โรคเบาหวาน

การตรวจและวินิจฉัยโรคเบาหวาน

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
การตรวจและวินิจฉัยโรคเบาหวาน

การตรวจและวินิจฉัยโรคเบาหวาน

แพทย์จะวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน, ภาวะก่อนเป็นเบาหวาน, หรือโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงผิดปกติของคุณ

อย่าพยายามจะวินิจฉัยโรคเบาหวานด้วยตัวคุณเอง  เครื่องมือเจาะวัดระดับน้ำตาลในเลือดปลายนิ้วที่มีขายทั่วไป ไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคเบาหวานได้

ใครบ้างที่ควรตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน 

ใครก็ตามที่มีอาการของโรคเบาหวาน ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน บางคนอาจไม่มีอาการใดๆ แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน คนกลุ่มนี้ก็ต้องเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานเช่นกัน  การตรวจคัดกรองโรคเบาหวานมีประโยชน์ เนื่องจากจะช่วยให้พบว่าเป็นโรคได้เร็ว ซึ่งแพทย์จะวางแผนการรักษาร่วมกับผู้ป่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนในอนาคต

การตรวจคัดกรองโรคเบาหวานยังช่วยคัดกรองภาวะก่อนเป็นเบาหวานได้ด้วย หากพบว่ามีภาวะก่อนเป็นเบาหวาน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดน้ำหนักในคนที่มีน้ำหนักเกินจะช่วยชะลอหรือป้องกันการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้

 โรคเบาหวานชนิดที่ 1

ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคเบาหวานจะได้รับการตรวจคัดกรอง ส่วนใหญ่แล้วแพทย์จะวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ในเด็ก และในผู้ใหญ่อายุน้อย เพราะโรคเบาหวานชนิดที่ 1 มักพบในครอบครัวเดียวกัน

โรคเบาหวานชนิดที่ 2

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าให้ตรวจคัดกรองโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นประจำ ถ้าคุณ:

  • มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป
  • อายุ 19-44 ปี แต่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน และมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานอย่างน้อย 1 ปัจจัย
  • เป็นผู้หญิงที่เคยเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์มาก่อน

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 มักจะพบในผู้ใหญ่ แต่เด็กก็สามารถเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ได้เช่นกัน  ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ตรวจคัดกรองโรคเบาหวานในเด็กที่มีอายุ 10-18 ปีที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน และมีปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวานตั้งแต่ 2 ปัจจัยขึ้นไป

  • น้ำหนักแรกคลอดน้อย
  • มารดาเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์
  • ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่กล่าวถึงในบท “ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2”

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

หญิงตั้งครรภ์ทุกคนที่ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานมาก่อน ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์  ถ้าคุณกำลังตั้งครรภ์ คุณจะได้รับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดในช่วงอายุครรภ์ 24 – 28 สัปดาห์

การตรวจที่ใช้สำหรับการวินิจฉัยโรคเบาหวานและภาวะก่อนเป็นโรคเบาหวาน

แพทย์จะตรวจค่าระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (fasting plasma glucose; FPG) หรือค่าระดับน้ำตาลสะสม (A1C) เพื่อวินิจฉัยโรคเบาหวาน  ในบางกรณีอาจมีการใช้ค่าระดับน้ำตาลกลูโคสที่เวลาใดๆ (random plasma glucose; RPG) ร่วมด้วย

การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (FPG)

ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร หรือ ค่า FPG จะช่วยบอกระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด ณ เวลาที่ทำการเจาะเลือด  การตรวจนี้จะต้องมีการอดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพื่อให้ผลมีความแม่นยำ (แต่สามารถจิบน้ำเปล่าได้) ซึ่งผลจะแม่นยำที่สุดเมื่ออดอาหารตอนกลางคืนและตรวจเลือดในตอนเช้า

การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดสะสม (A1C)

ระดับน้ำตาลในเลือดสะสม หรือค่า A1C จะช่วยบอกระดับน้ำตาลกลูโคสเฉลี่ยในช่วงระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา ค่า A1C อาจเรียกอีกอย่างว่า ฮีโมโกลบินเอวันซี (hemoglobin A1C) ย่อว่า HbA1C การตรวจนี้ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร  หากต้องใช้ค่านี้สำหรับการวินิจฉัยโรคเบาหวาน แพทย์จะพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น อายุ และ เป็นโลหิตจางหรือไม่ เพราะค่า A1C จะไม่แม่นยำในคนที่เป็นโรคโลหิตจาง

ค่า A1C ที่ตรวจได้จะแสดงผลเป็นร้อยละ (%) เช่น A1C = 7% เป็นต้น  ยิ่งค่า % สูง ยิ่งหมายถึงมีค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูง

การตรวจระดับน้ำตาลที่เวลาใด ๆ (RPG)

แพทย์อาจมีการพิจารณาตรวจค่าระดับน้ำตาลในเลือดที่เวลาใดๆ หรือค่า RPG เพื่อใช้วินิจฉัยโรคเบาหวาน หากผู้ป่วยมีอาการของโรคเบาหวานและไม่อยากรอการอดอาอาหาร การตรวจนี้ไม่ต้องอดอาหาร และสามารถตรวจได้ทุกเวลาที่ต้องการ

การตรวจที่ใช้สำหรับวินิจฉัยโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

หญิงตั้งครรภ์อาจได้รับการทดสอบด้วยน้ำตาลกลูโคส 50 กรัม หรือการทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส หรือทั้งสองวิธีร่วมกัน ซึ่งจะช่วยบอกได้ว่าร่างกายจัดการกับน้ำตาลกลูโคสในเลือดอย่างไร

การทดสอบด้วยน้ำตาลกลูโคส 50 กรัม (glucose challenge test)

ถ้าคุณกำลังตั้งครรภ์ และแพทย์ต้องการที่จะตรวจโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ คุณอาจได้รับการทดสอบนี้เป็นการทดสอบแรก  การทดสอบนี้แพทย์ให้คุณดื่มสารละลายกลูโคสเข้มข้น 50 g และเจาะเลือดหลังจากนั้น 1 ชั่วโมง  การทดสอบนี้ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร  หากผลการตรวจพบว่าระดับน้ำตาลกลูโคสสูงอยู่ที่ 135-140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือสูงกว่านั้น คุณจะต้องได้รับการตรวจอีก 1 การทดสอบคือ การทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส (ซึ่งต้องอดอาหารมาก่อน)

การทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส (oral glucose tolerance test; OGTT)

การทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส จะทำในผู้ที่อดอาหารมาแล้วอย่างน้อย 8 ชั่วโมง โดยแพทย์จะทำการเจาะเลือดเข็มที่ 1 เมื่อคุณมาถึงโรงพยาบาล จากนั้นจะให้ดื่มสารละลายกลูโคสเข้มข้น 100 กรัม และทำการเจาะเลือดซ้ำที่ 1, 2 และ 3 ชั่วโมงหลังการดื่มสารละลายนี้

ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดที่สูงอย่างน้อย 2 ครั้งของการเจาะเลือด (จากการเจาะเลือดทั้งหมด ได้แก่ หลังอดอาหาร, 1 ชั่วโมง, 2 ชั่วโมง, หรือ 3 ชั่วโมง) หมายความว่า คุณเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

แพทย์ยังสามารถใช้การทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคสเพื่อวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะก่อนเป็นเบาหวานในคนที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ได้ด้วย  การทดสอบนี้ทำให้ตรวจพบโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะก่อนเป็นเบาหวานได้ดีกว่าการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร  อย่างไรก็ตามการทดสอบนี้มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า และทำได้ยากกว่า  หากจะใช้การทดสอบนี้เพื่อวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ แพทย์จะเจาะเลือดคุณ 1 ชั่วโมง และ 2 ชั่วโมงหลังจากดื่มสารละลายกลูโคสเข้มข้นแล้ว 

ระดับน้ำตาลในเลือดเท่าไรจึงจะบอกว่าเป็นโรคเบาหวาน หรือภาวะก่อนเป็นเบาหวาน

การตรวจด้วยวิธีที่แตกต่างกัน จะมีเกณฑ์ในการตัดสินว่าเป็นโรคเบาหวานหรือภาวะก่อนเป็นเบาหวานต่างกันด้วย  โดยทั่วไปหากใช้การตรวจชนิดเดียวเพื่อวินิจฉัย จะต้องมีการตรวจซ้ำในวันที่ 2 เพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคเบาหวานด้วย แพทย์อาจพิจารณาเลือกการทดสอบ 2 การทดสอบเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคเบาหวานก็ได้

ตารางด้านล่างนี้คือเกณฑ์ในการวินิจฉัยสำหรับคนที่ไม่ได้ตั้งครรภ์

การวินิจฉัย

ค่าระดับน้ำตาลสะสม (A1C) (%)

ค่าระดับน้ำตาลหลังอดอาหาร (FPG)

การทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส (OGTT)

ค่าระดับน้ำตาลในเลือดที่เวลาใดๆ (RPG)

ปกติ

ต่ำกว่า 5.7

น้อยกว่าหรือเท่ากับ 99

น้อยกว่าหรือเท่ากับ 139

 

เป็นภาวะก่อนเป็นเบาหวาน

5.7-6.4

100-125

140-199

 

เป็นโรคเบาหวาน

ตั้งแต่ 6.5 ขึ้นไป

ตั้งแต่ 126 ขึ้นไป

ตั้งแต่ 200 ขึ้นไป

ตั้งแต่ 200 ขึ้นไป

ค่า FPG ,OGTT และ RPG หน่วยเป็นมิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

การตรวจใดที่จะช่วยบอกว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดใด

ถึงแม้ว่าการทดสอบต่างๆ จะช่วยยืนยันว่าเป็นโรคเบาหวาน แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าคุณเป็นโรคเบาหวานชนิดใดกันแน่ บางครั้งแพทย์ก็ไม่แน่ใจว่าคุณเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือ 2  โรคเบาหวานชนิดที่พบน้อยมากในเด็ก ได้แก่ โรคเบาหวานชนิดโมโนเจนิก (monogenic diabetes) ซึ่งอาจทำให้สับสนกับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ได้ การรักษาโรคเบาหวานจะขึ้นกับชนิดของโรคเบาหวานที่เป็น ดังนั้นการรู้ว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดใดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ในการตรวจหาว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่  1 หรือไม่ แพทย์จะตรวจหาสารออโต้แอนตี้บอดี้ (autoantibodies) ในร่างกายคุณ ซึ่งสารนี้คือสารภูมิคุ้มกันที่ไปทำลายเซลล์ปกติของร่างกาย (ภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง) ปัจจุบันรู้แล้วว่ามีสารออโต้แอนตี้บอดี้หลายชนิดที่มีความจำเพาะกับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 แต่ไม่จำเพาะกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และชนิดโมโนเจนิก

ถ้าคุณเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ คุณควรได้รับการตรวจซ้ำที่ 6-12 สัปดาห์หลังจากคลอดลูกแล้ว เพื่อดูว่าคุณเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรือไม่

 

https://www.niddk.nih.gov/health-information/diabetes/overview/tests-diagnosis

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่