โรคเบาหวานและปัญหาที่เท้า

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 4, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที

โรคเบาหวานมีผลต่อเท้าได้อย่างไร

เมื่อเวลาผ่านไป โรคเบาหวานอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาท เราเรียกว่าโรคเส้นประสาทถูกทำลายจากโรคเบาหวาน (diabetic neuropathy) ซึ่งจะทำให้รู้สึกเสียวซ่า และปวด และสามารถทำให้คุณสูญเสียความรู้สึกที่เท้าของคุณได้ เมื่อคุณสูญเสียความรู้สึกที่บริเวณเท้า คุณอาจไม่รู้สึกว่ามีก้อนกรวดภายในถุงเท้าหรือรู้สึกว่าเป็นแผลตุ่มพองบนเท้า ซึ่งนำไปสู่บาดแผลและแผลขนาดใหญ่ขึ้นได้ แผลที่เกิดขึ้นนี้จะติดเชื้อในที่สุด

โรคเบาหวานยังสามารถลดปริมาณการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงที่เท้าของคุณ หากไม่มีเลือดไหลเวียนไปที่ขาและเท้าอย่างเพียงพอจะทำให้แผลและการติดเชื้อหายยาก บางครั้งการติดเชื้อที่ไม่ดีจะไม่สามารถหายขาดได้ การติดเชื้ออาจทำไปสู่โรคแผลเน่าเปื่อยเรื้อรังได้

แผลเน่าเปื่อยและบาดแผลที่เท้าที่อาการไม่ดีขึ้นจากการรักษา จะนำไปสู่การตัดนิ้วเท้า เท้า หรือบางส่วนของขา ศัลยแพทย์อาจทำการตัดขาเพื่อป้องกันการติดเชื้อไม่ดีนี้แพร่กระจายไปที่บริเวณอื่นๆ ที่เหลือของร่างกาย ซึ่งเป็นการช่วยชีวิตคุณ การดูแลเท้าที่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการป้องกันการติดเชื้อที่รุนแรงและแผลเน่าเปื่อยดังกล่าว 

แม้ว่าจะพบได้น้อย แต่ความเสียหายของเส้นประสาทอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเท้าได้ เช่น มีอาการของ Charcot’s foot โดย Charcot’s foot อาการจะเริ่มจากมีการบวม แดง ร้อน ที่บริเวณเท้า หลังจากนั้นกระดูกภายในเท้าและนิ้วเท้าจะเคลื่อนหรือแตกหัก ทำให้เท้ามีรูปร่างแปลก ๆ

ฉันจะทำอย่างไรเพื่อรักษาเท้าของฉันให้แข็งแรง

ทำงานร่วมกับทีมดูแลสุขภาพของคุณเพื่อวางแผนการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการสำหรับการดูแลรักษาโรคเบาหวานของคุณ ในแผนการดูแลต้องประกอบไปด้วยการดูแลสุขภาพเท้า แพทย์ที่ดูแลรักษาเรื่องเท้า เรียกว่า podiatrist และแพทย์ผู้เชี่ยวชายโรคอื่นๆ อาจเป็นส่วนหนึ่งของทีมดูแลรักษาคุณ

อย่าลืมบรรจุขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้ให้อยู่ในแผนการดูแลสุขภาพเท้าของคุณ (เคล็ดลับในการดูแลเท้า)

  • ตรวจสอบเท้าทุกวัน
  • ล้างเท้าทุกวัน
  • ขัดตาปลาและหนังด้านที่เท้าเบาๆ อย่างนุ่มนวล
  • ตัดเล็บเท้าตรงๆ ไม่ต้องโค้งเข้าจมูกเล็บ
  • สวมรองเท้าและถุงเท้าตลอดเวลา
  • ปกป้องเท้าของคุณจากอากาศร้อนและเย็น
  • ดูแลให้เลือดไปเลี้ยงเท้าได้เสมอ
  • เข้ารับการตรวจเท้าทุกครั้งที่พบแพทย์

ตรวจสอบเท้าทุกวัน

คุณอาจมีปัญหาที่เท้าเกิดขึ้นโดยไม่มีอาการปวดที่เท้าเลยก็ได้ ดังนั้นการตรวจสอบเท้าของคุณเองทุกวันจะช่วยให้เห็นรอยโรคขนาดเล็กๆ ก่อนที่จะขยายขนาดเป็นขนาดใหญ่ หรือแย่ลงได้ วิธีที่ดีที่สุดเพื่อป้องกันการลืมก็คือ ให้ตรวจสอบเท้าของคุณทุกวันในช่วงเย็นหลังจากถอดรองเท้าออกแล้ว โดยตรวจสอบระหว่างซอกนิ้วด้วย หากคุณประสบปัญหาในการงอเท้าเพื่อดูเท้าของคุณเอง แนะนำให้ใช้กระจกช่วยในการดู หรือขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นให้ช่วยดูให้

ในการตรวจสอบเท้า ให้สังเกตปัญหาที่เกิดกับเท้าดังนี้

  • รอยกรีด บาดแผล หรือจุดแดง
  • บวม หรือตุ่มน้ำพอง
  • เล็บขบ คือ ปลายเล็บจิกหรือทิ่มเข้าไปที่ซอกเล็บบริเวณผิวหนังด้านข้าง
  • ตาปลา หรือ หนังด้าน ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการเสียดสีหรือมีแรงกดมากเกินไป
  • หูดที่เท้า ซึ่งเป็นสีเนื้อโตอยู่บริเวณด้านล่างของเท้า
  • athlete’s foot หรือน้ำกัดเท้า
  • จุดอุ่นๆ ที่เท้า

ถ้าคุณมีปัญหาที่เท้าเกิดขึ้น นั่นหมายถึงคุณมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นแผลที่เท้า จุดอุ่นบนเท้า (hot spot) เป็นสัญญาณเตือนแรกของการเกิดตุ่มน้ำพองหรือแผล

การปิดบาดแผลด้วยผ้ากอซ หรือการขัดตาปลาและหนังด้านอย่างนุ่มนวล มีอธิบายไว้ด้านล่างนี้

ล้างเท้าทุกวัน

ล้างเท้าด้วยสบู่และน้ำอุ่น ไม่ใช่น้ำร้อน ให้ทดสอบอุณหภูมิน้ำก่อนว่าไม่ร้อนจนเกินไป คุณอาจใช้เทอร์โมมิเตอร์สำหรับวัดอุณหภูมิ โดยอุณหภูมิช่วงที่ปลอดภัยคือ 32.2- 35 องศาเซลเซียส หรือใช้ข้อศอกของคุณเพื่อทดสอบความอุ่นของน้ำ อย่าแช่เท้าเพราะจะทำให้ผิวของคุณจะแห้งเกินไป

หลังจากล้างและเช็ดเท้าให้แห้งแล้ว ให้ทาแป้งระหว่างซอกนิ้วเท้าด้วย ผิวหนังบริเวณซอกนิ้วเท้ามีแนวโน้มที่จะชื้น แป้งจะช่วยให้ผิวหนังแห้งอยู่เสมอและช่วยป้องกันการติดเชื้อได้

ขัดตาปลาและหนังด้านที่เท้าเบาๆ อย่างนุ่มนวล

หนังหนาด้านที่ผิวหนัง เราเรียกว่าตาปลา หรือหนังด้าน สามารถเกิดขึ้นได้ที่เท้า ถ้าคุณมีตาปลาหรือหนังด้านเกิดขึ้น ให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีในการดูแลปัญหานี้ ถ้าคุณมีปัญหาเส้นประสาทถูกทำลาย ตาปลาหรือหนังด้านนี้จะกลายเป็นแผลในอนาคตได้

ถ้าแพทย์แนะนำให้คุณใช้หินภูเขาไปในการขัดตาปลาหรือหนังด้านภายหลังการอาบน้ำ หินภูเขาไฟเป็นหินชนิดหนึ่งที่ใช้การทำให้ผิวเรียบเนียน โดยให้ใช้หินชนิดนี้ถูเบาๆ ไปในทิศทางเดียว เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหนังฉีดขาด

สิ่งที่ห้ามทำ

  • ตัดตาปลา หรือหนังด้าน ด้วยตนเอง
  • ใช้พลาสเตอร์สำหรับตาปลา ที่มีส่วนประกอบของยา
  • กำจัดตาปลาโดยการใช้ยาป้ายตาปลา

การตัดตาปลา หรือใช้ยาป้ายเพื่อกำจัดตาปลาด้วยตนเอง สามารถทำให้เกิดอันตรายต่อผิวหนัง และทำให้เกิดการติดเชื้อได้

เพื่อให้ผิวหนังของคุณเรียบเนียนและนุ่ม ให้ทาโลชั่น ครีม หรือปิโตรเลียมเจลลี่ ทั้งด้านบนและด้านล่างของเท้า อย่าใส่โลชั่นหรือครีมระหว่างซอกนิ้วเท้า เนื่องจากความชื้นจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้

ตัดเล็บเท้าตรงๆ ไม่ต้องโค้งเข้าจมูกเล็บ

ตัดเล็บเมื่อจำเป็น โดยให้ตัดหลังจากทำความสะอาดและเช็ดเท้าให้แห้งแล้ว โดยตัดเล็บให้ปลายตรงเสมอปลายเท้า และตะไบเล็บไม่ให้คม อย่าตัดเล็บโค้งเข้าจมูกเล็บ การตัดเล็บด้วยวิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ตัดโดนผิวหนังและป้องกันไม่ให้เกิดเล็บขบ

ไปพบแพทย์ที่ดูแลเท้าเพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องการตัดเล็บเท้า ถ้า

  • คุณไม่สามารถมองเห็น หรือไม่สามารถเอื้อมไปถึงเท้าได้
  • เล็บเท้าของคุณมีขนาดหนา หรือมีสีเหลือง
  • เกิดเล็บขบเกิดขึ้น

หากคุณต้องการทำเล็บที่ร้านเสริมสวย คุณควรนำเครื่องมือทำเล็บของตัวเองไปด้วยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ คุณสามารถสอบถามบุคลากรทางการแพทย์ว่ามีขั้นตอนอื่นๆ อะไรบ้างที่จะช่วยป้องกันการติดเชื้อจากร้านเสริมสวย

สวมรองเท้าและถุงเท้าตลอดเวลา

สวมถุงเท้าและรองเท้าตลอดเวลา ไม่เดินด้วยเท้าเปล่า หรือใส่แค่ถุงเท้า แม้ว่าจะเป็นการเดินในบ้านหรือในอาคารก็ตาม คุณอาจเผลอเดินไปเหยียบอะไรที่เป็นอันตรายต่อเท้าคุณโดยไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยก็ได้

ตรวจสอบภายในรองเท้าก่อนสวมใส่เสมอ ว่ามีสิ่งผิดปกติภายในรองเท้าหรือไม่ เช่น มีก้อนกรวด หรือวัตถุอื่นๆ

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณสวมใส่ถุงเท้า ถุงน่อง หรือไนลอน รวมกับรองเท้าเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแผลพุพอง หรือบาดแผลที่เท้า เลือกถุงเท้าที่สะอาด นุ่ม และไม่มีตะเข็บจะดีที่สุด

สวมใส่รองเท้าที่พอดีกับเท้า ไม่แน่นหรือหลวมเกินไป เพื่อป้องกันเท้าของคุณ ต่อไปนื้คือเคล็บลับในการเลือกรองเท้าที่เหมาะสมสำหรับคุณ

  • รองเท้าสำหรับเดินและรองเท้านักกีฬา เป็นรองเทาที่เหมาะสำหรับสวมใส่ทุกวัน เพราะเป็นรองเท้าที่จะช่วยประคับประคองเท้าของคุณ และมีรูระบายอากาศที่ดี
  • ไม่สวมรองเท้าที่ทำจาก ไวนิล หรือ พลาสติก (vinyl or plastic shoes) เพราะรองเท้าประเภทนี้ไม่ยืดหยุ่น และไม่ระบายอากาศ
  • ระหว่างการซื้อรองเท้า ต้องมั่นใจว่ารองเท้าไม่คับแน่นเกินไป โดยจะต้องมีช่องว่างสำหรับนิ้วเท้าที่เพียงพอ และให้ซื้อรองเท้าตอนช่วงเย็น หรือช่วงใกล้สิ้นสุดวัน เพราะว่าเป็นช่วงเวลาที่เท้าจะขยายขนาดมากที่สุด ซึ่งจะทำให้คุณเลือกรองเท้าที่พอดีสำหรับคุณได้
  • ถ้าคุณมีนิ้วเท้าหงิก (hammertoes) หรือ มีลักษณะปูดนูนที่ข้อแรกของนิ้วโป้ง (bunion) กรณีเช่นนี้คุณจำเป็นต้องใช้รองเท้าที่กว้างกว่าปกติ (extra-wide) หรือรองเท้าที่ลึก (deep shoes) อย่าสวมใส่รองเท้าปลายแหลม หรือรองเท้าส้นสูง เพราะจะมีแรงกดที่นิ้วเท้ามากเกินไป
  • ถ้าเท้าของคุณเปลี่ยนรูปร่าง เช่น จาก Charcot’s feet คุณอาจจำเป็นต้องใช้รองเท้าชนิดพิเศษ หรือ ใส่อุปกรณ์พิเศษ หรือเรียกว่า orthotics โดยคุณยังอาจต้องใช้อุปกรณ์นี้ถ้าคุณมีปัญหาที่เท้าแบบ bunions, hammertoes, หรือปัญหาที่เท้าอื่นๆ

เมื่อสวมใส่รองเท้าที่เพิ่งซื้อมาให้ ให้สวมใส่เพียงวันละไม่กี่ชั่วโมงก่อน และถอดออก เพื่อตรวจสอบแผลที่อาจเกิดขึ้นที่เท้า

ปกป้องเท้าของคุณจากอากาศร้อนและเย็น

ถ้าคุณมีปัญหาเส้นประสาทถูกทำลายจากโรคเบาหวาน  เท้าของคุณอาจสัมผัสกับความร้อนโดยไม่รู้สึกตัวก็ได้ ปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้เพื่อป้องกันเท้าของคุณจากความร้อน

  • สวมรองเท้าขณะเดินบนชายหาด และบนทางเดินที่ร้อน
  • ทาครีมกันแดดที่ด้านบนของเท้าเพื่อป้องกันการถูกแดดเผา
  • หลีกเลี่ยงการนำเท้าไปใกล้เครื่องทำความร้อน หรือบริเวณที่มีเปลวไฟ
  • อย่าวางขวดน้ำร้อนหรือแผ่นความร้อนที่เท้าของคุณ

สวมถุงเท้าขณะนอนบนเตียง ถ้าเท้าของคุณสัมผัสกับความเย็น 

ดูแลให้เลือดไปเลี้ยงเท้าได้เสมอ

ปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปที่เท้า

  • ยกเท้าขึ้นขณะนั่ง
  • งอเท้าของคุณเป็นเวลาไม่กี่นาทีตลอดทั้งวัน โดยขยับข้อเท้าขึ้นและลง เข้าและออก เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนไปที่เท้าและขา
  • ไม่สวมถุงเท้าที่แน่นเกินไป อย่าใส่หนังยางผูกรัดถุงเท้าที่หย่อนยานเสื่อมสภาพแล้ว
  • ออกกำลังกายให้มากขึ้น เลือกกิจกรรมที่ง่ายสำหรับเท้าคุณ เช่น การเดิน เต้นรำ โยคะ หรือการยืดเหยียด ว่ายน้ำ หรือขี่จักรยาน
  • หยุดสูบบุหรี่

การสูบบุหรี่จะลดการไหลเวียนเลือดที่ไปเท้า ถ้าคุณสูบบุหรี่ ให้ขอความช่วยเหลือเพื่อเลิกบุหรี่ โดยโทรสายด่วน 1600

เข้ารับการตรวจเท้าทุกครั้งที่พบแพทย์

สอบถามทีมแพทย์ที่ดูแลคุณเพื่อตรวจสุขภาพเท้าทุกครั้งที่ไปพบ ถอดรองเท้าและถุงเท้าออกขณะเข้ารับการตรวจ โดยควรตรวจอย่างละเอียดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยต้องมีการทดสอบการรับความรู้สึกและวัดชีพจรที่บริเวณเท้าด้วย

เข้ารับการตรวจเท้าโดยละเอียดทุกครั้งที่พบแพทย์ ถ้าคุณ

  • มีการเปลี่ยนแปลงของรูปเท้า
  • สูญเสียความรู้สึกบริเวณเท้า
  • เป็นโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย (peripheral artery disease)
  • มีแผลที่เท้า หรือเคยตัดบางส่วนของเท้าไปแล้วในอดีต

สอบถามทีมแพทย์ที่ดูแลคุณเพื่อรับคำปรึกษาเรื่องวิธีในการดูแลสุขภาพเท้า

เมื่อไรที่ควรไปพบแพทย์เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพเท้า

ไปพบแพทย์ทันทีถ้า

  • มีรอยบาด แผล หรือรอยช้ำบนเท้าของคุณ ซึ่งไม่หายภายในเวลาไม่กี่วัน
  • ผิวหนังที่เท้ามีอาการแดง บวม ปวด ซึ่งเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ
  • มีตาปลาที่มีเลือดแห้งอยู่ด้านใน ซึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการเกิดแผลภายใต้ตาปลานั้น
  • การติดเชื้อที่เท้าเปลี่ยนเป็นสีดำ และมีกลิ่นเหม็น ซึ่งเป็นสัญญาณของการเกิดแผลเนื้อตายเน่า

ให้สอบถามแพทย์ที่ดูแลคุณถึงความจำเป็นในการส่งต่อไปรักษากับแพทย์ที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการดูแลเท้า

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่