ยา

ยาระบายคืออะไร?

เผยแพร่ครั้งแรก 9 ส.ค. 2019 อัปเดตล่าสุด 11 ก.พ. 2020 เวลาอ่านประมาณ 2 นาที
ยาระบายคืออะไร?

ยาระบาย (Laxatives) เป็นยาที่ใช้บรรเทาอาการท้องผูก โดยทำให้อุจจาระอ่อนตัวลงหรือกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้มากขึ้น บางครั้งอาจพบการใช้ยาระบายก่อนการตรวจลำไส้ใหญ่ ส่วนมากแล้วยาระบายจะอยู่ในรูปของยาเม็ด ยาน้ำ ยาเหน็บและยาสวนทวารหนัก ซึ่งจะออกฤทธิ์แตกต่างกันไปตามประเภทของการใช้ยา 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 474 บาท ลดสูงสุด 1010 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

195

ประเภทของยาระบาย

ยาระบาย สามารถแบ่งออกตามประเภทได้ดังต่อไปนี้

  • ยาเพิ่มปริมาณอุจจาระ (Bulking agents) เช่น ยาซิลเลียม (Metamucil) ยาเมทิลเซลลูโลส (Citrucel) ยาระบายประเภทนี้จะเพิ่มปริมาณน้ำและอุจจาระ เพื่อให้อุจจาระเคลื่อนที่ผ่านทางลำไส้ใหญ่ได้ง่ายขึ้น ใช้เวลา 12-72 ชั่วโมงในการออกฤทธิ์ อาหารที่มีไฟเบอร์สูงก็จัดเป็นยาระบายในประเภทนี้เช่นกัน
  • กลุ่มยาหล่อลื่นลำไส้ (Lubricant laxativesเช่น น้ำมันแร่ (Mineral Oil) เป็นยาที่ทำให้อุจจาระลื่น ทำให้อุจจาระเคลื่อนผ่านลำไส้ได้ง่ายและเร็วขึ้น ใช้เวลา 6-8 ชั่วโมงในการออกฤทธิ์ 
  • ยาที่ทำให้อุจจาระอ่อนตัวลง (Emollient laxatives) เช่น ยา Colace และยา Diocto ยาประเภทนี้ทำให้ไขมันและน้ำแทรกเข้าไปในอุจจาระ จึงช่วยให้อุจจาระเคลื่อนผ่านระบบย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น ใช้เวลา 12-72 ชั่วโมงในการออกฤทธิ์ 
  • ยากระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ (Stimulant laxatives) เช่น ยา Ex-Lax (Senokot) ยา Correctol ยา Dulcolax และยา Feen-a-Mint ยาเหล่านี้จะไปกระตุ้นเยื่อบุภายในลำไส้ให้ขับอุจจาระออกมา ยาประเภทนี้ช่วยให้ขับถ่ายได้อย่างรวดเร็วแต่ควรใช้เป็นครั้งคราวเท่านั้น 
  • ยาระบายเพิ่มปริมาตรน้ำ (Osmotic and hyperosmolar laxatives) เช่น ยา Fleet Phospho-Soda Milk of Magnesia ยา lactulose และยา Miralax ยาประเภทนี้จะดูดของเหลวจากเนื้อเยื่อโดยรอบเข้าไปในลำไส้ ทำให้อุจจาระอ่อนตัวลงและเคลื่อนผ่านลำไส้ง่ายขึ้น ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีถึง 6 ชั่วโมงในการออกฤทธิ์ ขึ้นอยู่กับประเภทของยา 

ผลข้างเคียงของยาระบาย

ผลข้างเคียงของยาระบายที่พบบ่อยที่สุดคืออาการท้องอืด รู้สึกเหมือนมีลมในท้อง และปวดท้อง ดังนั้นจึงควรดื่มน้ำตามเข้าไปเยอะๆ เพื่อให้มีน้ำอยู่ในร่างกายเพียงพอตลอดเวลา 

อีกผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยคือการติดยาระบาย ที่มักจะเกิดขึ้นเมื่อใช้ยาระบายบ่อยเกินไปหรือใช้ยาเกินขนาด ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงหรือเป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น

  • สารอิเล็คโทรไลท์และแร่ธาตุในร่างกายไม่สมดุล
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง
  • ภาวะพึ่งพายาระบาย
  • ท้องผูกเรื้อรัง
  • อวัยวะภายในได้รับความเสียหาย
  • เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

มีคนบางกลุ่มใช้ยาระบายเพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งก็มีงานวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นว่ายาเหล่านี้ไม่มีประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักได้จริง และหากใช้เพื่อลดน้ำหนักก็อาจเกิดอันตราย เพราะยาระบายจะไปกระตุ้นการขับถ่าย ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำในปริมาณมาก 


5 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม