โรคน้ำในหูไม่เท่ากันกับโรคอื่นอื่นที่เกี่ยวข้อง

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 10, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที

แม้ในระยะแรกผู้ป่วยโรคน้ำในหูไม่เท่ากันอาจมีอาการไม่บ่อยนักแต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ก็อาจเป็นถี่ขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญเราไม่สามารถทำนายได้ว่าโรคจะเกิดขึ้นตอนไหน  หรือไม่สามารถรู้ระยะห่างของการเกิดซ้ำว่าจะกินเวลากี่วัน กี่เดือน  กี่ปี  หากผู้ป่วยมีโรคอื่นด้วยแล้วเกิดอาการเวียนหัวบ้านหมุนขึ้นอย่างเฉียบพลันก็อาจทำให้เกิดอันตรายได้

ปัจจุบันเชื่อว่า โรคน้ำในหูไม่เท่ากันอาจมีความสัมพันธ์กับโรคอื่นได้ ยิ่งหากเกิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรคอื่นอยู่ด้วยก็มักจะทำให้อาการรุนแรงขึ้น จึงจำเป็นต้องรักษาโรคอื่นควบคู่ไปด้วย ในบทนี้หมอจะแนะนำให้ทราบว่ามีโรคหรือภาวะใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน และต้องระวังอะไรเป็นพิเศษ

น้ำในหูไม่เท่ากันกับการตั้งครรภ์

ถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันระหว่างตั้งครรภ์ควรต้องระวังเป็นพิเศษ  เพราะหากเกิดอาการเวียนหัวบ้านหมุนในช่วงนี้ อาการมักจะรุนแรงเป็นสองเท่าเนื่องจากฮอร์โมนเอสโทรเจนที่มีระดับสูงขึ้นจะไปกระตุ้นอาการเวียนหัว หูอื้อ จนถึงขั้นทำให้การได้ยินลดลงด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วระหว่างตั้งครรภ์หากร่างกายอ่อนเพลีย พักผ่อนน้อย คุณแม่ก็มักจะมีอาการหูอื้อเป็นๆหายๆ อยู่แล้วเป็นปรกติ

ฮอร์โมนเอสโทรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเทอโรนที่แปรปรวนระหว่างตั้งครรภ์นี้ยังมีผลต่อการทำงานของหลอดเลือด  ต่อมน้ำเหลือง รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของเลือดในระบบไหลเวียนโลหิต เพราะจะมีแรงกดต่อหลอดเลือดดำเพิ่มขึ้น  ร่างกายจึงเกิดการกักของเหลวมากกว่าปรกติคุณแม่บางคนจึงมีอาการตัวบวม ซึ่งแน่นอนว่าน้ำในหูแม้จะอยู่ในท่อขนาดเล็กมากๆก็ย่อมบวมขึ้นด้วย ซึ่งทำให้เกิดอาการเวียนหัวบ้านหมุนตามมา

ดังนั้นตลอดระยะเวลา 9 เดือนนี้ คุณแม่จึงต้องดูแลตัวเองมากเป็นพิเศษ และควรอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด  เพื่อป้องกันการเกิดอาการเวียนหัวบ้านหมุนจนอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นได้เพราะอาการเวียนหัวบ้านหมุนอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา อีกทั้งระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่ยังไม่สามารถรับประทานยาได้ (หากไม่ได้รับคำแนะนำ)  อาจทำให้เพียงการรับประทานวิตามินบี เพื่อลดภาวะบวมน้ำและเพิ่มการไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกายและในหูชั้นในให้ดีขึ้น

โรคหินปูนในหูชั้นในหลุด

โรคหินปูนในหูชั้นในหลุด (Benign Paryxysmal Positional Vertigo – BPPV) มักเกิดเมื่อตะแคงตัวไปข้างใดข้างหนึ่ง เกิดจากก้อนหินปูนในหูชั้นในหลุดไปกระทบประสาทคูปุลา (Cupula) เซลล์ขนจึงส่งสัญญาณไปยังสมองทำให้เกิดอาการเวียนหัวบ้านหมุนตามมา

การวินิจฉัยโรคนี้ทำโดยการตรวจ Dix – Hallpike Maneuver คือ การจับศีรษะผู้ป่วยวางลงไปที่ขอบเตียงโดยเร็ว ให้หันศีรษะผู้ป่วยไปทางขวาทีหนึ่ง ทางซ้ายทีหนึ่ง แล้วเงยไปด้านหลัง ถ้ามีหินปูนหลุด หินปูนจะไหลไปติดคูปุลา  ทำให้เกิดการกระตุ้นประสาทการทรงตัวเกิดอาการเวียนหัวบ้านหมุนโดยขณะตรวจแพทย์จะสังเกตลักษณะการกระตุกของลูกตาไปด้วย

การตรวจนี้จะทำให้วินิจฉัยได้ว่าสาเหตุเกิดจากหูข้างใด ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มักเป็นซ้ำเกือบทุกวันจนกว่าหินปูนจะหลุดไปอยู่ที่อื่นแทน ถ้าไม่ได้รับการรักษาก็สามารถหายเองได้ภายใน 2-3 สัปดาห์ แต่ระหว่างที่ยังไม่หายมักจะทรมานจากอาการเวียนหัว นักวิชาการปัจจุบันเชื่อว่าโรคนี้สัมพันธ์กับโรคน้ำในหูไม่เท่ากันจึงต้องรักษาควบคู่กันไป

โรคไมเกรน

ไมเกรน (Migraine  Associated  Vertigo)  หรือที่มักเรียกว่า “โรคปวดหัวข้างเดียว”  มักมีอาการปวดหัวแบบตุบๆ ตามจังหวะการเต้นของหัวใจ  แต่หลายครั้งอาการปวดหัวไม่ใช่อาการเด่นเท่าอาการเวียนหัว  ผู้ป่วยจะมีอาการเวียนหัวร่วมกับปวดหัว  อยากอาเจียน  อาจมีอาการตาลาย  บางรายการได้ยินลดลงด้วย  บางรายตาสู้แสงจ้าไม่ได้  เห็นแสงวูบวาบ  หรือแสงดาวเป็นดวงๆ  รำคาญเสียงดัง  ซึ่งคล้ายอาการของโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

โรคซิฟิลิสของหู

ซิฟิลิสเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีผลทำลายเนื้อเยื่อในร่างกาย ระบบประสาท และหูชั้นใน ซึ่งเมื่อแสดงอาการที่ระบบการได้ยินจะเรียกว่า Otosyphilis กล่าวคือ ผู้ป่วยจะมีอาการหูอื้อ เวียนหัวบ้านหมุน และสูญเสียการได้ยิน อาการจะเหมือนโรคน้ำในหูไม่เท่ากันมาก รวมทั้งมีระดับการได้ยินขึ้นๆลงๆ

การวินิจฉัยโรคทำได้โดยการตรวจเลือดหาสารภูมิต้านทาน เช่น TPHA (Treponema Pallidum  Hemagglutination Test) และ FTA – ABS (Fluorescent Treponemal Antibody – Absorption Test) หากผลออกมาเป็นบวก จะต้องทำการรักษาทันที เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียทำลายระบบประสาท

โรคแพ้ภูมิตนเอง

มีหลายโรค ได้แก่ โคแกนซินโดรม (Cogan Syndrome) ผู้ป่วยจะมีอาการหูอื้อ เวียนหัว และมีอาการคล้ายกับโรคน้ำในหูไม่เท่ากันมาก แต่ที่เพิ่มขึ้นมา คือ แสบตาเวลามองแสง ผู้ป่วยจะมีอาการเวียนหัวแบบเป็นๆหายๆคล้ายซิฟิลิส  นอกจากนี้ยังมีโรคแพ้ภูมิตนเองอื่นๆ ได้แก่ โรคเอสแอลอี (Systemic Lupus Erythematosus – SLE) โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis – RA) โรคโจเกรนซินโดรท หรือปากแห้ง ตาแห้ง (Sjogren’s Syndrome) โรคการอักเสบของกระดูกอ่อนใบหู (Perichondritis Nodosa)

ถ้าผู้ป่วยเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันไม่ยอมหายและเกิดอาการขึ้นบ่อยๆ หรือเป็นทั้งสองหูอาจต้องตรวจหาภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง (Autoimmune  Disorders) ด้วย

โรคเส้นประสาททรงตัวอักเสบ

โรคเส้นประสาททรงตัวอักเสบ (Vestibular Neuronitis) เกิดจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เส้นประสาททรงตัวอักเสบ  จะทำให้เกิดอาการเวียนหัวอย่างเฉียบพลัน และอาการมักรุนแรงจนไม่สามารถขยับตัวได้เนื่องจากจะรู้สึกเวียนหัวมากจนต้องนอนเฉยๆ มักมีอาการอาเจียนร่วมด้วย แต่หูไม่อื้อ การได้ยินยังเป็นปรกติ

อาการจะเป็นมากช่วง 2-3 วันแรก และอาจคงอยู่ได้ถึง 2 สัปดาห์ จากนั้นอาการจะดีขึ้นจนหายไปเอง โรคนี้อาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว

โรคที่เกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิต

โรคโลหิตจาง โรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยที่รับประทานยาลดความดันโลหิตหลายขนานมีผลให้ความดันโลหิตต่ำ  จนไม่เพียงพอต่อการไปเลี้ยงสมอง ทำให้ผู้ป่วยมักมีอาการวูบและหน้ามืดร่วมด้วยรวมถึงมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

โรคที่เกิดจากความเครียดหรือโรคทางจิตเวช

มักแสดงอาการเวลาอยู่ในสถานการณ์บางอย่าง เช่น ในที่แคบ ที่โล่งสูง ที่ชุมชน เมื่อพ้นจากสถานการณ์นั้นไปแล้วอาการมักหายได้เอง การรักษาจึงต้องทำการวินิจฉัยให้ชัดเจน ซึ่งอาจทำได้ยากเพราะบางครั้งผู้ป่วยอาจไม่ให้ความร่วมมือ

เนื่องจากการเวียนหัวบ้านหมุนเกิดจากหลายสาเหตุ จึงต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไปแต่ทั้งนี้บางโรคก็ไม่สามารถป้องกันได้การไปพบแพทย์เมื่อมีอาการป่วยเพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้องจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

คุณสามารถอ่านข้อมูลดีๆมีประโยชน์แบบนี้ได้เพิ่มเติมที่หนังสือ "โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน" โดยศาสตราจารย์เกีนรติคุณ แพทย์หญิงสุจิตรา ประสานสุข จากสำนักพิมพ์ Amarin Health เพื่อสนับสนุนผู้แต่ง 

 

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่