การเลี้ยงลูก

การคุยกับเด็ก ๆ เกี่ยวกับความตาย

คำแนะนำเพื่อช่วยให้ลูกของคุณเข้าใจและจัดการกับความเป็นจริงในเรื่องความตายได้
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
การคุยกับเด็ก ๆ เกี่ยวกับความตาย

เมื่อถึงเวลาหนึ่ง พ่อแม่หรือผู้ปกครองทุกคนหวังว่าจะมีทางที่สามารถปฏิบัติได้ในการที่จะป้องกันเด็กน้อยจากความเจ็บปวดของชีวิต และดิ้นรนที่จะรักษาความรู้สึกอันบริสุทธิ์ที่ละเอียดอ่อนของพวกเขา และความน่ามหัศจรรย์อันเหมือนเป็นเวทมนตร์ที่ยังไม่แปดเปื้อนซึ่งบ่งบอกถึงวัยเยาว์เอาไว้ โชคไม่ดีที่ถึงแม้ว่าเราจะอยากให้เป็นอย่างอื่นมากแค่ไหนก็ตาม แต่ความเป็นจริงของชีวิตและการสูญเสียก็ไม่สามารถถูกเพิกเฉยได้ และจะรุกล้ำเข้ามาไม่ว่าเราจะพยายามมากแค่ไหนก็ตาม

เนื่องจากสิ่งนี้ พ่อแม่และผู้ปกครองจำนวนมากจึงสงสัยว่าจะพูดคุยในหัวข้อการตายกับเด็กเมื่อจำเป็นได้อย่างไร ไม่ว่าจะเกิดจากการสูญเสียสมาชิกในครอบครัว ญาติสนิท หรือเพื่อนอย่างฉับพลัน หรือมีสาเหตุจากโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นที่ใดก็ตามในโลกที่ได้รับการรายงานโดยสื่อ

ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำหลายข้อเพื่อช่วยให้ลูกของคุณเข้าใจและจัดการกับความเป็นจริงของความตายได้ดียิ่งขึ้น

 

ซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา

แม้ว่าคุณอาจรู้สึกอยากใช้คำที่ “เบากว่า” กับลูกเมื่ออธิบายหลักการของความตาย คุณควรหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่นุ่มนวลสละสลวย โดยเฉพาะกับเด็กที่อายุประมาณหกขวบหรือน้อยกว่านั้น พ่อแม่คนใดก็ตามที่รู้สึกเสียใจที่ต้องบอกลูกที่นั่งอยู่หลังรถว่าพวกเขาจะไปถึงที่นั่น “เร็วๆนี้” จะได้ยินแค่ว่า “แล้วเราไปถึงที่นั่นกันหรือยัง” ในอีกหกสิบวินาทีถัดมา ต้องเข้าใจว่าเด็กเล็กจะตีความสิ่งที่พวกเขาได้รับคำบอกอย่างตรงตัวเท่านั้น ดังนั้นการอธิบายความตายของปู่ย่าโดยการบอกเด็กว่าเขาหรือเธอเพียงแค่ “หลับไป” หรือ “เดินทางไกล” ก็มีแนวโน้มที่จะกระตุ้นให้เกิดคำถามอื่นตามมา เช่น “แล้วเขาจะตื่นเมื่อไหร่” หรือ “แล้วเธอจะกลับมาเมื่อไหร่”

ยิ่งไปกว่านั้น การพูดอ้อมค้อมเกี่ยวกับความตายสามารถทำให้การตอบสนองต่อความเศร้าของลูกของคุณยุ่งยากซับซ้อนขึ้นไปอีก โดยการทำให้เกิดความกลัวโดยไม่จำเป็นจากการที่เด็กนำสิ่งที่ได้รับจากคำบอกเล่าไปประมวลต่อ

การใช้ถ้อยคำที่นุ่มนวลดังตัวอย่างเช่น “เราสูญเสียคุณย่าไป” อาจทำให้ลูกชายหรือลูกสาวของคุณกังวลในภายหลังว่าคนที่เขารักจะหายไปทุกครั้งที่เขาหรือเธอได้ยินว่าใครสักคนกำลังไปไหน เช่นเดียวกัน การบอกเด็กว่าสมาชิกในครอบครัวที่ตายไปแล้ว “กำลังหลับยาวอยู่” อาจทำให้ลูกของคุณรู้สึกกลัวทุกครั้งที่คุณบอกเขาหรือเธอว่าถึงเวลานอนแล้ว

 

ฟัง แล้วอธิบาย แล้วตอบ

ตัวอย่างเช่น ไม่ว่าผู้เป็นที่รักจะตายหลังจากความเจ็บป่วยที่เป็นมานาน หรืออาจเป็นไปโดยไม่คาดฝันจากอุบัติเหตุจราจร คุณควรถามลูกของคุณก่อนว่าเขาหรือเธอรู้สถานการณ์ในตอนนั้นอย่างไรบ้าง เด็กมักรับรู้ได้มากกว่าที่ผู้ใหญ่คิดอย่างน่าประหลาดใจ จากการฟังว่าลูกของคุณรู้อะไรบ้าง หรือคิดว่าเขาหรือเธอรู้อะไรบ้าง หลังจากนั้นคุณสามารถบอกเล่าเรื่องการตายอย่างย่อ ๆ ที่ให้รายละเอียดมากเท่าที่คุณรู้สึกว่าลูกของคุณต้องการหรือสามารถรับได้ ในขณะที่กล่าวถึงคำถามเริ่มต้นหรือความเข้าใจผิดใด ๆ ของเขาหรือเธอในตอนต้นด้วย

ความสามารถของเด็กในการเข้าใจแนวคิดของการตายนั้นมีแตกต่างไปตามอายุ ดังนั้นคุณควรอธิบายความตายในลักษณะที่เหมาะสมกับอายุแต่ทว่าซื่อสัตย์ โดยทั่วไปแล้ว การบอกเด็กอายุหกขวบหรือต่ำกว่าว่าร่างกายของคน “หยุดทำงาน” และ “ซ่อมไม่ได้” นั้นได้ผล เด็กหกถึงสิบขวบมักเข้าใจเรื่องการสิ้นสุดของความตายได้บางส่วนแล้ว แต่มักจะยังกลัวว่าความตายเป็น “อสุรกาย” หรือในบางครั้งก็ “ติดต่อได้” ดังนั้นคำอธิบายของคุณควรรวมถึงการรับรองว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นด้วย

เด็กที่อายุใกล้จะเป็นวัยรุ่นหรือวัยรุ่นมักเริ่มเข้าใจธรรมชาติที่เป็นนิรันดร์ของการตาย แต่ยังคงเริ่มถามเกี่ยวกับ “คำถามอันยิ่งใหญ่” เกี่ยวกับความตายและความหมายของชีวิต

หลังจากฟังลูกของคุณและให้คำอธิบายที่ซื่อตรงเกี่ยวกับสถานการณ์แล้ว คุณควรอนุญาตให้ลูกถามคำถามคุณด้วย หากเขาหรือเธออยากถาม เด็กที่อายุน้อยกว่ามักถามคำถามที่ดูจะขึ้นอยู่กับความเป็นจริง เช่น แล้วตอนนี้คนที่เรารักอยู่ที่ไหน หรือสัตว์เลี้ยงจะขึ้นสวรรค์ด้วยหรือไม่ คุณควรตอบคำถามเหล่านี้อย่างซื่อตรงและอดทน รวมทั้งเตรียมพร้อมสำหรับการถามคำถามคล้าย ๆ กันของลูกในอีกไม่กี่วันหรือสัปดาห์ถัดไป เด็กที่อายุมากกว่าเช่นวัยก่อนวัยรุ่นและวัยรุ่นอาจไม่ถามคำถามอะไรในตอนแรก แต่คุณควรประกาศให้ชัดว่าคุณพร้อมจะคุยด้วยเมื่อไรก็ตามที่เขาหรือเธอต้องการ

 

เป็นพ่อแม่ แต่ปล่อยให้ลูกของคุณยังคงเป็นเด็กต่อไป

สุดท้ายนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้ว่าพ่อแม่ (และผู้ใหญ่โดยทั่วไป) มักมุ่งประเด็นไปยังความกังวลและความเศร้าของพวกเขามากเกินไป และสามารถสูญเสียการมองความเป็นจริงที่ว่าเด็กไม่ใช่พวกเขาในรูปแบบที่ตัวเล็กกว่า พูดอีกอย่างคือ เพียงแค่เพราะคุณคิดอยู่ตลอดเกี่ยวกับการตายของผู้เป็นที่รัก อย่าคิดว่าลูกของคุณจะคิดถึงการสูญเสียอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน เด็ก ๆ โดยเฉพาะที่อายุยังน้อยมีคุณสมบัติเด่นชัดในการมุ่งความสนใจในสิ่งหนึ่งอย่างจริงจังเพียงหนึ่งนาที และหัวเราะหรือเล่นโดยละทิ้งสิ่งนั้นไปโดยสิ้นเชิงในนาทีถัดไป

ดังนั้น ในฐานะพ่อแม่ คุณควรหลีกเลี่ยงการแสดงความเสียใจของคุณไปยังลูก ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรก็ตาม พยายามประเมินอย่างซื่อสัตย์ว่าข่าวหรือการตายมีผลต่อลูกอย่างไร สังเกตการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์หรือพฤติกรรม เช่น การแสดงออก ความต้องการการสัมผัสหรือการกอดที่มากขึ้น ปัญหาในการนอนหลับ การตื่นกลัวที่กำเริบ หรือคำบ่นเกี่ยวกับสุขภาพทางเดินอาหาร เป็นต้น สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณว่าลูกของคุณจัดการกับการสูญเสียอย่างไม่มีประสิทธิภาพ

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่