เทคโนโลยีด้านสุขภาพ

วิธีกินยาคุมฉุกเฉินให้ปลอดภัย ป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างมั่นใจ และเปรียบเทียบวิธีคุุมกำเนิดแบบต่างๆ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ม.ค. 1, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 11 นาที
Istock 649597058 m

วิธีกินยาคุมฉุกเฉินให้ปลอดภัย พร้อมป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างมั่นใจ

ยาคุมฉุกเฉิน เป็นยาคุมอีกชนิดหนึ่งที่จะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ในกรณีที่ฉุกเฉินจริงๆ เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันและไม่เคยกินหรือฉีดยาคุมมาก่อน สำหรับประสิทธิภาพในการป้องกันจะอยู่ที่ประมาณ 85% ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสตั้งครรภ์เลย แต่อาจมีโอกาสพลาดเพียงน้อยนิดเท่านั้น นอกจากนี้การกินยาคุมฉุกเฉินก็อาจมีผลข้างเคียงตามมาได้อีกด้วย จึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับยาคุมฉุกเฉินให้มากขึ้น ซึ่งมีข้อมูลที่ควรรู้ดังนี้

โฆษณาจาก HonestDocs
บริการจัดส่งยาคุม

ไม่ต้องไปที่ร้านให้วุ่นวาย รอรับที่บ้านได้เลย

เลือกซื้อ

ยาคุมฉุกเฉินมีกี่แบบ แบบไหนดีกว่ากัน?

เมื่อพูดถึงยาคุมฉุกเฉิน หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับยาคุมที่เป็นตัวยาแบบเม็ด แต่รู้ไหมว่าในปัจจุบันนี้ยังมียาคุมฉุกเฉินอีกชนิดหนึ่งด้วย นั่นคือยาคุมแบบห่วงทองแดงนั่นเอง ซึ่งจะทำหน้าที่ในการทำลายไข่และเชื้ออสุจิไม่ให้เกิดการปฏิสนธิกัน จึงสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้มากถึง 99% และแน่นอนว่ามีประสิทธิภาพที่สูงกว่ายาคุมแบบเม็ดเป็นอย่างมาก แต่จะใช้โดยการสอดเข้าไปในช่องคลอด ดังนั้นจึงต้องปรึกษาแพทย์ก่อนทำการคุมกำเนิดฉุกเฉินด้วยวิธีนี้ และสำหรับข้อมูลดังต่อไปนี้ จะกล่าวถึงยาคุมฉุกเฉินแบบเม็ดเท่านั้น

เมื่อไรที่ควรกินยาคุมฉุกเฉิน?

การกินยาคุมฉุกเฉินเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด จะต้องกินทันทีหลังจากมีเพศสัมพันธ์ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ในการป้องกันการตั้งครรภ์ประมาณ 85% แต่หากไม่ทันจริงๆ ก็สามารถกินภายใน 72 ชั่วโมงได้ แต่จะมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดน้อยลงมากว่าเดิม คือประมาณ 75% นั่นเอง ดังนั้นเมื่อมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ควรรีบกินยาคุมฉุกเฉินทันที

วิธีกินยาคุมฉุกเฉินอย่างถูกต้อง

สำหรับวิธีกินยาคุมฉุกเฉิน จะเห็นได้ว่าใน 1 แผง มียาคุม 2 เม็ด ซึ่งหลังจากกินเม็ดแรกไปแล้ว ให้นับต่อไปอีกประมาณ 12 ชั่วโมง และกินเม็ดที่สองทันทีเมื่อครบ 12 ชั่วโมงนั่นเอง

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

การกินยาคุมฉุกเฉินอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ ซึ่งจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสุขภาพร่างกายของบุคคลนั้นๆ ด้วย โดยผลข้างเคียงจากการกินยาคุมฉุกเฉินที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ มีดังนี้

1.ประจำเดือนมาไม่ปกติ

เนื่องจากยาคุมฉุกเฉินจะเข้าไปยับยั้งการตกไข่และเลื่อนการตกไข่ออกไป ทำให้ประจำเดือนอาจมาไม่ปกติได้ เช่น มาช้ากว่าเดิม มาแบบกะปริบกะปรอย แต่ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะอาการเหล่านี้จะไม่เป็นอันตรายใดๆ และกลับมาปกติในเดือนต่อไปนั่นเอง

2.คลื่นไส้ อาเจียน

เพราะยาคุมฉุกเฉินส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนในร่างกายโดยตรง ทำให้ภาวะที่ฮอร์โมนเกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหันนั้น อาจทำให้เกิดอาการคลื่นอาเจียนได้ และรู้สึกพะอืดพะอมตลอดเวลา ซึ่งหากอาเจียนมากจนร่างกายเกิดความอ่อนเพลีย ควรดื่มน้ำเกลือแร่บ่อยๆ หรืออาจไปพบแพทย์ทันที

3.ปวดศีรษะ

ในบางคนที่ร่างกายมีการต่อต้านยาคุมหรือปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนไม่ทัน อาจมีอาการปวดศีรษะได้ ซึ่งควรกินยาแก้ปวด และพักผ่อนให้มากๆ เพื่อบรรเทาอาการปวดให้ทุเลาลง

4.ปวดท้อง

เมื่อกินยาคุมฉุกเฉินอาจมีอาการปวดท้อง คล้ายกับตอนมีประจำเดือนได้ ซึ่งสามารถบรรเทาได้ด้วยการกินยาแก้ปวดพาราเซตามอล หรือยาแก้ปวดประจำเดือน

5.เสี่ยงตั้งครรภ์นอกมดลูก

กรณีการตั้งครรภ์นอกมดลูกจะเสี่ยงมากในคนที่กินยาคุมฉุกเฉินบ่อยๆ หรือกินยาคุมฉุกเฉินแบบต่อเนื่องแทนยาคุมทั่วไป ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงจากการตั้งครรภ์นอกมดลูก ควรกินยาคุมฉุกเฉินเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น หากต้องการคุมกำเนิดในระยะยาว แนะนำให้ใช้วิธีการฉีดยาคุมหรือกินยาคุมแบบทั่วไปจะดีกว่า

6.เสี่ยงเป็นมะเร็ง

มีรายงานทางการแพทย์กล่าวว่า ในชีวิตของผู้หญิง ไม่ควรกินยาคุมฉุกเฉินเกินจาก 2 ครั้ง เพราะยาคุมชนิดนี้จะไปกระตุ้นเซลล์มะเร็งให้เจริญเติบโตและส่งผลให้เกิดมะเร็งในที่สุด โดยเฉพาะมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งรังไข่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังทำให้มดลูกอ่อนแอและบางลง ซึ่งส่งผลต่อการมีบุตรในอนาคตได้เช่นกัน

กินยาคุมฉุกเฉิน อ้วนไหม?

เป็นคำถามที่ผู้หญิงส่วนใหญ่เกิดความกังวลเป็นอย่างมาก ว่าหากกินยาคุมฉุกเฉิน จะทำให้อ้วนไหม ความจริงแล้วยังไม่มีผลสรุปที่แน่ชัดว่ายาคุมฉุกเฉินสามารถทำให้น้ำหนักขึ้นได้หรือเปล่า แต่ตามหลักแล้วการกินยาคุมฉุกเฉินจะกินเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น ไม่ได้กินบ่อยๆ เหมือนยาคุมทั่วไป จึงไม่น่าจะมีผลต่อน้ำหนักตัว ซึ่งในชีวิตหนึ่งคนเราอาจกินยาคุมแบบฉุกเฉินแค่ 1-2 ครั้งเท่านั้น จึงหมดกังวลไปได้เลย

ยาคุมฉุกเฉิน แม้จะสามารถใช้ป้องกันการตั้งครรภ์ในกรณีฉุกเฉินได้ดี แต่ก็ไม่ควรกินบ่อยๆ เพราะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้เช่นกัน โดยเฉพาะมดลูกและระบบสืบพันธุ์ ดังนั้นหากต้องมีเพศสัมพันธ์บ่อยครั้ง แนะนำให้คุมกำเนิดด้วยการสวมถุงยางอนามัยหรือกินยาคุมแบบประจำจะดีกว่า ซึ่งก็มีผลข้างเคียงน้อยและมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดไม่แพ้ยาคุมฉุกเฉินเลยทีเดียว

 

เปรียบเทียบวิธีคุมกำเนิด และประสิทธิภาพ

  โอกาสตั้งครรภ์        
ชนิดของยาคุมกำเนิด คนทั่วไป คนที่ใช้อย่างสมบูรณ์แบบ การเข้าถึง อายุการใช้งาน ต่อ 1 หน่วย ราคาต่อหน่วย (บาท) ความยากง่ายในการใช้
ชั่วคราว
ยาเม็ดคุมกำเนิด
ฮอร์โมนคู่ 8% 0.30% ซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป 1 เดือน 50 – 500 ยาก
ห้ามลืมกินแม้แต่วันเดียว
ฮอร์โมนเดี่ยว 3 – 10% 0.30% ยากมาก
ต้องกินตรงเวลาทุกวัน
ยาฉีดคุมกำเนิด
แบบ 3 เดือน 3% 0.30% โรงพยาบาล 3 เดือน 100 – 200 ปานกลาง
ต้องไปฉีดยาให้ตรงเวลา
ยาฝังคุมกำเนิด 0.01 – 0.5% โรงพยาบาล 3 – 5ปี 2,500 ง่าย
ไปรพ. 3ปีครั้ง ระหว่างนั้นนอนเกาพุง
แผ่นแปะคุมกำเนิด 8% 0.30% ซื้อได้ตามร้านขายยาใหญ่ๆ 1 เดือน 400 – 600 ปานกลาง
ต้องเปลี่ยนแผ่นแปะทุกสัปดาห์
ห่วงคุมกำเนิด 0.06 – 0.08% โรงพยาบาล 3 – 5 ปี 1,000 – 5,000 ง่าย-ปานกลาง
ต้องไปให้แพทย์ตรวจเช็คทุกปี ไม่เหมาะกับคนที่ไม่ชอบการตรวจภายใน
ถุงยางอนามัย 15% ซื้อได้ทุกที่ 1 ครั้ง ต่ำกว่า 100 ง่าย
อาจขัดจังหวะในการมีเพศสัมพันธ์
หลั่งภายนอก 27% - - - ง่าย
นับวันปลอดภัย 25% ซื้อได้ทุกที่ 1 ครั้ง ต่ำกว่า 100 ง่าย-ปานกลาง
ไม่เหมาะสำหรับคนรอบเดือนไม่สม่ำเสมอ
ถาวร
หมันหญิง
หมันเปียก 0.05% โรงพยาบาล ตลอดชีวิต 3,000-5,000 (ราคาแล้วแต่โรงพยาบาล) ง่าย
หมันแห้ง
ผ่าหลังคลอด พักฟื้นเพิ่มเพียง
1 วัน ทำยากกว่าหมันแห้ง แผลใหญ่กว่า
หมันชาย 0.02% - ทำฟรีที่คลินิกมีชัย ง่ายมาก
ราคาแล้วแต่โรงพยาบาล ไม่ต้องวางยาสลบ ทำเสร็จกลับบ้านได้ทันที

การคุมกำเนิดแบบชั่วคราว

ยาเม็ดคุมกำเนิด  แบ่งใหญ่ๆได้เป็น  2 ประเภท

 

แบบฮอร์โมนคู่

ในเม็ดยาจะมีส่วนผสมของฮอร์โมน 2 ชนิด คือ เอสโตรเจน (Estrogen) และ โพรเจสเทอโรน (Progesterone) มีผลยับยั้งการตกไข่  

รูปแบบยา

จำนวนเม็ด

มีแบบ28เม็ด และ 21 เม็ด ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดเท่ากัน

ปริมาณฮอร์โมน

  • ปริมาณฮอร์โมนเท่ากันทุกเม็ด

  • ปริมาณฮอร์โมนแต่ละเม็ดไม่เท่ากัน ปรับให้ใกล้เคียงตามธรรมชาติของผู้หญิง ราคาแพงกว่าแบบแรก เช่น Oliezz, Tricliest

สองแบบนี้ประสิทธิภาพ และผลข้างเคียงไม่ต่างกัน  

วิธีการใช้ยา

กินยาเรียงตามลำดับลูกศรจนกว่าจะหมดแผง

  1. แบบ 28 เม็ด: ประจำเดือนจะมาใน 7 เม็ดสุดท้ายของแผง เมื่อยาหมดแผงแล้ว ให้เริ่มแผงใหม่ในวันถัดไปทันที

  2. แบบ 21 เม็ด : เมื่อยาหมดแผงแล้ว ให้นับต่อไปอีก 7 วัน (ประจำเดือนจะมาในช่วง 7 วันนี้) แล้วจึงเริ่มกินแผงใหม่ในวันที่ 8

สำหรับผู้เริ่มใช้ยา ควรเริ่มกินภายใน 5 วันแรกของการมีประจำเดือน ดีที่สุดคือเริ่มกินในวันแรกของการมีประจำเดือน ในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังเริ่มกินยา ยายังออกฤทธิ์ไม่เต็มที่ ต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย เช่น ใช้ถุงยางอนามัย ควรกินยาอย่างสม่ำเสมอ ในเวลาเดียวกันของทุกวัน จะช่วยลดการเกิดเลือดประจำเดือนออกกะปริบกะปรอยได้ และแนะนำให้กินยาตอนก่อนนอน เพราะจะช่วยหลีกเลี่ยงอาการคลื่นไส้อาเจียนหลังกินยาได้  

หากลืมกินยาทำอย่างไร?

ลืม 1 เม็ด

  • ถ้านึกได้ก่อนถึงเวลากินเม็ดถัดไป ให้กินเม็ดนั้นทันทีที่นึกได้ แล้วกินเม็ดถัดไปตามเวลาปกติ

  • ถ้านึกได้ตอนใกล้ถึงเวลากินเม็ดถัดไป ให้กินเม็ดที่ลืมและเม็ดถัดไปพร้อมกัน 2 เม็ด ตามเวลากินปกติ

ลืมกิน ≥ 2 เม็ด

ให้หยุดยาแผงนั้นไปเลย คุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นไปก่อน รอประจำเดือนมาแล้วเริ่มแผงใหม่ในวันแรกของการมีประจำเดือน (หากเริ่มกินแผงใหม่ให้ใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วยในช่วง2สัปดาห์แรก)

ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด

สำหรับการใช้ยาที่สมบูรณ์แบบ กินยาตรงเวลาเป๊ะ-ไม่ลืม มีโอกาสตั้งครรภ์เพียง 0.3% แต่สำหรับการใช้ยาแบบคนทั่วไป ลืมกินบ้าง กินไม่ตรงเวลาบ้าง จะมีโอกาสตั้งครรภ์ 8%

ข้อดี
  1. หลังหยุดกินแล้ว สามารถตั้งครรภ์ได้เลยในเดือนถัดมา

  2. ประจำเดือนมาสม่ำเสมอตามปกติ ลดอาการปวดประจำเดือนได้

  3. ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งมดลูกและรังไข่

ข้อเสีย
  1. ต้องมีวินัยในการกินยาให้สม่ำเสมอ หากกินยาไม่สม่ำเสมอจะเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์

  2. หากมีการใช้ยาต่อเนื่องนานตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป จะเพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งปากมดลูก ผู้ใช้ยาควรไปตรวจมะเร็งปากมดลูกปีละ 1 ครั้ง

  3. เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน การเกิดโรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจขาดเลือด

ข้อห้ามใข้
  1. ห้ามใช้ในหญิงให้นมบุตร เพราะจะทำให้น้ำนมหยุดไหล

  2. ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวดังต่อไปนี้ โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคมะเร็งเต้านม มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก และผู้ที่อายุมากกว่า 35 ปี ซึ่งสูบบุหรี่จัด

  3. ผู้ป่วยที่มีเลือดออกช่องคลอดผิดปกติ ที่ยังหาสาเหตุไม่ได้

ผลข้างเคียงของการใช้ยา
  1. ในช่วงเดือนแรกๆที่ใช้ อาจทำให้ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ มากะปริบกะปรอย  แต่หลังจากใช้ไปเรื่อยๆ รอบเดือนจะเริ่มสม่ำเสมอขึ้น

  2. ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ คลื่นไส้

  3. คัดตึงเต้านม

  4. น้ำหนักขึ้น

  5. หน้าเป็นฝ้า

แบบฮอร์โมนเดี่ยว

ตัวยาประกอบด้วยฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน(Progesterone)เพียงอย่างเดียว กลไกหลักในการคุมกำเนิดคือเพิ่มความเหนียวข้นของมูกบบริเวณปากมดลูก ทำให้อสุจิวิ่งผ่านไม่ได้  มักใช้ในการคุมกำเนิดสำหรับแม่หลังคลอดที่ให้นมบุตร

รูปแบบยา

มีแบบเดียว คือยาเม็ดแผง 28 เม็ด

วิธีการใช้ยา

กินยาเรียงตามลำดับลูกศรจนกว่าจะหมดแผง โดยต้องกินตรงเวลาเดิมทุกวัน ห้ามคลาดเคลื่อนเกิน 3 ชั่วโมง มิเช่นนั้นจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการคุมกำเนิด

  1. เมื่อยาหมดแผง ให้กินแผงใหม่ต่อในวันถัดไปเลย ไม่ต้องเว้นระยะ

  2. ในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังเริ่มกินยา ยายังออกฤทธิ์ไม่เต็มที่ ต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย เช่น ใช้ถุงยางอนามัย

หากลืมกินยาทำอย่างไร?
  1. ลืม 1 เม็ด ให้กินเม็ดนั้นทันทีที่นึกได้ และกินเม็ดต่อไปตามเวลาเดิม และใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วยเป็นเวลา 1 สัปดาห์

  2. ลืม 2 เม็ด ให้กินยาต่อไป วันละ 1 เม็ด และใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วยเป็นเวลา 1 สัปดาห์

ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด
  1. สำหรับการใช้ที่สมบูรณ์แบบ จะมีโอกาสการตั้งครรภ์ 0.3%

  2. สำหรับการใช้ยาแบบคนทั่วไป จะมีโอกาสตั้งครรภ์ 1% โดยประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดจะสูงที่สุดเมื่อใช้ในหญิงให้นมบุตร

ข้อดี
  1. ใช้ได้ดีในแม่หลังคลอดที่ให้นมบุตร ไม่ส่งผลต่อการหลั่งน้ำนม

  2. ใช้ในผู้ที่มีข้อห้ามใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนคู่ หรือผู้ที่ไม่สามารถทนผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนคู่ได้

  3. หลังหยุดกินแล้ว สามารถตั้งครรภ์ได้เลยในเดือนถัดมา

ข้อเสีย

ผู้ใช้ยาจะไม่มีประจำเดือนเป็นรอบๆ อาจไม่มีประจำเดือนเลย หรือมีเลือดออกกะปริบกะปรอย

ข้อห้ามใช้

ไม่มีข้อห้ามใช้, สำหรับการใช้ในผู้ป่วย HIV ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา เนื่องจากการรับประทานยาต้านไวรัสร่วมด้วยอาจลดประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิด

ผลข้างเคียงของการใช้ยา
  1. มีเลือดออกกระปริบกระปรอย

  2. คลื่นไส้

  3. เวียนศีรษะ

  4. คัดตึงเจ็บเต้านม

 

ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน

ใช้สำหรับคุมกำเนิดในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไมได้ป้องกัน ถุงยางแตก ลืมรับประทานยาคุมกำเนิด

กลไกการออกฤทธิ์

ป้องกันและชะลอการตกไข่ ไม่สามารถใช้ทำแท้งได้

รูปแบบยา

มี 2 แบบ คือ

  1. ยาเม็ดฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน : ตัวยาประกอบด้วยฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนเข้มข้น ยี่ห้อที่ขายในประเทศไทย เช่น Madonna, Postinor, Mary Pink

    1. วิธีใช้ยา : กิน 2 เม็ดพร้อมกัน กินให้เร็วที่สุดหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ยิ่งกินช้า ยิ่งมีโอกาสตั้งครรภ์มาก และต้องกินภายใน 5วัน หลังมีเพศสัมพันธ์

  1. ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนคู่ สามารถนำมาใช้เป็นยาคุมกำเนิดฉุกเฉินได้ โดยต้องคำนวณขนาดฮอ์โมนเอสโตรเจนในการกินแต่ละครั้งให้ได้ 100 ไมโครกรัม กินทั้งหมดสองครั้ง ห่างกัน 12 ชั่วโมง

    1. เช่น ใช้ยาคุมกำเนิดยี่ห้อ Yasmin มีฮอร์โมนเอสโตรเจน 30 ไมโครกรัม ต่อ 1 เม็ด เพราะฉะนั้น ให้กินครั้งละ 4 เม็ด อีก12ชั่วโมงถัดมา ก็กินอีกสี่เม็ด.

ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด

โดยทั่วไป การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน มีโอกาสตั้งครรภ์ประมาณ 8%

  1. ยาเม็ดฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน ลดโอกาสตั้งครรภ์เหลือ 1 %

  2. ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนคู่ ลดโอกาสการตั้งครรภ์เหลือ 2%

ผลข้างเคียง
  1. ประจำเดือนมาไม่ปกติ อาจมีเลือดออก1-2วันหลังจากกินยา, รอบเดือนมาช้าหรือเร็วกว่าปกติ

  2. คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เจ็บเต้านม เวียนศีรษะ อาการจะค่อยๆหายไปภายใน1 สัปดาห์หลังกินยา

ข้อควรระวัง

ไม่ควรใช้ยาคุมฉุกเฉินเกินเดือนละ 2 ครั้ง และหลังกินยาคุมกำเนิดฉุกเฉินควรพิจารณาหาวิธีคุมกำเนิดวิธีอื่นๆ

 

ยาฉีดคุมกำเนิด DMPA, Depo-povera

 

รูปแบบยา

ตัวยาประกอบด้วยฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน ยา 1 เข็ม มีฤทธิ์การคุมกำเนิด 3 เดือน

วิธีการใช้ยา

ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (นิยมฉีดบริเวณสะโพก) ครั้งละ 1 เข็ม ทุก3เดือน โดยเริ่มฉีดในวันแรกของการมีประจำเดือนหรือภายใน 5 วันแรกของการมีประจำเดือน หลังฉีด จะไม่มีรอบเดือนตามปกติเช่นเดียวกับยาเม็ดคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนเดี่ยว แต่อาจมีเลือดออกกะปริบกะปรอยเรื้อรังได้

ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด

สำหรับการใช้ในคนทั่วไปโอกาสตั้งครรภ์ 3%   และในคนที่ฉีดยาสม่ำเสมอสมบูรณ์แบบ โอกาสตั้งครรภ์มีเพียง 0.3%

ข้อเสีย

ต้องหยุดยานาน มากกว่า9เดือนขึ้นไป จึงจะสามารถมีบุตรได้

ผลข้างเคียงของการใช้ยา
  1. เลือดออกกระปริบกะปรอย, ออกไม่สม่ำเสมอ ไม่อันตราย หากกังวลไปพบแพทย์ได้

  2. น้ำหนักขึ้น (ประมาณ1-2 กก./ปี)

  3. ปวดศีรษะ

  4. อารมณ์แปรปรวน

 

ยาหลอดฝังคุมกำเนิด

รูปแบบยา

ประกอบด้วยฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนเพียงอย่างเดียว หลอดยาเป็นแท่งทรงกระบอกเล็กๆ  ขนาดความหนาประมาณครึ่งหนึ่งของหลอดยาคูลท์ ความยาวประมาณ4-5 ซม.

กลไกการออกฤทธิ์

ยาที่ถูกฝังจะค่อยๆปล่อยฮอร์โมนคุมกำเนิดออกมาในระยะเวลา 3-5ปี (แล้วแต่ชนิดของหลอดยา ; ยี่ห้อ Implanon – 3ปี, Jadelle – 5ปี)  

วิธีใช้

หลอดยาจะถูกฝังเข้าไปใต้ชั้นผิวหนัง โดยใช้เครื่องมือสอดยาแทงทะลุชั้นผิวหนังเข้าไป เป็นแผลเล็กๆประมาณ0.5ซม. (อาจฟังดูน่ากลัว แต่ในกระบวนการทำจริงง่ายและเจ็บน้อยมาก เนื่องจากจะ มีการฉีดยาชาก่อนฝังยา)  

  • โดยในเดือนแรกที่ฝังยา ต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย เช่น ใช้ถุงยางอนามัย เพราะยาฝังจะยังออกฤทธิ์ไม่เต็มที่

  • เมื่อครบกำหนด3ปี ต้องกลับมาโรงพยาบาลเพื่อเอายาฝังหลอดเก่าออก และใส่หลอดใหม่เข้าไป

ประสิทธิภาพ

มีโอกาสตั้งครรภ์ 0.01 -0.5%

ผลข้างเคียง

อาจมีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ หรือมีเลือดออกกะปริบกะปรอยได้

 

แผ่นแปะคุมกำเนิด

รูปแบบยา

เป็นแผ่นแปะขนาดเล็ก แผ่นแปะ 1 ชุด ใช้ได้ 1 เดือน

กลไกการออกฤทธิ์

ประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโพรเจสเทอโรน ออกฤทธิ์เหมือนกับยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนคู่ คือ ป้องกันไม่ให้ไข่ตก เมื่อนำไปแปะตามส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ตัวแผ่นแปะจะค่อยๆปล่อยฮอร์โมนคุมกำเนิดออกมา

ประสิทธิภาพ

เทียบเท่ากับการกินยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนคู่ แต่ประสิทธิภาพจะลดลงหากใช้ในคนน้ำหนักตัวมากกว่า 90 กก.

วิธีใช้

ในชุดประกอบด้วยแผ่นแปะ 3 แผ่น สำหรับแปะสัปดาห์ละ 1 แผ่น และเว้นไม่แปะในสัปดาห์ที่ 4 ของรอบเดือน ซึ่งจะเป็นช่วงที่ประจำเดือนมา

  • ต้องแปะต่อเนื่องติดกันทุกสัปดาห์ หากลืมแปะจะเสี่ยงตั้งครรภ์สูงมาก

  • ต้องแปะตลอดเวลา ห้ามแกะออก ตัวแผ่นแปะจะเหนียวหนึบทนทาน สามารถอาบน้ำและว่ายน้ำได้ตามปกติ

ผลข้างเคียง

ระคายเคืองบริเวณผิวที่ติดแผ่นแปะ

  • มีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ

  • ปวดศีรษะ คลื่นอาเจียน เจ็บเต้านม

 

ห่วงคุมกำเนิด

รูปแบบยา

เป็นแท่งพลาสติกอันเล็กจิ๋ว ขนาดเล็กกว่าปลายนิ้วก้อย ส่วนปลายกางออกเป็นลักษระร่ม/ห่วง

วิธีใช้

ใส่เข้าไปทางปากมดลูก ตัวห่วงจะกางอยู่ในโพรงมดลูก กระตุ้นการสร้างสารที่เป็นพิษต่ออสุจิห่วงคุมกำเนิดบางรุ่นจะสามารถปล่อยฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน ออกมาช่วยคุมกำเนิดได้ เช่น Mirena มีอายุการใช้งาน 3 – 5 ปี (แล้วแต่รุ่น) ผู้ใช้ควรมาตรวจภายในทุกปี เพื่อเช็คสภาพและตำแหน่งของห่วงคุมกำเนิด

ประสิทธิภาพ

โอกาสตั้งครรภ์ 0.06 – 0.08%

ผลข้างเคียง

เลือดออกกระปริบกะปรอย ประจำเดือนมามากผิดปกติ ปวดท้องประจำเดือน ตกขาว

หมายเหตุ

การใส่ห่วงคุมกำเนิดไม่เพิ่มความเสี่ยงการเป็นอุ้งเชิงกรานอักเสบ, ไม่เพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

 

การใช้ถุงยางอนามัย (ชาย)

ข้อดี

เป็นการคุมกำเนิดวิธีเดียวที่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ เช่น โรคหนองใน ซิฟิลิส โรคเอดส์

ประสิทธิภาพ

มีโอกาสตั้งครรภ์ 15%

การหลั่งภายนอก  

ประสิทธิภาพ มีโอกาสตั้งครรภ์ 27%

การนับวันปลอดภัย

มีโอกาสตั้งครรภ์ 25%  นับหน้า 7 หลัง 7  โดยหน้า 7= วันก่อนประจำเดือนมา7วัน และ หลัง7=นับจากวันแรกที่มีประจำเดือนมาไป 7 วัน (ไม่ใช่เริ่มนับจากวันที่ประจำเดือนหมด)  ไม่ควรใช้กับผู้ที่มีรอบเดือนไม่สม่ำเสมอ

การคุมกำเนิดแบบถาวร    

การทำหมันเปียก (หมันหลังคลอด)

วิธีทำ

ตัดท่อนำไข่ให้แยกออกจากกัน อสุจิไม่สามารถเดินทางไปผสมกับไข่ได้

ประสิทธิภาพ

โอกาสตั้งครรภ์ 0.05%

ข้อดี
  • ทำง่ายกว่าหมันแห้ง เนื่องจากระดับของมดลูกอยู่สูงกว่า

  • แผลเล็กมาก รอยแผลจะกรีดบริเวณใต้สะดือ ยาวประมาณ 3-5 ซม.

  • ไม่มีผลต่อฮอร์โมนเพศ ไม่ทำให้ความรู้สึกทางเพศหรืออารมณ์เปลี่ยนแปลง

  • ไม่มีผลต่อน้ำหนักตัว

ข้อเสีย
  • เป็นการทำหมันถาวร ก่อนการทำควรตัดสินใจให้รอบคอบ ปรึกษาสามีและครอบครัวก่อนการทำ

  • แก้หมันยาก โอกาสแก้สำเร็จน้อยมาก

การทำหมันแห้ง

ประสิทธิภาพเหมือนกับหมันเปียก แต่ทำยากกว่า

การทำหมันชาย

เป็นวิธีที่ง่าย ปลอดภัย และได้ผลดี

วิธีทำ

ไม่ต้องวางยาสลบ ฉีดยาชาและกรีดแผลผ่าตัดเล็กๆที่บริเวณถุงอัณฑะ จากนั้นตัดท่อนำอสุจิให้แยกออกจากกัน กลับบ้านหลังผ่าตัดไดทันที เมื่อท่อนำอสุจิถูกตัดแยกจากกัน อสุจิจะไม่สามารถหลั่งออกไปสู่ภายนอกได้ โดยหลังทำต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วยเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อรอให้เชื้ออสุจิหมดไป

ประสิทธิภาพ

โอกาสตั้งครรภ์ 0.03%

ข้อดี

ทำง่ายกว่าหมันหญิงมาก ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดน้อยกว่า ฮอร์โมนเพศชายยังอยู่ครบถ้วน ไม่มีผลต่อความรู้สึกทางเพศ สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ปกติ

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่