มะเร็งและโรคร้าย

กินป้องกันการอักเสบโรคหลอดเลือดหัวใจและเส้นเลือดสมองตีบ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 292,034 คน

กินป้องกันการอักเสบโรคหลอดเลือดหัวใจและเส้นเลือดสมองตีบ

การควบคุมคอเลสเตอรอลเป็นวิธีที่จะช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ แต่การตรวจคอเลสเตอรอลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกความเสี่ยงได้สำหรับคนทุกคน เพราะสถิติแสดงให้เห็นว่า ครึ่งหนึ่งของคนที่เกิดหัวใจวายหรือมีปัญหาหลอดเลือดหัวใจอื่นๆ จะมีระดับคอเลสเตอรอลปกติ

สัญญาณเตือนภัยที่จะบอกให้รู้ว่ามีภัยของโรคหัวใจคือการอักเสบเรื้อรัง ปัจจุบันพบว่านอกจากจะเป็นต้นตอของการเกิดโรคหัวใจแล้ว ยังเป็นรากเหง้าของโรคมะเร็ง เบาหวาน โรคอ้วน โรคอัลไซเมอร์ ข้ออักเสบ โรคภูมิแพ้ และโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองอีกด้วย

ปัจจุบันนักวิจัยพบว่าผู้สูงอายุมีปัญหาการอักเสบเรื้อรังมากขึ้นซึ่งอาจเป็นสาเหตุร่วมอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาข้อเสื่อมอักเสบและการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคลำไส้แปรปรวน

การป้องกันคือการใช้อาหารป้องกันการอักเสบและปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์

การอักเสบทำให้เกิดโรคหัวใจได้อย่างไร

ปัจจุบันวงการแพทย์ต่างก็รู้ว่ากระบวนการเกิดหลอดเลือดแดงตีบนั้นค่อนข้างซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายประการ แต่สิ่งที่สำคัญคือการอักเสบเรื้อรังภายในร่างกายที่เรามองไม่เห็น ซึ่งเป็นกระบวนการที่ร่างกายใช้ตอบโต้ต่อการบาดเจ็บหรือการที่มีสิ่งแปลกปลอมบุกรุกเข้ามา

เวลาที่ร่างกายเกิดการติดเชื้อจากแบคทีเรียหรือเกิดปฏิกิริยาที่ออกซิเจนทำลายแอลดีแอลคอเลสเตอรอล ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะปล่อยสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ คือ สารไซโทไคน์ (Cytokines) ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวกรูเข้าทำหน้าที่ปกป้องอันตรายในจุดที่เกิดปัญหาและซ่อมแซมส่วนที่ถูกทำลาย ซึ่งแสดงออกมาในรูปของการอักเสบ แต่กระบวนการนี้หากไม่มีการควบคุมอาจทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและทำลายเซลล์ในร่างกายได้ ตัวอย่างเช่น ถ้ายีนที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบเกิดทำงานผิดพลาด ไม่หยุดการทำงานหลังที่ไล่ผู้บุกรุกออกไปได้สำเร็จแล้ว สารอักเสบก็ยังถูกผลิตต่อเนื่องทั้งๆ ที่ร่างกายไม่ต้องการ ก็อาจเกิดการอักเสบเรื้อรังตามมาได้

ในร่างกายของคนเรามียีนที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาตอบสนองการอักเสบ คือ อินเทอร์ลูคิน-6 (Interleukin-6 หรือ IL-6) ยีนตัวนี้จะกระตุ้นการผลิตสารซีอาร์พี และเมื่อลำดับการเรียงตัวของรหัสพันธุกรรม (Genetic Code) เกิดเปลี่ยนไปในบริเวณที่ควบคุมยีน ก็จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

คนที่มียีนลักษณะนี้มีอยู่ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนคนที่ได้รับการทดสอบ เชื่อว่าการที่มีลำดับการเรียงตัวของยีนเปลี่ยนไปอาจทำให้ร่างกายสร้างสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ รวมถึงสารซีอาร์พีด้วยนอกจากนี้บุหรี่ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถกระตุ้นยีน IL-6 ยิ่งถ้าเป็นคนที่มียีนนี้จะต้องระวังเป็น 2 เท่าที่จะไม่สูบบุหรี่ หรือแม้กระทั่งการเป็นนักสูบมือสอง

ยีนสำคัญอีกชุดหนึ่งที่โต้ตอบการอักเสบคือ ตระกูลอินเทอร์ลูคิน-1 (Interleukin-1 หรือ IL-1) ยีนนี้จะตอบโต้การติดเชื้อแต่เนิ่นๆ รวมถึงสิ่งแปลกปลอมที่บุกรุกเข้าสู่ร่างกาย และมีปฏิกิริยาการทำงานเป็นขั้นตอนที่ประสานกันเหมือนวงออร์เคสตรา ซึ่งผลจากการทำงานจะทำให้คนคนนั้นไวต่อการอักเสบ

การที่สามารถตรวจหายีนและรู้ได้ว่ามียีนที่มีแนวโน้มเกิดการอักเสบเรื้อรังทำให้เราสามารถหาวิธีการป้องกันได้แต่เนิ่นๆ โดยการใช้อาหารแก้ไขโรคที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของยีน (Nutritional genomics) หรือประยุกต์ใช้ในการป้องกันการอักเสบ ก็ทำให้ได้ประโยชน์จากสารอาหารที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ เช่น น้ำมันปลา หรือกรดโอเมก้า-3 จากปลา หรือจากกรดไขมันที่ดีในน้ำมันมะกอก อย่างที่ชาวเอสกิโมกินปลาเป็นอาหารในชีวิตประจำวัน แม้จะเป็นปลาที่มีไขมันสูงแต่ก็มีน้ำมันปลา ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนที่มีไขมันชนิดดีช่วยต้านการอักเสบได้ จึงทำให้ชาวเอสกิโมมีโรคหัวใจต่ำกว่าชนชาติอื่นๆ

กรดโอเมก้า-3 และโอเมก้า-6

อาหารที่เรากินกันทุกวันนี้มีกรดไขมันโอเมก้า-6 สูงกว่าสมัยบรรพบุรุษ จึงทำให้สัดส่วนของกรดโอเมก้า-3 และกรดโอเมก้า-6 ที่ได้รับในอาหารธรรมชาติลดลง โดยปกติปริมาณกรดโอเมก้า-6 ในร่างกายจะต้องสมดุลกับปริมาณกรดโอเมก้า-3 ถ้าเรากินโอเมก้า-6 มากไปเซลล์เมมเบรนจะผลิตสารเคมีเรียกว่าไซโทไคน์ ทำให้เกิดการอักเสบ

ทุกวันนี้การที่เรากินอาหารเลียนแบบชาวตะวันตก ทำให้สัดส่วนของโอเมก้า-6 : โอเมก้า-3 มีสัดส่วนแตกต่างกันถึง 15 : 1 ถึง 30 : 1 จึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและโรคเรื้อรังอื่นๆ ที่พบกันมากขึ้นในปัจจุบัน

สำหรับผู้ที่มียีนเพิ่มความเสี่ยงภาวะอักเสบเรื้อรัง การกินกรดไขมันที่ดีให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยต้านการอักเสบ สัดส่วนของกรดโอเมก้า-6 : โอเมก้า-3 ที่แนะนำสำหรับการดูแลสุขภาพทั่วไปควรอยู่ระหว่าง 2 : 1 ถึง 4 : 1

การกินกรดโอเมก้า-3 คือ กินปลาทะเลอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 100 กรัม สำหรับผู้ที่มียีนความเสี่ยงควรกินกรดไขมันชนิดนี้มากขึ้น คือกินปลาทะเลมากกว่าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือกินอาหารอื่นๆ ที่มีกรดโอเมก้า-3 หรือเสริมแคปซูลน้ำมันปลาที่มีคุณภาพดี

อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดการอักเสบในร่างกายได้คือ เพิ่มสมดุลระหว่างโอเมก้า-3 และโอเมก้า-6 โดยลดปริมาณการกินกรดโอเมก้า-6 และเพิ่มการกินโอเมก้า-3 จะเป็นการช่วยร่างกายต่อต้านการอักเสบและลดความเสี่ยงโรคหัวใจไปในตัว รวมทั้งโรคมะเร็งและความผิดปกติของโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง

หยุดการอักเสบห่างไกลโรค

วิธีที่ดีที่สุดในปัจจุบันคือหันเข้าสู่วิถีธรรมชาติ กินอาหารในรูปแบบของธรรมชาติ เลือกคาร์โบไฮเดรตจากพืชผักผลไม้หลากหลายสีลดการใช้กรดไขมันโอเมก้า-6 มากเกินไป เช่น น้ำมันข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ มีกรดโอเมก้า-6 สูงถึง 7,280 มิลลิกรัม น้ำมันถั่วเหลืองมี 6,940 มิลลิกรัม แล้วเพิ่มการกินอาหารที่มีกรดโอเมก้า-3 และเลือกใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันถั่วลิสง แทน

สมาคมหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำปริมาณการบริโภคกรดโอเมก้า-3 ตามความเสี่ยงโรคหัวใจดังแสดงในตาราง

ข้อแนะนำการบริโภคกรดโอเมก้า-3

ผู้ใหญ่ที่ไม่มีโรคหัวใจ

 

บริโภคปลา โดยเฉพาะปลาทะเล อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง (~240 กรัม) รวมทั้งเลือกใช้น้ำมันและอาหารที่มีองค์ประกอบของกรดแอลฟาไลโนเลนิกสูง (ซึ่งมีมากในน้ำมันคาโนลา ถั่วเหลือง และน้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดแฟลกซ์ และวอลนัท)

ผู้ใหญ่ทั่วไป

บริโภคปลาที่มีกรดอีพีเอและดีเอชเอ 500 มิลลิกรัม/ปลา (สุก) 85 กรัม

ผู้ที่มีปัญหาโรคหัวใจ

บริโภคกรดโอเมก้า-3 จากปลา หรือโอเมก้าแคปซูลซึ่งมีกรดอีพีเอและดีเอชเอ วันละ ~ 1กรัม ปรึกษาแพทย์ในการเสริมน้ำมันปลา บริโภคไขมันและอาหารที่มีกรดแอลฟาไลโนเลนิกสูงร่วมด้วย

ผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง

บริโภคกรดโอเมก้า-3ในรูปแคปซูลที่มีกรดอีพีเอและดีเอชเอวันละ 2-4 กรัม ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

American Heart Association, www.americanheart.org.

สิ่งที่สำคัญที่ไม่อาจมองข้ามคือ ไม่ว่าจะกินไขมันชนิดใดก็ตามต้องควบคุมปริมาณแคลอรี่ไม่ให้เกิดจากที่เคยกิน วิธีที่ดีที่สุดคือ กินโอเมก้า-3 แทนโอเมก้า-6 บางส่วน เวลากินโปรตีนควรเลือกชนิดที่มีโอเมก้า-3 คือสัตว์น้ำ โดยเฉพาะปลาทะเลหรือโปรตีนถั่วเหลืองในบรรดาหอยนั้น หอยรางรมจะมีโอเมก้า-3 มากที่สุด ส่วนกุ้งและปูมีปริมาณปานกลาง

กรดโอเมก้า-6 มีมากในไขมันสัตว์และน้ำมันพืช เช่น น้ำมันข้าวโพด ดอกคำฝอย เมล็ดฝ้าย งา เมล็ดทานตะวัน และถั่วเหลือง

วิธีที่ดีที่สุดคืออ่านฉลากอาหารดูองค์ประกอบของกรดไขมันเวลาทำน้ำสลัดควรใช้น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดชา หรือน้ำมันคาโนลาเพราะมีกรดไขมันโอเมก้า-9 สูง ไขมันอิ่มตัวต่ำ จะไม่เป็นอันตรายต่อหัวใจ แต่กลับให้ผลในการป้องกัน

อาหารที่ควรระวังและหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดคือ อาหารที่ผ่านการแปรรูปต่างๆ เบเกอรี่มักมีไขมันโอเมก้า-6 และไขมันทรานส์สูง การกินอาหารเหล่านี้ให้น้อยที่สุดก็เป็นวิธีหนึ่งที่ลดการเสี่ยงการอักเสบและโรคหัวใจ

อาหารชนิดอื่นๆ ที่มีกรดโอเมก้า-3 ได้แก่ เมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดฟักทอง น้ำมันวอลนัท และถั่ววอลนัท น้ำมันถั่วเหลืองจะมีทั้งกรดโอเมก้า-3 และ 6 ปนกัน กรดโอเมก้า-3 ในพืชจะอยู่ในรูปของกรดแอลฟาไลโนเลนิก (Alpha-linolenic Acid) ซึ่งจะเปลี่ยนไปเป็นกรดโอเมก้า-3 ในร่างกาย แต่ประสิทธิภาพการเปลี่ยนจะมีน้อยประมาณ 0.2-15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ปริมาณกรดแอลฟาไลโนเลนิกในน้ำมันพืช ถั่วเปลือกแข็งและเมล็ดในของพืช

กรดแอลฟาไลโนเลนิก (กรัม/ช้อนโต๊ะ)

น้ำมันมะกอก

ถั่ววอลนัท

น้ำมันถั่วเหลือง

น้ำมันคาโนลา

น้ำมันถั่ววอลนัท

เมล็ดแฟลกซ์

น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์

0.1

0.7

0.9

1.3

1.4

2.2

8.5

ที่มา : http://circ.ahajournals.org/cg...

ตัวอย่างเมนูอาหารที่จะเพิ่มกรดไขมันโอเมก้า-3

 อาหารเช้า

  • โยเกิร์ตไขมัน 0% ½ ถ้วยตวง ผสมกราโนลา ¼ ถ้วยตวง
  • วอลนัท 4-5 เม็ด
  • เบอร์รี่ชนิดต่างๆ ¾ ถ้วยตวง
  • นมไขมัน 0%
  • หรือนมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม 240 มิลลิกรัม

อาหารเที่ยง

  • สลัดไข่ต้ม เนื้อปลาทูน่า และหน่อไม้ฝรั่งลวก
  • น้ำสลัดวินีเกรท
  • ขนมปังเมล็ดแฟลกซ์ 1 แผ่น
  • ผลไม้ที่ชอบปริมาณ 1 อุ้งมือ
  • ชาร้อนหรือเย็น หรือน้ำสมุนไพรไม่เติมน้ำตาล

อาหารว่าง

  • โยเกิร์ตไขมัน 0% หรือโยเกิร์ตสมู้ตที

อาหารเย็น

  • อกไก่ย่าง ½ อก
  • บรอกโคลีลวกผสมน้ำมันมะกอกและเมล็ดฟักทอง
  • สลัดผักโขม 2 ถ้วยตวง
    น้ำสลัดวินีเกรท
  • นมไขมัน 0% หรือนมถั่วเหลือง
  • หรือน้ำนมข้าวเสริมแคลเซียม 240 มิลลิลิตร

อาหารว่าง

  • ผลไม้ 1 อุ้งมือ หรือส้ม 1 ผล
  • ชาสมุนไพร


เมนูแบบไทยๆ

อาหารเช้า

  • ข้าวต้มปลาหรือกุ้ง
  • ผักโขมลวก
  • นมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม 240 มิลลิลิตร

อาหารเที่ยง

  • ข้าวซ้อมมือหรือข้าวไรซ์เบอร์รี่ 2/3 -1 ถ้วยตวง (2-3 ทัพพี)
  • ต้มยำปลาทู
  • ผัดมะเขือยาวกุ้งสด
  • ผลไม้ตามชอบ 1 จานเล็ก

อาหารว่าง

  • เต้าฮวยนมสดผสมเมล็ดฟักทอง 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำสมุนไพรไม่ใส่น้ำตาล

อาหารเย็น

  • ข้าวซ้อมมือ หรือข้าวไรซ์เบอรี่ 2/3-1 ถ้วยตวง (2-3 ทัพพี)
  • ผัดเผ็ดหอยลาย
  • เต้าหู้ผัดดอกหอม
  • แกงจืดตำลึงหมูสับ
  • ผลไม้ตามชอบ 1 จานเล็ก

อาหารว่าง

  • ชาเขียว

ป้องกันการอักเสบเท่ากับป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ

ปัญหาที่ทำให้คอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง และน้ำตาลในเลือดสูง ไม่ใช่ปัญหาของกรรมพันธุ์อีกต่อไป แต่กลับเป็นผลจากสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อยีนที่เพิ่มความเสี่ยง

สรุปคือเป็นปัญหาจากวิธีการกินและการออกกำลังกาย ความเครียด และสารพิษจากสิ่งแวดล้อม งานวิจัยที่ผ่านๆ มาชี้ให้เห็นว่าการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์สามารถป้องกันโรคหัวใจได้อย่างน้อย 90 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นไลฟ์สไตล์และสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมเป็นปัจจัยที่นำไปสู่โรค โดยเปลี่ยนการแสดงออกของยีน (Gene Expression) ทำให้เกิดการอักเสบ อนุมูลอิสระ และระบบเผาผลาญทำงานผิดปกติ

หากแก้ไขที่สาเหตุก็จะทำให้ชีวิตปลอดโรคเรื้อรังได้โดยไม่มีผลข้างเคียง

ข้อแนะนำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเพื่อป้องกันการอักเสบ

  • เลือกอาหารที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ อาหารในรูปธรรมชาติที่ไม่ถูกแปรรูปทางอุตสาหกรรมมาก โดยเฉพาะอาหารจากพืช เพื่อให้ได้สารพฤกษเคมีจากธรรมชาติที่มีฤทธิ์ป้องกันการอักเสบ
  • เนื่องจากระดับน้ำตาลที่แปรปรวนเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจเพื่อปรับระดับน้ำตาลให้สมดุลในระหว่างวัน ควรเลือกอาหารที่มีโปรตีนผสมทุกมื้อ โดยเฉพาะมื้อเช้า เพื่อป้องกันระดับน้ำตาลขึ้นสูงในกรณีที่อาหารในมื้อนั้นมีแต่คาร์โบไฮเดรต
  • เลือกเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำ เช่น ปลา ไก่ เนื้อหมู เนื้อสัตว์ อื่นๆเลาะมัน โปรตีน พืช ถั่วต่างๆ และเต้าหู้
  • ในมื้ออาหารควรมีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมันดีผสมกันทุกมื้อ ไม่ควรกินคาร์โบไฮเดรตอย่างเดียว เลี่ยงอาหารประเภทแป้งขัดสีและน้ำตาล
  • เลือกอาหารที่มีใยอาหารสูง ได้แก่ ถั่วต่างๆ ธัญพืชไม่ขัดสี เมล็ดพืชต่างๆ ผัก และผลไม้ หากกินใยอาหารได้ถึงวันละ 50 กรัมยิ่งดี
  • เลี่ยงอาหารขยะ เช่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้ต่างๆ และเครื่องดื่มไดเอต เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมีผลต่อการเกิดโรคอ้วน เบาหวานและโรคหัวใจ
  • เพิ่มอาหารที่มีโอเมก้า-3 เช่น ปลาแซลมอน ซาร์ดีน เฮร์ริ่ง ปลาทู เมล็ดแฟลกซ์ และสาหร่ายทะเล
  • ลดไขมันอิ่มตัวจากเนื้อสัตว์ใหญ่ เลือกเนื้อล้วนจากเนื้อสัตว์ปลอดสารพิษ
  • ลดและเลี่ยงไขมันทรานส์ เช่น มาร์การีน เนยขาว เบเกอรี่ ที่ใช้ไขมันเหล่านี้และอาหารแปรรูปต่างๆ
  • เลือกใช้ไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันงา น้ำมันจากถั่วเปลือกแข็ง
  • ลดหรือเลี่ยงแอลกอฮอล์ ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนไปเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์และเพิ่มไขมันในตับ ซึ่งนำไปสู่การเสียสมดุลของระดับน้ำตาล
  • อย่าปล่อยให้หิวแล้วจึงกิน ควรกินอาหารมื้อเล็กทุก 3-4 ชั่วโมง เพื่อรักษาระดับอินซูลินและน้ำตาลให้ปกติ
  • งดการกินอาหาร 3 ชั่วโมงก่อนนอน
  • กินโปรตีนชนิดดีเป็นอาหารเช้า เช่น ไข่ ปลา เต้าหู้ หรือผงโปรตีนสกัด เป็นต้น
  • เติมเมล็ดแฟลกซ์ในอาหารวันละ 2-4 ช้อนโต๊ะ จะช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ถึง 18 เปอร์เซ็นต์ อาจผสมในเครื่องดื่ม เติมใส่สลัดหรือซีเรียลก็ได้
  • ดื่มชาเขียวทุกวัน เพราะชาเขียวมีสารพฤกษเคมี ช่วยลดคอเลสเตอรอล และกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานดียิ่งขึ้น
  • เลือกผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองเป็นประจำ จะช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เช่น นมถั่วเหลือง ถั่วแระญี่ปุ่น ถั่วเหลืองคั่ว เทมเป้ เต้าหู้
  • กินผักผลไม้หลากหลายสีและชนิด อย่างน้อยวันละ 10 ส่วน เพราะผักและผลไม้มีสารอาหารต้านโรค เช่น วิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร สารพฤกษเคมี สารต้านอนุมูลอิสระ และสารต้านการอักเสบ

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่