มะเร็งและโรคร้าย

โทรศัพท์มือถือก่อให้เกิดมะเร็งสมองได้หรือไม่?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
โทรศัพท์มือถือก่อให้เกิดมะเร็งสมองได้หรือไม่?

ที่ร้านขายเครื่องมือช่างใกล้ๆ บ้านผม ติดป้ายให้ลูกค้าปิดโทรศัพท์มือถือ ผมเคยถามเจ้าของร้านว่าทําไมต้องทําร้านเป็นเขตปลอดเสียง คําตอบคือ เรื่องเสียงไม่ใช่ปัญหา ประเด็นคือเจ้าของร้านเป็นมะเร็งในสมองและไม่ต้องการเสี่ยงเพิ่มจากรังสีที่มาจากโทรศัพท์มือถือ ผมคิดว่า ถึงใครจะบอกเขาว่ายังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้เลยว่าโทรศัพท์มือถือเกี่ยวข้องกับมะเร็งสมองหรือไม่ เขาก็คงไม่เปลี่ยนใจหรอกครับ

มีคนอเมริกันราว 227 ล้านคนที่ใช้โทรศัพท์มือถือ ส่วนใหญ่ก็ใช้ ทุกวันละครับ (บางคนแทบจะใช้เกือบทุกนาทีด้วยซ้ำ) เกิดอะไรขึ้นบ้าง เมื่อคุณถือเจ้าเครื่องที่ปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแนบหูไว้เป็นชั่วโมง ๆ ไป นานๆ คลื่นทะลุทะลวงกระโหลกคุณใช่หรือเปล่า ? แล้วคลื่นมีผลต่อสมอง คุณไหม ?

เป็นเวลาหลายปีที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ต่างพยายามหาตอบของคําถามนี้ หาหลักฐานการก่ออันตราย พวกเขาพยายามตรวจสอบจากหลายแง่มุม ไม่ว่าจะตรวจค้นหาผลจากการที่สมองได้รับรังสี ติดตามอัตราการเกิดมะเร็ง สมองในหลายปีที่จํานวนผู้ใช้มือถือเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และเปรียบเทียบการ ใช้มือถือของผู้ป่วยมะเร็งสมองกับผู้ใช้ที่ไม่เป็นมะเร็งสมอง เท่าที่ศึกษากันมาจนบัดนี้ เกือบทั้งหมดของผลการศึกษาจํานวนมาก ไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างการใช้โทรศัพท์มือถือกับผลเสียหายใดๆ เลย ไม่ต้องถึงขนาดมะเร็งสมองหรอกครับ แต่ผลการศึกษาเหล่านี้กลับไม่ทําให้สาธารณชนลดความกังวลลง เรามาดูกันครับ

เราทราบกันอยู่ว่าโทรศัพท์มือถือทุกชนิดปล่อยรังสีออกมา แต่ไม่ใช่ว่ารังสีทุกอย่างจะก่อมะเร็งนะครับ ลองแบ่งรังสีออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม ที่ปล่อยอนุภาคไฟฟ้าที่มีประจุ กับกลุ่มที่ไม่ได้ปล่อย กลุ่มปล่อยอนุภาค ได้แก่ รังสีเอ็กซเรย์ รังสียูวี พวกนี้สามารถทําให้สารพันธุกรรม DNA ของ เซลล์ชํารุดได้ จึงมีสิทธิ์จะก่อมะเร็งในที่สุด โทรศัพท์มือถือให้รังสีที่ไม่ได้ ปล่อยอนุภาคไฟฟ้าที่มีประจุครับ การทํางานของมันใช้พลังแม่เหล็กไฟฟ้า สร้างคลื่นความถี่วิทยุ (จําพวกเดียวกับคลื่นวิทยุ FM คลื่นไมโครเวฟ) คลื่นนี้ออกจากโทรศัพท์ไปยังเสาถ่ายทอดสัญญาณ ปกติแล้ว คลื่นวิทยุ เหล่านี้ไม่ทําอันตรายต่อ DNA โดยตรง แต่คลื่นในระดับสูงอาจมีความร้อน ที่แทรกผ่านเนื้อเยื่อได้ มีผลการศึกษาชิ้นหนึ่งที่ทําในกลุ่มตัวอย่างเล็ก ๆ ศึกษาว่าเกิดอะไรขึ้นที่เซลล์สมองหลังจากใช้โทรศัพท์มือถือ 15 นาที พบว่า เซลล์สมองบริเวณใกล้ส่วนเสาโทรศัพท์ มีอัตราการใช้กลูโคสเพิ่มขึ้น ผู้ทําการศึกษาได้ตั้งข้อสังเกตที่สําคัญคือ ยังไม่ทราบว่าการที่สมองใช้กลูโคส เพิ่มนั้นหมายความว่าดี ไม่ดี หรือไม่เป็นไร

หากพิจารณาตามหลักระบาดวิทยา ถ้ามือถือก่อมะเร็งสมอง เราต้อง พบว่าสถิติมะเร็งสมองเพิ่มขึ้นตามจํานวนผู้ใช้มือถือ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ มีหน้าที่ติดตามอัตราการเกิดมะเร็งต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาพบว่า อัตราการ เป็นมะเร็งสมองไม่ได้เพิ่มขึ้นในช่วงปี 2530-2550 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับ ที่มีคนใช้มือถือเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว กลุ่มประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่ใช้มือถือ ก็ไม่พบการเพิ่มขึ้นของมะเร็งสมอง แต่เนื่องจากการเกิดมะเร็งหลายชนิดกินเวลายาวนาน นักระบาดวิทยาจึงยัง ต้องเฝ้าติดตามเรื่องนี้กันต่อไป

นักวิจัยอีกไม่น้อย ทําการสืบค้นจากผู้ป่วยมะเร็งสมองว่า ประวัติ การใช้โทรศัพท์ของพวกเขาต่างกับผู้ที่ไม่เป็นมะเร็งสมองหรือไม่ แต่ผลการ ศึกษายังคงไม่ได้ข้อสรุป เมื่อปี 2543 มีการศึกษาที่ตั้งชื่อว่า อินเตอร์โฟน จัดทําโดยคณะนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ศึกษากลุ่มคนจํานวนมากจาก 13 ประเทศ โดยรวมผู้ป่วยมะเร็งสมองกว่า 5,000 ราย ประกบกับคนที่มี คุณสมบัติเดียวกันแต่ไม่เป็นมะเร็ง ผลการศึกษาที่ได้ ชวนให้สับสนมากกว่า กระจ่างชัด พบว่าผู้ที่ใช้มือถือมากที่สุดจะเสี่ยงต่อมะเร็งสมอง 2 ชนิดคือ ไกลโอมาและเมนนิงจิโอมา เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในสมองด้านเดียวกับที่แนบ โทรศัพท์ แต่ก็พบด้วยว่าผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นประจํา กลับมีอัตราการเป็นมะเร็งสมองต่ำกว่าคนที่ไม่ใช้มือถือ ผลการศึกษาออกมาว่า การใช้มือถือ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งสมอง ยกเว้นกลุ่มผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือ มากที่สุด สิ่งที่พบนี้ช่างฟังไม่สมเหตุสมผลเลย ถ้าหากการใช้ในปริมาณสูงทําให้เกิดมะเร็ง ตามตรรกะก็ควรจะเป็นว่า ผู้ที่ใช้น้อยหรือใช้เป็นครั้งคราว อาจจะได้รับผลเสียอยู่บ้าง แต่กลับกลายเป็นได้รับผลดีไปเสียอีก ผลที่ขัดแย้งในตัวเองนี้น่าจะมาจากความมีอคติ ไม่เป็นกลางตลอดจนความ บกพร่องของการศึกษาเอง จนทําให้เป็นปัญหาที่สรุปไม่ลง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็เกิดความกังวลขึ้นอีกครั้ง เมื่อหน่วยงานสากลของ องค์การอนามัยโลกที่ศึกษาเรื่องโทรศัพท์มือถือกับมะเร็ง ได้เพิ่มโทรศัพท์มือถือลงในรายชื่อสิ่งที่อาจเกี่ยวพันกับการเกิดมะเร็ง ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้ มีการวิจัยในอนาคต และขณะเดียวกันก็ปลุกให้ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงคิด เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม แต่รายการที่ว่านี้ ประกอบด้วยรายการสิ่งต่างๆ มากมาย (ขอให้มีหลักฐานแม้สักนิดเดียวว่าอาจเกี่ยวพันไปถึงมะเร็ง) นับ แต่น้ำมันรถยนต์ไปจนถึงผักดองเลยครับ

 ถ้าเช่นนั้น ตอนนี้เรามาถึงไหนกันเล่า หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ จนถึงปัจจุบันไม่สามารถหาความเชื่อมโยงของโทรศัพท์มือถือกับมะเร็งได้ ผมออกจะมั่นใจเมื่ออัตราการเป็นมะเร็งคงที่ แต่ผมก็เข้าใจผู้ที่ยังรู้สึกกังวล ผลการศึกษาทั้งหลายก็ให้คําตอบที่ยิ่งขัดแย้ง สับสนหนักเข้าไปอีก แต่มีสิ่งหนึ่งที่ต่างจากความเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งตัวคุณสามารถควบคุมได้ก็คือการใช้โทรศัพท์มือถือ ในเมื่อคุณกังวลเรื่องมือถืออาจก่อมะเร็งสมอง คุณก็อย่าใช้ มีคนอีกไม่น้อยที่ใช้แต่โทรศัพท์บ้าน แต่ถ้าจําเป็นต้องใช้มือถือ ทั้งที่วิตกคุณสามารถลดการรับรังสีลงด้วยการใช้บลูทูธหรืออุปกรณ์แฮนด์ฟรี อื่นๆ การพิมพ์ข้อความส่งแทนการคุยโทรศัพท์ก็ทําให้ศีรษะคุณอยู่ห่างจาก เครื่องมากขึ้น ถ้าจะพูดคุยก็คุยสั้นๆ

ประการสุดท้าย ผมไม่อยากผ่านหัวข้อนี้ไปถ้ายังไม่ได้พูดตรงๆ ว่า ในขณะที่ยังมีข้อถกเถียงกันว่าการใช้มือถือเป็นอันตรายก่อมะเร็งสมองหรือ ไม่นั้น เราไม่ควรโต้แย้งกันในประเด็นที่ว่า โทรศัพท์มือถืออาจก่ออันตราย การใช้มือถือขณะขับรถนั้นอันตรายแน่นอน และควรมีมาตรการเข้มงวด เพื่อลดความเสี่ยงนี้ นักวิจัยของมหาวิทยาลัย Utah ทําการศึกษาและ พบว่า ผู้ที่ขับรถไปพร้อม ๆ กับพูดโทรศัพท์ ไม่ว่าจะถือเองหรือใช้อุปกรณ์ แฮนด์ฟรี ประสิทธิภาพในการขับขี่จะลดลงเทียบเท่าผู้ที่มีระดับแอลกอฮอล์ ในเลือด 0.08% (ซึ่งเป็นระดับที่เกินกําหนดของกฎหมายของรัฐส่วนใหญ่) ถ้าพิมพ์ข้อความในขณะขับรถยิ่งแล้วใหญ่ โอกาสเกิดอุบัติเหตุจะเพิ่มขึ้นถึง 25 เท่า เรียกว่า ถ้าคุณกังวลเรื่องผลกระทบของมือถือต่อสุขภาพจริง ๆ ละก็ ตรงนี้เป็นประเด็นที่คุณต้องใส่ใจอย่างยิ่งครับ

บทสรุปของหมอเบซเซอร์            

ไม่มีเหตุผลที่ฟังขึ้นเลยว่า รังสีระดับต่ำที่ไม่ได้ปล่อยประจุอนุภาคไฟฟ้าจะทําให้ เกิดมะเร็งสมองได้ ยิ่งถ้านึกถึงข้อเท็จจริงว่า มีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทั่วโลก แต่ไม่มีรายงานจํานวนผู้ป่วยมะเร็งสมองที่เพิ่มตาม ก็ยิ่งเชื่อมโยงกันได้น้อยมาก อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เรื่องยากหากจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดการสัมผัสรังสี หากคุณกังวลว่ามือถือจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ ไม่ว่าคุณจะเลือกทําอะไร ขอให้รวมข้อนี้เข้าไป ด้วย คือปิดโทรศัพท์มือถือเมื่อคุณอยู่ในรถ

มือถือกับพวกเด็กๆ

ยังไม่มีใครทราบมากนักว่า โทรศัพท์มือถือจะมีผลต่อเด็กๆ อย่างไร เด็กในปัจจุบันเป็นคนรุ่นแรกที่เติบโตโดยได้รับรังสีจากมือถือมาโดยตลอด ตั้งแต่อายุน้อย ผมไม่ปักใจเชื่อว่ามือถือจะก่อมะเร็ง หากจะมีความเสี่ยง อยู่บ้างต่อสมองของหนูน้อยที่กําลังพัฒนา ก็อาจจะไม่ใช่สถิติมะเร็ง เทคโนโลยี มือถือเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ถ้าคุณกังวลเรื่องนี้ก็ควรจํากัดการใช้ ให้ลูกใช้มือถือส่งข้อความและโทรเฉพาะกรณีฉุกเฉิน นอกเหนือจากนั้น ให้ใช้โทรศัพท์บ้าน และถ้าจะให้ดีกว่านั้นก็พูดคุยกันต่อหน้าไปเลย อย่างนี้ เรียกว่าเป็นการปรับเปลี่ยนที่ดีไหมล่ะครับ

หากคุณเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์และอยากอ่านเกี่ยวกับหัวข้อนี้เพิ่มเติม สามารถสนับสนุนผู้แต่ง นายแพทย์ริชาร์ด เบซเซอร์  ได้โดยการซื้อหนังสือ “ความจริงจากหมอไขข้อกังขาปัญหาสุขภาพ”

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่