Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
นพ. ธนู โกมลไสย
ตรวจสุขภาพ

ตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง จำเป็นต้องตรวจไหม ใครควรตรวจ?

โรคหลอดเลือดสมองนับเป็นโรคร้ายแรงที่คร่าชีวิตคุณได้ การตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองมีส่วนป้องกันความเสี่ยงนี้ได้
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 677,676 คน

ตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง จำเป็นต้องตรวจไหม ใครควรตรวจ?

โรคหลอดสมองนับเป็นหนึ่งในโรคที่มีความสำคัญระดับโลก โดยปัจจุบันทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองใหม่ราว 15 ล้านรายต่อปี ในจํานวนนี้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 5 ล้านราย ส่วนที่เหลือมักเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต จากสถิติพบว่า คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมองหรือโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต วันละ 126 คน โดยเฉลี่ยส่วนใหญ่เสียชีวิตในช่วงอายุ 55-65 ปี หนทางหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงของการป่วยและอัตราการชีวิตลงได้ คือการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองอย่างสม่ำเสมอ

โรคหลอดเลือดสมองคืออะไร?

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) คือภาวะที่สมองขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง ซึ่งตามปกติสมองจะทำงานโดยอาศัยพลังงานจากน้ำตาลกลูโคสและออกซิเจนที่อยู่ในกระแสเลือด ดังนั้นเมื่อสมองขาดเลือด ก็จะส่งผลให้เซลล์สมองค่อยๆ ตายลง ยิ่งสมองขาดเลือดนานเท่าไร โอกาสที่จะเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต และเสียชีวิต ก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น 

โรคหลอดเลือดสมองแบ่งได้กี่ประเภท?

โรคหลอดเลือดสมองนั้นแบ่งได้ 2 ประเภทหลักๆ คือ

  1. หลอดเลือดสมองตีบตันหรืออุดตัน (Ischemic stroke) พบได้ประมาณ 70-85% ของโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด
  2. หลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic stroke) ทำให้มีเลือดออกมาอยู่ในเนื้อสมอง (Intracerebral hemorrhage) หรือเยื่อหุ้มสมอง (Subarachnoid hemorrhage) พบประมาณ 15-30% ของโรคหลอดเลือดสมอง

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองคืออะไร?

โรคหลอดเลือดสมองนั้น สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกๆ คน (เพศชายจะมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าเพศหญิง) แต่ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงดังต่อไปนี้ ต้องระวังการเกิดโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนทั่วไป

  • ผู้ที่มีปัญหาความดันโลหิตสูง (เป็นสาเหตุสําคัญที่สุดของโรคหลอดเลือดสมองตีบและแตก)
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน (เป็นสาเหตุสําคัญของโรคหลอดเลือดสมองชนิดตีบ)
  • ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง
  • ผู้ป่วยโรคหัวใจ
  • ผู้ที่มีพฤติกรรมบริโภคแอลกอฮอล์ในปริมาณมากกว่า 2 แก้วต่อวัน
  • ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ
  • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน
  • ผู้ที่มีอายุมากกว่า 55 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีความเครียดสะสม
  • ผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดสมอง
  • ผู้ที่เคยมีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดสมองมาก่อน
  • ผู้ที่ป่วยเป็นโรคทางพันธุืกรรมบางโรค เช่น โรคถุงน้ำในไต

โรคหลอดเลือดสมองมีอาการอย่างไร?

อาการสําคัญของโรคหลอดเลือดสมอง คือ แขนขาอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก พูดไม่ได้ ปากเบี้ยว กลืนลําบาก มองเห็นภาพซ้อนหรือมองไม่เห็น เดินเซ โดยมีอักษรย่อให้จำได้ง่ายๆ ว่า F.A.S.T

  • F ย่อมาจาก FACE คือ อาการหน้าเบี้ยวหรือมุมปากไม่เท่ากัน หลับตาไม่สนิท
  • A ย่อมาจาก ARM คือ อาการแขนหรือขาอ่อนแรง ยกแขนหรือขาไม่ขึ้น ชาครึ่งซีก 
  • S คือ SPEECH ผู้ป่วยจะมีอาการพูดไม่ได้หรือพูดไม่ชัด
  • T คือ TIME เพื่อเน้นความสําคัญของเวลา หากมีอาการดังที่กล่าวมาต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้มักมีข้อมูลบางแหล่งกล่าวว่า หากมีอาการ F.A.S.T ต้องรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลภายใน 3-4 ชั่วโมง แต่จริงๆ แล้ว ต้องนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดย “เร็วที่สุด” เพราะยิ่งรักษาด้วยการรับประทานยาสลายลิ่มเลือดได้เร็วเท่าไร โอกาสที่จะกลับมาเป็นปกติก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น 

จากสถิติพบว่า หากผู้ป่วยได้รับยาสลายลิ่มเลือดภายในเวลา 90 นาทีหลังเกิดอาการ โอกาสจะหายเป็นปกติสูงถึง 3 เท่าของผู้ที่ไม่ได้รับยา แต่หากได้รับยาในเวลา 3 ชั่วโมง ถึง 4 ชั่วโมง 30 นาที ผู้ป่วยจะมีโอกาสหายเป็นปกติเพียง 1.2-1.3 เท่า ของผู้ที่ไม่ได้รับยาเท่านั้น

ดังนั้นหากเกิดอาการใดๆ ที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคหลอดเลือดสมองควรนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที หรือโทรแจ้งเหตุผู้ป่วยฉุกเฉินที่เบอร์ 1669 เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะ (Transient Ischemic Attack: TIA) คืออะไร?

นอกจากโรคหลอดเลือดสมอง ที่แสดงอาการอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังมีอีกภาวะหนึ่งที่แสดงอาการเหมือนกับโรคหลอดเลือดสมองทุกประการ แต่จะหายเป็นปกติได้เองภายใน 24 ชั่วโมง โดยส่วนใหญ่จะหายได้ภายในเวลา 30 นาที

ภาวะนี้เรียกว่าภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะ หมายถึงเกิดการอุดกั้นของเส้นเลือดเพียงชั่วชณะเท่านั้น

แม้ว่าจะเป็นอาการที่เกิดขึ้นเพียงไม่นาน ซึ่งคนส่วนใหญ่มักมองข้ามและไม่เห็นความสำคัญ แต่จริงๆ แล้วนับว่าสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นสัญญาณเตือนถึงอันตรายที่จะเกิดโรคหลอดเลือดสมอง โดยจากสถิติพบว่า หลังเกิดภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว ภายใน 48 ชั่วโมง อัตราการเกิดอาการซ้ำ จนทำให้ผู้ป่วยมีภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต จะสูงถึง 5% และภายใน 3 เดือน อัตราดังกล่าวจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 10%

ดังนั้นแม้ว่าอาการต่างๆ จะหายไปแล้ว ก็ควรต้องไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและป้องกันการเกิดอาการซ้ำ

ป้องกันโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างไร?

รู้หรือไม่ว่า เราสามารถป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ถึง 90% ด้วยการปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ทำให้เกิดโรค ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ 
  • งดรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง คอเลสเตอรอลสูง และหันมารับประทาน ผัก ผลไม้ และอาหารที่มีเส้นใยมาก
  • ตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิต จำเป็นต้องรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  • รับประทานยาหรือฉีดยาตามแพทย์สั่ง และเข้ารับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

คัดกรองความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ตรวจอะไรบ้าง?

นอกจากการป้องกันด้วยการปรับพฤติกรรมแล้ว การป้องกันอีกรูปแบบหนึ่งที่มีประสิทธิภาพคือ การตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง โดยมีรายละเอียดการตรวจที่สำคัญดังนี้

  • ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC)
  • ตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด (Fasting Blood Sugar)
  • ตรวจระดับไขมันในเลือด (Cholesterol)
  • ตรวจระดับไขมันในเลือด (Triglyceride)
  • ตรวจระดับไขมันในเลือด (High Density Lipoproteins: HDL)
  • ตรวจระดับไขมันในเลือด (Low Density Lipoproteins: LDL)
  • ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram: EKG)
  • ตรวจการทำงานของไต (ตรวจหาค่า BUN ตรวจหาค่า Creatinine และ ตรวจหาค่า eGFR)

นอกเหนือจากรายการที่กล่าวมานี้ บางโรงพยาบาลยังมีการตรวจเพิ่มเติม ได้แก่

  • ตรวจหาโรคหลอดเลือดส่วนปลาย ABI (Ankle-Brachail Index)
    หลักการของการทำ Ankle-Brachail Index คือ การเปรียบเทียบความดันโลหิตระหว่างหลอดเลือดแดงที่แขน (Brachial Artery) และหลอดเลือดแดงที่ขาบริเวณข้อเท้า (Ankle)
  • ตรวจหลอดเลือดที่คอ (Carotid Duplex Ultrasound)
  • การถ่ายภาพสมองและหลอดเลือดสมองด้วยเครื่องสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRA Brain)
  • ตรวจการไหลเวียนของหลอดเลือดในสมอง (Transcranial Doppler: TCD)

ค่าใช้จ่ายในการตรวจคัดกรองโรคหลอดเลือดสมอง

โดยทั่วไป การตรวจคัดกรองโรคหลอดเลือดสมองในรายการพื้นฐานจะเริ่มต้นที่ประมาณ 3,000 บาท แต่หากต้องการตรวจรายการอื่นๆ เพิ่มเติมที่เจาะลึกมากขึ้น ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นตามรายการที่ต้องการตรวจ ขึ้นอยู่กับโปรแกรมของแต่ละโรงพยาบาล โดยมีตั้งแต่โปรแกรมราคาหลักพันไปจนถึงหลักหมื่นแต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง การตรวจโปรแกรมพื้นฐานก็เพียงพอแล้ว

โรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคอันตรายที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกเป็นจำนวนมาก หากคุณอยากห่างไกลจากโรคหลอดเลือดสมอง วิธีที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ รับประทานอาหารอย่างเหมาะสมและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอควบคู่กันไป รวมทั้งเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคหลอดเลือดสมองปีละครั้ง หากปฏิบัติตัวได้ตามที่กล่าวมานี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้คุณห่างไกลจากโรคหลอดเลือดสมองเท่านั้น ยังช่วยให้ห่างไกลจากโรคอื่นๆ ได้อีกด้วย 


ที่มาของข้อมูล

ศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, สถานการณ์ปัจจุบันของโรคหลอดเลือดสมอง, (https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/admin/article_files/1256_1.pdf).

ศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, ความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง, (https://www.si.mahidol.ac.th/center/sirirajstrokecenter/TH/StrokeContent/content/people/diagnose.aspx).

โรงพยาบาลกรุงเทพ, แพคเกจตรวจหาปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต, (https://www.bangkokhospital.com/th/package/brain/stroke-clinic-package).


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป