การเสพติด

ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณเท่าไรถึงจะเป็นโรคตับแข็ง

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณเท่าไรถึงจะเป็นโรคตับแข็ง

“สุรา” หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์มายาวนานกว่า 4,000 ปี ซึ่งหมายถึงมนุษย์รู้จักการร่ำสุราตั้งแต่สมัยอดีตนั่นเอง แต่ในปัจจุบันทางการแพทย์ศึกษาแล้วพบว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะทำให้มีความเสี่ยงเป็นโรคตับแข็งได้ แต่เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะเคยสงสัยกันว่า แล้วต้องดื่มเท่าไรถึงจะเป็นโรคตับแข็ง

ปริมาณแอลกอฮอล์ในเครื่องดื่ม

ก่อนอื่นเราควรมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีหลากหลายชนิดด้วยกัน แต่ละชนิดจะมีปริมาณแอลกอฮอล์ที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้

  • เบียร์ 100 มิลลิลิตร ให้ปริมาณแอลกอฮอล์ 4 กรัม / เบียร์ 1 ขวด มีปริมาณแอลกอฮอล์ 13 กรัม
  • ไวน์ 100 มิลลิลิตร ให้ปริมาณแอลกอฮอล์ 12 กรัม / ไวน์ 1 แก้วปกติ มีปริมาณแอลกอฮอล์ 12 กรัม
  • วิสกี้ 100 มิลลิลิตร ให้ปริมาณแอลกอฮอล์ 40 กรัม / วิสกี้ 2 ฝา มีปริมาณแอลกอฮอล์ 15 กรัม

ความเข้มข้นของแอลกอฮอล์มีผลต่อตับอย่างไร

เมื่อเราทราบเกี่ยวกับปริมาณแอลกอฮอล์ในเครื่องดื่มแล้ว โดยเฉลี่ยปกติจะถือว่าร่างกายของเราได้รับปริมาณแอลกอฮอล์ใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใดๆ ก็ตาม ซึ่งทางการแพทย์จะวัดปริมาณแอลกอฮอล์ 12 – 15 กรัม เท่ากับปริมาณแอลกอฮอล์ 1 หน่วย

จากการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำที่มีปริมาณแอลกอฮอล์มากกว่าวันละ 5 หน่วย เป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี จะมีผลเสียต่อตับอย่างชัดเจน และมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคตับแข็งประมาณ 15 – 20%

ผลกระทบของแอลกอฮอล์ที่มีต่อตับ

ระยะที่ 1 ไขมันสะสมในตับ

หรือ Alcoholic fatty liver เป็นการเปลี่ยนแปลงของตับในระยะเริ่มต้นที่ยังไม่มีอาการใดๆ ออกมาอย่างชัดเจน แต่เมื่อตรวจทางพยาธิวิทยาจะพบว่ามีการสะสมไขมันประเภทไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้นในเซลล์ตับ ถ้าตรวจเลือดก็อาจจะพบความผิดปกติบ้างเล็กน้อย

ในระยะนี้ถ้าผู้ป่วยหยุดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างถาวร ก็จะมีโอกาสกลับมาเป็นปกติโดยไม่มีรอยโรคของโรคตับแข็งทิ้งไว้แต่อย่างใด แต่หากยังดื่มต่อไปเรื่อยๆ จะมีการลุกลามไปยังระยะที่ 2

ระยะที่ 2 ตับอักเสบจากแอลกอฮอล์

หรือ Alcoholic Hepatitis ระยะที่ผู้ป่วยจะมีอาการของโรคอย่างชัดเจน ตั้งแต่มีอาการไม่มากอย่างเช่นรู้สึกจุกแน่นที่ชายโครงทางด้านขวา จนกระทั่งมีอาการรุนแรงอย่างเช่นมีไข้สูง ภาวะดีซ่าน มีอาการทางสมองได้แก่ รู้สึกสับสนหรือหมดสติ

ถ้าไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายจะพบว่าตับมีขนาดใหญ่ขึ้น กดแล้วเจ็บ เนื้อตับมีลักษณะแข็งกว่าเดิม เมื่อตรวจเลือดจะพบความผิดปกติอย่างชัดเจน และหากมีอาการของภาวะดีซ่านมาก หรือการทำงานของตับเสื่อมสภาพจนอาจทำให้เกิดภาวะตับวาย และเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูง

ในระยะนี้หากผู้ป่วยหยุดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างถาวร มักจะมีอาการดีขึ้นและมีโอกาสกลับมาหายเป็นปกติได้ แต่หากยังดื่มต่อไปเรื่อยๆ จะมีการลุกลามไปยังระยะที่ 3 ของโรคตับแข็ง

ระยะที่ 3 ตับแข็งจากแอลกอฮอล์

หรือ Alcoholic Cirrhosis เป็นระยะสุดท้ายของโรคตับแข็ง ซึ่งพบว่ามีพังผืดในเนื้อตับ ทำให้ตับมีลักษณะผิวขรุขระ เป็นก้อนแข็ง และมีขนาดเล็กลง ผู้ป่วยจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือดสดๆ อันเนื่องมาจากเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารแตกนั่นเอง และยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งตับเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ถ้าไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายตะพบว่า ผู้ป่วยมักจะมีกล้ามเนื้อลีบ และประสบปัญหาภาวะทุกขโภชนาการ เส้นเลือดบริเวณผิวหนังส่วนอกและหลังมีการขยาย ลูกอัณฑะมีอาการฝ่อ มีริดสีดวงทวาร และสมรรถภาพทางเพศลดลง และถึงแม้ว่าผู้ป่วยในระยะนี้จะหยุดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างถาวร แต่ก็ไม่สามารถกลับมาสู่ภาวะปกติได้อีก เพราะสภาพตับได้รับความเสียหายอย่างหนัก การหยุดดื่มเป็นแค่เพียงช่วยให้ตับไม่ถูกทำลายให้เสียหายมากกว่าเดิมเท่านั้น 

แนวทางการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อเข้าสังคมนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ในขณะเดียวกันก็ควรดื่มแค่พอประมาณด้วยเช่นกัน โดยในทางการแพทย์กล่าวไว้ว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในผู้ชายวันละไม่เกิน 3 หน่วย และผู้หญิงไม่เกินวันละ 2 หน่วย สำหรับผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงดีและมีภาวะตับที่ปกติ น่าจะไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อตับ

แต่สำหรับตัวเลขนี้จะใช้กับชาวยุโรปส่วนใหญ่ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าคนไทย ดังนั้นผู้ชายไทยจึงไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินกว่าวันละ 2 หน่วย และผู้หญิงเกินกว่าวันละ 1 หน่วย โดยควรดื่มพร้อมกับอาหารจะมีผลเสียน้อยกว่าการดื่มขณะท้องว่าง

นอกจากนี้การดื่มครั้งละน้อยๆ อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เกิดโทษต่อตับได้น้อยกว่าการดื่มครั้งละมากๆ แม้ว่าจะมีปริมาณแอลกอฮอล์เท่ากันก็ตาม

ผู้ป่วยโรคใดไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

สำหรับผู้ป่วยที่เป็นพาหะของโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี ส่วนใหญ่จะมีพยาธิสภาพของตับเป็นปกติ จึงทำให้สามารถดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้บ้างเล็กน้อย แต่ผู้ป่วยโรคตับอักเสบชนิดซีที่เป็นแบบเรื้อรังควรงดดื่มอย่างถาวร เพราะมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีส่วนช่วยทำให้โรคไวรัสตับอักเสบชนิดซีนั้นลุกลามอย่างรวดเร็ว เสี่ยงต่อการเป็นโรคตับแข็งและโรคมะเร็งตับมากขึ้น

เราจึงกล่าวได้ว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคตับแข็ง โรคอื่นๆ ที่เกี่ยวกับตับ และสุขภาพร่างกายอย่างแน่นอน โดยเฉพาะผู้ป่วยบางโรคที่ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างถาวร เพื่อช่วยให้เรามีสุขภาพแข็งแรงและมีอายุยืนยาวมากขึ้น

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่