มะเร็งและโรคร้าย

กินป้องกันการอักเสบโรคหลอดเลือดหัวใจและเส้นเลือดสมองตีบ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
กินป้องกันการอักเสบโรคหลอดเลือดหัวใจและเส้นเลือดสมองตีบ

การควบคุมคอเลสเตอรอลเป็นวิธีที่จะช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ แต่การตรวจคอเลสเตอรอลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกความเสี่ยงได้สำหรับคนทุกคน เพราะสถิติแสดงให้เห็นว่า ครึ่งหนึ่งของคนที่เกิดหัวใจวายหรือมีปัญหาหลอดเลือดหัวใจอื่นๆ จะมีระดับคอเลสเตอรอลปกติ

สัญญาณเตือนภัยที่จะบอกให้รู้ว่ามีภัยของโรคหัวใจคือการอักเสบเรื้อรัง ปัจจุบันพบว่านอกจากจะเป็นต้นตอของการเกิดโรคหัวใจแล้ว ยังเป็นรากเหง้าของโรคมะเร็ง เบาหวาน โรคอ้วน โรคอัลไซเมอร์ ข้ออักเสบ โรคภูมิแพ้ และโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองอีกด้วย

ปัจจุบันนักวิจัยพบว่าผู้สูงอายุมีปัญหาการอักเสบเรื้อรังมากขึ้นซึ่งอาจเป็นสาเหตุร่วมอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาข้อเสื่อมอักเสบและการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคลำไส้แปรปรวน

การป้องกันคือการใช้อาหารป้องกันการอักเสบและปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์

การอักเสบทำให้เกิดโรคหัวใจได้อย่างไร

ปัจจุบันวงการแพทย์ต่างก็รู้ว่ากระบวนการเกิดหลอดเลือดแดงตีบนั้นค่อนข้างซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายประการ แต่สิ่งที่สำคัญคือการอักเสบเรื้อรังภายในร่างกายที่เรามองไม่เห็น ซึ่งเป็นกระบวนการที่ร่างกายใช้ตอบโต้ต่อการบาดเจ็บหรือการที่มีสิ่งแปลกปลอมบุกรุกเข้ามา

เวลาที่ร่างกายเกิดการติดเชื้อจากแบคทีเรียหรือเกิดปฏิกิริยาที่ออกซิเจนทำลายแอลดีแอลคอเลสเตอรอล ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะปล่อยสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ คือ สารไซโทไคน์ (Cytokines) ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวกรูเข้าทำหน้าที่ปกป้องอันตรายในจุดที่เกิดปัญหาและซ่อมแซมส่วนที่ถูกทำลาย ซึ่งแสดงออกมาในรูปของการอักเสบ แต่กระบวนการนี้หากไม่มีการควบคุมอาจทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและทำลายเซลล์ในร่างกายได้ ตัวอย่างเช่น ถ้ายีนที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบเกิดทำงานผิดพลาด ไม่หยุดการทำงานหลังที่ไล่ผู้บุกรุกออกไปได้สำเร็จแล้ว สารอักเสบก็ยังถูกผลิตต่อเนื่องทั้งๆ ที่ร่างกายไม่ต้องการ ก็อาจเกิดการอักเสบเรื้อรังตามมาได้

ในร่างกายของคนเรามียีนที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาตอบสนองการอักเสบ คือ อินเทอร์ลูคิน-6 (Interleukin-6 หรือ IL-6) ยีนตัวนี้จะกระตุ้นการผลิตสารซีอาร์พี และเมื่อลำดับการเรียงตัวของรหัสพันธุกรรม (Genetic Code) เกิดเปลี่ยนไปในบริเวณที่ควบคุมยีน ก็จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

คนที่มียีนลักษณะนี้มีอยู่ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนคนที่ได้รับการทดสอบ เชื่อว่าการที่มีลำดับการเรียงตัวของยีนเปลี่ยนไปอาจทำให้ร่างกายสร้างสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ รวมถึงสารซีอาร์พีด้วยนอกจากนี้บุหรี่ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถกระตุ้นยีน IL-6 ยิ่งถ้าเป็นคนที่มียีนนี้จะต้องระวังเป็น 2 เท่าที่จะไม่สูบบุหรี่ หรือแม้กระทั่งการเป็นนักสูบมือสอง

ยีนสำคัญอีกชุดหนึ่งที่โต้ตอบการอักเสบคือ ตระกูลอินเทอร์ลูคิน-1 (Interleukin-1 หรือ IL-1) ยีนนี้จะตอบโต้การติดเชื้อแต่เนิ่นๆ รวมถึงสิ่งแปลกปลอมที่บุกรุกเข้าสู่ร่างกาย และมีปฏิกิริยาการทำงานเป็นขั้นตอนที่ประสานกันเหมือนวงออร์เคสตรา ซึ่งผลจากการทำงานจะทำให้คนคนนั้นไวต่อการอักเสบ

การที่สามารถตรวจหายีนและรู้ได้ว่ามียีนที่มีแนวโน้มเกิดการอักเสบเรื้อรังทำให้เราสามารถหาวิธีการป้องกันได้แต่เนิ่นๆ โดยการใช้อาหารแก้ไขโรคที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของยีน (Nutritional genomics) หรือประยุกต์ใช้ในการป้องกันการอักเสบ ก็ทำให้ได้ประโยชน์จากสารอาหารที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ เช่น น้ำมันปลา หรือกรดโอเมก้า-3 จากปลา หรือจากกรดไขมันที่ดีในน้ำมันมะกอก อย่างที่ชาวเอสกิโมกินปลาเป็นอาหารในชีวิตประจำวัน แม้จะเป็นปลาที่มีไขมันสูงแต่ก็มีน้ำมันปลา ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนที่มีไขมันชนิดดีช่วยต้านการอักเสบได้ จึงทำให้ชาวเอสกิโมมีโรคหัวใจต่ำกว่าชนชาติอื่นๆ

กรดโอเมก้า-3 และโอเมก้า-6

อาหารที่เรากินกันทุกวันนี้มีกรดไขมันโอเมก้า-6 สูงกว่าสมัยบรรพบุรุษ จึงทำให้สัดส่วนของกรดโอเมก้า-3 และกรดโอเมก้า-6 ที่ได้รับในอาหารธรรมชาติลดลง โดยปกติปริมาณกรดโอเมก้า-6 ในร่างกายจะต้องสมดุลกับปริมาณกรดโอเมก้า-3 ถ้าเรากินโอเมก้า-6 มากไปเซลล์เมมเบรนจะผลิตสารเคมีเรียกว่าไซโทไคน์ ทำให้เกิดการอักเสบ

ทุกวันนี้การที่เรากินอาหารเลียนแบบชาวตะวันตก ทำให้สัดส่วนของโอเมก้า-6 : โอเมก้า-3 มีสัดส่วนแตกต่างกันถึง 15 : 1 ถึง 30 : 1 จึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและโรคเรื้อรังอื่นๆ ที่พบกันมากขึ้นในปัจจุบัน

สำหรับผู้ที่มียีนเพิ่มความเสี่ยงภาวะอักเสบเรื้อรัง การกินกรดไขมันที่ดีให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยต้านการอักเสบ สัดส่วนของกรดโอเมก้า-6 : โอเมก้า-3 ที่แนะนำสำหรับการดูแลสุขภาพทั่วไปควรอยู่ระหว่าง 2 : 1 ถึง 4 : 1

การกินกรดโอเมก้า-3 คือ กินปลาทะเลอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 100 กรัม สำหรับผู้ที่มียีนความเสี่ยงควรกินกรดไขมันชนิดนี้มากขึ้น คือกินปลาทะเลมากกว่าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือกินอาหารอื่นๆ ที่มีกรดโอเมก้า-3 หรือเสริมแคปซูลน้ำมันปลาที่มีคุณภาพดี

อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดการอักเสบในร่างกายได้คือ เพิ่มสมดุลระหว่างโอเมก้า-3 และโอเมก้า-6 โดยลดปริมาณการกินกรดโอเมก้า-6 และเพิ่มการกินโอเมก้า-3 จะเป็นการช่วยร่างกายต่อต้านการอักเสบและลดความเสี่ยงโรคหัวใจไปในตัว รวมทั้งโรคมะเร็งและความผิดปกติของโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง

หยุดการอักเสบห่างไกลโรค

วิธีที่ดีที่สุดในปัจจุบันคือหันเข้าสู่วิถีธรรมชาติ กินอาหารในรูปแบบของธรรมชาติ เลือกคาร์โบไฮเดรตจากพืชผักผลไม้หลากหลายสีลดการใช้กรดไขมันโอเมก้า-6 มากเกินไป เช่น น้ำมันข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ มีกรดโอเมก้า-6 สูงถึง 7,280 มิลลิกรัม น้ำมันถั่วเหลืองมี 6,940 มิลลิกรัม แล้วเพิ่มการกินอาหารที่มีกรดโอเมก้า-3 และเลือกใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันถั่วลิสง แทน

สมาคมหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำปริมาณการบริโภคกรดโอเมก้า-3 ตามความเสี่ยงโรคหัวใจดังแสดงในตาราง

ข้อแนะนำการบริโภคกรดโอเมก้า-3

ผู้ใหญ่ที่ไม่มีโรคหัวใจ

 

บริโภคปลา โดยเฉพาะปลาทะเล อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง (~240 กรัม) รวมทั้งเลือกใช้น้ำมันและอาหารที่มีองค์ประกอบของกรดแอลฟาไลโนเลนิกสูง (ซึ่งมีมากในน้ำมันคาโนลา ถั่วเหลือง และน้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดแฟลกซ์ และวอลนัท)

ผู้ใหญ่ทั่วไป

บริโภคปลาที่มีกรดอีพีเอและดีเอชเอ 500 มิลลิกรัม/ปลา (สุก) 85 กรัม

ผู้ที่มีปัญหาโรคหัวใจ

บริโภคกรดโอเมก้า-3 จากปลา หรือโอเมก้าแคปซูลซึ่งมีกรดอีพีเอและดีเอชเอ วันละ ~ 1กรัม ปรึกษาแพทย์ในการเสริมน้ำมันปลา บริโภคไขมันและอาหารที่มีกรดแอลฟาไลโนเลนิกสูงร่วมด้วย

ผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง

บริโภคกรดโอเมก้า-3ในรูปแคปซูลที่มีกรดอีพีเอและดีเอชเอวันละ 2-4 กรัม ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

American Heart Association, www.americanheart.org.

สิ่งที่สำคัญที่ไม่อาจมองข้ามคือ ไม่ว่าจะกินไขมันชนิดใดก็ตามต้องควบคุมปริมาณแคลอรี่ไม่ให้เกิดจากที่เคยกิน วิธีที่ดีที่สุดคือ กินโอเมก้า-3 แทนโอเมก้า-6 บางส่วน เวลากินโปรตีนควรเลือกชนิดที่มีโอเมก้า-3 คือสัตว์น้ำ โดยเฉพาะปลาทะเลหรือโปรตีนถั่วเหลืองในบรรดาหอยนั้น หอยรางรมจะมีโอเมก้า-3 มากที่สุด ส่วนกุ้งและปูมีปริมาณปานกลาง

กรดโอเมก้า-6 มีมากในไขมันสัตว์และน้ำมันพืช เช่น น้ำมันข้าวโพด ดอกคำฝอย เมล็ดฝ้าย งา เมล็ดทานตะวัน และถั่วเหลือง

วิธีที่ดีที่สุดคืออ่านฉลากอาหารดูองค์ประกอบของกรดไขมันเวลาทำน้ำสลัดควรใช้น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดชา หรือน้ำมันคาโนลาเพราะมีกรดไขมันโอเมก้า-9 สูง ไขมันอิ่มตัวต่ำ จะไม่เป็นอันตรายต่อหัวใจ แต่กลับให้ผลในการป้องกัน

อาหารที่ควรระวังและหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดคือ อาหารที่ผ่านการแปรรูปต่างๆ เบเกอรี่มักมีไขมันโอเมก้า-6 และไขมันทรานส์สูง การกินอาหารเหล่านี้ให้น้อยที่สุดก็เป็นวิธีหนึ่งที่ลดการเสี่ยงการอักเสบและโรคหัวใจ

อาหารชนิดอื่นๆ ที่มีกรดโอเมก้า-3 ได้แก่ เมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดฟักทอง น้ำมันวอลนัท และถั่ววอลนัท น้ำมันถั่วเหลืองจะมีทั้งกรดโอเมก้า-3 และ 6 ปนกัน กรดโอเมก้า-3 ในพืชจะอยู่ในรูปของกรดแอลฟาไลโนเลนิก (Alpha-linolenic Acid) ซึ่งจะเปลี่ยนไปเป็นกรดโอเมก้า-3 ในร่างกาย แต่ประสิทธิภาพการเปลี่ยนจะมีน้อยประมาณ 0.2-15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ปริมาณกรดแอลฟาไลโนเลนิกในน้ำมันพืช ถั่วเปลือกแข็งและเมล็ดในของพืช

กรดแอลฟาไลโนเลนิก (กรัม/ช้อนโต๊ะ)

น้ำมันมะกอก

ถั่ววอลนัท

น้ำมันถั่วเหลือง

น้ำมันคาโนลา

น้ำมันถั่ววอลนัท

เมล็ดแฟลกซ์

น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์

0.1

0.7

0.9

1.3

1.4

2.2

8.5

ที่มา : http://circ.ahajournals.org/cg...

ตัวอย่างเมนูอาหารที่จะเพิ่มกรดไขมันโอเมก้า-3

 อาหารเช้า

  • โยเกิร์ตไขมัน 0% ½ ถ้วยตวง ผสมกราโนลา ¼ ถ้วยตวง
  • วอลนัท 4-5 เม็ด
  • เบอร์รี่ชนิดต่างๆ ¾ ถ้วยตวง
  • นมไขมัน 0%
  • หรือนมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม 240 มิลลิกรัม

อาหารเที่ยง

  • สลัดไข่ต้ม เนื้อปลาทูน่า และหน่อไม้ฝรั่งลวก
  • น้ำสลัดวินีเกรท
  • ขนมปังเมล็ดแฟลกซ์ 1 แผ่น
  • ผลไม้ที่ชอบปริมาณ 1 อุ้งมือ
  • ชาร้อนหรือเย็น หรือน้ำสมุนไพรไม่เติมน้ำตาล

อาหารว่าง

  • โยเกิร์ตไขมัน 0% หรือโยเกิร์ตสมู้ตที

อาหารเย็น

  • อกไก่ย่าง ½ อก
  • บรอกโคลีลวกผสมน้ำมันมะกอกและเมล็ดฟักทอง
  • สลัดผักโขม 2 ถ้วยตวง
    น้ำสลัดวินีเกรท
  • นมไขมัน 0% หรือนมถั่วเหลือง
  • หรือน้ำนมข้าวเสริมแคลเซียม 240 มิลลิลิตร

อาหารว่าง

  • ผลไม้ 1 อุ้งมือ หรือส้ม 1 ผล
  • ชาสมุนไพร


เมนูแบบไทยๆ

อาหารเช้า

  • ข้าวต้มปลาหรือกุ้ง
  • ผักโขมลวก
  • นมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม 240 มิลลิลิตร

อาหารเที่ยง

  • ข้าวซ้อมมือหรือข้าวไรซ์เบอร์รี่ 2/3 -1 ถ้วยตวง (2-3 ทัพพี)
  • ต้มยำปลาทู
  • ผัดมะเขือยาวกุ้งสด
  • ผลไม้ตามชอบ 1 จานเล็ก

อาหารว่าง

  • เต้าฮวยนมสดผสมเมล็ดฟักทอง 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำสมุนไพรไม่ใส่น้ำตาล

อาหารเย็น

  • ข้าวซ้อมมือ หรือข้าวไรซ์เบอรี่ 2/3-1 ถ้วยตวง (2-3 ทัพพี)
  • ผัดเผ็ดหอยลาย
  • เต้าหู้ผัดดอกหอม
  • แกงจืดตำลึงหมูสับ
  • ผลไม้ตามชอบ 1 จานเล็ก

อาหารว่าง

  • ชาเขียว

ป้องกันการอักเสบเท่ากับป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ

ปัญหาที่ทำให้คอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง และน้ำตาลในเลือดสูง ไม่ใช่ปัญหาของกรรมพันธุ์อีกต่อไป แต่กลับเป็นผลจากสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อยีนที่เพิ่มความเสี่ยง

สรุปคือเป็นปัญหาจากวิธีการกินและการออกกำลังกาย ความเครียด และสารพิษจากสิ่งแวดล้อม งานวิจัยที่ผ่านๆ มาชี้ให้เห็นว่าการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์สามารถป้องกันโรคหัวใจได้อย่างน้อย 90 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นไลฟ์สไตล์และสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมเป็นปัจจัยที่นำไปสู่โรค โดยเปลี่ยนการแสดงออกของยีน (Gene Expression) ทำให้เกิดการอักเสบ อนุมูลอิสระ และระบบเผาผลาญทำงานผิดปกติ

หากแก้ไขที่สาเหตุก็จะทำให้ชีวิตปลอดโรคเรื้อรังได้โดยไม่มีผลข้างเคียง

ข้อแนะนำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเพื่อป้องกันการอักเสบ

  • เลือกอาหารที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ อาหารในรูปธรรมชาติที่ไม่ถูกแปรรูปทางอุตสาหกรรมมาก โดยเฉพาะอาหารจากพืช เพื่อให้ได้สารพฤกษเคมีจากธรรมชาติที่มีฤทธิ์ป้องกันการอักเสบ
  • เนื่องจากระดับน้ำตาลที่แปรปรวนเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจเพื่อปรับระดับน้ำตาลให้สมดุลในระหว่างวัน ควรเลือกอาหารที่มีโปรตีนผสมทุกมื้อ โดยเฉพาะมื้อเช้า เพื่อป้องกันระดับน้ำตาลขึ้นสูงในกรณีที่อาหารในมื้อนั้นมีแต่คาร์โบไฮเดรต
  • เลือกเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำ เช่น ปลา ไก่ เนื้อหมู เนื้อสัตว์ อื่นๆเลาะมัน โปรตีน พืช ถั่วต่างๆ และเต้าหู้
  • ในมื้ออาหารควรมีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมันดีผสมกันทุกมื้อ ไม่ควรกินคาร์โบไฮเดรตอย่างเดียว เลี่ยงอาหารประเภทแป้งขัดสีและน้ำตาล
  • เลือกอาหารที่มีใยอาหารสูง ได้แก่ ถั่วต่างๆ ธัญพืชไม่ขัดสี เมล็ดพืชต่างๆ ผัก และผลไม้ หากกินใยอาหารได้ถึงวันละ 50 กรัมยิ่งดี
  • เลี่ยงอาหารขยะ เช่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้ต่างๆ และเครื่องดื่มไดเอต เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมีผลต่อการเกิดโรคอ้วน เบาหวานและโรคหัวใจ
  • เพิ่มอาหารที่มีโอเมก้า-3 เช่น ปลาแซลมอน ซาร์ดีน เฮร์ริ่ง ปลาทู เมล็ดแฟลกซ์ และสาหร่ายทะเล
  • ลดไขมันอิ่มตัวจากเนื้อสัตว์ใหญ่ เลือกเนื้อล้วนจากเนื้อสัตว์ปลอดสารพิษ
  • ลดและเลี่ยงไขมันทรานส์ เช่น มาร์การีน เนยขาว เบเกอรี่ ที่ใช้ไขมันเหล่านี้และอาหารแปรรูปต่างๆ
  • เลือกใช้ไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันงา น้ำมันจากถั่วเปลือกแข็ง
  • ลดหรือเลี่ยงแอลกอฮอล์ ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนไปเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์และเพิ่มไขมันในตับ ซึ่งนำไปสู่การเสียสมดุลของระดับน้ำตาล
  • อย่าปล่อยให้หิวแล้วจึงกิน ควรกินอาหารมื้อเล็กทุก 3-4 ชั่วโมง เพื่อรักษาระดับอินซูลินและน้ำตาลให้ปกติ
  • งดการกินอาหาร 3 ชั่วโมงก่อนนอน
  • กินโปรตีนชนิดดีเป็นอาหารเช้า เช่น ไข่ ปลา เต้าหู้ หรือผงโปรตีนสกัด เป็นต้น
  • เติมเมล็ดแฟลกซ์ในอาหารวันละ 2-4 ช้อนโต๊ะ จะช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ถึง 18 เปอร์เซ็นต์ อาจผสมในเครื่องดื่ม เติมใส่สลัดหรือซีเรียลก็ได้
  • ดื่มชาเขียวทุกวัน เพราะชาเขียวมีสารพฤกษเคมี ช่วยลดคอเลสเตอรอล และกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานดียิ่งขึ้น
  • เลือกผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองเป็นประจำ จะช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เช่น นมถั่วเหลือง ถั่วแระญี่ปุ่น ถั่วเหลืองคั่ว เทมเป้ เต้าหู้
  • กินผักผลไม้หลากหลายสีและชนิด อย่างน้อยวันละ 10 ส่วน เพราะผักและผลไม้มีสารอาหารต้านโรค เช่น วิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร สารพฤกษเคมี สารต้านอนุมูลอิสระ และสารต้านการอักเสบ

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่