มะเร็งและโรคร้าย

โรคไมเกรน อาการปวดศีรษะด้านเดียวอย่างรุนแรง

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ส.ค. 12, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 21 นาที
Istock 598215184 m

โรคไมเกรน เป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยประมาณ 1 ใน 5 ของผู้หญิง และ 1 ใน 15 ของผู้ชายมีภาวะปวดศีรษะไมเกรน ผู้ป่วยมักจะรู้สึกปวดศีรษะอย่างรุนแรง โดยมีอาการปวดแบบตุ๊บ ๆ ที่ด้านหน้าหรือด้านข้างของศีรษะ นอกจากนี้ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการอื่น ๆ เช่น คลื่นไส้อาเจียนรวมถึงยังมีความรู้สึกไวต่อแสงและเสียงเพิ่มขึ้น โดยไมเกรนมีหลายประเภท ได้แก่

1. ไมเกรนที่เห็นแสงวูบวาบ (migraine with aura) โดยผู้ป่วยจะเห็นแสงวูบวาบ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนก่อนที่เริ่มปวดศีรษะ

2. ไมเกรนที่ไม่เห็นแสงวูบวาบ (migraine without aura) ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะโดยไม่มีสัญญาณเตือน

นอกจากนี้ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการเห็นแสงวูบวาบ แต่ไม่มีอาการปวดศีรษะตามมาก็ได้ ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการปวดหัวไมเกรนหลายครั้งต่อสัปดาห์ หรือบางคนอาจเป็นไมเกรนเพียงครั้งคราวก็ได้

สาเหตุของไมเกรน

แม้ว่าสาเหตุของโรคไมเกรนอาจยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน แต่เชื่อว่าอาจจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในสมองโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเส้นประสาทไตรเจอมินอล (trigeminal nerve) นอกจากนี้ยังพบว่าโรคไมเกรนอาจเกิดจากปัจจัยกระตุ้นที่มาจากทั้งภายนอกและภายในร่างกาย เช่น อากาศร้อน การเห็นแสงจ้า ความเครียด รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิง

ปัจจัยกระตุ้นให้มีอาการของไมเกรน

มีปัจจัยหลายปัจจัยที่กระตุ้นให้มีอาการของไมเกรน ได้แก่ ฮอร์โมน, อารมณ์, สภาพร่างกาย, อาหาร, สภาพแวดล้อม และการใช้ยาบางชนิด

ปัจจัยกระตุ้นเหล่านี้มีความแตกต่างกันแล้วแต่คน การบันทึกไดอารี่อาจช่วยให้คุณรู้ได้ว่าอะไรคือปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการ แต่บางครั้งก็เป็นเรื่องยากที่จะรู้ได้ว่าอะไรคือปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการอย่างแท้จริง

การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

ผู้หญิงบางรายจะมีอาการปวดศีรษะไมเกรนระหว่างช่วงเวลาของการมีประจำเดือน นั่นเพราะว่ามีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนระหว่างมีประจำเดือน เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen)

ไมเกรนชนิดนี้มักเกิดขึ้นระหว่าง 2 วันก่อนมีประจำเดือนไปจนถึง 3 วันหลังมีประจำเดือน ผู้หญิงบางรายจะมีอาการของไมเกรนเฉพาะช่วงเวลาดังกล่าว เราเรียกว่า pure menstrual migraine อย่างไรก็ตามผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีอาการในช่วงเวลาอื่นๆ ด้วย ซึ่งเรียกว่า menstrual related migraine

ผู้หญิงหลายรายพบว่าการมีอาการไมเกรนของพวกเขาดีขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน (menopause) แม้ว่าบางครั้งวัยหมดประจำเดือนอาจกระตุ้นให้มีอาการปวดศีรษะไมเกรนหรือทำให้อาการปวดศีรษะไมเกรนแย่ลงได้ในผู้หญิงบางรายก็ตาม

ปัจจัยกระตุ้นไมเกรนด้านอารมณ์
ปัจจัยกระตุ้นไมเกรนด้านร่างกาย
  • เหนื่อย อ่อนเพลีย
  • คุณภาพการนอนหลับไม่ดี
  • การทำงานเป็นกะ
  • การมีท่าทางที่ไม่เหมาะสม
  • ความตึงที่คอหรือหัวไหล่
  • อาการอ่อนเพลียจากการเดินทางด้วยเครื่องบินเป็นเวลานาน (Jet lag)
  • ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycaemia)
  • การออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง (หากคุณไม่เคยทำมันมาก่อน)
ปัจจัยกระตุ้นไมเกรนด้านอาหาร
  • การข้ามมื้ออาหาร รับประทานอาหารช้า หรือรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา
  • การขาดน้ำ
  • แอลกอฮอล์
  • สารปรุงแต่งอาหารที่มีส่วนประกอบของไทรามีน (tyramine)
  • ผลิตภัณฑ์ที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ
  • อาหารบางชนิด เช่น ช็อกโกแลต และชีส
ปัจจัยกระตุ้นไมเกรนด้านสิ่งแวดล้อม
  • แสงจ้า
  • หน้าจอที่มีการเคลื่อนไหวไปมา เช่น หน้าจอโทรทัศน์ หน้าจอคอมพิวเตอร์
  • การสูบบุหรี่ หรือ อยู่ในห้องที่มีควันบุหรี่
  • เสียงดัง
  • การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เช่น การเปลี่ยนแปลงของความชื้น หรืออุณหภูมิหนาวจัด
  • กลิ่นรุนแรง
  • อากาศไม่ถ่ายเท อากาศอบอ้าว
การใช้ยาบางชนิดกระตุ้นให้มีอาการไมเกรน
  • ยานอนหลับบางชนิด
  • ยาคุมกำเนิดรับประทานชนิดฮอร์โมนรวม (combined contraceptive pill)
  • ฮอร์โมนทดแทน (hormone replacement therapy; HRT) ฮอร์โมนนี้บางครั้งถูกใช้เพื่อบรรเทาอาการที่สัมพันธ์กับการหมดประจำเดือน

อาการปวดหัวไมเกรน

สำหรับอาการของโรคไมเกรนนั้น ผู้ป่วยแต่ละรายมักจะมีอาการที่แตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่แล้วเราสามารถแบ่งช่วงของอาการปวดหัวไมเกรนได้หลัก ๆ 4 ช่วง ดังนี้

 

  1. ระยะก่อนปวดศีรษะ (prodrome) ในช่วงนี้ผู้ป่วยจะมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อารมณ์ รวมถึงพฤติกรรมและความอยากอาหาร โดยอาการก่อนปวดศีรษะสามารถเกิดขึ้นได้หลายชั่วโมงหรือหลายวันก่อนที่ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการปวดศีรษะ
  2. ระยะเห็นแสงวูบวาบ (aura) ผู้ป่วยบางรายอาจพบความผิดปกติของการมองเห็น เช่น เห็นแสงกะพริบหรือมีจุดบอดในขณะมองภาพ ซึ่งความผิดปกตินี้สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ 5 นาทีจนถึง 1 ชั่วโมง
  3. ระยะปวดศีรษะ (headache) ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะด้านใดด้านหนึ่ง โดยมีอาการปวดแบบตุ๊บ ๆ ตามจังหวะหัวใจเต้น โดยมักจะมาพร้อมกับอาการคลื่นไส้อาเจียน และผู้ป่วยบางรายอาจมีความไวต่อแสงหรือเสียงดัง ซึ่งอาการปวดศีรษะอาจยาวนาน 4 ถึง 72 ชั่วโมง
  4. ระยะหายปวด (resolution) โดยอาการปวดศีรษะและอาการอื่น ๆ จะค่อย ๆ ลดลง โดยในระยะนี้ผู้ป่วยอาจจะมีความรู้สึกเหนื่อยล้า ซึ่งอาจกินระยะเวลาไม่กี่วันหลังจากหายปวดศีรษะ

อาการเพิ่มเติมอื่นๆ ของไมเกรน

อาการอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์กับไมเกรน ได้แก่:

  • คลื่นไส้
  • อาเจียน
  • มีความไวต่อแสงและเสียง- คือแสงและเสียงทำให้ปวดศีรษะมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากต้องการพักผ่อนในห้องเงียบและมืด

ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการบางอย่างเป็นครั้งคราว ได้แก่:

  • เหงื่อออก
  • ไม่มีสมาธิ
  • รู้สึกร้อนมากหรือหนาวมาก
  • ปวดท้อง
  • ท้องเสีย

ไม่ใช่ผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนทุกรายจะมีอาการอื่นๆ ดังกล่าวข้างต้น และบางรายอาจมีอาการข้างต้นโดยที่ไม่มีอาการปวดศีรษะเลยก็ได้

อาการของไมเกรนมักมีอาการนานตั้งแต่ 4 ชั่วโมง ไปจนถึง 3 วัน และคุณอาจรู้สึกอ่อนเพลียมากเป็นสัปดาห์ภายหลังอาการปวดศีรษะหายไป

ความไวต่อแสงและเสียงกับโรคไมเกรน สัมพันธ์กันอย่างไร?

ความไวต่อแสงและเสียง

เมื่อเริ่มเป็นโรคไมเกรน เส้นประสาทในสมองจะทำงานมากกว่าปกติ เซลล์เหล่านี้จะส่งสัญญาณที่ทำให้เส้นเลือดขยายตัว และปล่อยสารเคมีที่ทำให้เส้นเลือดอักเสบ ส่งผลให้คุณรู้สึกปวดตุบที่ศีรษะ ทั้งนี้แสงสว่างอย่างแสงที่มาจากหน้าจอโทรทัศน์ แสงสะท้อนจากหน้าต่าง หรือเสียงดังก็สามารถกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาดังกล่าว และเมื่อคุณปวดศีรษะ  คุณอาจมีความไวต่อทั้งแสงและเสียงเช่นกัน

ทั้งนี้อาการปวดศีรษะเป็นหนึ่งในอาการของโรคไมเกรน ซึ่งนักวิจัยพบว่าคนที่เป็นโรคไมเกรนจะมีสมองส่วนที่ประมวลผลเกี่ยวกับแสงและเสียงที่ทำงานได้อย่างแข็งขันมากกว่าคนที่ไม่ได้เป็นโรคไมเกรน และนั่นก็จะทำให้เกิดการตอบสนองที่รุนแรงกว่า

อย่างไรก็ตาม คนที่เป็นโรคไมเกรนประมาณ 80% มีความไวต่อแสง หรือที่เรียกว่าตาไม่สู้แสง (Photophobia) ซึ่งคนที่เป็นโรคไมเกรนบางครั้งมีแนวโน้มที่ดวงตาไวต่อแสงน้อยกว่าคนที่เป็นโรคไมเกรนเรื้อรัง นักวิจัยคิดว่าภาวะตาไม่สู้แสงเริ่มต้นที่ประสาทตา ซึ่งจะส่งสัญญาณจากดวงตาไปยังสมอง การตอบสนองอาจรุนแรงมากจนถึงขั้นที่ผู้ป่วยอาจต้องใส่แว่นตาดำ หรือต้องนอนอยู่ในห้องมืดเพื่อให้รู้สึกดีขึ้น นอกจากนี้ร่างกายของผู้ป่วยอาจมีความไวต่อเสียงเช่นกัน

สิ่งที่สามารถทำได้

การบรรเทาอาการปวดศีรษะที่เกิดจากโรคไมเกรนนั้นสามารถทำได้โดยการทานยา ซึ่งมียา 2 ประเภทดังนี้

  • ยาช่วยป้องกันที่ต้องทานทุกวันเพื่อให้อาการที่กำเริบบ่อยครั้งลดลง ตัวอย่างเช่น ยารักษาโรคซึมเศร้า เบต้า บล็อกเกอร์ ยากันชัก ฯลฯ ซึ่งยาเหล่านี้สามารถช่วยยับยั้งอาการปวดศีรษะไม่ให้เกิดขึ้น
  • ยาที่ช่วยรักษาแบบฉับพลันอย่างทริปแทน (Triptans) และเออร์กอต (Ergots) ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาอาการเมื่อคุณปวดศีรษะ นอกจากนี้มันยังช่วยลดอาการไวต่อเสียงและแสง ซึ่งยาจะทำงานได้ดีที่สุดถ้าคุณทานทันทีหลังมีอาการปวดศีรษะ

อย่างไรก็ดี คุณสามารถเปลี่ยนแปลงบางสิ่งที่บ้านหรือที่ทำงานเพียงเล็กน้อยเพื่อรับมือกับแสงและเสียง

วิธีรับมือกับอาการไวต่อแสง

  • ใช้มู่ลี่ปิดหน้าต่างเพื่อป้องกันแสงแดด
  • ใช้แสงไฟที่มีความนุ่มนวล
  • ไม่ใช้หลอดไฟฟลูออเรสเซ็นท์ เพราะแสงกระพิบสามารถทำให้เกิดโรคไมเกรนในบางคน
  • ติดตั้งไฟให้อยู่ห่างจากบริเวณที่อาจทำให้เกิดแสงสะท้อนและทำให้เกิดแสงจ้า ตัวอย่างเช่น ใกล้กระจก โทรทัศน์ กำแพง หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์
  • ปรับความสว่างและมุมของหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อลดแสงจ้าและการสะท้อน
  • คนส่วนมากที่เป็นโรคไมเกรนจะมีความไวต่อแสงสีแดงและแสงสีน้ำเงิน ทั้งนี้การใส่แว่นกันแดดชนิดพิเศษสามารถกรองแสงเหล่านี้ได้

วิธีรับมือกับอาการไวต่อเสียง

  • หลีกเลี่ยงการไปคอนเสิร์ต ชมภาพยนตร์ งานเลี้ยงสังสรรค์ หรือสถานที่ๆ มีเสียงดัง
  • ใส่หูฟังหรือที่อุดหูที่สามารถป้องกันเสียงดังได้
  • ใช้ผ้าม่านปิดหน้าต่าง และใช้พรมที่หนาเพื่อดูดเสียงภายในบ้าน
  • เปิดเสียงรบกวนที่ทำให้สบายใจ (White noise) ที่สามารถช่วยกลบเสียงดังได้

ที่มา: https://www.webmd.com/migraine...


อาการเตือนของไมเกรน (symptoms of aura)

ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยไมเกรนจะมีอาการเตือนชั่วคราวก่อนที่จะมีอาการของไมเกรน เราเรียกอาการเตือนว่า aura ซึ่งได้แก่:

  • ปัญหาด้านการมองเห็น: เช่น มองเห็นแสงไฟกระพริบ หรือเส้นซิกแซกไปมา หรือเห็นเป็นจุดบอดเกิดขึ้น
  • มีอาการชาหรือเสียวซ่าเหมือนถูกเข็มตำ ซึ่งมักจะเริ่มมีอาการที่มือข้างหนึ่งและเคลื่อนที่ไปที่แขนก่อนที่จะมีอาการที่ใบหน้า ริมฝีปาก และลิ้น
  • รู้สึกเวียนศีรษะ หรือทรงตัวไม่อยู่
  • พูดลำบาก
  • หมดสติ-มักไม่พบเป็นปกติ

อาการเตือนของไมเกรนมักเป็นนาน 5 นาทีจนถึงเป็นชั่วโมง ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเตือนของไมเกรนและตามด้วยอาการปวดศีรษะเล็กน้อยเท่านั้น หรือไม่มีอาการปวดศีรษะเลยก็ได้

เมื่อไรควรไปพบแพทย์เมื่อเป็นไมเกรน

คุณควรไปพบแพทย์เมื่อคุณมีอาการของไมเกรนบ่อยครั้ง หรือมีอาการไมเกรนรุนแรงที่ไม่สามารถจัดการด้วยการใช้ยาแก้ปวดเป็นครั้งคราวได้ เช่น ยาพาราเซตามอล

อย่างไรก็ตาม ขอแนะนำให้รับประทานยาแก้ปวดด้วยความระมัดระวัง ไม่รับประทานมากเกินไป เพราะจะทำให้การรักษาอาการปวดศีรษะในอนาคตทำได้ยากขึ้น

คุณควรเข้าพบแพทย์หากคุณมีอาการปวดศีรษะบ่อยครั้ง (มากกว่า 5 ครั้งต่อเดือน) แม้ว่าคุณจะควบคุมอาการปวดศีรษะได้ด้วยการใช้ยาก็ตาม เพราะการไปพบแพทย์ คุณอาจได้รับยาป้องกันไมเกรนซึ่งอาจเป็นประโยชน์สำหรับคุณ

คุณควรโทรเรียกรถพยาบาลที่ 1669 ทันที หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการดังนี้:

  • ชาหรืออ่อนแรงที่แขนข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง และ/หรือ ด้านใดด้านหนึ่งของใบหน้า
  • พูดไม่ชัด
  • อาการปวดศีรษะรุนแรงฉับพลันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
  • ปวดศีรษะร่วมกับมีไข้ คอแข็ง มึนงงสับสน ชัก มองเห็นภาพซ้อน และมีผื่น

อาการดังกล่าวข้างต้นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคที่มีความร้ายแรงมากกว่าไมเกรน เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (stroke) หรือ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (meningitis) ซึ่งควรได้รับการตรวจประเมินโดยแพทย์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

https://www.nhsinform.scot/illnesses-and-conditions/brain-nerves-and-spinal-cord/migraine#symptoms

ภาวะแทรกซ้อนจากไมเกรน

โรคหลอดเลือดสมอง (stroke)

โรคหลอดเลือดสมองชนิดสมองขาดเลือด (ischaemic strokes) เกิดขึ้นเนื่องจากเลือดไปเลี้ยงสมองถูกขัดขวางจากการมีลิ่มเลือดหรือจากไขมันอุดตันในหลอดเลือดแดง

ข้อมูลจากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคไมเกรน (โดยเฉพาะไมเกรนชนิดที่มีอาการเตือนล่วงหน้า) จะมีความเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือดสมองชนิดสมองขาดเลือดเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เป็นไมเกรน อย่างไรก็ตามความเสี่ยงนี้ถือว่าอยู่ในระดับเล็กน้อย

ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่าทำไมโรคหลอดเลือดสมองชนิดสมองขาดเลือดจึงมีความสัมพันธ์กับไมเกรน

ยาเม็ดคุมกำเนิด (Contraceptive pill)

ความเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือดสมองชนิดสมองขาดเลือดจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (combined contraceptive pill) โดยทั่วไปบุคลากรทางการแพทย์จะแนะนำผู้หญิงที่เป็นไมเกรนชนิดมีอาการเตือนล่วงหน้าไม่ให้ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม

สำหรับผู้หญิงที่เป็นไมเกรนชนิดไม่มีอาการเตือน โดยทั่วไปจะใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมได้อย่างปลอดภัย เว้นเสียแต่ว่ามีปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือดสมองอื่นๆ อีก เช่น ความดันโลหิตสูง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด

หากคุณรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมอยู่ และมีอาการเตือนของไมเกรนเกิดขึ้น แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการคุมกำเนิดทางเลือกอื่น

ปัญหาทางสุขภาพจิต (mental health problems)

ไมเกรนมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงของปัญหาทางสุขภาพจิตเพียงเล็กน้อย ได้แก่:

ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่พบร่วมด้วยได้ เช่น

  • Status migrainosus คือ ปวดศีรษะนานกว่า 72 ชั่วโมง โดยไม่มีช่วงหายปวดเลย ภาวะนี้มักเกิดขึ้นในผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดเกินความจำเป็น
  • Persistent aura without infraction คือมีอาการนำ (aura) อยู่นานมากกว่าหรือเท่ากับ 1 สัปดาห์ โดยภาพเอกซเรย์สมองไม่พบภาวะสมองขาดเลือด อาการนำเหล่านี้มักเกิดทั้งสองด้านของร่างกาย เช่น ชาทั่วตัวหรืออ่อนแรงทั่วตัว และหายในเวลาเป็นเดือนถึงเป็นปี
  • Migrainosus infraction คือปวดศีรษะไมเกรนที่มีอาการนำ (aura) เป็นอยู่นานกว่า 1 ชั่วโมง ร่วมกับมีภาวะสมองขาดเลือดจากภาพเอกซเรย์ ซึ่งพบบ่อยในหลอดเลือดที่เลี้ยงก้านสมองและสมองน้อย  ผู้ป่วยผู้หญิงอายุน้อยจะมีความเสี่ยงต่อภาวะนี้มากที่สุด
  • Migraine aura-triggered seizure คือภาวะที่การปวดศีรษะกระตุ้นให้เกิดลมชักขึ้น โดยต้องเป็นปวดศีรษะไมเกรนชนิดมีอาการนำ (migraine with aura) ผู้ป่วยจะชักในระหว่างหรือภายใน 1 ชั่วโมงหลังเกิด aura


วิธีการปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคไมเกรน

ผู้ป่วยสามารถดูแลปฏิบัติตัวด้วยตัวเองในการบรรเทาอาการโรคไมเกรนได้ ดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงปัจจัยที่เป็นการกระตุ้นการเกิดโรคไมเกรน เช่น การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด การรับประทานอาหารบางชนิดที่เป็นตัวกระตุ้น เช่น น้ำตาลเทียม ผงชูรส ชา กาแฟ ชีส และไวน์แดง
  2. การกระตุ้นทางประสาทสัมผัส เช่น กลิ่นควันบุหรี่ เสียงดัง อยู่ท่ามกลางแสงแดด นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือนอนมากจนเกินไป
  3. ไม่อยู่ในบริเวณที่มีสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี เช่น สิ่งแวดล้อมที่มีฝุ่นควัน และอากาศร้อน มีสารเคมี ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย และช่วยลดความเครียดต่าง ๆ ได้

โรคไมเกรนกับเซ็กส์ มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ?

เราต่างก็รู้ดีว่า “ โรคไมเกรน ” เป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยทรมานกับอาการปวดศีรษะ หรืออาการคลื่นไส้อาเจียน นอกจากโรคดังกล่าวจะส่งผลต่อการทำงาน หรือความสามารถในการทำสิ่งต่างๆ แล้ว มันก็ยังมีผลต่อเรื่องรักๆ ใคร่ๆ และความใกล้ชิด " มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า ผู้ป่วยประมาณ 1/4 บอกว่าโรคไมเกรนส่งผลต่อความถี่ หรือคุณภาพของเซ็กส์ " กล่าวโดย Joshua M. Cohen ผู้อำนวยการแผนกประสาทวิทยาที่ Mount Sinai West Hospital แห่งมหานครนิวยอร์ก

นอกจากนี้เขายังเสริมด้วยว่า คู่รักประมาณ 5 % ยังบอกด้วยว่าโรคไมเกรนเป็นต้นเหตุของการหย่าร้าง หรือการจบความสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคไมเกรนไม่ได้มีจุดจบอย่างที่ว่าเสมอไป การลองทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้จะช่วยให้คุณกลับมามีชีวิตรักที่สงบสุขอีกครั้ง

เข้าใจผลกระทบ

อาการของโรคไมเกรนประกอบไปด้วย การรู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน และการมีประสาทสัมผัสที่ไวต่อกลิ่น แสง เสียง การเคลื่อนไหว และการสัมผัส ทั้งนี้โรคไมเกรนอาจมีผลโดยตรงต่อเรื่องบนเตียง ซึ่งมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า ผู้หญิงที่เป็นโรคไมเกรนบอกว่าตัวเองมีอาการปวด และไม่มีความสุขมากขึ้นในระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์ แต่มีงานวิจัยชิ้นอื่นพบว่า การมีเซ็กส์สามารถช่วยบรรเทาอาการของโรคไมเกรนในผู้หญิงบางคน

หยุดอาการปวดศีรษะ

คนที่เป็นโรคไมเกรนเรื้อรังบางคนอาจจำเป็นต้องใช้ยาที่ช่วยป้องกันโรคดังกล่าว ถ้าคุณรู้ตัวว่ามีอาการของโรคไมเกรนเป็นประจำ คุณก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธียับยั้ง นอกจากนี้คนที่ปวดหัวเรื้อรังยังมีระดับของความเศร้า และความวิตกกังวลมากกว่าคนทั่วไป ถ้าคุณมีความผิดปกติทางอารมณ์ และพยายามรักษาตัวจนกลับคืนสู่สภาวะเดิม มันก็สามารถเพิ่มความกระตือรือร้นตอนอยู่บนเตียงได้ค่ะ

ทั้งนี้คนที่เป็นโรคไมเกรนประมาณ 75 % คือผู้หญิง การเปลี่ยนแปลงระดับของฮอร์โมนก่อนมีประจำเดือนสามารถทำให้เกิดโรคไมเกรน ซึ่งการรู้วงจรของมันจะช่วยให้คุณพอรู้ว่าไมเกรนจะทำให้กิจกรรมบนเตียงสะดุดลงเมื่อใด สำหรับผู้หญิงบางคน การทานยาคุมกำเนิดสามารถช่วยทำให้อาการของโรคไมเกรนดีขึ้น แต่มันก็อาจทำให้อาการของบางคนแย่ลงได้เช่นกัน ในบางครั้งการเปลี่ยนชนิดของยาก็อาจช่วยได้ค่ะ อย่างไรก็ดี มีหลายคนที่มีอาการดีขึ้นเมื่อทานอาหารและนอนเป็นเวลา นอกจากนี้การออกกำลังกายทุกวัน และดื่มน้ำให้มากขึ้นก็สามารถช่วยบรรเทาอาการเช่นกัน

รู้สาเหตุ

คุณสามารถจัดการกับโรคไมเกรนโดยหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้คุณปวดศีรษะ สำหรับตัวการที่ทำให้โรคไมเกรนกำเริบตัวอย่างเช่น ไวน์แดง ช็อกโกแลต น้ำหอมหรือเทียนที่มีกลิ่นฉุนมาก แสงสว่าง การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ฯลฯ บางสาเหตุที่เรากล่าวไปอาจทำให้ค่ำคืนของคุณและหวานใจมีความโรแมนติคมากขึ้น แต่คุณอาจต้องทบทวนใหม่อีกครั้ง ทางที่ดีคุณควรหลีกเลี่ยงการดื่มไวน์แดงหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนมีเซ็กส์ รวมถึงเปิดเพลงคลอเบาๆ และบอกให้คนรักไม่ต้องฉีดน้ำหอมหรือโคโลญจน์

โรคไมเกรนเป็นอีกหนึ่งโรคร้ายที่พบได้ทั่วไป ซึ่งมันสามารถส่งผลต่อเซ็กส์ของคุณได้อย่างคาดไม่ถึง และหากปล่อยไว้โดยไม่รักษาอย่างจริงจัง มันก็อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณและคนรักสั่นคลอน  ดังนั้นคุณไม่ควรประมาท และถ้าพบว่าอาการไม่ดีขึ้น หรือแย่กว่าเดิม คุณก็ควรไปพบแพทย์ค่ะ

7 สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อเป็นโรคไมเกรน

1. ไม่ดื่มน้ำ

น้ำเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสุขภาพโดยรวมของทุกคน แต่มันจะยิ่งสำคัญมากเป็นพิเศษถ้าคุณเป็นโรคไมเกรน ทั้งนี้มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า เมื่อคนดื่มน้ำเพิ่มขึ้นจากเดิม 6 แก้ว หรือ 1.5 ลิตร พวกเขาพบว่าจำนวนครั้งที่ปวดศีรษะลดลง อีกทั้งยังเกิดความรู้สึกเจ็บปวดในขณะที่เป็นโรคไมเกรนน้อยลง

2. อดอาหาร

การไม่ทานอาหารไม่เพียงแต่ทำให้คุณไม่มีเรี่ยวแรงทำสิ่งต่างๆ เท่านั้น แต่มันยังทำให้โรคไมเกรนกำเริบได้อีกด้วย ซึ่งมีนักวิจัยบางคนเชื่อว่า การมีระดับของน้ำตาลกลูโคสในเลือดต่ำลงอาจมีผลต่อสมอง และทำให้เกิดไมเกรนได้ในที่สุด

3. ทานยาแก้ปวดมากกว่า 3 - 4 วัน

ยาที่ซื้อได้ตามร้านขายยาอย่างพาราเซตามอล แอสไพริน หรือไอบูโพรเฟนสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะไมเกรนได้ และมันจะดีที่สุดถ้าคุณทานยาเหล่านี้ทันทีเมื่อโรคไมเกรนกำเริบ แต่การทานยามากกว่า 3 – 4วันติดต่อกันสามารถนำไปสู่การเกิด “Rebound headaches” ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะเพราะใช้ยาเกินความจำเป็น ร่างกายจะเริ่มเรียกร้องหายาแก้ปวด และไมเกรนสามารถเกิดขึ้นเมื่อคุณไม่ทานยา ถ้าคุณปวดศีรษะไมเกรนมากกว่า 3– 4 ครั้งต่อเดือน คุณก็ควรไปพบแพทย์ ซึ่งแพทย์จะจ่ายยาที่เหมาะสมให้ค่ะ

4. นอนมากหรือน้อยเกินไป

การนอนมากหรือน้อยเกินไปสามารถกระตุ้นให้เป็นโรคไมเกรน ซึ่งมันเป็นเรื่องสำคัญที่คุณควรจัดตารางนอนให้ได้เวลาเดิม หากคุณไม่สามารถนอนหลับ หรือนอน 7-8 ชั่วโมงแต่ก็ยังรู้สึกเหนื่อย คุณก็อย่าลังเลที่จะไปพบแพทย์ค่ะ เพราะคุณอาจมีโอกาสเป็นโรคนอนไม่หลับ หรือโรคหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งล้วนแต่ทำให้ปวดศีรษะ โดยหมายความรวมถึงการปวดศีรษะไมเกรน ซึ่งการรักษาโรคที่เกี่ยวกับการนอนก็จะพลอยช่วยให้อาการปวดศีรษะบรรเทาลงตามไปด้วย

5. เพิกเฉยต่อความเจ็บปวด

การเพิกเฉยต่ออาการปวดศีรษะไมเกรน อย่างการเห็นแสง เดินเซ ได้ยินเสียงดังในหู หรือรู้สึกเวียนศีรษะและไม่สามารถทรงตัวได้ สามารถทำให้อาการปวดศีรษะแย่ลง ถ้าเป็นไปได้ ให้คุณนอนราบกับพื้นในห้องที่มืดและเงียบ จนกว่าอาการจะหายไป หรือคุณจะใช้ผ้าชุบน้ำเย็นวางไว้บนหน้าผากก็ได้ค่ะ ทั้งนี้บางคนพบว่าการนวดที่หนังศีรษะสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดหัวได้เช่นกัน

6. ได้รับธาตุแมคนีเซียมไม่เพียงพอ

มันเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและทานให้สมดุล โดยเฉพาะการทานอาหารที่มีธาตุแมคนีเซียมอย่างเพียงพอ เพราะมีงานวิจัยพบว่าการทานแมคนีเซียมออกไซด์ที่ซื้อตามร้านขายยาประมาณ 400 มิลลิกรัมต่อวัน สามารถช่วยให้คุณปวดหัวน้อยลง ซึ่งแมคนีเซียมมีประโยชน์สำหรับช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะไมเกรน และป้องกันการปวดศีรษะไมเกรนที่มีความสัมพันธ์กับการมีประจำเดือน อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกที่คุณทานแมคนีเซียม คุณอาจพบว่าตัวเองท้องเสีย ทางที่ดีคุณควรปรึกษาแพทย์ก่อนทานอาหารเสริมหรือยาชนิดใดๆ ก็ตามค่ะ

7. ลืมจดอาหารที่ทาน

การจดอาหารที่ทานในแต่ละวันสามารถช่วยให้คุณรู้ได้ว่าอาหารบางชนิดกำลังเป็นตัวการที่ทำให้คุณปวดศีรษะหรือไม่ อย่างไรก็ดี อาหารที่ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้โรคไมเกรนกำเริบก็ได้แก่อาหารจำพวกชีส ถั่ว แอลกอฮอล์ สารที่ใส่ในอาหารอย่างไนเตรต ซึ่งมักพบได้ในไส้กรอก เบคอน และเนื้อแปรรูปชนิดอื่นๆ

หากคุณรู้ตัวว่าป่วยเป็นโรคไมเกรน คุณก็ควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่เรากล่าวไป เพื่อให้อาการปวดศีรษะทุเลาลง แต่หากอาการยังไม่ดีขึ้น หรือเกิดขึ้นติดต่อกันเป็นเวลานาน คุณก็ควรไปพบแพทย์ค่ะ

ที่มา :https://www.webmd.com/migraine...


การรักษาและการป้องกัน

โรคไมเกรนไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถลดความถี่หรือป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ สำหรับการรักษาด้วยการใช้ยา มียาหลากหลายชนิดที่มีข้อบ่งใช้สำหรับโรคไมเกรน เราสามารถแบ่งยาออกได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

1. กลุ่มยาบรรเทาอาการปวดศีรษะ 

ซึ่งสามารถใช้รักษาอาการปวดแบบเฉียบพลัน จะใช้เฉพาะเมื่อมีอาการในช่วงอาการปวดศีรษะไมเกรนเท่านั้น เช่น ยาในกลุ่มทริพแทน (triptans) และเออร์กอทอัลคาลอยด์ (ergot alkaloids) รวมถึงยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)

ยากลุ่มพาราเซตามอล

พาราเซตามอลมีกลไกในการยับยั้งอาการปวด คือ ยังยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์พรอสตาแกลนดิน (prostaglandin) ซึ่งเป็นสารที่มีบทบาทต่อการอักเสบ ขนาดรับประทานสำหรับบรรเทาอาการไมเกรนจะสูงกว่าอาการปวดศีรษะคือ ให้รับประทาน 600 ถึง 1000 มิลลิกรัม จากนั้นรับประทานซ้ำทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง แต่ห้ามรับประทานเกินวันละ 4000 มิลลิกรัม เนื่องจากยาเป็นพิษต่อตับ ยาพาราเซตามอลอยู่ใน category B สามารถผ่านรกได้ ยามีความปลอดภัยในการใช้ในผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์เมื่อใช้เป็นระยะเวลาสั้น ควรระวังการใช้ยาในผู้ป่วยที่มีการแพ้ยาพาราเซตามอล หรืออาจใช้ยาเม็ดผสมพาราเซตามอล 250 มิลลิกรัม แอสไพริน 250 มิลลิกรัม และ คาเฟอีน 65 มิลลิกรัม โดยรับประทานเริ่มต้นสองเม็ดและรับประทานซ้ำทุก 6 ชั่วโมง

ยากลุ่มต้านการอักเสบ NSAID

ยากลุ่ม NSAID มีกลไกยับยั้งเอนไซม์ไซโคลออกซิจิเนส (cyclooxygenase) โดยเอนไซม์นี้เป็นเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนกรดอะราคิโดนิค (arachidonic acid) เป็นพรอสตาแกลนดิน ที่เป็นสารสื่อกลางตอบสนองการอักเสบและความรู้สึกเจ็บปวด ยาที่นิยมใช้ ได้แก่ ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) ขนาดยาที่ใช้สำหรับบรรเทาอาการไมเกรนอยู่ที่ 400 ถึง 600 มิลลิกรัมในการรับประทานครั้งแรก และรับประทานซ้ำใน 1 ถึง 2 ชั่วโมง นาพรอกเซน (naproxen) ขนาดยาอยู่ที่ 500 ถึง 750 มิลลิกรัมในการรับประทานครั้งแรก และรับประทานซ้ำอีก 250 มิลลิกรัมหากอาการยังไม่ดีขึ้น ขนาดยาสูงสุดคือ 1375 มิลลกรัมต่อวัน และไดโคลฟิแนก (diclofenac) ขนาดยาอยู่ที่ 50 ถึง 100 มิลลิกรัมในการรับประทานครั้งแรก และรับประทานซ้ำอีก 50 มิลลิกรัม ใน 8 ชั่วโมง

ผลข้างเคียงของยากลุ่ม NSAID คือ อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารได้จึงควรรับประทานยาพร้อมกับหรือหลังอาหาร

ยากลุ่มทริปแทน

ยากลุ่มทริปแทน มีกลไกคือกระตุ้นตัวรับเซโรโทนิน (serotonin) ทำให้เกิดการหดตัวของหลอดเลือดในสมอง ลดการทำงานของระบบประสาทและการหลั่งเปปไทด์ ส่งผลช่วยลดการส่งสัญญาณสื่อประสาทความเจ็บปวด ยาที่นิยมใช้คือยาซูมาทริปแทน (sumatriptan) ขนาดยาอยู่ที่ 50 ถึง 100 มิลลิกรัม รับประทานซ้ำในอีก 2 ชั่วโมงหากอาการไมเกรนกลับมากำเริบ ไม่รับประทานยาเกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นของการใช้ยากลุ่มทริปแทน คืออาการมึนงง การรับความรู้สึกผิดเพี้ยน (Paresthesia) เช่น รู้สึกชา เหน็บ คัน เหมือนมีของแหลมตำ หรือรู้สึกแสบร้อน ไม่ควรใช้ยากลุ่มทริปแทนในผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ โรคที่เกี่ยวของกับหลอดเลือดสมอง ไม่ใช่ทริปแทนร่วมกับยากลุ่ม SSRI และ SNRI เนื่องจากจะทำให้เกิดกลุ่มอาการเซโรโทนิน (serotonin syndrome) ซึ่งอันตรายถึงชีวิต ไม่ใช้ยาภายใน 2 สัปดาห์ของการใช้ยากลุ่ม MAO-I และไม่ใช้ยาภายใน 24 ชั่วโมงหลังการใช้ยาบรรเทาอาการไมเกรนอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มเออกอท

ยากลุ่มเออกอท

ยากลุ่มเออกอท ได้แก่ คาร์เฟอกอท เป็นยาผสมระหว่างเออโกทามีน ทาร์เทรท 1 มิลลิกรัม และคาเฟอีน 100 มิลลิกรัม ขนาดรับประทานคือ รับประทาน 2 เม็ดในการรับประทานครั้งแรก และรับประทานอีก 1.5 เม็ดหากอาการยังไม่ดีขึ้น โดยไม่รับประทานเกิน 6 เม็ดต่อวันและ 10 เม็ดต่อสัปดาห์

ผลข้างเคียงของการใช้ยาคือ คลื่นไส้ อาเจียน และผลข้างเคียงที่รุนแรงและเป็นอันตรายคือ การชาปลายมือปลายเท้า เนื่องจากยาทำให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัว อาจนำไปสู่การเกิดเนื้อตายได้จากการขาดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนปลาย (ergotism) จึงไม่ควรใช้ยามากกว่า 6 เม็ดต่อวัน และมากกว่า 10 เม็ดต่อสัปดาห์ หากเริ่มมีอาการชาปลายมือปลายเท้า ให้หยุดใช้ยาทันทีเพื่อป้องกันผลข้างเคียงนี้ ไม่ควรใช้ยากลุ่มนี้กับผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคหัวใจขาดเลือด โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ โรคที่เกี่ยวของกับหลอดเลือดสมอง หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดส่วนปลาย ยาคาเฟอกอทเป็นยากลุ่ม category X ห้ามใช้ในผู้ป่วยตั้งครรภ์เนื่องจากอาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์


ทานยาแก้ปวดในทันทีที่มีอาการ บางคนก่อนที่จะมีอาการกำเริบจากไมเกรน ก็จะมีอาการเตือนก่อน เมื่อรู้ตัวว่ากำลังจะเกิดอาการขึ้นให้รีบทานยาแก้ปวดในทันที อย่ารอให้นานเกินครึ่งชั่วโมงหลังสัญญาณเตือน เพราะยาจะช่วยได้น้อยลง หลังจากทานยาแล้วให้หาที่พักผ่อนในห้องเงียบๆ แสงน้อยๆ และมีอากาศปลอดโปร่งโล่งสบาย และควรหยุดทำกิจกรรมทุกอย่างไว้ชั่วคราวจนอาการทุเลาลงใน 30 - 60 นาที

การทานยาแก้ปวดอย่างพาราเซตามอล ให้ทานครั้งละ 1 - 2 เม็ด ถ้าทานอย่างถูกช่วงเวลาหรือทานทันทีที่มีอาการจะช่วยลดอาการปวดได้ถึง 70 - 80%

หากทานยาพาราเซตามอลอย่างถูกหลักวิธีแล้วแต่ยังไม่ได้ผล ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอยาแก้ปวดชนิดอื่นแทน ซึ่งมีให้เลือหลายตัวและควรใช้ยาตามที่แพทย์สั่งเท่านั้นไม่ควรหาซื้อยามาทานเองเพราะอาจจะติดยา ขาดยาไม่ได้และอาจจะก่อให้เกิดโรคอื่นตามมาได้

2. กลุ่มยาสำหรับใช้ป้องกัน 

ยาประเภทนี้ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงหรือความถี่ของอาการปวดหัวไมเกรนได้ ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ ยาโพรพราโนลอล (propranolol) 

ยาโพรพราโนลอลไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคหอบหืด, โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (chronic obstructive pulmonary disease (COPD)) และโรคหัวใจบางชนิด และควรใช้อย่างระมัดระวังในผู้ป่วยโรคเบาหวาน

ผลข้างเคียงของยาโพรพราโนลอล ได้แก่:

  • มือเท้าเย็น
  • รู้สึกเหมือนถูกเข็มตำ
  • ปัญหาด้านการนอนหลับ
  • เหนื่อย อ่อนเพลีย

ยากลุ่มป้องกันไมเกรนจะช่วยลดความถี่ ระยะเวลา และความรุนแรงของอาการปวดลง แต่ยากลุ่มนี้ต้องกินเป็นประจำทุกวันตามแพทย์สั่ง ไม่ใช่กินเฉพาะเวลาปวด การให้ยาเพื่อป้องกันการเกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนในผู้สูงอายุควรใช้หลัก “เริ่มขนาดยาต่ำและเพิ่มขนาดยาอย่างช้า ๆ” โดยเริ่มให้ยาจากขนาดต่ำ ๆ ก่อนและปรับขนาดยาช้า ๆ เพื่อลดโอกาสเกิดผลแทรกซ้อน ยาในกลุ่มนี้มีหลายชนิด ผู้ป่วยแต่ละคนอาจเหมาะกับยาแตกต่างกันและตอบสนองต่อยาไม่เหมือนกัน ต้องอาศัยการปรับยาและดูอาการตอบสนอง ยาบางชนิดอาจใช้ได้กับผู้ป่วยรายหนึ่ง แต่ไม่เหมาะกับผู้ป่วยอีกราย เนื่องจากมีสภาพร่างกายและโรคร่วมที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์และติดตามอาการเป็นระยะ ไม่ควรเปลี่ยนแพทย์ที่รักษาบ่อย เนื่องจากจะทำให้ขาดความต่อเนื่องในการดูการตอบสนองต่อยา

Botulinum toxin type A

ในเดือน มิถุนายน ค.ศ.2012 สถาบันแห่งชาติเพื่อความเป็นเลิศด้านสุขภาพและการแพทย์ของประเทศอังกฤษ (National Institute for Health and Care Excellence (NICE)) ได้แนะนำการใช้ยาที่ชื่อว่า botulinum toxin type A เพื่อป้องกันอาการปวดศีรษะในผู้ใหญ่บางรายที่มีอาการปวดศีรษะไมเกรนแบบเรื้อรัง โดยต้องใช้ยานี้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาอาการปวดศีรษะ

ยา Botulinum toxin type A คือชนิดของสารพิษต่อระบบประสาท (neurotoxin) ชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นอัมพาต แต่ยังไม่ทราบอย่างชัดเจนว่าเพราะอะไรยานี้จึงมีประสิทธิภาพในการรักษาไมเกรน

สถาบันแห่งชาติเพื่อความเป็นเลิศด้านสุขภาพและการแพทย์ของประเทศอังกฤษ แนะนำให้พิจารณาใช้ยานี้เป็นทางเลือกสำหรับการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะไมเกรนเรื้อรัง (มีอาการปวดศีรษะอย่างน้อย 15 วันต่อเดือน โดยต้องมีอย่างน้อย 8 ครั้งเป็นอาการปวดศีรษะไมเกรน) ซึ่งไม่ตอบสนองต่อการใช้ยาป้องกันไมเกรนอย่างน้อย 3 ตัวยาขึ้นไป

ภายใต้แนวทางการรักษาโรคของสถาบันแห่งชาติเพื่อความเป็นเลิศด้านสุขภาพและการแพทย์ของประเทศอังกฤษระบุว่า ยา botulinum toxin type A ควรให้โดยการฉีดรอบๆ ศีรษะและด้านหลังของลำคอจำนวน 31-39 ตำแหน่งการฉีด โดยให้ยาทุกๆ 12 สัปดาห์


การบำบัดนอกเหนือจากการใช้ยา

เช่นเดียวกันกับการรักษาอาการปวดศีรษะ การใช้เทคนิคเพื่อลดอาการไมเกรนนอกเหนือจากการใช้ยา เช่น กระประคบเย็นหรือประคบด้วยน้ำแข็ง ก็สามารถช่วยลดการความไวของประสาทสัมผัสรับความเจ็บปวด ช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรนลงได้ หรือการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ โดยเฉพาะแสงแดดจ้า เสียงดัง รวมถึงอาหารบางชนิด

การรักษาด้วยฮอร์โมน  (Hormonal treatments)

การรักษาด้วยฮอร์โมน ได้แก่:

  • ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (combined hormonal contraceptives) เช่น ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมแบบเม็ด, แผ่นแปะ หรือแบบห่วงคุมกำเนิด
  • ยาคุมกำเนิดชนิดมีแต่ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (progesterone-only contraceptives) เช่น ยาคุมกำเนิดชนิดมีแต่ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนชนิดเม็ด, ชนิดฝัง,  หรือชนิดฉีด
  • เอสโตรเจน (oestrogen) แบบแผ่นแปะ หรือแบบเจล ซึ่งสามารถใช้ได้ตั้งแต่ 3 วันก่อนมีประจำเดือนและใช้ต่อเนื่องเป็นเวลา 7 วัน

การใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิดไม่สามารถใช้ในการป้องกันไมเกรนที่สัมพันธ์กับการมีประจำเดือนได้ในผู้หญิงที่มีอาการเตือนก่อนเกิดไมเกรน (aura) เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง

การฝังเข็ม (Acupuncture)

หากการเลือกใช้ยาไม่เหมาะสมกับคุณ หรือไม่สามารถป้องกันไมเกรนได้ คุณอาจจำเป็นต้องพิจารณารักษาด้วยการฝังเข็ม

สถาบันแห่งชาติเพื่อความเป็นเลิศด้านสุขภาพและการแพทย์ของประเทศอังกฤษ กล่าวว่าการฝังเข็ม 10 เข็มในช่วง 5-8 สัปดาห์ อาจเป็นประโยชน์ในการรักษาไมเกรน

https://www.nhsinform.scot/illnesses-and-conditions/brain-nerves-and-spinal-cord/migraine#prevention


การป้องกันไมเกรน

หากคุณสงสัยว่าสิ่งกระตุ้นบางอย่างทำให้คุณมีอาการของไมเกรน เช่น ความเครียด หรืออาหารบางชนิด ขอแนะนำให้คุณหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นดังกล่าว ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการมีอาการไมเกรนได้

นอกจากนี้ยังมีสิ่งอื่นๆ ที่จะช่วยป้องกันไมเกรนได้ คือ การมีสุขภาพที่ดีด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวัน และจำกัดปริมาณการรับประทานคาเฟอีน และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

หากอาการไมเกรนของคุณเป็นรุนแรงหรือคุณพยายามหลีกเสี่ยงสิ่งกระตุ้นแล้ว แต่คุณยังคงมีอาการของไมเกรนอยู่ ขอแนะนำให้ไปพบแพทย์ ซึ่งแพทย์จะจ่ายยาเพื่อช่วยป้องกันให้มีอาการในอนาคตได้

การกระตุ้นสมองด้วยสนามแม่เหล็กผ่านกะโหลกศีรษะ (transcranial magnetic stimulation)

ในเดือน มกราคม ปี ค.ศ.2014 สถาบันแห่งชาติเพื่อความเป็นเลิศด้านสุขภาพและการแพทย์ของประเทศอังกฤษ (National Institute for Health and Care Excellence (NICE)) ได้อนุมัติการรักษาด้วยวิธีการกระตุ้นสมองด้วยสนามแม่เหล็กผ่านกะโหลกศีรษะ (transcranial magnetic stimulation; TMS)  สำหรับรักษาและป้องกันไมเกรน

วิธีการกระตุ้นสมองด้วยสนามแม่เหล็กผ่านกะโหลกศีรษะจะมีการวางขดลวดขนาดเล็กไว้ที่บริเวณศีรษะเพื่อนำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าซ้ำๆ ผ่านเข้าไปทางผิวหนัง ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดว่าวิธีการกระตุ้นด้วยวิธีนี้รักษาโรคไมเกรนได้อย่างไร แต่มีข้อมูลการศึกษาพบว่าการใช้เครื่องมือนี้ตั้งแต่เริ่มมีอาการของไมเกรนจะช่วยลดความรุนแรงของไมเกรนได้ การรักษาด้วยการกระตุ้นสมองวิธีนี้สามารถใช้ร่วมกับรายการยาที่กล่าวไว้ข้างต้นโดยไม่เกิดการรบกวนกัน

อย่างไรก็ตามการกระตุ้นสมองด้วยสนามแม่เหล็กผ่านกะโหลกศีรษะ ไม่ใช่วิธีรักษาไมเกรนให้หายขาด และไม่ได้มีความเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยทุกคน โดยหลักฐานเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการรักษาด้วยวิธีนี้ยังมีไม่มาก และประสิทธิภาพจำกัดเฉพาะผู้ป่วยไมเกรนชนิดมีอาการเตือนล่วงหน้า (migraine with aura)

ข้อมูลเกี่ยวกับผลที่เกิดขึ้นจากการรักษาด้วยวิธีนี้ในระยะยาวยังมีไม่มากนัก แต่ข้อมูลเท่าที่มีการศึกษาในปัจจุบันพบผลข้างเคียงในระดับเล็กน้อยและเป็นผลข้างเคียงชั่วคราว ได้แก่:

  • เวียนศีรษะเล็กน้อย
  • ง่วงนอน และอ่อนเพลีย
  • กล้ามเนื้อสั่น ซึ่งอาจทำให้ยืนได้ยาก
  • รู้สึกหงุดหงิด

สถาบันแห่งชาติเพื่อความเป็นเลิศด้านสุขภาพและการแพทย์ของประเทศอังกฤษ แนะนำว่าการรักษาด้วยการกระตุ้นสมองด้วยสนามแม่เหล็กผ่านกะโหลกศีรษะนั้นควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านปวดศีรษะในโรงพยาบาลที่มีความพร้อมเท่านั้น เนื่องจากยังไม่ทราบถึงผลข้างเคียงในระยะยาวจากการรักษาด้วยวิธีนี้ ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเก็บบันทึกประสบการณ์เกี่ยวกับการรักษาด้วยวิธีนี้ไว้ด้วย

การรักษาไมเกรนสำหรับหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร

โดยทั่วไป ควรจำกัดการใช้ยารักษาไมเกรนในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยแนะนำให้พยายามหาสาเหตุและหลีกเลี่ยงสาเหตุกระตุ้นให้เกิดอาการของไมเกรนแทน

หากคุณมีความจำเป็นต้องใช้ยา แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาแก้ปวดในขนาดต่ำ เช่น ยาพาราเซตามอล (paracetamol) และในผู้ป่วยบางรายอาจมีการจ่ายยาต้านการอักเสบ (anti-inflammatory drugs) หรือยาในกลุ่มทริปแทน (triptans) และแนะนำให้คุณปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานยาใดๆ ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

การรักษาผู้สูงอายุที่เป็นโรคไมเกรน

การรักษาผู้สูงอายุที่เป็นโรคไมเกรนมักจะมีข้อจำกัดหลายประการ ดังนี้

  • ผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ที่ทำให้การจัดการกับยาที่ได้รับเข้าไปและผลการตอบสนองของร่างกายต่อยานั้น ไม่เหมือนคนหนุ่มสาว ทำให้การใช้ยาอาจเกิดผลข้างเคียงได้ง่ายและการตอบสนองต่อยาอาจเปลี่ยนแปลงไป
  • ผู้สูงอายุอาจมีโรคร่วมที่ทำให้ไม่สามารถใช้ยาบางชนิดได้เหมือนคนหนุ่มสาว เช่น การใช้ยาบางชนิดเพื่อป้องกันการปวด อาจทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย สับสน อาการต้อหินกำเริบ หรือปัสสาวะไม่ออก การใช้ยาแก้ปวดหรือแก้อักเสบอาจทำให้เกิดปัญหาต่อตับไต และเกิดเลือดออกในทางเดินอาหารได้ง่าย
  • ผู้สูงอายุมักได้รับยารักษาโรคต่าง ๆ อยู่แล้วหลายชนิด ทำให้อาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาได้ง่าย
  • โรคที่เกิดร่วมในผู้สูงอายุ อาจเป็นข้อจำกัดในการใช้ยา เช่น ภาวะหัวใจวาย ต่อมลูกหมากโตหรือต้อหิน อาจทำให้มีปัญหาจากการใช้ยาป้องกันไมเกรนบางชนิด ผู้ป่วยที่มีโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ดีหรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อาจมีปัญหาเมื่อใช้ยาแก้ปวดไมเกรนกลุ่ม ergotamine และยาในกลุ่ม triptans
  • ยาที่ใช้รักษาโรคต่าง ๆ ในผู้สูงอายุ อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะหรืออาการปวดศีรษะของโรคไมเกรนหนักขึ้น เช่น ยาลดความดันโลหิตที่ขยายหลอดเลือด เช่น nifedipine หรือยา methyldopa อาจทำให้อาการปวดศีรษะกำเริบ หรือยารักษาโรคหัวใจชนิด isosorbide dinitrate อาจทำให้ปวดศีรษะ


ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่