เทคโนโลยีด้านสุขภาพ

วิธีกินยาคุมฉุกเฉินให้ปลอดภัย ป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างมั่นใจ และเปรียบเทียบวิธีคุมกำเนิดแบบต่างๆ

หากยังไม่พร้อมตั้งครรภ์ แต่ยังไม่มีทางป้องกันวิธีอื่น ยาคุมฉุกเฉินสามารถช่วยคุณได้
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 8 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,278,447 คน

วิธีกินยาคุมฉุกเฉินให้ปลอดภัย ป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างมั่นใจ และเปรียบเทียบวิธีคุมกำเนิดแบบต่างๆ

ยาคุมฉุกเฉิน เป็นวิธีคุมกำเนิดที่จะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ในกรณีที่ฉุกเฉินจริงๆ เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ไม่เคยกิน  หรือฉีดยาคุมมาก่อน สำหรับประสิทธิภาพในการป้องกันของยาคุมฉุกเฉินจะอยู่ที่ประมาณ 85% หมายความว่า  แม้จะรับประทานยาก็ยังมีโอกาสตั้งครรภ์อยู่เพียงแต่โอกาสจะน้อยลง นอกจากนี้การกินยาคุมฉุกเฉินยังอาจมีผลข้างเคียงตามมา จึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับยาคุมฉุกเฉินให้มากขึ้น 

7 ข้อควรรู้ก่อนกินยาคุมฉุกเฉิน

  1. 1.ยาคุมฉุกเฉินไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อได้

    ยาชนิดนี้มีประโยชน์ในการป้องกันการตั้งครรภ์เท่านั้น ไม่สามารถป้องกันโรคจากเพศสัมพันธ์ได้ หากต้องการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ควรใช้วิธีสวมถุงยางอนามัยจะดีที่สุด

  2. 2.ยาคุมฉุกเฉิน มีผลข้างเคียงสูงมาก

    ยาคุมฉุกเฉินมีผลข้างเคียงสูงมาก เนื่องจากยาคุมฉุกเฉินจะออกฤทธิ์ต่อสภาพแวดล้อมของเยื่อบุโพรงมดลูก จึงมีผลต่อฮอร์โมนและทำให้เกิดความผิดปกติต่อตัวผู้ใช้ เช่น มีประจำเดือนผิดปกติ คลื่นไส้อาเจียน และหากกินบ่อยๆ อาจเสี่ยงต่อการท้องนอกมดลูกได้

  3. 3.ต้องกินทันที หลังมีเพศสัมพันธ์ไม่เกิน 72 ชั่วโมง

    ยาคุมกำเนิดชนิดนี้ ต้องกินหลังมีเพศสัมพันธ์ไม่เกิน 72 ชั่วโมง หากพ้นจากนี้ไปแล้วยาคุมฉุกเฉินอาจไม่มีผลในการป้องกันการตั้งครรภ์

  4. 4.ควรกินยานี้ในยามฉุกเฉินจริง ๆ

    ควรกินยาคุมฉุกเฉินเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น เพราะอาจไปกระตุ้นเซลล์มะเร็ง หรืออาจส่งผลกระทบต่อรังไข่และมดลูกได้

    5.ประสิทธิภาพค่อนข้างต่ำ

  5. ประสิทธิภาพของยาคุมฉุกเฉินจะไม่สูงเท่ายาคุมกำเนิดแบบอื่น คือ สามารถป้องกันได้เพียง 85-95% จึงเกิดความผิดพลาดได้สูง ทางที่ดีควรกินยานี้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์

  6. 6.ต้องกินตามเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

    ยาคุมฉุกเฉิน 1 กล่อง มีตัวยา 2 เม็ด ควรกินทั้ง 2 เม็ด โดยกินเม็ดแรกภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ และกินเม็ดที่สองเมื่อครบ 12 ชั่วโมงหลังจากกินเม็ดแรกแล้ว ซึ่งจะช่วยให้ยามีประสิทธิภาพสูงมาก แต่ก็มีผลข้างเคียงมากเช่นกัน

  7. 7.ทำให้ขาดแคลเซียม

    จากผลการวิจัยระบุว่า ร่างกายของผู้หญิงที่กินยาคุมกำเนิดต้องการปริมาณแคลเซียมมากถึง 1,000 มิลลิกรัม หากได้รับแคลเซียมน้อยอาจมีผลเสียต่อมวลกระดูกมาก ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน กระดูกแตกหักง่ายและเปราะเมื่อมีอายุมากขึ้น ผู้หญิงที่กินยาคุมกำเนิดอาจเพิ่มปริมาณแคลเซียมด้วยการดื่มนมวันละ 3 แก้ว กินโยเกิร์ตวันละ 3 ถ้วย กินเนย หรือซีเรียล หรือดื่มน้ำผลไม้แบบเสริมแคลเซียมวันละ 3 มื้อ

จะเห็นได้ว่า  ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินไม่ได้มีแค่ประโยชน์อย่างเดียว แต่อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงในภายหลังได้ด้วย หากไม่จำเป็นจริงๆ ก็ควรป้องกันด้วยวิธีอื่นดีกว่า ที่สำคัญผู้หญิงควรกินยาคุมฉุกเฉินแค่ไม่เกิน 2 ครั้งในชีวิตเท่านั้น หากเกินกว่านี้อาจเป็นอันตรายได้

ยาคุมฉุกเฉินมีกี่แบบ ?

ยาคุมฉุกเฉินแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ

  1. ยาเม็ดฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน : ตัวยาประกอบด้วยฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนเข้มข้น ยี่ห้อที่มีขายในประเทศไทย เช่น Madonna, Postinor, Mary Pink วิธีใช้ให้กินครั้งละ 2 เม็ดพร้อมกัน โดยกินให้เร็วที่สุดหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ยิ่งกินช้า ยิ่งมีโอกาสตั้งครรภ์มาก และต้องกินภายใน 5 วันหลังมีเพศสัมพันธ์ สามารถช่วยลดโอกาสการตั้งครรภ์ให้เหลือ 1%
  2. ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนคู่ : สามารถนำมาใช้เป็นยาคุมฉุกเฉินได้ โดยต้องคำนวณขนาดฮอร์โมนเอสโตรเจนในการกินแต่ละครั้งให้ได้ 100 ไมโครกรัม กินทั้งหมด 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 12 ชั่วโมง เช่น ใช้ยาคุมกำเนิดยี่ห้อ Yasmin มีฮอร์โมนเอสโตรเจน 30 ไมโครกรัมต่อ 1 เม็ด เพราะฉะนั้นให้กินครั้งละ 4 เม็ด อีก 12 ชั่วโมงถัดมาก็กินอีกสี่เม็ด มีประสิทธิภาพช่วยลดโอกาสตั้งครรภ์ให้เหลือ 2%

นอกจากยาคุมฉุกเฉินแบบเม็ดที่หลายคนอาจคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ปัจจุบันยังมียาคุมฉุกเฉินอีกชนิดหนึ่งด้วย นั่นคือ ยาคุมแบบห่วงทองแดง ทำหน้าที่ทำลายไข่และเชื้ออสุจิไม่ให้ปฏิสนธิกัน วิธีนี้สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้มากถึง 99% ซึ่งถือว่า มีประสิทธิภาพสูงกว่ายาคุมแบบเม็ดเป็นอย่างมาก แต่การใช้งานคือการสอดเข้าไปในช่องคลอด ดังนั้นจึงต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้วิธีการคุมกำเนิดฉุกเฉินด้วยวิธีนี้ 

วิธีกินยาคุมฉุกเฉินอย่างถูกต้อง

  1. หลังจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ควรกินยาคุมฉุกเฉินเม็ดแรกให้เร็วที่สุด โดยไม่ควรให้นานเกิน 120 ชั่วโมงหรือ 5 วัน หรือถ้าจะให้ดีก็ไม่ควรเกิน 72 ชั่วโมงหรือ 3 วัน หรือถ้าดีที่สุดก็ต้องไม่เกิน 12 ชั่วโมง และหลังจากกินเม็ดแรกไปแล้ว 12 ชั่วโมงก็ต้องกินเม็ดที่ 2 ซ้ำอีก 1 เม็ด

  2. สามารถกินยาคุมฉุกเฉิน 2 เม็ดพร้อมกันได้ โดยไม่มีความแตกต่างกับการกินครั้งละ 1 เม็ด 2 ครั้ง ทั้งในเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัย แต่ในบางรายโดยเฉพาะมือใหม่อาจทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ เนื่องจากตัวยาในรูปแบบการกินครั้งเดียวจะมีความแรงเพิ่มมากขึ้นกว่าการแบ่งกิน 2 ครั้งถึง 2 เท่า คือ ตัวยาชื่อ "ลีโวนอร์เจสเตรล" (Levonorgestrel) ขนาด 1.5 มิลลิกรัม

  3. หลังจากที่กินยาไปแล้ว หากมีการอาเจียนออกมาภายในเวลา 2 ชั่วโมง จะต้องกินซ้ำใหม่อีก 1 เม็ดในทันที

  4. การกินยาคุมกำเนิดฉุกเฉินอาจทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนตามมาได้ แต่สามารถบรรเทาอาการได้ด้วยการกินยาแก้อาเจียนกันไว้ก่อน

  5. การกินยาคุมฉุกเฉินมากกว่า 2 กล่อง  หรือ 4 เม็ดต่อเดือนขึ้นไป อาจทำให้มีผลข้างเคียงกับรังไข่ในระยะยาวได้

  6. หากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน และลืมกินยาคุมชนิดปกตินานเกิน 3 วันก็สามารถกินยาคุมฉุกเฉินได้

  7. ควรเก็บยาคุมฉุกเฉินเอาไว้ในอุณหภูมิห้องปกติ หรือมีอุณหภูมิไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส

คำแนะนำในการใช้ยาคุมฉุกเฉิน

การใช้ยาคุมฉุกเฉินแม้จะมีความปลอดภัยสูง แต่หากใช้อย่างผิดวิธีก็อาจส่งผลในระยะยาวได้เหมือนกัน จึงมีคำแนะนำในการใช้ยาคุมดังนี้

  1. ควรขอคำปรึกษาจากแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนที่จะใช้ยาคุมฉุกเฉิน

  2. หากจะกินยาคุมฉุกเฉินตามกำหนดอย่างถูกต้องแล้วยังเกิดการตั้งครรภ์ เด็กที่เกิดมาจะไม่ได้รับผลข้างเคียงใดๆ

  3. หากกินยาภายใน 12-24 ชั่วโมงหลังจากการมีเพศสัมพันธ์จะช่วยป้องกันได้ถึง 85% หากกินยาภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ตัวยาจะออกฤทธิ์ในการป้องกันการตั้งครรภ์ได้ถึง 75-79% (ต้องกินยาทั้งหมด 2 เม็ด) แต่หากพ้นจาก 72 ชั่วโมง หรือนานเกินกว่า 72-120 ชั่วโมง จะป้องกันได้เพียงแค่ 60% เท่านั้น

  4. แม้ว่าในระหว่างที่กินยาเม็ดแรกกับเม็ดที่ 2 นั้น จะสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างไร้กังวล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะวางใจได้ 100% เพราะยังมีโอกาสที่จะเกิดการตั้งครรภ์ได้อยู่ โดยเฉพาะหากมีเพศสัมพันธ์หลังจากที่กินยาครบ 2 เม็ดไปแล้วก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการตั้งครรภ์ให้สูงมากขึ้น

  5. ภายในระยะเวลา 1 เดือนสามารถกินยาคุมฉุกเฉินได้มากกว่า 1 ครั้ง แต่ไม่ควรเกิน 2 กล่องต่อเดือน

  6. การใช้ยาคุมฉุกเฉินซ้ำกันหลายครั้งอาจส่งผลให้เกิดอันตรายร้ายแรงตามมาได้ จึงไม่ควรใช้ยาคุมฉุกเฉินเป็นประจำ หรือใช้กินเป็นยาคุมกำเนิดในระยะยาว

  7. หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นระหว่างใช้ยา เช่น ประจำเดือนขาด หรือประจำเดือนไม่มา ให้รีบไปพบแพทย์

ผลข้างเคียงของยาคุมฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น

การกินยาคุมฉุกเฉินอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ ซึ่งจะมาก หรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับสุขภาพร่างกายของบุคคลนั้นๆ ด้วย ผลข้างเคียงจากการกินยาคุมฉุกเฉินที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ มีดังนี้

  1.  ประจำเดือนมาไม่ปกติ
    เนื่องจากยาคุมฉุกเฉินจะเข้าไปยับยั้งการตกไข่และเลื่อนการตกไข่ออกไปทำให้ประจำเดือนอาจมาไม่ปกติ เช่น มาช้ากว่าเดิม หรือมาแบบกะปริบกะปรอย แต่อาการเหล่านี้ไม่เป็นอันตรายใดๆ และจะกลับมาเป็นปกติในเดือนต่อไป

  2. คลื่นไส้ อาเจียน
    ยาคุมฉุกเฉินส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนในร่างกายโดยตรง  ภาวะที่ฮอร์โมนเกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหันนี้อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนและรู้สึกพะอืดพะอมตลอดเวลาได้ ซึ่งหากอาเจียนมากจนร่างกายอ่อนเพลีย ควรดื่มน้ำเกลือแร่บ่อยๆ หรืออาจไปพบแพทย์ทันที

  3. ปวดศีรษะ
    ในบางคนที่ร่างกายต่อต้านยาคุม หรือปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนไม่ทัน อาจทำให้มีอาการปวดศีรษะได้ ซึ่งควรกินยาแก้ปวด และพักผ่อนให้มากๆ เพื่อบรรเทาอาการปวดให้ทุเลาลง

  4. ปวดท้อง
    การกินยาคุมฉุกเฉินอาจส่งผลให้มีอาการปวดท้องคล้ายกับตอนมีประจำเดือนได้ ซึ่งสามารถบรรเทาได้ด้วยการกินยาแก้ปวดพาราเซตามอล หรือยาแก้ปวดประจำเดือน

  5. เสี่ยงตั้งครรภ์นอกมดลูก
    กรณีการตั้งครรภ์นอกมดลูกนั้นจะเสี่ยงมากในคนที่กินยาคุมฉุกเฉินบ่อยๆ หรือกินยาคุมฉุกเฉินแบบต่อเนื่องแทนยาคุมทั่วไป ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงจากการตั้งครรภ์นอกมดลูก ควรกินยาคุมฉุกเฉินเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น หากต้องการคุมกำเนิดในระยะยาว แนะนำให้ใช้วิธีการฉีดยาคุม หรือกินยาคุมแบบทั่วไปจะดีกว่า

  6. เสี่ยงเป็นมะเร็ง
    มีรายงานทางการแพทย์กล่าวว่า ในชีวิตของผู้หญิงไม่ควรกินยาคุมฉุกเฉินเกิน 2 ครั้ง เพราะยาคุมชนิดนี้จะไปกระตุ้นเซลล์มะเร็งให้เจริญเติบโตและส่งผลให้เกิดมะเร็งในที่สุด โดยเฉพาะมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งรังไข่ นอกจากนี้ยังทำให้มดลูกอ่อนแอและบางลง ซึ่งจะส่งผลต่อการมีบุตรในอนาคตได้เช่นกัน

ผลข้างเคียงของยาคุมฉุกเฉินในระยะยาว

ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด หากกินในช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่หากใช้ยานี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือใช้ยานี้นานเกิน 2 กล่องต่อเดือน ไม่เพียงแต่ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดจะเทียบยาคุมกำเนิดแบบปกติไม่ได้เท่านั้น แต่ยังมีผลให้รังไข่และเยื่อบุโพรงมดลูกมีอาการผิดปกติ อีกทั้งยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้อีกด้วย

ควรกินยาคุมฉุกเฉินยี่ห้อไหนดี ?

ในประเทศไทยมียาคุมฉุกเฉินวางจำหน่ายอยู่ด้วยกัน 2 ยี่ห้อ คือ มาดอนน่า กับ โพสตินอร์ ซึ่งเป็นยาคุมฉุกเฉินที่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือ ลีโวนอร์เจสเดรล (Levonorgestrel) ทั้งสองยี่ห้อนี้ต่างก็มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดไม่แตกต่างกันมากนัก เนื่องจากเป็นยาชนิดเดียวกันและมีขนาดเท่ากัน  แล้วแต่ว่าใครจะสะดวกซื้อแบบไหนเท่านั้นเอง รวมทั้งยาคุมฉุกเฉินแบบฮอร์โมนรวมซึ่งจะรวมฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Levonorgestrel) กับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Ethinyl estradiol) เข้าไว้ด้วยกัน และในปัจจุบันก็ได้มีการผลิตยาคุมฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพสูงมากขึ้น คือ Ulipristal acetate แต่ยังไม่มีวางจำหน่ายในประเทศไทย

หาซื้อยาคุมกำเนิดได้ที่ไหน ?

ผู้ที่ต้องการซื้อยาคุมกำเนิดสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายาทั่วไป หรือหากสะดวกสั่งซื้อทางออนไลน์ก็สามารถสั่งซื้อที่เว็บไซต์ Honestdocs แห่งนี้ได้เลย  ทั้งนี้ยาคุมฉุกเฉินเป็นยาที่ใช้สำหรับกรณีฉุกเฉิน เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ตั้งใจหรือไม่ได้คุมกำเนิดด้วยวิธีใดมาก่อนเท่านั้นและมีข้อจำกัดพอสมควร ดังนั้นจึงไม่ควรนำมาใช้คุมกำเนิดแบบระยะยาว หรือนำมากินอย่างต่อเนื่องเด็ดขาด

กินยาคุมฉุกเฉินจะทำให้อ้วนไหม ?

เป็นคำถามที่ผู้หญิงส่วนใหญ่กังวลมากว่า  การกินยาคุมฉุกเฉินจะทำให้อ้วนไหม ความจริงแล้วยังไม่มีผลสรุปที่แน่ชัดว่า ยาคุมฉุกเฉินสามารถทำให้น้ำหนักขึ้นได้หรือเปล่า แต่ตามหลักแล้วการกินยาคุมฉุกเฉินจะกินเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น ไม่ได้กินบ่อยๆ เหมือนยาคุมทั่วไปจึงไม่น่าจะมีผลต่อน้ำหนักตัว อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ในชีวิตหนึ่ง เราอาจกินยาคุมแบบฉุกเฉินแค่ 1-2 ครั้งเท่านั้น จึงหมดกังวลเรื่องนี้ไปได้เลย

แม้ยาคุมฉุกเฉินจะสามารถใช้ป้องกันการตั้งครรภ์ในกรณีฉุกเฉินได้ดี เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ถุงยางอนามัยแตก หรือลืมกินยาคุมกำเนิด แต่ก็ไม่ควรกินบ่อยๆ เพราะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้เช่นกัน โดยเฉพาะมดลูกและระบบสืบพันธุ์ ดังนั้นหากต้องมีเพศสัมพันธ์บ่อยครั้ง แนะนำให้คุมกำเนิดด้วยการสวมถุงยางอนามัยหรือกินยาคุมแบบประจำจะดีกว่าซึ่งมีผลข้างเคียงน้อยและมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดดี

เปรียบเทียบวิธีคุมกำเนิด และประสิทธิภาพ

  โอกาสตั้งครรภ์        
ชนิดของยาคุมกำเนิด คนทั่วไป คนที่ใช้อย่างสมบูรณ์แบบ การเข้าถึง อายุการใช้งานต่อ 1 หน่วย ราคาต่อหน่วย (บาท) ความยากง่ายในการใช้
ชั่วคราว
ยาเม็ดคุมกำเนิด
ฮอร์โมนคู่ 8% 0.30% ซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป 1 เดือน 50 – 500 ยาก
ห้ามลืมกินแม้แต่วันเดียว
ฮอร์โมนเดี่ยว 3 – 10% 0.30% ยากมาก
ต้องกินตรงเวลาทุกวัน
ยาฉีดคุมกำเนิด
แบบ 3 เดือน 3% 0.30% โรงพยาบาล 3 เดือน 100 – 200 ปานกลาง
ต้องไปฉีดยาให้ตรงเวลา
ยาฝังคุมกำเนิด 0.01 – 0.5% โรงพยาบาล 3 – 5 ปี 2,500 ง่าย
ไปรพ. 3ปีครั้ง ระหว่างนั้นนอนเกาพุง
แผ่นแปะคุมกำเนิด 8% 0.30% ซื้อได้ตามร้านขายยาใหญ่ๆ 1 เดือน 400 – 600 ปานกลาง
ต้องเปลี่ยนแผ่นแปะทุกสัปดาห์
ห่วงคุมกำเนิด 0.06 – 0.08% โรงพยาบาล 3 – 5 ปี 1,000 – 5,000 ง่าย-ปานกลาง
ต้องไปให้แพทย์ตรวจเช็กทุกปี ไม่เหมาะกับคนที่ไม่ชอบการตรวจภายใน
ถุงยางอนามัย 15% ซื้อได้ทุกที่ 1 ครั้ง ต่ำกว่า 100 ง่าย
อาจขัดจังหวะในการมีเพศสัมพันธ์
หลั่งภายนอก 27% - - - ง่าย
นับวันปลอดภัย 25% - - - ง่าย-ปานกลาง
ไม่เหมาะสำหรับคนรอบเดือนไม่สม่ำเสมอ
ถาวร
หมันหญิง
หมันเปียก 0.05% โรงพยาบาล ตลอดชีวิต 3,000-5,000 (ราคาแล้วแต่โรงพยาบาล) ง่าย
หมันแห้ง
ผ่าหลังคลอด พักฟื้นเพิ่ม
1 วัน ทำยากกว่าหมันแห้ง แผลใหญ่กว่า
หมันชาย 0.02% - ทำฟรีที่คลินิกมีชัย ง่ายมาก
ราคาแล้วแต่โรงพยาบาล ไม่ต้องวางยาสลบ ทำเสร็จกลับบ้านได้ทันที

แม้ยาคุมฉุกเฉินจะสามารถใช้ป้องกันการตั้งครรภ์ในกรณีฉุกเฉินได้ดี เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ถุงยางอนามัยแตก หรือลืมกินยาคุมกำเนิด แต่ก็ไม่ควรกินบ่อยๆ เพราะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้เช่นกัน โดยเฉพาะมดลูกและระบบสืบพันธุ์ ดังนั้นหากต้องมีเพศสัมพันธ์บ่อยครั้ง แนะนำให้คุมกำเนิดด้วยการสวมถุงยางอนามัยหรือกินยาคุมแบบประจำจะดีกว่าซึ่งมีผลข้างเคียงน้อยและมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดดี


ที่มาของข้อมูล

  1. Cleland K et al. (December 2014). "Emergency contraception review: evidence-based recommendations for clinicians"Clinical Obstetrics and Gynecology57 (4): 741–50. doi:10.1097/GRF.0000000000000056. PMC 4216625. PMID 25254919.
  2. Leung Vivian W.Y. et al. (February 2010). "Mechanisms of action of hormonal emergency contraceptives"Pharmacotherapy30 (2): 158–168. doi:10.1592/phco.30.2.158. PMID 20099990.

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่