เทคโนโลยีด้านสุขภาพ

วิธีกินยาคุมฉุกเฉินให้ปลอดภัย ป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างมั่นใจ และเปรียบเทียบวิธีคุมกำเนิดแบบต่างๆ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ มี.ค. 8, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 18 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,056,128 คน

วิธีกินยาคุมฉุกเฉินให้ปลอดภัย ป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างมั่นใจ และเปรียบเทียบวิธีคุมกำเนิดแบบต่างๆ

ยาคุมฉุกเฉินเป็นวิธีคุมกำเนิดที่จะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ในกรณีที่ฉุกเฉินจริงๆ เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันและไม่เคยกินหรือฉีดยาคุมมาก่อน สำหรับประสิทธิภาพในการป้องกันจะอยู่ที่ประมาณ 85% หมายความว่าแม้จะรับประทานยาก็ยังมีความเสี่ยงตั้งครรภ์อยู่ แต่จะน้อยลง นอกจากนี้การกินยาคุมฉุกเฉินยังอาจมีผลข้างเคียงตามมา จึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับยาคุมฉุกเฉินให้มากขึ้น โดยข้อมูลที่ควรรู้มีดังนี้

ยาคุมฉุกเฉินเป็นวิธีคุมกำเนิดที่จะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ในกรณีที่ฉุกเฉินจริงๆ เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันและไม่เคยกินหรือฉีดยาคุมมาก่อน สำหรับประสิทธิภาพในการป้องกันจะอยู่ที่ประมาณ 85% หมายความว่าแม้จะรับประทานยาก็ยังมีโอกาสตั้งครรภ์อยู่ แต่โอกาสจะน้อยลง นอกจากนี้การกินยาคุมฉุกเฉินยังอาจมีผลข้างเคียงตามมา จึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับยาคุมฉุกเฉินให้มากขึ้น โดยข้อมูลที่ควรรู้มีดังนี้

7 ข้อควรรู้ก่อนกินยาคุมฉุกเฉิน

  1. 1.ยาคุมฉุกเฉินไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อได้

    ยาชนิดนี้มีประโยชน์ในการป้องกันการตั้งครรภ์เท่านั้น ไม่สามารถป้องกันโรคจากเพศสัมพันธ์ได้ หากต้องการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ควรใช้วิธีสวมถุงยางอนามัยจะดีที่สุด

  2. 2.ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน มีผลข้างเคียงสูงมาก

    ยาคุมฉุกเฉินมีผลข้างเคียงสูงมาก ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินจะออกฤทธิ์ต่อสภาพแวดล้อมของเยื่อบุโพรงมดลูก จึงมีผลต่อฮอร์โมนและทำให้เกิดความผิดปกติต่อตัวผู้ใช้ เช่น มีประจำเดือนผิดปกติ คลื่นไส้อาเจียน และหากกินบ่อยๆ อาจเสี่ยงต่อการท้องนอกมดลูกได้

  3. 3.ต้องกินทันที หลังมีเพศสัมพันธ์ไม่เกิน 72 ชั่วโมง

    ยาคุมกำเนิดชนิดนี้ ต้องกินหลังร่วมเพศไม่เกิน 72 ชั่วโมง หากพ้นจากนี้ไปแล้ว ยาคุมฉุกเฉินอาจไม่มีผลในการป้องกันการตั้งครรภ์

  4. ยาคุมฉุกเฉิน 1 แผง มี 2 เม็ด

  5. 4.ควรกินยานี้ในยามฉุกเฉินจริง ๆ

    ควรกินยาคุมฉุกเฉินเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น เพราะอาจไปกระตุ้นเซลล์มะเร็งหรืออาจส่งผลกระทบต่อรังไข่และมดลูกได้

  6. 5.ประสิทธิภาพค่อนข้างต่ำ

    ประสิทธิภาพของยาคุมฉุกเฉินจะไม่สูงเท่ายาคุมกำเนิดแบบอื่น คือ สามารถป้องกันได้เพียง 85-95% จึงเกิดความผิดพลาดได้สูง ทางที่ดีควรกินยานี้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์

  7. 6.ต้องกินตามเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

    ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน 1 กล่อง มีตัวยา 2 เม็ด ควรกินทั้ง 2 เม็ด โดยกินเม็ดแรกภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ และกินเม็ดที่สองเมื่อครบ 12 ชั่วโมงหลังจากกินเม็ดแรกแล้ว ซึ่งจะช่วยให้ยามีประสิทธิภาพสูงมาก แต่ก็มีผลข้างเคียงมากเช่นกัน

  8. 7.ทำให้ขาดแคลเซียม

    จากผลการวิจัยระบุว่า ร่างกายของผู้หญิงที่กินยาคุมกำเนิดต้องการปริมาณแคลเซียมมากถึง 1,000 มิลลิกรัม หากได้รับแคลเซียมน้อยจึงอาจมีผลเสียต่อมวลกระดูกเป็นอย่างมาก ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน กระดูกแตกหักง่ายและเปราะเมื่อมีอายุมากขึ้น โดยหญิงที่กินยาคุมกำเนิดอาจเพิ่มปริมาณแคลเซียมด้วยการดื่มนมวันละ 3 แก้ว กินโยเกิร์ตวันละ 3 ถ้วย กินเนยหรือซีเรียล หรือดื่มน้ำผลไม้แบบเสริมแคลเซียมวันละ 3 มื้อ

จะเห็นได้ว่ายาคุมกำเนิดฉุกเฉินไม่ได้มีแค่ประโยชน์อย่างเดียว แต่อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงในภายหลังได้ด้วย หากไม่จำเป็นจริงๆ ก็ควรป้องกันด้วยวิธีอื่นดีกว่า ซึ่งผู้หญิงควรกินยาคุมกำเนิดฉุกเฉินแค่ไม่เกิน 2 ครั้งในชีวิตเท่านั้น หากเกินกว่านี้อาจเป็นอันตรายได้มากทีเดียว

ยาคุมฉุกเฉินมีกี่แบบ ?

ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ

  1. ยาเม็ดฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน : ตัวยาประกอบด้วยฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนเข้มข้น ยี่ห้อที่มีขายในประเทศไทย เช่น Madonna, Postinor, Mary Pink วิธีใช้ให้กินครั้งละ 2 เม็ดพร้อมกัน โดยกินให้เร็วที่สุดหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ยิ่งกินช้า ยิ่งมีโอกาสตั้งครรภ์มาก และต้องกินภายใน 5 วันหลังมีเพศสัมพันธ์ สามารถช่วยลดโอกาสการตั้งครรภ์ให้เหลือ 1%
  2. ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนคู่ : สามารถนำมาใช้เป็นยาคุมกำเนิดฉุกเฉินได้ โดยต้องคำนวณขนาดฮอร์โมนเอสโตรเจนในการกินแต่ละครั้งให้ได้ 100 ไมโครกรัม กินทั้งหมด 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 12 ชั่วโมง เช่น ใช้ยาคุมกำเนิดยี่ห้อ Yasmin มีฮอร์โมนเอสโตรเจน 30 ไมโครกรัมต่อ 1 เม็ด เพราะฉะนั้นให้กินครั้งละ 4 เม็ด อีก 12 ชั่วโมงถัดมาก็กินอีกสี่เม็ด มีประสิทธิภาพช่วยลดโอกาสตั้งครรภ์ให้เหลือ 2%

นอกจากยาคุมฉุกเฉินแบบเม็ดที่หลายคนอาจคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ในปัจจุบันนี้ยังมียาคุมฉุกเฉินอีกชนิดหนึ่งด้วย นั่นคือยาคุมแบบห่วงทองแดง ซึ่งจะทำหน้าที่ในการทำลายไข่และเชื้ออสุจิไม่ให้เกิดการปฏิสนธิกัน สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้มากถึง 99% และแน่นอนว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่ายาคุมแบบเม็ดเป็นอย่างมาก แต่จะใช้โดยการสอดเข้าไปในช่องคลอด ดังนั้นจึงต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้วิธีการคุมกำเนิดฉุกเฉินด้วยวิธีนี้ 

เมื่อไรที่ควรกินยาคุมฉุกเฉิน ?

การกินยาคุมฉุกเฉินเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด จะต้องกินทันทีหลังจากมีเพศสัมพันธ์ภายใน 24 ชั่วโมง แต่หากไม่ทันจริงๆ ก็สามารถกินภายใน 72 ชั่วโมงได้ แต่จะมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดน้อยลงกว่าเดิม ดังนั้นเมื่อมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ควรรีบกินยาคุมฉุกเฉินทันที

วิธีกินยาคุมฉุกเฉินอย่างถูกต้อง

  1. หลังจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ควรกินยาคุมฉุกเฉินเม็ดแรกให้เร็วที่สุด โดยไม่ควรให้นานเกิน 120 ชั่วโมงหรือ 5 วัน หรือถ้าจะให้ดีก็ไม่ควรเกิน 72 ชั่วโมงหรือ 3 วัน หรือถ้าดีที่สุดก็ต้องไม่เกิน 12 ชั่วโมง และหลังจากกินเม็ดแรกไปแล้ว 12 ชั่วโมงก็ต้องกินเม็ดที่ 2 ซ้ำอีก 1 เม็ด

  2. สามารถกินยาคุมฉุกเฉิน 2 เม็ดพร้อมกันได้ โดยไม่มีความแตกต่างกับการกินทีละ 1 เม็ด 2 ครั้ง ทั้งในเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัย แต่ในบางรายโดยเฉพาะมือใหม่อาจจะทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ เนื่องจากตัวยาในรูปแบบการกินครั้งเดียวจะมีความแรงเพิ่มมากขึ้นกว่าการแบ่งกิน 2 ครั้งถึง 2 เท่า คือจะมีตัวยาที่ชื่อ "ลีโวนอร์เจสเตรล" (Levonorgestrel) ขนาด 1.5 มิลลิกรัม

  3. หลังจากที่กินยาในแต่ละเม็ดไปแล้ว หากมีการอาเจียนออกมาภายในเวลา 2 ชั่วโมง จะต้องกินซ้ำใหม่อีก 1 เม็ดในทันที

  4. การกินยาคุมกำเนิดฉุกเฉินอาจทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนตามมาได้ แต่สามารถบรรเทาอาการได้ด้วยการกินยาแก้อาเจียนกันไว้ก่อน

  5. การกินยาคุมฉุกเฉินมากกว่า 2 กล่องหรือ 4 เม็ดต่อเดือนขึ้นไป อาจทำให้มีผลข้างเคียงกับรังไข่ในระยะยาวได้

  6. หากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน และลืมกินยาคุมชนิดปกตินานเกิน 3 วันก็สามารถกินยาคุมฉุกเฉินได้

  7. ควรเก็บยาคุมฉุกเฉินเอาไว้ในอุณหภูมิห้องปกติหรือมีอุณหภูมิไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส

คำแนะนำในการใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน

การใช้ยาคุมฉุกเฉินแม้จะมีความปลอดภัยสูง แต่หากใช้อย่างผิดวิธีก็อาจส่งผลในระยะยาวได้เหมือนกัน จึงมีคำแนะนำในการใช้ยาคุมดังนี้

  1. ควรขอคำปรึกษาจากแพทย์หรือเภสัชกรก่อนที่จะใช้ยาคุมฉุกเฉิน

  2. หากจะกินยาคุมฉุกเฉินตามกำหนดอย่างถูกต้องแล้วยังเกิดการตั้งครรภ์ เด็กที่เกิดมาจะไม่ได้รับผลข้างเคียงใดๆ

  3. หากกินยาภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ตัวยาจะออกฤทธิ์ในการป้องกันการตั้งครรภ์ได้ถึง 75-79% (ต้องกินยาทั้งหมด 2 เม็ด) แต่หากกินยาภายใน 12-24 ชั่วโมงหลังจากการมีเพศสัมพันธ์จะช่วยป้องกันได้ถึง 85% แต่หากพ้นจาก 72 ชั่วโมงหรือนานเกินกว่า 72-120 ชั่วโมง จะป้องกันได้แค่ 60% เท่านั้น

  4. แม้ว่าในระหว่างที่กินยาเม็ดแรกกับเม็ดที่ 2 นั้น จะสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างไร้กังวล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะวางใจได้ 100% เพราะยังมีโอกาสที่จะเกิดการตั้งครรภ์ได้อยู่ โดยเฉพาะหากมีเพศสัมพันธ์หลังจากที่กินยาครบ 2 เม็ดไปแล้ว ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการตั้งครรภ์ให้สูงมากขึ้น

  5. ภายในระยะเวลา 1 เดือนสามารถกินยาคุมฉุกเฉินได้มากกว่า 1 ครั้ง แต่ไม่ควรเกิน 2 กล่องต่อเดือน

  6. การใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินซ้ำกันหลายครั้งอาจส่งผลให้เกิดอันตรายร้ายแรงตามมาได้ จึงไม่ควรใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินเป็นประจำหรือใช้กินเป็นยาคุมกำเนิดในระยะยาว

  7. หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นระหว่างใช้ยา เช่น ประจำเดือนขาดหรือประจำเดือนไม่มา ให้ไปพบแพทย์โดยเร็ว

ผลข้างเคียงของยาคุมฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น

การกินยาคุมฉุกเฉินอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ ซึ่งจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสุขภาพร่างกายของบุคคลนั้นๆ ด้วย โดยผลข้างเคียงจากการกินยาคุมฉุกเฉินที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ มีดังนี้

  1.  ประจำเดือนมาไม่ปกติ
    เนื่องจากยาคุมฉุกเฉินจะเข้าไปยับยั้งการตกไข่และเลื่อนการตกไข่ออกไป ทำให้ประจำเดือนอาจมาไม่ปกติได้ เช่น มาช้ากว่าเดิม หรือมาแบบกะปริบกะปรอย แต่ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะอาการเหล่านี้ไม่เป็นอันตรายใดๆ และจะกลับมาเป็นปกติในเดือนต่อไป

  2. คลื่นไส้ อาเจียน
    ยาคุมฉุกเฉินส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนในร่างกายโดยตรง ซึ่งภาวะที่ฮอร์โมนเกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหันนี้อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนและรู้สึกพะอืดพะอมตลอดเวลาได้ ซึ่งหากอาเจียนมากจนร่างกายอ่อนเพลีย ควรดื่มน้ำเกลือแร่บ่อยๆ หรืออาจไปพบแพทย์ทันที

  3. ปวดศีรษะ
    ในบางคนที่ร่างกายต่อต้านยาคุมหรือปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนไม่ทัน อาจทำให้มีอาการปวดศีรษะได้ ซึ่งควรกินยาแก้ปวด และพักผ่อนให้มากๆ เพื่อบรรเทาอาการปวดให้ทุเลาลง

  4. ปวดท้อง
    การกินยาคุมฉุกเฉินอาจส่งผลให้มีอาการปวดท้องคล้ายกับตอนมีประจำเดือนได้ ซึ่งสามารถบรรเทาได้ด้วยการกินยาแก้ปวดพาราเซตามอลหรือยาแก้ปวดประจำเดือน

  5. เสี่ยงตั้งครรภ์นอกมดลูก
    กรณีการตั้งครรภ์นอกมดลูกนั้นจะเสี่ยงมากในคนที่กินยาคุมฉุกเฉินบ่อยๆ หรือกินยาคุมฉุกเฉินแบบต่อเนื่องแทนยาคุมทั่วไป ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการตั้งครรภ์นอกมดลูก ควรกินยาคุมฉุกเฉินเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น หากต้องการคุมกำเนิดในระยะยาว แนะนำให้ใช้วิธีการฉีดยาคุมหรือกินยาคุมแบบทั่วไปจะดีกว่า

  6. เสี่ยงเป็นมะเร็ง
    มีรายงานทางการแพทย์กล่าวว่า ในชีวิตของผู้หญิง ไม่ควรกินยาคุมฉุกเฉินเกิน 2 ครั้ง เพราะยาคุมชนิดนี้จะไปกระตุ้นเซลล์มะเร็งให้เจริญเติบโตและส่งผลให้เกิดมะเร็งในที่สุด โดยเฉพาะมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งรังไข่ นอกจากนี้ยังทำให้มดลูกอ่อนแอและบางลง ซึ่งจะส่งผลต่อการมีบุตรในอนาคตได้เช่นกัน

ผลข้างเคียงของยาคุมฉุกเฉินในระยะยาว

ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด หากกินในช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่หากใช้ยานี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือใช้ยานี้นานเกิน 2 กล่องต่อเดือน ไม่เพียงแต่ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดจะเทียบยาคุมกำเนิดแบบปกติไม่ได้เท่านั้น แต่ยังมีผลให้รังไข่และเยื่อบุโพรงมดลูกมีอาการผิดปกติ อีกทั้งยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้อีกด้วย

ควรกินยาคุมกำเนิดฉุกเฉินยี่ห้อไหนดี ?

ในประเทศไทยมียาคุมฉุกเฉินวางจำหน่ายอยู่ด้วยกัน 2 ยี่ห้อ คือ มาดอนน่ากับโพสตินอร์ ซึ่งเป็นยาคุมฉุกเฉินที่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือ ลีโวนอร์เจสเดรล (Levonorgestrel) ทั้งสองยี่ห้อนี้ต่างก็มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดไม่แตกต่างกันมากนัก เนื่องจากเป็นยาชนิดเดียวกันและมีขนาดเท่ากัน แล้วแต่ว่าใครจะสะดวกซื้อแบบไหนเท่านั้นเอง รวมทั้งยาคุมฉุกเฉินแบบฮอร์โมนรวม ซึ่งจะรวมฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Levonorgestrel) กับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Ethinyl estradiol) เข้าไว้ด้วยกัน และในปัจจุบันก็ได้มีการผลิตยาคุมฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพสูงมากขึ้น คือ Ulipristal acetate แต่ยังไม่มีวางจำหน่ายในประเทศไทย

หาซื้อยาคุมกำเนิดได้ที่ไหน ?

ผู้ที่ต้องการซื้อยาคุมกำเนิดสามารถหาซื้อได้ตามร้านเภสัชทั่วไป หรือใครสะดวกสั่งซื้อทางออนไลน์ก็สามารถสั่งซื้อกับทางเรา ที่เว็บไซต์ Honestdocs แห่งนี้ได้เลย

ทั้งนี้ ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินเป็นยาคุมที่ใช้สำหรับกรณีฉุกเฉิน เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ตั้งใจหรือไม่ได้คุมกำเนิดด้วยวิธีใดมาก่อนเท่านั้น และมีข้อจำกัดพอสมควร ดังนั้นจึงไม่ควรนำมาใช้คุมกำเนิดแบบระยะยาวหรือนำมากินอย่างต่อเนื่องเด็ดขาด

กินยาคุมฉุกเฉินจะทำให้อ้วนไหม ?

เป็นคำถามที่ผู้หญิงส่วนใหญ่เกิดความกังวลเป็นอย่างมาก ว่าการกินยาคุมฉุกเฉินจะทำให้อ้วนไหม ความจริงแล้วยังไม่มีผลสรุปที่แน่ชัดว่ายาคุมฉุกเฉินสามารถทำให้น้ำหนักขึ้นได้หรือเปล่า แต่ตามหลักแล้วการกินยาคุมฉุกเฉินจะกินเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น ไม่ได้กินบ่อยๆ เหมือนยาคุมทั่วไป จึงไม่น่าจะมีผลต่อน้ำหนักตัว ซึ่งในชีวิตหนึ่งคนเราอาจกินยาคุมแบบฉุกเฉินแค่ 1-2 ครั้งเท่านั้น จึงหมดกังวลไปได้เลย

แม้ยาคุมฉุกเฉินจะสามารถใช้ป้องกันการตั้งครรภ์ในกรณีฉุกเฉินได้ดี เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ถุงยางแตก หรือลืมกินยาคุมกำเนิด แต่ก็ไม่ควรกินบ่อยๆ เพราะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้เช่นกัน โดยเฉพาะมดลูกและระบบสืบพันธุ์ ดังนั้นหากต้องมีเพศสัมพันธ์บ่อยครั้ง แนะนำให้คุมกำเนิดด้วยการสวมถุงยางอนามัยหรือกินยาคุมแบบประจำจะดีกว่า ซึ่งก็มีผลข้างเคียงน้อยและมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดไม่แพ้ยาคุมฉุกเฉินเลยทีเดียว

เปรียบเทียบวิธีคุมกำเนิด และประสิทธิภาพ

  โอกาสตั้งครรภ์        
ชนิดของยาคุมกำเนิด คนทั่วไป คนที่ใช้อย่างสมบูรณ์แบบ การเข้าถึง อายุการใช้งานต่อ 1 หน่วย ราคาต่อหน่วย (บาท) ความยากง่ายในการใช้
ชั่วคราว
ยาเม็ดคุมกำเนิด
ฮอร์โมนคู่ 8% 0.30% ซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป 1 เดือน 50 – 500 ยาก
ห้ามลืมกินแม้แต่วันเดียว
ฮอร์โมนเดี่ยว 3 – 10% 0.30% ยากมาก
ต้องกินตรงเวลาทุกวัน
ยาฉีดคุมกำเนิด
แบบ 3 เดือน 3% 0.30% โรงพยาบาล 3 เดือน 100 – 200 ปานกลาง
ต้องไปฉีดยาให้ตรงเวลา
ยาฝังคุมกำเนิด 0.01 – 0.5% โรงพยาบาล 3 – 5 ปี 2,500 ง่าย
ไปรพ. 3ปีครั้ง ระหว่างนั้นนอนเกาพุง
แผ่นแปะคุมกำเนิด 8% 0.30% ซื้อได้ตามร้านขายยาใหญ่ๆ 1 เดือน 400 – 600 ปานกลาง
ต้องเปลี่ยนแผ่นแปะทุกสัปดาห์
ห่วงคุมกำเนิด 0.06 – 0.08% โรงพยาบาล 3 – 5 ปี 1,000 – 5,000 ง่าย-ปานกลาง
ต้องไปให้แพทย์ตรวจเช็กทุกปี ไม่เหมาะกับคนที่ไม่ชอบการตรวจภายใน
ถุงยางอนามัย 15% ซื้อได้ทุกที่ 1 ครั้ง ต่ำกว่า 100 ง่าย
อาจขัดจังหวะในการมีเพศสัมพันธ์
หลั่งภายนอก 27% - - - ง่าย
นับวันปลอดภัย 25% - - - ง่าย-ปานกลาง
ไม่เหมาะสำหรับคนรอบเดือนไม่สม่ำเสมอ
ถาวร
หมันหญิง
หมันเปียก 0.05% โรงพยาบาล ตลอดชีวิต 3,000-5,000 (ราคาแล้วแต่โรงพยาบาล) ง่าย
หมันแห้ง
ผ่าหลังคลอด พักฟื้นเพิ่ม
1 วัน ทำยากกว่าหมันแห้ง แผลใหญ่กว่า
หมันชาย 0.02% - ทำฟรีที่คลินิกมีชัย ง่ายมาก
ราคาแล้วแต่โรงพยาบาล ไม่ต้องวางยาสลบ ทำเสร็จกลับบ้านได้ทันที

วิธีการคุมกำเนิดรูปแบบอื่นๆ

อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่ายาคุมฉุกเฉิน ควรใช้เฉพาะช่วงเวลาที่จำเป็นจริงๆ เพราะมีผลข้างเคียงต่อร่างกายค่อนข้างมาก โดยวิธีที่ปลอดภัยกว่านั้น คือการคุมกำเนิดแบบชั่วคราว และการคุมกำเนิดแบบถาวร ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ ดังนี้

การคุมกำเนิดแบบชั่วคราว

การคุมกำเนิดแบบชั่วคราวมีหลากหลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง ดังนี้

1.การรับประทานยาคุมกำเนิด

ยาเม็ดคุมกำเนิด  แบ่งได้เป็น  2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ยาเม็ดคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนคู่ และยาเม็ดคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนเดี่ยว

ยาเม็ดคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนคู่

ในเม็ดยาจะมีส่วนผสมของฮอร์โมน 2 ชนิด คือ เอสโตรเจน (Estrogen) และ โพรเจสเทอโรน (Progesterone) มีผลยับยั้งการตกไข่ 

รูปแบบยา

ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดปกติมีทั้งแบบ 28 เม็ดและ 21 เม็ด ซึ่งมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดเท่ากันทั้งคู่ นอกจากนี้ยังแบ่งตามปริมาณฮอร์โมนได้เป็น 2 แบบ คือ แบบมีปริมาณฮอร์โมนเท่ากันทุกเม็ด และแบบปริมาณฮอร์โมนแต่ละเม็ดไม่เท่ากัน ปรับให้ใกล้เคียงตามธรรมชาติของผู้หญิง ซึ่งแบบหลังจะมีราคาแพงกว่าแบบแรก เช่น Oliezz, Tricilest ซึ่งสองแบบนี้มีประสิทธิภาพและผลข้างเคียงไม่ต่างกัน

วิธีการใช้ยา

กินยาเรียงตามลำดับลูกศรจนกว่าจะหมดแผง

  1. แบบ 28 เม็ด: ประจำเดือนจะมาใน 7 เม็ดสุดท้ายของแผง เมื่อยาหมดแผงแล้ว ให้เริ่มแผงใหม่ในวันถัดไปทันที
  2. แบบ 21 เม็ด: เมื่อยาหมดแผงแล้ว ให้นับต่อไปอีก 7 วัน (ประจำเดือนจะมาในช่วง 7 วันนี้) แล้วจึงเริ่มกินแผงใหม่ในวันที่ 8

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มใช้ยา ควรเริ่มกินภายใน 5 วันแรกของการมีประจำเดือน ดีที่สุดคือเริ่มกินในวันแรกของการมีประจำเดือน โดยในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังเริ่มกินยา ยาจะยังออกฤทธิ์ไม่เต็มที่ ต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย เช่น ใช้ถุงยางอนามัย เป็นต้น ควรกินยาอย่างสม่ำเสมอในเวลาเดียวกันของทุกวัน จะช่วยลดการมีเลือดประจำเดือนออกกะปริบกะปรอยได้ และแนะนำให้กินยาตอนก่อนนอน เพื่อหลีกเลี่ยงอาการคลื่นไส้อาเจียนหลังกินยาได้  

หากลืมกินยาต้องทำอย่างไร ?

  1. ลืมกิน 1 เม็ด หากนึกได้ก่อนถึงเวลากินเม็ดถัดไป ให้กินเม็ดนั้นทันทีที่นึกได้ แล้วกินเม็ดถัดไปตามเวลาปกติ แต่หากนึกได้ตอนใกล้ถึงเวลากินเม็ดถัดไป ให้กินเม็ดที่ลืมและเม็ดถัดไปพร้อมกัน 2 เม็ด ตามเวลากินปกติ
  2. ลืมกิน ≥ 2 เม็ด ให้หยุดยาแผงนั้นไปเลย และคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นไปก่อน รอประจำเดือนมาแล้วเริ่มแผงใหม่ในวันแรกของการมีประจำเดือน (หากเริ่มกินแผงใหม่ให้ใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วยในช่วง2สัปดาห์แรก)

ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด

สำหรับการใช้ยาที่สมบูรณ์แบบ กินยาตรงเวลา และไม่ลืมกิน จะมีโอกาสพลาดหรือเกิดการตั้งครรภ์เพียง 0.3% แต่ถ้าลืมกินบ้าง หรือกินไม่ตรงเวลาบ้าง จะมีโอกาสตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นเป็น 8%

ข้อดี

  1. หลังหยุดกินแล้ว สามารถตั้งครรภ์ได้เลยในเดือนถัดมา

  2. ประจำเดือนมาสม่ำเสมอตามปกติ ช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้

  3. ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งมดลูกและรังไข่

ข้อเสีย

  1. ต้องมีวินัยในการกินยาให้สม่ำเสมอ หากกินยาไม่สม่ำเสมอจะเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์

  2. หากมีการใช้ยาต่อเนื่องนานตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปากมดลูก ผู้ใช้ยาควรไปตรวจมะเร็งปากมดลูกปีละ 1 ครั้ง

  3. เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน การเกิดโรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจขาดเลือก

ข้อห้ามในการใช้

  1. ห้ามใช้ในหญิงให้นมบุตร เพราะจะทำให้น้ำนมหยุดไหล

  2. ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวดังต่อไปนี้ โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคมะเร็งเต้านม มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก และผู้ที่อายุมากกว่า 35 ปี ซึ่งสูบบุหรี่จัด

  3. ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติที่ยังหาสาเหตุไม่ได้ผลข้างเคียงของการใช้ยา

  4. ในช่วงเดือนแรกๆ ที่ใช้ อาจทำให้ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ มากะปริบกะปรอย  แต่หลังจากใช้ไปเรื่อยๆ รอบเดือนจะเริ่มสม่ำเสมอขึ้น

ผลข้างเคียง

  1. ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ คลื่นไส้
  2. คัดตึงเต้านม
  3. น้ำหนักขึ้น
  4. หน้าเป็นฝ้า

ยาเม็ดคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนเดี่ยว

ตัวยาประกอบด้วยฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนเพียงอย่างเดียว มีกลไกหลักในการคุมกำเนิดคือเพิ่มความเหนียวข้นของมูกบริเวณปากมดลูก ทำให้อสุจิวิ่งผ่านไม่ได้  มักนำมาใช้ในการคุมกำเนิดสำหรับแม่หลังคลอดที่ให้นมบุตร

รูปแบบยา

มีแบบเดียวคือยาเม็ดแผง 28 เม็ด

วิธีการใช้ยา

  1. กินยาเรียงตามลำดับลูกศรจนกว่าจะหมดแผง โดยต้องกินตรงเวลาเดิมทุกวัน ห้ามคลาดเคลื่อนเกิน 3 ชั่วโมง มิเช่นนั้นจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการคุมกำเนิด
  2. เมื่อยาหมดแผง ให้กินแผงใหม่ต่อในวันถัดไปเลย ไม่ต้องเว้นระยะ
  3. ในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังเริ่มกินยา ยาจะยังออกฤทธิ์ไม่เต็มที่ ต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย เช่น การใช้ถุงยางอนามัย

หากลืมกินยาต้องทำอย่างไร ?

  1. ลืมกิน 1 เม็ด ให้กินเม็ดนั้นทันทีที่นึกได้ และกินเม็ดต่อไปตามเวลาเดิม และใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วยเป็นเวลา 1 สัปดาห์
  2. ลืมกิน 2 เม็ด ให้กินยาต่อไปวันละ 1 เม็ด และใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วยเป็นเวลา 1 สัปดาห์

ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด

สำหรับการใช้ที่สมบูรณ์แบบ กินยาตรงเวลาเป๊ะ และไม่ลืมกิน จะมีโอกาสตั้งครรภ์ 0.3% แต่สำหรับการใช้ยาแบบคนทั่วไป จะมีโอกาสตั้งครรภ์ 1% โดยมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงที่สุดเมื่อใช้ในหญิงให้นมบุตร

ข้อดี

  1. ใช้ได้ดีในแม่หลังคลอดที่ให้นมบุตร ไม่ส่งผลต่อการหลั่งน้ำนม
  2. ใช้ในผู้ที่มีข้อห้ามใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนคู่ หรือผู้ที่ไม่สามารถทนผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนคู่ได้
  3. หลังหยุดกินแล้ว สามารถตั้งครรภ์ได้เลยในเดือนถัดมา

ข้อเสีย

ผู้ใช้ยาจะไม่มีประจำเดือนเป็นรอบๆ อาจไม่มีประจำเดือนเลย หรือมีเลือดออกกะปริบกะปรอย

ข้อห้ามในการใช้

ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยวไม่มีข้อห้ามใช้ แต่สำหรับการใช้ในผู้ป่วย HIV ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา เนื่องจากการกินยาต้านไวรัสร่วมด้วยอาจลดประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดได้

ผลข้างเคียงของการใช้ยา

ยานี้อาจส่งผลให้มีเลือดออกทางช่องคลอดแบบกระปริบกระปรอย คลื่นไส้ เวียนศีรษะ คัดตึงหรือเจ็บเต้านมได้

มือใหม่หัดใช้ยาคุม

ยาคุมแผงแรก ควรกินเมื่อไร ?

ก่อนจะแนะนำเรื่องเวลาที่เหมาะสมในการกินยาคุมเม็ดแรกของแผงนั้น ต้องขออธิบายความหมายของ “การใช้ยาคุมแผงแรก” ในที่นี้ก่อนว่าหมายรวมถึงผู้ที่เริ่มใช้เป็นครั้งแรกในชีวิต กับผู้ที่เคยใช้แล้วแต่หยุดใช้ไประยะหนึ่งด้วยสาเหตุใด ๆ ก็ตาม และต้องการกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง

โดยแบ่งเป็น 4 กรณี ดังนี้

การใช้เป็นครั้งแรกในชีวิตหรือเริ่มใช้อีกครั้งหลังหยุดคุมกำเนิดไประยะหนึ่ง

เริ่มกินภายในวันที่ 1-5 ที่มีประจำเดือน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้ไม่ได้ตั้งครรภ์อยู่ เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดความพิการของตัวอ่อน โดยการกิน “เม็ดยาฮอร์โมน” ในช่วงเวลาดังกล่าว ให้ผลในการคุมกำเนิดได้ทันทีตั้งแต่เม็ดแรกที่กิน ทว่ายาคุมบางยี่ห้ออาจใช้ “เม็ดยาหลอก” ก่อน “เม็ดยาฮอร์โมน” ดังนั้น ผลในการคุมกำเนิดจะยังไม่เกิดขึ้นในช่วงที่เริ่มต้นด้วย “เม็ดยาหลอก”

หากมั่นใจว่าไม่มีการตั้งครรภ์แน่นอน และต้องการเริ่มกินทันทีโดยไม่รอให้ประจำเดือนมาก่อนก็สามารถกินได้เลย แต่ผลในการคุมกำเนิดจะเกิดขึ้นเมื่อมีการกิน “ยาเม็ดฮอร์โมน” ต่อเนื่องกัน 7 วันแล้วสำหรับยาคุมชนิดฮอร์โมนรวม (หรือ 2 วันสำหรับยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนโปรเจสตินเดี่ยว)

การใช้หลังคลอดบุตร

โดยทั่วไปจะแนะนำให้เริ่มกินยาคุมกำเนิดเมื่อ

  • หลังคลอด 3 สัปดาห์ ถ้าไม่ได้ให้นมบุตร โดยใช้เป็นยาคุมชนิดฮอร์โมนโปรเจสตินเดี่ยว เพื่อป้องกันการเกิดภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ (Venous thromboembolism หรือ VTE) และสามารถเปลี่ยนเป็นชนิดฮอร์โมนรวมได้หลังคลอดแล้ว 6 สัปดาห์
  • หลังคลอด 6 สัปดาห์ สำหรับผู้ที่ให้นมบุตร แต่สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับผู้ใช้แต่ละรายได้ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ “การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดในหญิงที่ให้นมบุตร”) โดยใช้เป็นยาคุมชนิดฮอร์โมนโปรเจสตินเดี่ยว เพื่อป้องกันผลกระทบต่อคุณภาพและปริมาณของน้ำนม และสามารถเปลี่ยนเป็นชนิดฮอร์โมนรวมภายหลังพ้นช่วง 6 เดือนแรกหลังคลอด ซึ่งเป็นช่วงที่เน้นให้ทารกดื่มนมแม่อย่างเดียวเท่านั้น

การใช้หลังแท้งบุตร

แนะนำให้เริ่มกินทันทีหลังแท้งบุตร โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นๆ ร่วมด้วย

การใช้กรณีที่เปลี่ยนจากการคุมกำเนิดวิธีอื่นๆ

  • หลังเปลี่ยนจากยาฉีดคุมกำเนิด ให้เริ่มใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดในวันที่ครบกำหนดฉีดยาคุมครั้งต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นๆ ร่วมด้วย
  • หลังเปลี่ยนจากห่วงอนามัย (ทั้งแบบฮอร์โมนและห่วงทองแดง) ให้เริ่มกินภายในวันที่ 1-5 ที่มีประจำเดือน จะมีผลคุมกำเนิดได้ทันทีตั้งแต่เม็ดแรก (ยกเว้นเม็ดยาหลอก) และถอดห่วงอนามัยออกได้เลย หรือสามารถเริ่มใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดนอกเหนือจากเวลาดังกล่าวได้ หากมั่นใจว่าไม่มีการตั้งครรภ์ แต่ควรรอถอดห่วงอนามัยออกเมื่อมีเลือดประจำเดือนมาในครั้งต่อไป หากเลือดถอดห่วงคุมกำเนิดออก ให้ใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นๆ ร่วมด้วยหรืองดมีเพศสัมพันธ์ต่อไปจนกว่าจะได้กินยาคุมชนิดฮอร์โมนรวมติดต่อกันครบ 7 วัน (หรือ 2 วันสำหรับยาคุมชนิดฮอร์โมนโปรเจสตินเดี่ยว)
  • เปลี่ยนจากวิธีคุมกำเนิดด้วยฮอร์โมนวิธีอื่นๆ (ยกเว้นยาฉีดคุมกำเนิดและห่วงอนามัย) หากมีการใช้ถูกต้อง น่าจะไม่มีการตั้งครรภ์ และสามารถเริ่มใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดได้ทันทีที่ต้องการ โดยไม่ต้องรอให้มีประจำเดือนก่อน
  • เปลี่ยนจากวิธีคุมกำเนิดอื่นๆ ที่ไม่ใช่ฮอร์โมนและห่วงอนามัย ให้เริ่มกินภายในวันที่ 1-5 ที่มีประจำเดือน หากเป็นเม็ดยาฮอร์โมนจะมีผลคุมกำเนิดได้ทันทีตั้งแต่เม็ดแรก หากเริ่มใช้ภายหลังจากนี้ ต้องงดมีเพศสัมพันธ์หรือใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นๆ ร่วมด้วยจนกว่าจะมีการใช้ยาเม็ดฮอร์โมนติดต่อกันครบ 7 วัน สำหรับยาคุมชนิดฮอร์โมนรวม หรือ 2 วัน สำหรับยาคุมชนิดฮอร์โมนโปรเจสตินเดี่ยว

ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการกินยาคุมกำเนิดแบบปกติ

กินยาคุมแล้วอ้วน จริงหรือไม่ ?

  • ยาคุมไม่ทำให้อ้วน แต่อาจทำให้เกิดการบวมน้ำได้ ขึ้นอยู่กับชนิดของยาและผู้ที่ใช้

การกินยาคุมนานๆ เมื่อต้องการตั้งครรภ์ จะทำให้เด็กพิการหรือแท้งง่าย จริงหรือไม่ ?

  • ไม่จริง ยาคุมไม่ได้มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น เว้นแต่กินตอนที่กำลังตั้งครรภ์อยู่เท่านั้น

แฟนเดินทางไปต่างประเทศหรือต่างจังหวัด 1-2 เดือน ควรหยุดกินทันทีหรือไม่ ?

  • ไม่ควรหยุดกิน เพราะอาจจะทำให้ประจำเดือนคลาดเคลื่อนจนไม่สามารถกลับมาคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ทันได้

ยาเม็ดคุมกำเนิดสามารถคุมกำเนิดได้ดีในระดับหนึ่ง และเหมาะกับผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวที่สุด แต่การกินยาเม็ดคุมกำเนิดนั้นจะต้องกินต่อเนื่องเป็นประจำทุกวันโดยห้ามลืมเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดก็จะลดลงไป และมีโอกาสตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้นคนที่ต้องการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้จะต้องไม่เป็นคนขี้หลงขี้ลืมนั่นเอง

2.ยาฉีดคุมกำเนิด DMPA, Depo-povera

รูปแบบยา

ตัวยาประกอบด้วยฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน ยา 1 เข็มมีฤทธิ์การคุมกำเนิด 3 เดือน

วิธีการใช้ยา

ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (นิยมฉีดบริเวณสะโพก) ครั้งละ 1 เข็ม ทุก 3 เดือน โดยเริ่มฉีดในวันแรกของการมีประจำเดือนหรือภายใน 5 วันแรกของการมีประจำเดือน หลังฉีดจะส่งผลให้มีรอบเดือนไม่ตรงตามปกติเช่นเดียวกับยาเม็ดคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนเดี่ยว แต่อาจมีเลือดออกกะปริบกะปรอยเรื้อรังได้

ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด

สำหรับการใช้ในคนทั่วไปมีโอกาสตั้งครรภ์ 3% และในคนที่ฉีดยาสม่ำเสมอหรือมีการใช้ยาอย่างสมบูรณ์แบบ โอกาสตั้งครรภ์มีเพียง 0.3%

ข้อเสีย

ต้องหยุดยานานมากกว่า 9 เดือนขึ้นไปจึงจะสามารถมีบุตรได้

ผลข้างเคียงของการใช้ยา

เมื่อใช้ยานี้ อาจทำให้มีเลือดออกทางช่องคลอดกระปริบกะปรอยหรือออกไม่สม่ำเสมอ แต่ไม่มีอันตรายใดๆ หากกังวลอาจไปพบแพทย์ได้ นอกจากนี้อาจมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น (ประมาณ1-2 กก./ปี) มีอาการปวดศีรษะ หรือมีอารมณ์แปรปรวนได้

3.ยาหลอดฝังคุมกำเนิด

รูปแบบยา

ประกอบด้วยฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนเพียงอย่างเดียว หลอดยาเป็นแท่งทรงกระบอกเล็กๆ  ขนาดความหนาประมาณครึ่งหนึ่งของหลอดยาคูลท์ ความยาวประมาณ 4-5 ซม.

กลไกการออกฤทธิ์

ยาที่ถูกฝังจะค่อยๆ ปล่อยฮอร์โมนคุมกำเนิดออกมาในระยะเวลา 3-5 ปี (แล้วแต่ชนิดของหลอดยา ยี่ห้อ Implanon – 3 ปี,  Jadelle – 5 ปี) 

วิธีใช้

หลอดยาจะถูกฝังเข้าไปใต้ชั้นผิวหนัง โดยใช้เครื่องมือสอดยาแทงทะลุชั้นผิวหนังเข้าไปเป็นแผลเล็กๆ ประมาณ 0.5 ซม. ซึ่งอาจฟังดูน่ากลัว แต่ในกระบวนการทำจริงนั้นง่ายและเจ็บน้อยมาก เนื่องจากจะมีการฉีดยาชาก่อนฝังยา โดยในเดือนแรกที่ฝังยา จะต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย เช่น ใช้ถุงยางอนามัย เพราะยาฝังจะยังออกฤทธิ์ไม่เต็มที่ และเมื่อครบกำหนด 3 ปี ต้องกลับมาที่โรงพยาบาลเพื่อเอายาฝังหลอดเก่าออกและใส่หลอดใหม่เข้าไป

ประสิทธิภาพ

มีโอกาสตั้งครรภ์ 0.01 -0.5%

ผลข้างเคียง

อาจมีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ หรือมีเลือดออกกะปริบกะปรอยได้

4.แผ่นแปะคุมกำเนิด

รูปแบบยา

เป็นแผ่นแปะขนาดเล็ก แผ่นแปะ 1 ชุด ใช้ได้ 1 เดือน

กลไกการออกฤทธิ์

ประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโพรเจสเทอโรน ออกฤทธิ์เหมือนกับยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนคู่ คือ ป้องกันไม่ให้ไข่ตก โดยเมื่อนำไปแปะตามส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ตัวแผ่นแปะจะค่อยๆ ปล่อยฮอร์โมนคุมกำเนิดออกมา

ประสิทธิภาพ

เทียบเท่ากับการกินยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนคู่ แต่ประสิทธิภาพจะลดลงหากใช้ในคนที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 90 กก.

วิธีใช้

ในชุดประกอบด้วยแผ่นแปะ 3 แผ่น สำหรับแปะสัปดาห์ละ 1 แผ่น และเว้นไม่แปะในสัปดาห์ที่ 4 ของรอบเดือน ซึ่งจะเป็นช่วงที่ประจำเดือนมา แต่จะต้องแปะต่อเนื่องติดต่อกันทุกสัปดาห์ หากลืมแปะจะเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์สูงมาก โดยต้องแปะไว้ตลอดเวลา ห้ามแกะออก ตัวแผ่นแปะจะเหนียวหนึบทนทาน จึงสามารถอาบน้ำและว่ายน้ำได้ตามปกติในขณะที่แปะ

ผลข้างเคียง

แผ่นแปะคุมกำเนิดอาจทำให้ระคายเคืองบริเวณผิวที่ติดแผ่นแปะไว้ มีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน และเจ็บเต้านมได้

5.ห่วงคุมกำเนิด

รูปแบบยา

เป็นแท่งพลาสติกอันเล็กจิ๋ว ขนาดเล็กกว่าปลายนิ้วก้อย ส่วนปลายกางออกเป็นลักษณะคล้ายร่มหรือห่วง

วิธีใช้

ใช้ใส่เข้าไปทางปากมดลูก ตัวห่วงจะกางอยู่ในโพรงมดลูก มีกลไลในการกระตุ้นการสร้างสารที่เป็นพิษต่ออสุจิ ห่วงคุมกำเนิดบางรุ่นจะสามารถปล่อยฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนออกมาช่วยคุมกำเนิดได้ด้วย เช่น ห่วงคุมกำเนิด Mirena มีอายุการใช้งาน 3-5 ปี แล้วแต่รุ่น ผู้ใช้การคุมกำเนิดวิธีนี้ควรมาตรวจภายในทุกปีเพื่อเช็กสภาพและตำแหน่งของห่วงคุมกำเนิด

ประสิทธิภาพ

มีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์ 0.06-0.08%

ผลข้างเคียง

เลือดออกกระปริบกะปรอย ประจำเดือนมามากผิดปกติ ปวดท้องประจำเดือน ตกขาว แต่การใส่ห่วงคุมกำเนิดจะไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นอุ้งเชิงกรานอักเสบและการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

6.การใช้ถุงยางอนามัย (ชาย)

ข้อดี

เป็นการคุมกำเนิดวิธีเดียวที่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ เช่น โรคหนองใน ซิฟิลิส โรคเอดส์ หากป้องกันด้วยวิธีนี้เพียงอย่างเดียว จะมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์ได้ 15%

การหลั่งภายนอก  

มีโอกาสพลาดและเกิดการตั้งครรภ์ได้ประมาณ 27%

การนับวันปลอดภัย

เป็นการป้องกันด้วยการนับหน้า 7 หลัง 7 ซึ่งถือเป็นระยะปลอดภัยในการมีเพศสัมพันธ์ โดยหน้า 7 = วันก่อนประจำเดือนมา 7 วัน และหลัง7 = นับจากวันแรกที่มีประจำเดือนมาไป 7 วัน (ไม่ใช่เริ่มนับจากวันที่ประจำเดือนหมด) วิธีนี้ไม่ควรใช้กับผู้ที่มีรอบเดือนไม่สม่ำเสมอ และมีโอกาสพลาดตั้งครรภ์ 25%

การคุมกำเนิดแบบถาวร

การทำหมันหญิง

1.การทำหมันเปียก (ทำหมันหลังคลอด)

ทำได้ด้วยการตัดท่อนำไข่ให้แยกออกจากกัน ส่งผลให้อสุจิไม่สามารถเดินทางไปผสมกับไข่ได้ มีโอกาสพลาดตั้งครรภ์ 0.05%

ข้อดี

1. ทำง่ายกว่าหมันแห้ง เนื่องจากระดับของมดลูกอยู่สูงกว่า

2. แผลเล็กมาก โดยจะมีแผลรอยกรีดบริเวณใต้สะดือยาวประมาณ 3-5 ซม.

3. ไม่มีผลต่อฮอร์โมนเพศ ไม่ทำให้ความรู้สึกทางเพศหรืออารมณ์เปลี่ยนแปลง

4. ไม่มีผลต่อน้ำหนักตัว

ข้อเสีย

1. เป็นการทำหมันถาวร ก่อนการทำควรตัดสินใจให้รอบคอบ หรือปรึกษาสามีและครอบครัวก่อนทำให้ดี

2. หากเปลี่ยนใจอยากมีลูกในภายหลังจะแก้หมันยาก โอกาสแก้สำเร็จน้อยมาก

2.การทำหมันแห้ง

ประสิทธิภาพเหมือนกับการทำหมันเปียก แต่ทำยากกว่า

การทำหมันชาย

เป็นวิธีที่ง่าย ปลอดภัย และได้ผลดี ขณะทำไม่ต้องวางยาสลบ เพียงฉีดยาชาและกรีดแผลผ่าตัดเล็กๆ ที่บริเวณถุงอัณฑะ จากนั้นตัดท่อนำอสุจิให้แยกออกจากกัน ซึ่งจะทำให้อสุจิไม่สามารถหลั่งออกไปสู่ภายนอกได้ หลังผ่าตัดสามารถกลับบ้านได้ทันที โดยหลังจากนั้นต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วยเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อรอให้เชื้ออสุจิหมดไป วิธีนี้มีโอกาสตั้งครรภ์ 0.03%

ข้อดี

ทำง่ายกว่าการทำหมันหญิงมาก มีภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดน้อยกว่า และหลังทำฮอร์โมนเพศชายยังอยู่ครบถ้วน ไม่มีผลต่อความรู้สึกทางเพศ สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่