Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
มะเร็งและโรคร้าย

โรคสะเก็ดเงิน สาเหตุ อาการ วิธีรักษาป้องกัน และการดูแลตนเองเมื่อเป็นโรค

โรคสะเก็ดเงิน โรคไม่ติดต่อ ที่หลายๆ คนอาจยังไม่รู้จัก มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้กัน เพื่อดูแลตนเองให้ห่างไกลจากโรคได้
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,794,742 คน

โรคสะเก็ดเงิน สาเหตุ อาการ วิธีรักษาป้องกัน และการดูแลตนเองเมื่อเป็นโรค

โรคสะเก็ดเงิน เป็นโรคที่สร้างปัญหาและอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตมากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว หรือแม้แต่การรับมือกับอาการที่เกิดขึ้นจากโรคก็ตาม มักจะทำให้ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกยุ่งยาก กังวลใจและเกิดความไม่มั่นใจในการพบปะผู้คน 

ฉะนั้นการทำความรู้จักกับโรคสะเก็ดเงิน สาเหตุ อาการ และวิธีรักษาป้องกัน ตลอดจนการดูแลตนเองเมื่อป่วยเป็นโรคนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรใส่ใจ แม้จะมั่นใจว่า ตนเองไม่มีทางเป็นโรคนี้เลยก็ตาม แต่ก็ไม่แน่ว่า วันหนึ่งคนใกล้ตัวของคุณอาจป่วยเป็นโรคนี้ก็ได้ใครจะรู้

โรคสะเก็ดเงิน คืออะไร?

โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) คือโรคผิวหนังที่เกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกันในร่างกายทำให้เกิดการแบ่งตัวผิดปกติของเซลล์ผิวหนัง ไม่ใช่โรคติดต่อ สามารถเกิดได้กับผิวหนังทุกส่วนของร่างกาย เช่น ข้อศอก หนังศีรษะ ใบหน้า และฝ่ามือ เป็นต้น

สาเหตุของโรคสะเก็ดเงิน

1. พันธุกรรม

โรคสะเก็ดเงินเกิดขึ้นได้จากพันธุกรรมโดยจะส่งผ่านจากพ่อ หรือแม่มายังลูกได้ ทั้งนี้หากพ่อและแม่เป็นโรคสะเก็ดเงินทั้งคู่ ลูกก็จะยิ่งมีความเสี่ยงสูงมากขึ้น

2. ภาวะอารมณ์

ภาวะอารมณ์ก็มีส่วนทำให้เกิดโรคสะเก็ดเงินขึ้นได้เช่นเดียวกันโดยเฉพาะความเครียด ทั้งนี้อารมณ์โกรธ กังวล หงุดหงิด ล้วนเป็นอารมณ์ที่สามารถส่งผลต่อภาวะเครียด  เมื่อเกิดความเครียด ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะต่ำลงส่งผลให้เซลล์เกิดความผิดปกติและทำให้เป็นโรคสะเก็ดเงินได้

3. การใช้ยาบางชนิด

  • ยาเม็ดคุมกำเนิด
  • ยาต้านมาลาเรีย
  • ยาลดความดันโลหิต
  • ยารักษาโรคจิต (ลิเทียม)
  • ยาแผนโบราณ (ไทยและจีน)
  • ยาสเตียรอยด์ (ทั้งฉีดและรับประทาน)

4. ระดับฮอร์โมน

เมื่อระดับฮอร์โมนในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง ย่อมเป็นสาเหตุกระตุ้นที่ทำให้เกิดโรคสะเก็ดเงินได้ เช่น ภาวะหมดประจำเดือน หรือการมีประจำเดือน การตั้งครรภ์ และหลังคลอด

5. พฤติกรรม

พฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากจนเกินไปทำให้เกิดโรคสะเก็ดเงินได้ ไม่เพียงเท่านั้นการเล่นกีฬามากเกินไปก็สามารถเป็นสาเหตุของการเกิดโรคนี้ขึ้นได้ 

6. การติดเชื้อ

เมื่อเป็นโรคสะเก็ดเงินหมายถึงภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอ และเมื่อติดเชื้อในขณะที่กำลังมีโรคสะเก็ดเงินก็อาจกระตุ้นให้โรคมีความรุนแรงมากขึ้นได้ โรคติดเชื้อที่กล่าวถึง เช่น การติดเชื้อ HIV หรือเชื้อสเตรปโตคอกคัส 

โรคสะเก็ดเงิน แบ่งออกได้กี่ชนิด อะไรบ้าง?

1. โรคสะเก็ดเงินชนิดผื่นหนา (plaque psoriasis)

เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด ผื่นจะมีลักษณะเป็นขุยๆ และจะเริ่มหนาตัวขึ้นจนสามารถที่จะเห็นเป็นเกล็ด ส่วนขนาดของผื่นก็ยังสามารถขยายได้กว้างมากขึ้นด้วย โรคสะเก็ดเงินชนิดนี้พบบ่อยบริเวณหนังศีรษะ ลำตัว แขนขา โดยเฉพาะบริเวณที่มีการเสียดสีบ่อย เช่น ข้อศอก และหัวเข่า

2. โรคสะเก็ดเงินชนิดผื่นเล็ก (guttate psoriasis)

มีความคล้ายคลึงกันกับชนิดแรกแตกต่างกันที่ความหนาของผื่น ผื่นชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นสีแดง หรือเป็นรูปหยดน้ำสีแดงขนาดเล็กกว้างไม่เกิน 1 เซนติเมตร ส่วนมากมักพบในผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี และอาจมีประวัติการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนมาก่อน

3. โรคสะเก็ดเงินชนิดเกล็ดทั่วตัว (erythrodermic psoriasis)

เป็นโรคสะเก็ดเงินชนิดรุนแรง โดยเริ่มจากการเป็นโรคสะเก็ดเงินชนิดผื่นหนามาก่อน อาการเด่นคือ มีเกล็ดรวมถึงผื่นแดงขึ้นอยู่ทั่วตัวทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการปวดแสบปวดร้อนตลอดเวลา

4. โรคสะเก็ดเงินชนิดตุ่มหนอง (pustular psoriasis)

เป็นชนิดที่พบได้น้อยมาก อาการเด่นคือ มีตุ่มขึ้นและมีหนองอยู่ด้านใน แม้จะไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียแต่ก็ส่งผลทำให้เกิดอาการคันได้ตลอดเวลา

5. โรคสะเก็ดเงินชนิดรอยพับ (Flexural psoriasis)

สำหรับชนิดนี้อาจเป็นเพียงผื่นแดงเรื้อรังและมักไม่มีขุยแต่ก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ส่วนใหญ่เกิดมักจะเกิดขึ้นตามข้อพับ บริเวณอวัยวะเพศ หรือใต้ราวนม

อาการของโรคสะเก็ดเงิน

สามารถบ่งบอกได้แบบเฉพาะเจาะจงตามบริเวณต่างๆ หรืออาจพูดถึงอาการพื้นฐานของการเป็นโรคสะเก็ดเงินโดยสามารถอธิบายได้ ดังนี้

อาการทั่วไป

  1.  มีผื่นบริเวณผิวหนังและมีสะเก็ด
  2.  เกิดอาการคันอยู่ตลอดเวลา
  3.  ปวดและแสบบริเวณที่มีผื่น

อาการเฉพาะ

  1. ผิวหนัง  เป็นบริเวณที่สามารถเกิดโรคสะเก็ดเงินได้ง่ายมากที่สุด มักจะพบบริเวณ ข้อศอก และศีรษะ เริ่มจากเป็นผื่นเล็กๆ และมีการบ่งบอกขอบเขตชัดเจน ผื่นที่เกิดขึ้นนั้นจะมีขุยและมีสะเก็ดสีขาวติดอยู่ ผื่นจะสามารถขยายขนาดออกไปได้เรื่อยๆ 
  2. ข้อ        นอกจากสะเก็ดเงินที่ขึ้นอยู่ตามผิวหนังแล้วยังสามารถทำให้เกิดอาการปวดตามข้อได้ด้วยรวมถึงข้อนิ้วมือ หรือนิ้วเท้า บางรายอาจมีปัญหาข้อติดไม่สามารถขยับได้
  3. เล็บ      โรคสะเก็ดเงินสามารถเกิดขึ้นที่เล็บได้โดยจะทำให้เล็บมีผิวสัมผัสที่ขรุขระ หรืออาจมีผิวหนังหนาๆ อยู่ใต้เล็บ สำหรับบางรายเล็บสามารถร่อนออกมาจากพื้นเล็บได้เลย

การวินิจฉัยโรคสะเก็ดเงิน

ในขั้นแรกเหมือนกับการวินิจฉัยโรคโดยทั่วไปคือ การสอบถามประวัติของผู้ป่วย อีกทั้งยังจำเป็นต้องตรวจดูรอยโรคที่เกิดขึ้น วัดขนาดของผื่น และจำนวนรอยโรคที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการวินิจฉัย เพื่อนำไปสู่วางแนวทางการรักษาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

วิธีรักษาโรคสะเก็ดเงิน

ปัจจุบันมีวิธีรักษาโรคสะเก็ดเงินอยู่หลายวิธี แต่ละวิธีก็มีรูปแบบที่แตกต่างกันไปซึ่งการเลือกวิธีรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและดุลยพินิจของแพทย์ ดังนี้

1. รักษาด้วยการทายา

  • ยาคอติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroid)
  • น้ำมันดิน (Tar)
  • แอนทราลิน (Antralin)
  • อนุพันธ์วิตามินดี (Vitamin D derivative)
  • ยาทากลุ่ม Calcineurin inhibitor

2. ยารับประทาน

เป็นยาที่สามารถออกฤทธิ์ได้ตั้งแต่ระดับเซลล์ภูมิคุ้มกันจึงสามารถช่วยรักษาโรคสะเก็ดเงินได้โดยมีตัวยา ดังนี้

  • เมทโทเทรกเสท (Methotrexate)
  • อาซิเทรติน (Acitretin)

3.การใช้แสง

โรคสะเก็ดเงินสามารถรักษาได้ด้วยการฉายแสงในบางจุดที่มีผื่นสะเก็ดเงิน แสงที่ใช้ คือ

รังสี UVB      เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นผื่นสะเก็ดเงินมาก หรือรุนแรง และยังทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อการรักษาได้น้อย

รังสี PUVA   เป็นการรักษาโดยใช้แสงอัลตราไวโอเลตเอซึ่งทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อการรักษาคือ สามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นผื่นสะเก็ดเงินในขั้นที่มีความรุนแรงมากที่สุด

4. การรักษาแบบอื่นๆ

นอกเหนือจากการรักษาด้วยวิธีที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินยังสามารถใช้วิธีรักษารูปแบบอื่นๆ ได้ด้วย เช่น การใช้ยาฉีดกลุ่มชีวภาพ แต่ก็มีข้อเสียคือ ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

วิธีป้องกันโรคสะเก็ดเงิน

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีใดที่จะสามารถป้องกันได้อย่างชัดเจน แต่การเรียนรู้สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคสะเก็ดเงินถือว่าเป็นวิธีป้องกันรูปแบบหนึ่ง เพราะเมื่อเข้าใจที่มาของการเกิดโรคแล้ว ย่อมช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ 

ดังนั้นเมื่อเรารู้เกี่ยวกับโรคสะเก็ดเงินแล้ว ก็จะทำให้เราหันกลับมาดูแลใส่ใจสุขภาพร่างกายให้มากขึ้นเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังกล่าว เพราะเมื่อภูมิคุ้มกันแข็งแรง โอกาสในการติดเชื้อโรคจนนำมากระตุ้นก่อให้เกิดโรคนี้ก็ย่อมน้อยลงไปด้วยนั่นเอง

วิธีดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคสะเก็ดเงิน

  1. ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  2. ไปพบแพทย์ตามนัด
  3. เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  4. หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  5. เรียนรู้วิธีจัดการกับความเครียด
  6. สวมเสื้อผ้าให้มิดชิดเพื่อไม่ให้ผิวหนังเกิดการระคายเคือง
  7. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่

จะเห็นได้ว่า โรคสะเก็ดเงินเมื่อเป็นแล้วย่อมทำให้ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกทรมานกับอาการปวดแสบปวดร้อน ทำให้ไม่มั่นใจในการแต่งกาย การพบปะผู้คน หรือทำให้สูญเสียบุคลิกภาพ เพราะคนรอบตัวที่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับโรคอาจแสดงท่าทีรังเกียจใส่ได้ 

ดังนั้นการดูแลสุขภาพตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอย่อมทำให้ลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ทุกชนิด หากพบความผิดปกติไม่ควรนิ่งนอนใจควรรีบไปพบแพทย์จะทำให้รักษาโรคได้หายขาดแน่นอน


ที่มาของข้อมูล

ชนิษฎา วงษ์ประภารัตน์, โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) (https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/admin/article_files/967_1.pdf), 19 พฤษภาคม 2562

กลุ่มภารกิจบริการวิชาการ สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, มาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน (http://inderm.go.th/kminderm/f...), 19 พฤษภาคม 2562


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป