Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
สุขภาพตา

ตากุ้งยิง (Lump in Eyelid, Eyelid bump)

ตากุ้งยิง เกิดจากต่อมน้ำมันในเปลือกตาติดเชื้อแบคทีเรีย แม้จะมีอาการไม่รุนแรงและไม่เป็นอันตราย แต่หากเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้น เช่น มองเห็นไม่ชัดเจน ก็ควรไปพบแพทย์ทันที
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 420,782 คน

ตากุ้งยิง (Lump in Eyelid, Eyelid bump)

โรคตากุ้งยิง คือการพบก้อนนูนสีแดงบริเวณขอบเปลือกตาและมีอาการเจ็บปวดร่วมอยู่ด้วย โดยทั่วไปแล้วก้อนนูนนี้จะเกิดขึ้นตรงรอยต่อของขนตากับเปลือกตาพอดี มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือการอุดตันในต่อมน้ำมันของเปลือกตา

โรคตากุ้งยิงสามารถหายได้เอง และมักไม่เป็นอันตรายต่อดวงตา แต่หากพบว่าอาการตากุ้งยิงเจ็บปวดขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ตอบสนองต่อการรักษาหรือเริ่มรบกวนการมองเห็น ก็ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนบางอย่างได้

ตากุ้งยิงหรือก้อนบริเวณเปลือกตา สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ตามลักษณะของการเกิด ดังนี้

  1. ตากุ้งยิง (Hordeolum) : เกิดขึ้นจากเชื้อแบคทีเรียเข้าไปสัมผัสกับต่อมน้ำมันในเปลือกตา มีลักษณะเป็นตุ่มนูนกลมๆ สีแดงปรากฏใกล้กับขนตา อาจทำให้รู้สึกเจ็บเมื่อเอามือไปกด หรือเมื่อกระพริบตา ในบางรายอาจพบว่าดวงตาไวต่อแสงมากขึ้น หรือมีน้ำตาไหลบ่อย กุ้งยิงชนิดนี้สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันหลายก้อนในครั้งเดียว
  2. ตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บ (Chalazion) : เป็นรอยโรคอักเสบชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อต่อมผลิตน้ำมัน หรือต่อมน้ำตาภายในเปลือกตาอุดตันขึ้น กุ้งยิงชนิดดังกล่าวมักจะกินขอบเขตเข้าไปบนเปลือกตามากกว่ากุ้งยิงขอบเปลือกตา ปกติแล้วกุ้งยิงประเภทนี้จะไม่ค่อยทำให้เกิดความเจ็บปวด แต่จะรบกวนการมองเห็นแทน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าก้อนเนื้อจะมีขนาดใหญ่เพียงใด
  3. ตุ่มไขมันที่เปลือกตา (Xanthelasma) : มีลักษณะเป็นก้อนสีเหลือง เกิดขึ้นจากการมีไขมันบางชนิดสะสมอยู่ใต้ผิวหนัง สามารถพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ และอาจบ่งชี้ได้ว่ามีคอเลสเตอรอลในร่างกายสูง

อาการของตากุ้งยิง

นอกจากการพบก้อนสีแดงเกิดขึ้นตามขอบของเปลือกตาแล้ว ผู้ที่เป็นตากุ้งยิงมักจะมีอาการ ตาแดงช้ำ น้ำตาไหลง่าย รู้สึกเหมือนมีฝุ่นเข้าตาตลอดเวลา คันตา ตาไวต่อแสง ร่วมอยู่ด้วย

แม้ว่าอาการเหล่านี้จะไม่รุนแรงและไม่เป็นอันตราย แต่หากพบอาการแทรกซ้อนต่อไปนี้ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

  • มีปัญหาในการมองเห็น
  • น้ำตาไหลมาก
  • มีของเหลวอื่นไหลออกจากดวงตา
  • ตาขาวเปลี่ยนสีชัดเจน
  • ปวดตาแม้อยู่ในที่แสงน้อย
  • เปลือกตามีเลือดออก หรือมีขนาดก้อนนูนใหญ่ขึ้น
  • มีอาการเจ็บปวดมากจนรบกวนชีวิตประจำวัน
  • เปลือกตามีลักษณะเป็นเกล็ด ตกสะเก็ด มีตุ่มน้ำพอง หรือแดงจัดซึ่งบ่งบอกถึงการติดเชื้อ

สาเหตุของตากุ้งยิง

ตากุ้งยิงที่ขอบเปลือกตามักเกิดขึ้นเมื่อแบคทีเรียเข้าสู่ต่อมไขมันที่เปลือกตาจนทำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นเชื้อ Staphylococcus aureus ส่วนตากุ้งยิงภายในสามารถเกิดขึ้นจากต่อมไขมันในเปลือกตาอุดตัน

การรักษาตากุ้งยิง

หากพบว่าอาการตากุ้งยิงที่เกิดขึ้นมีขนาดเล็ก หรือมีอาการไม่รุนแรงมาก สามารถดูแลตัวเองที่บ้านได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • ไม่บีบหรือเจาะก้อนนูนให้แตกออก เพราะการกระทำดังกล่าวสามารถเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อและยังสามารถแพร่เชื้อแบคทีเรียไปยังดวงตาได้โดยตรง
  • ประคบอุ่นบริเวณเปลือกตา 10 นาทีอย่างน้อย 4 ครั้งต่อวัน ความร้อนและแรงอัดสามารถช่วยระบายให้กุ้งยิงหลุดออกจากการอุดตันในต่อมน้ำมัน และช่วยให้หายเร็วขึ้น

หากก้อนนูนมีขนาดใหญ่ขึ้นจนรบกวนการมองเห็น แพทย์อาจต้องเจาะเพื่อระบายของเหลวที่ติดเชื้อออก เพื่อทำให้อาการดีขึ้น หากพบว่าผู้ป่วยมีอาการตากุ้งยิงบ่อยครั้ง และอาการไม่หายไปหลังดูแลตัวเอง ก็อาจจำเป็นจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัด หรือใช้ยาปฏิชีวนะชนิดครีมป้ายตาตามที่แพทย์สั่ง

โดยปกติแล้ว กุ้งยิงขอบเปลือกตาจะหายไปเองหลังจากมีการระบายของเหลวออกจากตุ่มนูน ซึ่งมักใช้เวลา 2-3 วันไปจนถึง 1 สัปดาห์ แต่หากไม่ได้ระบายของเหลวออก อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์จนถึง 1 เดือน

การป้องกันโรคตากุ้งยิง

การป้องกันโรคตากุ้งยิง สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการล้างมือเป็นประจำ ไม่สัมผัสหรือขยี้ดวงตาเพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ดวงตา หากรู้สึกเคืองตา ให้เริ่มประคบอุ่นบนเปลือกตาทันทีที่รู้สึกระคายเคือง


ที่มาของข้อมูล

Amanda Delgado, Eyelid bump (https://www.healthline.com/health/eyelid-bump), 9 March 2016

Pathogenesis of Ocular Infections. American Academy of Ophthalmology. Basic and Clinical Science Course Section 8: External Disease and Cornea. San Francisco, CA: American Academy of ophthalmology; 2013-2014, pages 85-87

อนิตา มนัสสากร. อาการและอาการแสดงของโรคทางจักษุวิทยา. ต าราจักษุวิทยา จัดท าโดย ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พ.ศ. 2556, หน้า 18-44


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป