่วย ไม่อยากรักษา หรือบางคนกลัวว่าจะสิ้นเปลืองเพราะสบายดี ตรวจไปก็เปลืองเงิน ซึ่งถือว่าเป็นความเข้าใจที่ผิด เช่นกัน เนื่องจากการตรวจสุขภาพ และพบโรคตั้งแต่ยังไม่มีอาการ หรือเพิ่งเริ่มเป็นใหม่ ๆ จะได้ผลการรักษาที่ดีมาก บางโรคก็รักษาหายขาด เช่น มะเร็งปากมดลูกระยะแรก ๆ นอกจากนี้ผู้ที่รับการรักษาด้วยโรคใดโรคหนึ่ง เป็นประจำ ก็สมควรได้รับการตรวจสุขภาพทั่วไปเช่นกัน

ความเข้าใจผิดอีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อผลตรวจออกมาว่าปกติ หลายคนจะไม่ค่อยสนใจดูแลสุขภาพต่อ เช่น รู้สึกว่ายังสูบบุหรี่หรือดื่มเหล้าได้ ไม่ออกกำลังกาย กินอาหารไม่เหมาะสม ซึ่งจะก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายตามมาได้ ดังนั้นการตรวจออกมาว่าปกติไม่ได้เป็นประกาศนียบัตรยืนยันว่ามีสุขภาพดี เรายังจำเป็นต้องดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมเช่นเดิม

ใครบ้างที่ควรไปตรวจสุขภาพ

โดยทั่วไปผู้ที่เริ่มเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ สมควรได้รับการตรวจสุขภาพ แต่การตรวจสุขภาพในแต่ละช่วงอายุอาจมากน้อยไม่เท่ากัน เนื่องจากความเสี่ยงของการเกิดโรคแตกต่างกันไป เช่น ถ้าตรวจโรค ๆ หนึ่งที่แทบไม่พบเลยในคนหนุ่มสาว หรืออาจต้องตรวจหลายพันคนหรือเป็นหมื่นคน จึงจะพบโรคดังกล่าวสักคน การตรวจนั้นก็อาจไม่เหมาะสม

โดยทั่วไปควรตรวจอะไรบ้าง

การตรวจที่สำคัญ ได้แก่

  • การชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูง เพื่อประเมินภาวะโภชนาการ
  • การตรวจวัดความดันโลหิต เป็นการตรวจที่ง่าย รวดเร็ว และไม่เจ็บตัว แต่เป็นการตรวจที่นำไปสู่การป้องกันโรคต่าง ๆ ที่ดีมาก โดยควรเริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป ถ้าผลออกมาปกติ ให้ตรวจซ้ำทุก 2 ปีและตรวจทุกปี เมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป
  • การเจาะเลือดตรวจหาโรคเบาหวาน โดยเริ่มตรวจเมื่ออายุ 45 ปีขึ้นไป ถ้าผลตรวจพบว่าปกติ ให้ตรวจซ้ำทุก 3 ปี อย่างไรก็ตาม การตรวจคัดกรอง (โดยที่ไม่มีอาการบ่งชี้ว่าเป็นโรคเบาหวาน)ระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อหาโรคเบาหวานนั้น ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน องค์กรในต่างประเทศบางแห่ง แนะนำให้ตรวจในเฉพาะผู้ที่มีความดันโลหิตสูงเกินกว่า 135/80 มิลลิเมตรปรอท ถ้าความดันปกติ ไม่จำเป็นต้องตรวจหาโรคเบาหวาน เนื่องจากไม่พบว่าผลการรักษาโรคเบาหวานในผู้ที่พบโรคจากการตรวจคัดกรองโดยไม่มีอาการ จะดีกว่าผลการรักษาในผู้ที่พบว่าเป็นโรคนี้เมื่อมีอาการแล้ว แต่สมาคมโรคเบาหวานในสหรัฐอเมริกา ยังแนะนำให้ตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน& เมื่อมีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป ถ้าผลปกติให้ตรวจซ้ำทุก 3 ปี ยกเว้นในกรณีที่มีน้ำหนักตัวเกิน ร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงบางอย่างควรได้รับการตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน เช่น
  • ไม่ออกกำลังกาย
  • มีญาติสายตรง เช่น พ่อแม่หรือพี่น้องเป็นโรคเบาหวาน
  • ผู้หญิงที่เคยคลอดบุตรน้ำหนักตัวแรกคลอดเกิน 4.1 กิโลกรัม
  • ความดันโลหิตสูง
  • มีไขมันเอชดีแอลต่ำกว่า 35 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ไตรกลีเซอไรด์สูงกว่า 250 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
  • เคยตรวจพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินเกณฑ์ แต่ยังไม่ถึงเกณฑ์เป็นโรคเบาหวาน
  • เคยตรวจพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินเกณฑ์ แต่ยังไม่ถึงเกณฑ์เป็นโรคเบาหวาน
  • มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือด เช่น หลอดเลือดหัวใจตีบ หลอดเลือดสมองตีบ
  • ผู้หญิงที่มีโรคถุงน้ำในรังไข่ (polycystic ovarian syndrome)
  • การเจาะเลือดตรวจหาระดับไขมันในเลือด แนะนำให้ตรวจในผู้ป่วยที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหน้า 104) ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี ถ้าไขมันอยู่ในเกณฑ์ปกติ ควรตรวจซ้ำอีกอย่างน้อยทุก 5 ปี แต่สำหรับผู้ชายอายุมากกว่า 45 ปี และผู้หญิงอายุมากกว่า 55 ปี ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน รวมถึงผู้ที่มีภาวะหลอดเลือดแดงแข็งหรืออุดตัน หรือมีลักษณะที่บ่งชี้ว่าไขมันในเลือดผิดปกติ ควรตรวจระดับไขมันในเลือดเป็นประจำ ถ้าผลตรวจครั้งแรกปกติ ให้ตรวจซ้ำทุก 1-3 ปี
  • การตรวจหาโรคมะเร็ง เช่น ผู้ชายที่อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ที่มีอาการปัสสาวะผิดปกติ ปัสสาวะไม่พุ่ง ปวดขัดเวลาปัสสาวะ หรือต้องตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืน ควรตรวจหามะเร็งต่อมลูกหมาก โดยแพทย์จะสอดนิ้วมือเข้าทางทวารหนักเพื่อคลำต่อมลูกหมาก ร่วมกับการเจาะเลือดหาค่าสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมากในเลือด (prostate specific antigen : PSA) ในผู้หญิงควรตรวจหามะเร็งเต้านม โดยการตรวจแมมโมแกรมเมื่ออายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และตรวจหามะเร็งปากมดลูกตั้งแต่อายุ 21 ปีขึ้นไป หรือหลังเริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกไม่เกิน 3 ปี

สำหรับการตรวจหาตัวบ่งชี้มะเร็ง (tumor marker) ในเลือด โดยที่ไม่มีอาการหรือปัจจัยเสี่ยงใด พบว่าไม่ได้ประโยชน์และบ่อยครั้งที่นำมาซึ่งการตรวจเพิ่มเติมที่ไม่จำเป็น นอกจากนั้นโรคมะเร็งหลายอย่างมีการดำเนินโรคที่เร็วเป็นสัปดาห์หรือไม่กี่เดือน แม้จะตรวจค่าเหล่านี้แล้วผลออกมาปกติ แต่อีก 1-2 เดือนก็ยังอาจเป็นโรคได้ การตรวจทุกปี จึงอาจไม่ได้ประโยชน์ใด ๆ ดังนั้นการตรวจตัวบ่งชี้มะเร็งในเลือดที่ได้ประโยชน์จึงควรทำในกรณีที่มีอาการ

  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ว่าซีด โลหิตจาง หรือไม่
  • การตรวจการทำงานของไตหรือตับ อาจพิจารณาทำในบางกรณี
  • การตรวจความหนาแน่นของกระดูก ถ้ามีความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุนหลายข้อ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องโรคกระดูกพรุนหน้า 143) หรือผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป
  • อาจพิจารณาตรวจไวรัสตับอักเสบบี และถ้ายังไม่มีภูมิคุ้มกันโรคอาจพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกัน
  • การตรวจเอกซเรย์ปอด การตรวจคัดกรองหามะเร็งปอด ไม่มีประโยชน์หากไม่มีอาการใด ๆ เนื่องจากการตรวจแล้วผลออกมาปกติวันนี้อาจผิดปกติในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า การตรวจปีละครั้งจึงไม่ได้ประโยชน์และเป็นไปไม่ได้ที่เราจะตรวจเอกซเรย์ปอดทุกเดือนเพื่อหาโรคมะเร็ง ทั้งที่ไม่มีอาการ การตรวจประจำปีแล้วพบความผิดปกติจึงมีโอกาสไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม การตรวจนี้ยังเป็นการตรวจเพื่อหาความผิดปกติอื่น ๆ เช่น วัณโรค โรคถุงลมโป่งพองจากการสูบบุหรี่

คุณสามารถตรวจสอบรายการตรวจสุขภาพสำหรับผู้ชายอายุ 40-64 ปี และรายการตรวจสุขภาพสำหรับผู้ชายอายุ 65 ปีขึ้นไป และ รายการตรวจสุขภาพสำหรับผู้หญิงอายุ 40-64 ปี และรายการตรวจสุขภาพสำหรับผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป ได้

การเตรียมตัวก่อนไปตรวจ

  • ควรงดน้ำ และอาหารก่อนตรวจประมาณ 8-10 ชั่วโมง เพื่อตรวจวัดระดับน้ำตาล และไขมันในเลือด หากกระหายน้ำ สามารถจิบน้ำเปล่าได้เล็กน้อย
  • ถ้ามีโรคประจำตัว มีปัญหาสุขภาพใด ๆ หรือกินยาใดอยู่ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เนื่องจากอาจมีการตรวจเพิ่มเติมบางอย่าง และเพื่อเป็นข้อมูลประกอบในการแปลผลการตรวจ
  • ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในวันก่อนมาตรวจ หากนอนน้อยอาจมีผลทำให้ความดันโลหิตสูงกว่าปกติและอ่อนเพลียได้
  • ควรงดดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มชูกำลังและกาแฟในวันก่อนตรวจเนื่องจากอาจทำให้ความดันโลหิตสูงกว่าเป็นจริง
  • ควรสวมเสื้อผ้าที่สะดวกต่อการเจาะเลือดและการตรวจร่างกาย
  • คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้หญิง
    • ไม่ควรตรวจปัสสาวะในช่วงมีประจำเดือน ก่อนและหลังหมดประจำเดือนใหม่ ๆ เนื่องจากอาจมีเม็ดเลือดแดงปนในปัสสาวะ ทำให้แปลผลการตรวจไม่ได้
    • หากต้องการตรวจแมมโมแกรม ไม่ควรตรวจช่วงกำลังมีประจำเดือน เนื่องจากเต้านมอาจคัดตึง
    • หากสงสัยหรือกำลังตั้งครรภ์ ต้องแจ้งก่อนรับบริการ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจเอกซเรย์
  • ผู้หญิงที่ต้องการตรวจภายใน ควรสวมใส่กระโปรง และควรตรวจก่อนหรือหลังการมีประจำเดือน 7 วัน

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่