Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
เทคโนโลยีด้านสุขภาพ

คู่มือการตรวจสุขภาพผู้สูงอายุ ควรตรวจอะไรบ้าง เตรียมตัวอย่างไร?

การตรวจสุขภาพในผู้สูงอายุมีความจำเป็น แต่แค่ตรวจอย่างเดียวไม่พอ ต้องดูแลสุขภาพควบคู่ไปด้วย
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,405,932 คน

คู่มือการตรวจสุขภาพผู้สูงอายุ ควรตรวจอะไรบ้าง เตรียมตัวอย่างไร?

ผู้สูงอายุบางคนไม่กล้าตรวจสุขภาพเพราะกลัวเจอโรค ไม่อยากเป็นคนป่วย ไม่อยากรักษา บางคนรู้สึกว่ายังแข็งแรงดี จึงคิดว่าตรวจไปก็เปลืองเงิน ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นความเข้าใจที่ผิด เนื่องจากการตรวจสุขภาพจะช่วยให้พบโรคได้ตั้งแต่ในระยะที่ยังไม่มีอาการ หรือระยะแรกเริ่ม เมื่อตรวจพบเร็ว การรักษาก็ทำได้ง่าย รวดเร็ว และให้ผลดี นอกจากนี้ยังเป็นการประเมินความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ทำให้รู้ว่าควรลดเลิกพฤติกรรมทำร้ายสุขภาพและระวังตัวอย่างไรบ้าง

ถ้าแข็งแรงดีต้องตรวจสุขภาพหรือไม่

หลายคนมักเข้าใจผิดว่า หากแข็งแรงดีก็ไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพ เพราะไม่น่าจะมีโรคอะไร ซึ่งนับเป็นความเข้าใจที่ผิด เนื่องจากบางโรคอาจไม่แสดงอาการ หากไม่ตรวจก็ไม่รู้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โลหิตจาง และโรคมะเร็งในระยะแรกๆ นอกจากนี้ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือต้องรักษาโรคใดโรคหนึ่งเป็นประจำ ก็ควรได้รับการตรวจสุขภาพทั่วไปเช่นกัน

โฆษณาจาก HonestDocs
ตรวจมะเร็งที่รพ.ชั้นนำ จองคิวให้ ไม่ต้องรอ

คัดกรองให้สบายใจ เลือกได้จากกว่า 30 โปรแกรม ลดเพิ่ม 15% วันนี้

Istock 500358904

ความเข้าใจผิดอีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อผลตรวจสุขภาพออกมาปกติ หลายคนจะไม่ค่อยสนใจดูแลสุขภาพต่อ เพราะคิดว่าตัวเองแข็งแรงดี เช่น คิดว่ายังสูบบุหรี่หรือดื่มเหล้าต่อไปได้ ไม่ต้องออกกำลังกาย ไม่ต้องกินอาหารให้เหมาะสม ซึ่งพฤติกรรมทำร้ายสุขภาพเหล่านี้จะก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายตามมา ดังนั้นผลการตรวจสุขภาพที่พบว่าปกติจึงไม่ได้รับประกันว่ามีสุขภาพดี แต่เรายังจำเป็นต้องดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมเช่นเดิม 

ใครบ้างที่ควรไปตรวจสุขภาพ

โดยทั่วไปเมื่อสู่วัยผู้ใหญ่คุณควรได้รับการตรวจสุขภาพ แต่รายการตรวจสุขภาพในแต่ละช่วงอายุอาจมากน้อยต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของการเกิดโรคในช่วงวัยต่างๆ ซึ่งวัยสูงอายุอาจต้องตรวจหลายรายการกว่าวัยหนุ่มสาว เนื่องจากร่างกายเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา เช่น หากตรวจโรคที่แทบไม่พบเลยในคนหนุ่มสาว หรือเป็นโรคที่ต้องตรวจหลายพันคนหรือเป็นหมื่นคน จึงจะพบโรคดังกล่าวสักคน การตรวจนั้นก็อาจไม่จำเป็นต้องตรวจมากนัก

ตรวจสุขภาพในผู้สูงอายุ ควรตรวจอะไรบ้าง

การซักประวัติและการตรวจร่างกายโดยแพทย์ที่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุ มีดังนี้

  • การชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูง เพื่อประเมินภาวะโภชนาการ
  • การตรวจวัดความดันโลหิต เป็นการตรวจที่ง่าย รวดเร็ว และไม่เจ็บตัว แต่มีประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากนำไปสู่การวินิจฉัยและป้องกันโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต เป็นต้น
  • การเจาะเลือดตรวจหาโรคเบาหวาน โดยเริ่มตรวจเมื่ออายุ 45 ปีขึ้นไป หากผลตรวจพบว่าปกติ ให้ตรวจซ้ำทุก 3 ปี อย่างไรก็ตาม การตรวจคัดกรอง (ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด) โดยที่ไม่มีอาการบ่งชี้ว่าเป็นโรคเบาหวานนั้นยังมีข้อโต้แย้งอยู่ โดยองค์กรในต่างประเทศบางแห่ง แนะนำให้ตรวจเฉพาะในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงกว่า 135/80 มิลลิเมตรปรอท หากความดันเป็นปกติก็ไม่จำเป็นต้องตรวจหาโรคเบาหวาน เนื่องจากไม่พบว่าการรักษาโรคเบาหวานในผู้ที่ตรวจพบโรคจากการตรวจคัดกรองโดยไม่มีอาการนั้นดีกว่าผลการรักษาในผู้ที่พบว่าเป็นโรคนี้เมื่อมีอาการแล้ว แต่สมาคมโรคเบาหวานในสหรัฐอเมริกา ยังคงแนะนำให้ตรวจคัดกรองโรคเบาหวานเมื่อมีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป และตรวจซ้ำทุก 3 ปีหากพบผลปกติ ยกเว้นในกรณีที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงบางอย่างที่ควรได้รับการตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน เช่น
    • ไม่ออกกำลังกาย
    • มีญาติสายตรงเป็นโรคเบาหวาน เช่น พ่อแม่ หรือพี่น้อง 
    • ผู้หญิงที่เคยคลอดบุตรน้ำหนักตัวแรกเกิดเกิน 4.1 กิโลกรัม
    • มีภาวะความดันโลหิตสูง
    • มีระดับไขมันดี (HDL) ต่ำกว่า 35 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงกว่า 250 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
    • เคยตรวจพบว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินเกณฑ์ แต่ยังไม่ถึงเกณฑ์เป็นโรคเบาหวาน
    • มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือด เช่น หลอดเลือดหัวใจตีบ หลอดเลือดสมองตีบ
    • ผู้หญิงที่เป็นโรคถุงน้ำในรังไข่ (Polycystic ovarian syndrome)
  • การเจาะเลือดตรวจหาระดับไขมันในเลือด แนะนำให้ตรวจเมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป หากพบว่ามีระดับไขมันอยู่ในเกณฑ์ปกติและไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดตีบ ให้ตรวจซ้ำอย่างน้อยทุก 5 ปี แต่หากมีปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ ผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ผู้หญิงอายุมากกว่า 55 ปี มีประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจในครอบครัวตั้งแต่อายุยังไม่มาก (ผู้ชายอายุไม่เกิน 55 ปี และผู้หญิงอายุไม่เกิน 65 ปี) และเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง แต่ผลตรวจครั้งแรกปกติ ให้ตรวจซ้ำทุก 1-3 ปี
  • การตรวจตา เพื่อหาโรคต้อกระจก ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม รวมถึงภาวะสายตาสั้นและสายตายาว ซึ่งควรตรวจทุก 2–4 ปี ไม่ควรรอให้เป็นหนักจนตามัวแล้วค่อยมารับการรักษา
  • การตรวจหู เพื่อดูว่ามีภาวะหูหนวก หูตึง หูชั้นนอกอุดตัน ภาวะประสาทหูเสื่อมจากอายุ และเสื่อมจากการเผชิญเสียงดังเป็นประจำหรือไม่
  • การตรวจสุขภาพจิต เป็นการตรวจภาวะจิตใจและโรคทางจิตเวช โรคที่พบได้บ่อยคือโรคซึมเศร้าหรือภาวะสมองเสื่อม โดยเฉพาะผู้ที่หย่าร้าง อยู่ตัวคนเดียว หรือสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ซึ่งอาจก่อให้เกิดความผิดปกติทางอารมณ์ได้
  • การตรวจผิวหนัง ได้แก่ ผื่นแพ้ยา โรคมะเร็งผิวหนัง ภาวะผิวแห้ง และการติดเชื้อราที่ผิวหนัง โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคเบาหวาน 
  • การตรวจช่องปาก เป็นการตรวจหาปัญหาเกี่ยวกับเหงือกและฟันโดยทันตแพทย์ เช่น ฟันผุ เหงือกอักเสบ มะเร็งในช่องปาก และปัญหาในการบดเคี้ยวอาหาร
  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เพื่อดูว่ามีภาวะซีดหรือโลหิตจางหรือไม่
  • การตรวจการทำงานของไตหรือตับ แพทย์อาจพิจารณาให้ตรวจในบางกรณี
  • การตรวจความหนาแน่นของกระดูก มักแนะนำในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนหลายปัจจัย หรือในผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป
  • การตรวจไวรัสตับอักเสบบี แพทย์อาจพิจารณาให้ตรวจหาเชื้อไวรัสชนิดนี้ในบางราย และหากยังไม่มีภูมิคุ้มกันโรคอาจแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีไว้ด้วย
  • การตรวจเอกซเรย์ปอด การตรวจคัดกรองมะเร็งปอดเป็นการตรวจที่ไม่มีประโยชน์หากไม่มีอาการใดๆ เนื่องจากแม้ผลการตรวจจะออกมาเป็นปกติในวันนี้ แต่ก็อาจผิดปกติได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า การตรวจปีละ 1 ครั้ง และเป็นไปไม่ได้ที่เราจะตรวจเอกซเรย์ปอดทุกเดือนเพื่อหาโรคมะเร็ง ทั้งที่ไม่มีอาการ อย่างไรก็ตาม การตรวจนี้ยังใช้ในการตรวจเพื่อหาความผิดปกติอื่นๆ ได้เช่นกัน เช่น วัณโรค โรคถุงลมโป่งพองจากการสูบบุหรี่ เป็นต้น
  • การตรวจหาโรคมะเร็ง ผู้ชายที่อายุ 50 ปีขึ้นไป และมีอาการปัสสาวะผิดปกติ ปัสสาวะไม่พุ่ง ปวดขัดเวลาปัสสาวะ หรือต้องตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืน ควรตรวจหามะเร็งต่อมลูกหมาก โดยแพทย์จะสอดนิ้วมือเข้าทางทวารหนักเพื่อคลำต่อมลูกหมาก ร่วมกับการเจาะเลือดหาค่าสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมากในเลือด (Prostate specific antigen: PSA) ส่วนผู้หญิงควรตรวจหามะเร็งเต้านมด้วยการตรวจแมมโมแกรมเมื่อมีอายุ 40 ปีขึ้นไป และตรวจหามะเร็งปากมดลูกตั้งแต่อายุ 21 ปีขึ้นไป หรือหลังเริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกไม่เกิน 3 ปี
  • การตรวจยาประจำตัว เพื่อให้แน่ใจว่ายาที่ผู้สูงอายุรับประทานอยู่นั้นเหมาะสม รวมทั้งพิจารณาว่ามีความเสี่ยงหรือก่อให้เกิดผลข้างเคียงใดๆ หรือไม่ หากมี แพทย์อาจปรับเปลี่ยนตัวยาหรือปริมาณยาให้

สำหรับการตรวจคัดกรองมะเร็งโดยหาตัวบ่งชี้มะเร็ง (Tumor marker) ในเลือด โดยที่ไม่มีอาการหรือปัจจัยเสี่ยงใดๆ พบว่าเป็นการตรวจที่ไม่ได้ประโยชน์ และบ่อยครั้งยังนำมาซึ่งการตรวจเพิ่มเติมที่ไม่จำเป็น นอกจากนั้นโรคมะเร็งหลายอย่างก็มีการดำเนินโรคที่รวดเร็วภายในไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือน ดังนั้น แม้ผลตรวจค่าเหล่านี้จะออกมาปกติ แต่อีก 1-2 เดือนก็ยังอาจเป็นโรคได้ การตรวจตัวบ่งชี้มะเร็งในเลือดที่ได้ประโยชน์จึงควรทำในกรณีที่มีอาการเท่านั้น

คำแนะนำการเตรียมตัวก่อนไปตรวจสุขภาพ

  • ควรงดน้ำและอาหารก่อนตรวจประมาณ 8-10 ชั่วโมง เพื่อตรวจวัดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด หากกระหายน้ำ สามารถจิบน้ำเปล่าได้เล็กน้อย
  • หากมีโรคประจำตัว มีปัญหาสุขภาพใดๆ หรือกินยาใดอยู่ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เนื่องจากอาจต้องมีการตรวจเพิ่มเติมบางอย่าง และเพื่อเป็นข้อมูลประกอบในการแปลผลการตรวจ
  • ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในวันก่อนมาตรวจ การนอนน้อยอาจมีผลทำให้ความดันโลหิตสูงกว่าปกติและรู้สึกอ่อนเพลียได้
  • ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มชูกำลัง และกาแฟในวันก่อนตรวจ เนื่องจากอาจทำให้ความดันโลหิตสูงกว่าเป็นจริง
  • ควรสวมเสื้อผ้าที่สะดวกต่อการเจาะเลือดและการตรวจร่างกาย
  • คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้หญิง
    • ไม่ควรตรวจปัสสาวะในช่วงมีประจำเดือน หรือก่อนและหลังหมดประจำเดือนไม่นาน เนื่องจากอาจมีเม็ดเลือดแดงปนในปัสสาวะ ทำให้แปลผลการตรวจไม่ได้
    • หากต้องการตรวจแมมโมแกรม ไม่ควรตรวจในช่วงกำลังมีประจำเดือน เนื่องจากเต้านมอาจเกิดการคัดตึง
    • หากสงสัยว่าตนเองตั้งครรภ์หรือกำลังตั้งครรภ์ ต้องแจ้งให้แพทย์และพยาบาลทราบก่อนรับบริการตรวจ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจเอกซเรย์ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์
    • ผู้หญิงที่ต้องการตรวจภายใน ควรสวมใส่กระโปรงเพื่อความสะดวก และควรตรวจในช่วง 7 วัน ก่อนหรือหลังการมีประจำเดือน

การตรวจสุขภาพเพื่อคัดกรองความเสี่ยงและระวังโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ นั้นถือว่าสำคัญ แต่อย่าลืมว่าการดูแลรักษาสุขภาพด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ ครบถ้วนพอดี หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพทั้งหลายนั้นสำคัญยิ่งกว่า และไม่ควรละเลยเป็นอันขาด

ค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพผู้สูงอายุ

ค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพของโรงพยาบาลเอกชนจะอยู่ที่ประมาณ 4,500–6,500 บาท แต่หากเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล ราคาค่าตรวจก็จะค่อนข้างถูกกว่าโรงพยาบาลเอกชนพอสมควร นอกจากนี้การตรวจสุขภาพตามสถานพยาบาลต่างๆ มักจะมีให้เลือกตรวจเฉพาะรายการที่ต้องการ หรือจะตรวจแบบเป็นแพ็กเกจไปเลยก็ได้ หากต้องการใช้บริการสามารถสอบถามหรือนัดหมายล่วงหน้ากับทางโรงพยาบาลที่สนใจได้โดยตรง

คุณสามารถตรวจสอบรายการตรวจสุขภาพสำหรับผู้ชายอายุ 40-64 ปี และรายการตรวจสุขภาพสำหรับผู้ชายอายุ 65 ปีขึ้นไป และ รายการตรวจสุขภาพสำหรับผู้หญิงอายุ 40-64 ปี และรายการตรวจสุขภาพสำหรับผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป เพิ่มเติมได้

ที่มาของข้อมูล

วีรศักดิ์ เมืองไพศาล, ไขมันในเลือดสูง (https://www.si.mahidol.ac.th/project/geriatrics/knowledge_article/knowledge_healthy_6_003.html)

ประเสริฐ อัสสันตชัย, การตรวจสุขภาพประจำปีในผู้สูงอายุ (https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=700) 21 สิงหาคม 2560.

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่