Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
มะเร็งและโรคร้าย

ยาแก้ปวดกับความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,352,772 คน

ยาแก้ปวดกับความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด

ยาแก้ปวดกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs: NSAIDs) ไม่ว่าจะเป็นยารุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ ส่วนมากพบว่าจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ทั้งนั้น ซึ่งผลข้างเคียงจากยาบางประเภทอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ และเมื่อผู้ป่วยใช้ยาในปริมาณที่สูงขึ้น ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดก็จะยิ่งสูงตามไปด้วย

สำหรับประเภทของยาแก้ปวดกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ซึ่งมีความเสี่ยงจะทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้น จะอยู่ที่ประเภทที่แบ่งตามฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ไซโคลออกซิจิเนส (Cyclooxygenase: COX) ซึ่งไม่ว่าจะเป็นยารุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ ต่างก็เป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดทั้งนั้น โดยจะแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
วดตึงกล้ามเนื้อหลัง ชาตามมือตามแขน เจ็บบริเวณข้อมือ อย่าปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด

ทำกายภาพบำบัด รักษา Office Syndrome เริ่มต้นที่ 940 บาท ถึง 19 พ.ย. นี้ เท่านั้น

Physicalinternal ad
  1. ยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ COX แบบไม่เจาะจง (Non-specific COX inhibitors หรือ Traditional NSAIDs) เช่น 
    1. ไดโคลฟีแนค (Diclofenac): มีข้อแนะนำว่า ไม่ควรใช้ยาในปริมาณสูง (150 มิลลิกรัมต่อวัน) นานเกินกว่า 4 สัปดาห์ในผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น หัวใจล้มเหลว กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เส้นเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน รวมถึงผู้ที่ยังควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ด้วย แต่หากผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงจำเป็นจะต้องใช้ยานี้ยาวนานกว่า 4 สัปดาห์ ก็ไม่ควรใช้ยาเกิน 100 มิลลิกรัมต่อวัน
    2. ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): การใช้ยาในปริมาณที่สูง (2,400 มิลลิกรัมต่อวัน) อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการอุดตันในหลอดเลือดแดง ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือภาวะสมองขาดเลือดได้ และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ ดังนั้นผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาดังกล่าว โดยเฉพาะหากต้องใช้ยาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน
  2. ยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ COX-2 แบบเจาะจง (Specific COX-2 inhibitors หรือ COX-2 specific NSAIDs) เช่น เซเลเบร็กซ์ (Celecoxib) และโรฟีโคซิบ (Rofecoxib) แต่จะมียา 1 ตัวที่มีความเสี่ยงน้อยกว่ามาก ชื่อว่า "นาพรอกเซน (Naproxen)"

ทั้งนี้ ความเสี่ยงในการใช้ยาประเภทดังกล่าวที่มีต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้น จะแปรผันไปตามปริมาณการใช้ยาในผู้ป่วยแต่ละราย 

การใช้ยาแก้ปวดและต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ จึงควรใช้ในขนาดที่ต่ำที่สุดที่ยังมีประสิทธิภาพในการรักษา และใช้ในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไป


และไม่ว่าจะเป็นการใช้ Diclofenac, Ibuprofen หรือยาแก้ปวดและต้านการอักเสบตัวอื่น ๆ เมื่อใช้ยาไปแล้ว หากอาการไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาที่เหมาะสม ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองต่อไปเรื่อย ๆ นะคะ เพราะอาจเป็นการรักษาที่ไม่ตรงจุด ทำให้ต้องพึ่งพาการใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวดไปเรื่อย ๆ และยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายที่รุนแรงหลาย ๆ อย่างได้มากขึ้น รวมถึงการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งอาจพบภายในไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์หลังใช้ค่ะ


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป