เทคโนโลยีด้านสุขภาพ

วิธีกินยาคุมฉุกเฉินให้ปลอดภัย ป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างมั่นใจ และเปรียบเทียบวิธีคุุมกำเนิดแบบต่างๆ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ มิ.ย. 24, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 18 นาที
Istock 649597058 m

วิธีกินยาคุมฉุกเฉินให้ปลอดภัย พร้อมป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างมั่นใจ

ยาคุมฉุกเฉิน เป็นยาคุมอีกชนิดหนึ่งที่จะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ในกรณีที่ฉุกเฉินจริงๆ เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันและไม่เคยกินหรือฉีดยาคุมมาก่อน สำหรับประสิทธิภาพในการป้องกันจะอยู่ที่ประมาณ 85% ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสตั้งครรภ์เลย แต่อาจมีโอกาสพลาดเพียงน้อยนิดเท่านั้น นอกจากนี้การกินยาคุมฉุกเฉินก็อาจมีผลข้างเคียงตามมาได้อีกด้วย จึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับยาคุมฉุกเฉินให้มากขึ้น ซึ่งมีข้อมูลที่ควรรู้ดังนี้

โฆษณาจาก HonestDocs
บริการจัดส่งยาคุม

ไม่ต้องไปที่ร้านให้วุ่นวาย รอรับที่บ้านได้เลย

เลือกซื้อ

7 ข้อควรรู้ ก่อนทานยาคุมฉุกเฉิน สำหรับผู้หญิง

1. ยาคุมฉุกเฉินไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อได้

ยาชนิดนี้มีประโยชน์ในการป้องกันการตั้งครรภ์เท่านั้น ไม่สามารถป้องกันโรคจากเพศสัมพันธ์ได้หากจะป้องกันโรคทางเพศสัมพันธ์ควรใช้วิธีสวมถุงยางอนามัยจะดีที่สุด

โฆษณาจาก HonestDocs

บริการจัดส่งยาคุม

ไม่ต้องไปที่ร้านให้วุ่นวาย รอรับที่บ้านได้เลย

เลือกซื้อ

2. ยาเม็ดคุมกำเนิด มีผลข้างเคียงค่อนข้างสูง

ยาคุมฉุกเฉินจะมีผลข้างเคียงสูงมาก เพราะเป็นฮอร์โมนระหว่าง Estrogen และ Progestogen ซึ่งจะทำหน้าที่ออกฤทธิ์ต่อสภาพแวดล้อมของเยื่อบุโพรงมดลูก จึงมีผลต่อฮอร์โมนและเกิดความผิดปกติต่อผู้รับประทาน เช่น การมีประจำเดือนผิดปกติ มีอาการคลื่นไส้อาเจียน และหากทานบ่อยๆอาจจะเสี่ยงต่อการท้องนอกมดลูกได้

3. ต้องทานทันที หลังร่วมเพศไม่เกิน 72 ชั่วโมง

ยาคุมกำเนิดแบบนี้ ความจริงไม่ใช่ยาแต่เป็นฮอร์โมนเพศหญิงได้แก่ฮอร์โมนโพรเจสเตอโรนอย่างเดียว และฮอร์โมนรวมซึ่งใส่ไว้ในปริมาณสูงกว่าที่ใส่ในยาคุมทั่วไปถึง 2 เท่า ทำให้ต้องทานหลังร่วมเพศไม่เกิน 72 ชั่วโมง หากพ้นจากนี้ไปแล้ว ยาคุมฉุกเฉินอาจไม่มีผลในการป้องกันการตั้งครรภ์ได้

ยาคุมฉุกเฉิน 1 แผง มี 2 เม็ด

4. ควรทานยานี้ในยามฉุกเฉินจริงๆ

ควรทานยาคุมฉุกเฉินเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น เพราะอาจไปกระตุ้นเซลล์มะเร็ง หรืออาจทำให้ไปกระทบต่อรังไข่และมดลูกได้ โดยทั่วไปทั้งชีวิตไม่ควรรับประทานเกิน 2 ครั้ง

5. ประสิทธิภาพต่ำ

ประสิทธิภาพของยาคุมฉุกเฉิน จะไม่สูงเท่ายาคุมแบบอื่นคือ จะสามารถป้องกันได้พียง 58-95 เปอร์เซ็นต์ จึงสามารถเกิดความผิดพลาดได้สูง ทางที่ดีควรรับประทานภายใน 24 ชั่วโมง

6. ต้องทานตามเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

คุมกำเนิดฉุกเฉิน 1 กล่องจะมีตัวยา 2 เม็ด ควรรับประทานทั้ง 2 เม็ด โดยเม็ดแรกภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ และเม็ดที่สองเมื่อครบ 12 ชั่วโมงหลังจากกินเม็ดแรกแล้ว ซึ่งวิธีนี้จะทำให้มีประสิทธิภาพสูงมากแต่ก็มีผลข้างเคียงมากเช่นกัน

7. ทำให้ขาดแคลเซียม

จากผลการวิจัยระบุว่า ผู้หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิด ต้องการปริมาณแคลเซียมมากถึง 1,000 มิลลิกรัม ซึ่งหากรับประทานน้อยจะมีผลเสียต่อมวลกระดูกเป็นอย่างมาก ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน กระดูกแตกหักง่ายและเปราะเมื่อมีอายุที่มากขึ้น โดยอาจดื่มนมวันละ 3 แก้ว รับประทานโยเกิร์ตวันละ 3 ถ้วย รับประทานเนยหรือซีเรียล น้ำผลไม้แบบเสริมแคลเซียมวันละ 3 มื้อ ซึ่งก็เป็นเรื่องยากในการรับประทานแบบนี้เหมือนกัน

จะเห็นได้ว่ายาคุมกำเนิดฉุกเฉินไม่ได้มีแต่ประโยชน์อย่างเดียว เพราะอาจทำให้เกิดผลค้างเคียงในภายหลังได้ ซึ่งหากไม่จำเป็นจริงๆก็ควรจะใช้วิธีอื่นดีกว่า ซึ่งยาคุมฉุกเฉินนั้น ผู้หญิงเราควรทานแค่ไม่เกิน 2 ครั้งเท่านั้น หากเกินกว่านี้อาจเป็นอันตรายได้มากทีเดียว

ยาคุมฉุกเฉินมีกี่แบบ แบบไหนดีกว่ากัน?

เมื่อพูดถึงยาคุมฉุกเฉิน หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับยาคุมที่เป็นตัวยาแบบเม็ด แต่รู้ไหมว่าในปัจจุบันนี้ยังมียาคุมฉุกเฉินอีกชนิดหนึ่งด้วย นั่นคือยาคุมแบบห่วงทองแดงนั่นเอง ซึ่งจะทำหน้าที่ในการทำลายไข่และเชื้ออสุจิไม่ให้เกิดการปฏิสนธิกัน จึงสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้มากถึง 99% และแน่นอนว่ามีประสิทธิภาพที่สูงกว่ายาคุมแบบเม็ดเป็นอย่างมาก แต่จะใช้โดยการสอดเข้าไปในช่องคลอด ดังนั้นจึงต้องปรึกษาแพทย์ก่อนทำการคุมกำเนิดฉุกเฉินด้วยวิธีนี้ และสำหรับข้อมูลดังต่อไปนี้ จะกล่าวถึงยาคุมฉุกเฉินแบบเม็ดเท่านั้น

เมื่อไรที่ควรกินยาคุมฉุกเฉิน?

การกินยาคุมฉุกเฉินเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด จะต้องกินทันทีหลังจากมีเพศสัมพันธ์ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ในการป้องกันการตั้งครรภ์ประมาณ 85% แต่หากไม่ทันจริงๆ ก็สามารถกินภายใน 72 ชั่วโมงได้ แต่จะมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดน้อยลงมากว่าเดิม คือประมาณ 75% นั่นเอง ดังนั้นเมื่อมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ควรรีบกินยาคุมฉุกเฉินทันที

วิธีกินยาคุมฉุกเฉินอย่างถูกต้อง

1.หลังจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ควรกินยาคุมฉุกเฉินเม็ดแรกให้เร็วที่สุด โดยไม่ควรนานเกิน 120 ชั่วโมงหรือ 5 วัน หรือจะให้ดีก็ไม่ควรเกิน 72 ชั่วโมง หรือ 3 วัน หรือถ้าดีที่สุดก็ต้องไม่เกิน 12 ชั่วโมง และหลังกินเม็ดแรกไปแล้ว 12 ชั่วโมงก็ต้องกินเม็ดที่ 2 ซ้ำอีก 1 เม็ด

2.สามารถกินยาคุมฉุกเฉิน 2 เม็ดพร้อมกันไปเลยทีเดียวได้ โดยที่จะไม่มีความแตกต่างกันทั้งในเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัยกับการแบ่งกินออกเป็น 2 ครั้ง แต่กับในบางรายโดยเฉพาะมือใหม่อาจจะทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ เนื่องจากตัวยาในรูปแบบการกินครั้งเดียวจะมีความแรงเพิ่มมากขึ้นจากการแบ่งกิน 2 ครั้งถึง 2 เท่า คือจะมีตัวยาที่ชื่อลีโวนอร์เจสเตรล (Levonorgestrel) ขนาด 1.5 มิลลิกรัม ซึ่งแม้กินเพียง 1 เม็ดก็จะให้ผลเทียบเท่าการแบ่งกิน 2 เม็ดนั่นเอง

3.หลังจากที่กินยาในแต่ละเม็ดไปแล้ว หากมีการอาเจียนออกมาภายในเวลา 2 ชั่วโมง จะต้องซ้ำใหม่อีก 1 เม็ดในทันที

4.การกินยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน อาจทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนตามมาได้ การกินยาแก้อาเจียนเสียก่อนก็สามารถที่จะช่วยบรรเทาอาการลงได้

5.การกินยาคุมฉุกเฉินมากกว่า 2 กล่องหรือ 4 เม็ดต่อเดือนขึ้นไป อาจทำให้มีผลข้างเคียงกับรังไข่ในระยะยาวเกิดขึ้นได้

6.หากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน และลืมกินยาคุมชนิดปกตินานเกิน 3 วันก็สามารถที่จะกินยาคุมฉุกเฉินได้

7.ควรเก็บยาคุมฉุกเฉินเอาไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิห้องปกติหรือมีอุณหภูมิไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส

คำแนะนำในการใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน

การใช้ยาคุมฉุกเฉินแม้จะมีความปลอดภัยสูง แต่หากใช้อย่างผิดวิธีก็อาจส่งผลในระยะยาวได้เหมือนกัน จึงมีคำแนะนำในการใช้ยาคุมดังนี้

1.ควรขอคำปรึกษาจากแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ ก่อนที่จะใช้ยาคุมฉุกเฉิน

2.หากแม้จะกินยาคุมฉุกเฉินตามกำหนดอย่างถูกต้องแล้วก็ยังเกิดการตั้งครรภ์ เด็กก็ยังจะเป็นปกติดีอยู่

3.หากกินยาภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากการมีเพศสัมพันธ์ ตัวยาก็จะออกฤทธิ์ในการป้องกันการตั้งครรภ์ได้ถึง 75 – 79% (จะต้องกินยาทั้งหมด 2 เม็ด) แต่ถ้าหากเป็น 12 – 24 ชั่วโมงหลังจากการมีเพศสัมพันธ์เกิดขึ้นก็จะช่วยป้องกันได้ถึง 85%     แต่หากพ้นจาก 72 ชั่วโมงไปแล้ว หรือเลยเวลาไป 72 – 120 ชั่วโมงก็จะสามารถป้องกันได้แค่ 60% เท่านั้น

4.แม้ว่าในระหว่างที่กินยาเม็ดแรกกับเม็ดที่ 2 นั้น จะสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างไร้กังวล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะวางใจได้ 100% เพราะยังมีโอกาสที่จะตั้งครรภ์ได้อยู่ โดยเฉพาะหากมีเพศสัมพันธ์หลังจากที่กินยาครบ 2 เม็ดไปแล้ว ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการตั้งครรภ์ให้สูงมากขึ้น

5.ภายในระยะเวลา 1 เดือนสามารถกินยาคุมฉุกเฉินได้มากกว่า 1 ครั้ง และการกินยาคุมฉุกเฉินสามารถกินได้มากกว่า 2 ครั้ง แต่ไม่ควรเกิน 2 กล่องต่อเดือน

6.การใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินซ้ำกันหลายครั้ง อาจส่งผลให้เกิดอันตรายร้ายแรงตามมาได้ จึงไม่ควรที่จะใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินเพื่อคุมกำเนิดประจำหรือใช้กินเป็นยาคุมกำเนิดในระยะยาว

7.หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น เช่น หากพบว่าประจำเดือนขาดหรือประจำเดือนไม่มา ให้ไปพบแพทย์โดยเร็ว

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

การกินยาคุมฉุกเฉินอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ ซึ่งจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสุขภาพร่างกายของบุคคลนั้นๆ ด้วย โดยผลข้างเคียงจากการกินยาคุมฉุกเฉินที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ มีดังนี้

1.ประจำเดือนมาไม่ปกติ

เนื่องจากยาคุมฉุกเฉินจะเข้าไปยับยั้งการตกไข่และเลื่อนการตกไข่ออกไป ทำให้ประจำเดือนอาจมาไม่ปกติได้ เช่น มาช้ากว่าเดิม มาแบบกะปริบกะปรอย แต่ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะอาการเหล่านี้จะไม่เป็นอันตรายใดๆ และกลับมาปกติในเดือนต่อไปนั่นเอง

2.คลื่นไส้ อาเจียน

เพราะยาคุมฉุกเฉินส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนในร่างกายโดยตรง ทำให้ภาวะที่ฮอร์โมนเกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหันนั้น อาจทำให้เกิดอาการคลื่นอาเจียนได้ และรู้สึกพะอืดพะอมตลอดเวลา ซึ่งหากอาเจียนมากจนร่างกายเกิดความอ่อนเพลีย ควรดื่มน้ำเกลือแร่บ่อยๆ หรืออาจไปพบแพทย์ทันที

3.ปวดศีรษะ

ในบางคนที่ร่างกายมีการต่อต้านยาคุมหรือปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนไม่ทัน อาจมีอาการปวดศีรษะได้ ซึ่งควรกินยาแก้ปวด และพักผ่อนให้มากๆ เพื่อบรรเทาอาการปวดให้ทุเลาลง

4.ปวดท้อง

เมื่อกินยาคุมฉุกเฉินอาจมีอาการปวดท้อง คล้ายกับตอนมีประจำเดือนได้ ซึ่งสามารถบรรเทาได้ด้วยการกินยาแก้ปวดพาราเซตามอล หรือยาแก้ปวดประจำเดือน

5.เสี่ยงตั้งครรภ์นอกมดลูก

กรณีการตั้งครรภ์นอกมดลูกจะเสี่ยงมากในคนที่กินยาคุมฉุกเฉินบ่อยๆ หรือกินยาคุมฉุกเฉินแบบต่อเนื่องแทนยาคุมทั่วไป ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงจากการตั้งครรภ์นอกมดลูก ควรกินยาคุมฉุกเฉินเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น หากต้องการคุมกำเนิดในระยะยาว แนะนำให้ใช้วิธีการฉีดยาคุมหรือกินยาคุมแบบทั่วไปจะดีกว่า

6.เสี่ยงเป็นมะเร็ง

มีรายงานทางการแพทย์กล่าวว่า ในชีวิตของผู้หญิง ไม่ควรกินยาคุมฉุกเฉินเกินจาก 2 ครั้ง เพราะยาคุมชนิดนี้จะไปกระตุ้นเซลล์มะเร็งให้เจริญเติบโตและส่งผลให้เกิดมะเร็งในที่สุด โดยเฉพาะมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งรังไข่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังทำให้มดลูกอ่อนแอและบางลง ซึ่งส่งผลต่อการมีบุตรในอนาคตได้เช่นกัน

ผลข้างเคียงในระยะยาว

ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด หากกินในช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่หากใช้ยานี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือใช้ยานี้นานเกิน 2 กล่องต่อเดือน ไม่เพียงแต่ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดจะเทียบยาคุมกำเนิดแบบปกติไม่ได้เท่านั้น แต่ยังมีผลให้รังไข่และเยื่อบุโพรงมดลูกมีอาการผิดปกติ อีกทั้งยังมีโอกาสเสี่ยงที่จะตั้งครรภ์นอกมดลูกได้ถึง 2% อีกด้วย

ควรกินยาคุมกำเนิดฉุกเฉินยี่ห้อไหนดี?

สำหรับในประเทศไทย จะมียาคุมฉุกเฉินวางจำหน่ายอยู่ด้วยกัน 2 ยี่ห้อ คือมาดอนน่า กับ โพสตินอร์ ซึ่งเป็นยาคุมฉุกเฉินที่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือ ลีโวนอร์เจสเดรล (Levonorgestrel) ซึ่งทั้งสองยี่ห้อนี้ต่างก็มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดไม่แตกต่างกันมากนัก เนื่องจาก เป็นยาชนิดเดียวกันและมีขนาดเท่ากัน แล้วแต่ว่าใครจะสะดวกซื้อแบบไหนเท่านั้นเอง รวมทั้งยาคุมฉุกเฉินแบบฮอร์โมนรวม คือจะรวมฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Levonorgestrel) กับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Ethinyl estradiol) เข้าไว้ด้วยกัน แต่ในปัจจุบันก็ได้มีการผลิตยาคุมฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพสูงมากขึ้นออกมา คือ Ulipristal acetate แต่ยังไม่มีวางจำหน่ายในประเทศไทย

หาซื้อยาคุมได้ที่ไหน?

สำหรับผู้ที่ต้องการจะซื้อก็สามารถหาซื้อได้ตามร้านเภสัชทั่วไป หรือใครจะสะดวกที่จะสั่งซื้อทางออนไลน์ ก็สามารถที่จะออนไลน์ได้ที่ Honestdocs เลย

ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินเป็นยาคุมที่ใช้สำหรับกรณีฉุกเฉิน เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ตั้งใจหรือไม่ได้คุมกำเนิดด้วยวิธีใดมาก่อนเท่านั้น และมีข้อจำกัดพอสมควร ดังนั้นจึงไม่ควรนำมาใช้คุมกำเนิดแบบระยะยาวหรือนำมากินอย่างต่อเนื่องเด็ดขาด

กินยาคุมฉุกเฉิน อ้วนไหม?

เป็นคำถามที่ผู้หญิงส่วนใหญ่เกิดความกังวลเป็นอย่างมาก ว่าหากกินยาคุมฉุกเฉิน จะทำให้อ้วนไหม ความจริงแล้วยังไม่มีผลสรุปที่แน่ชัดว่ายาคุมฉุกเฉินสามารถทำให้น้ำหนักขึ้นได้หรือเปล่า แต่ตามหลักแล้วการกินยาคุมฉุกเฉินจะกินเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น ไม่ได้กินบ่อยๆ เหมือนยาคุมทั่วไป จึงไม่น่าจะมีผลต่อน้ำหนักตัว ซึ่งในชีวิตหนึ่งคนเราอาจกินยาคุมแบบฉุกเฉินแค่ 1-2 ครั้งเท่านั้น จึงหมดกังวลไปได้เลย

ยาคุมฉุกเฉิน แม้จะสามารถใช้ป้องกันการตั้งครรภ์ในกรณีฉุกเฉินได้ดี แต่ก็ไม่ควรกินบ่อยๆ เพราะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้เช่นกัน โดยเฉพาะมดลูกและระบบสืบพันธุ์ ดังนั้นหากต้องมีเพศสัมพันธ์บ่อยครั้ง แนะนำให้คุมกำเนิดด้วยการสวมถุงยางอนามัยหรือกินยาคุมแบบประจำจะดีกว่า ซึ่งก็มีผลข้างเคียงน้อยและมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดไม่แพ้ยาคุมฉุกเฉินเลยทีเดียว

 

เปรียบเทียบวิธีคุมกำเนิด และประสิทธิภาพ

  โอกาสตั้งครรภ์        
ชนิดของยาคุมกำเนิด คนทั่วไป คนที่ใช้อย่างสมบูรณ์แบบ การเข้าถึง อายุการใช้งาน ต่อ 1 หน่วย ราคาต่อหน่วย (บาท) ความยากง่ายในการใช้
ชั่วคราว
ยาเม็ดคุมกำเนิด
ฮอร์โมนคู่ 8% 0.30% ซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป 1 เดือน 50 – 500 ยาก
ห้ามลืมกินแม้แต่วันเดียว
ฮอร์โมนเดี่ยว 3 – 10% 0.30% ยากมาก
ต้องกินตรงเวลาทุกวัน
ยาฉีดคุมกำเนิด
แบบ 3 เดือน 3% 0.30% โรงพยาบาล 3 เดือน 100 – 200 ปานกลาง
ต้องไปฉีดยาให้ตรงเวลา
ยาฝังคุมกำเนิด 0.01 – 0.5% โรงพยาบาล 3 – 5ปี 2,500 ง่าย
ไปรพ. 3ปีครั้ง ระหว่างนั้นนอนเกาพุง
แผ่นแปะคุมกำเนิด 8% 0.30% ซื้อได้ตามร้านขายยาใหญ่ๆ 1 เดือน 400 – 600 ปานกลาง
ต้องเปลี่ยนแผ่นแปะทุกสัปดาห์
ห่วงคุมกำเนิด 0.06 – 0.08% โรงพยาบาล 3 – 5 ปี 1,000 – 5,000 ง่าย-ปานกลาง
ต้องไปให้แพทย์ตรวจเช็คทุกปี ไม่เหมาะกับคนที่ไม่ชอบการตรวจภายใน
ถุงยางอนามัย 15% ซื้อได้ทุกที่ 1 ครั้ง ต่ำกว่า 100 ง่าย
อาจขัดจังหวะในการมีเพศสัมพันธ์
หลั่งภายนอก 27% - - - ง่าย
นับวันปลอดภัย 25% ซื้อได้ทุกที่ 1 ครั้ง ต่ำกว่า 100 ง่าย-ปานกลาง
ไม่เหมาะสำหรับคนรอบเดือนไม่สม่ำเสมอ
ถาวร
หมันหญิง
หมันเปียก 0.05% โรงพยาบาล ตลอดชีวิต 3,000-5,000 (ราคาแล้วแต่โรงพยาบาล) ง่าย
หมันแห้ง
ผ่าหลังคลอด พักฟื้นเพิ่มเพียง
1 วัน ทำยากกว่าหมันแห้ง แผลใหญ่กว่า
หมันชาย 0.02% - ทำฟรีที่คลินิกมีชัย ง่ายมาก
ราคาแล้วแต่โรงพยาบาล ไม่ต้องวางยาสลบ ทำเสร็จกลับบ้านได้ทันที

การคุมกำเนิดแบบชั่วคราว

ยาเม็ดคุมกำเนิด  แบ่งใหญ่ๆได้เป็น  2 ประเภท

แบบฮอร์โมนคู่

ในเม็ดยาจะมีส่วนผสมของฮอร์โมน 2 ชนิด คือ เอสโตรเจน (Estrogen) และ โพรเจสเทอโรน (Progesterone) มีผลยับยั้งการตกไข่  

รูปแบบยา

จำนวนเม็ด

มีแบบ28เม็ด และ 21 เม็ด ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดเท่ากัน

ปริมาณฮอร์โมน

  • ปริมาณฮอร์โมนเท่ากันทุกเม็ด

  • ปริมาณฮอร์โมนแต่ละเม็ดไม่เท่ากัน ปรับให้ใกล้เคียงตามธรรมชาติของผู้หญิง ราคาแพงกว่าแบบแรก เช่น Oliezz, Tricliest

สองแบบนี้ประสิทธิภาพ และผลข้างเคียงไม่ต่างกัน  

วิธีการใช้ยา

กินยาเรียงตามลำดับลูกศรจนกว่าจะหมดแผง

  1. แบบ 28 เม็ด: ประจำเดือนจะมาใน 7 เม็ดสุดท้ายของแผง เมื่อยาหมดแผงแล้ว ให้เริ่มแผงใหม่ในวันถัดไปทันที

  2. แบบ 21 เม็ด : เมื่อยาหมดแผงแล้ว ให้นับต่อไปอีก 7 วัน (ประจำเดือนจะมาในช่วง 7 วันนี้) แล้วจึงเริ่มกินแผงใหม่ในวันที่ 8

สำหรับผู้เริ่มใช้ยา ควรเริ่มกินภายใน 5 วันแรกของการมีประจำเดือน ดีที่สุดคือเริ่มกินในวันแรกของการมีประจำเดือน ในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังเริ่มกินยา ยายังออกฤทธิ์ไม่เต็มที่ ต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย เช่น ใช้ถุงยางอนามัย ควรกินยาอย่างสม่ำเสมอ ในเวลาเดียวกันของทุกวัน จะช่วยลดการเกิดเลือดประจำเดือนออกกะปริบกะปรอยได้ และแนะนำให้กินยาตอนก่อนนอน เพราะจะช่วยหลีกเลี่ยงอาการคลื่นไส้อาเจียนหลังกินยาได้  

หากลืมกินยาทำอย่างไร?

ลืม 1 เม็ด

  • ถ้านึกได้ก่อนถึงเวลากินเม็ดถัดไป ให้กินเม็ดนั้นทันทีที่นึกได้ แล้วกินเม็ดถัดไปตามเวลาปกติ

  • ถ้านึกได้ตอนใกล้ถึงเวลากินเม็ดถัดไป ให้กินเม็ดที่ลืมและเม็ดถัดไปพร้อมกัน 2 เม็ด ตามเวลากินปกติ

ลืมกิน ≥ 2 เม็ด

ให้หยุดยาแผงนั้นไปเลย คุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นไปก่อน รอประจำเดือนมาแล้วเริ่มแผงใหม่ในวันแรกของการมีประจำเดือน (หากเริ่มกินแผงใหม่ให้ใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วยในช่วง2สัปดาห์แรก)

ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด

สำหรับการใช้ยาที่สมบูรณ์แบบ กินยาตรงเวลาเป๊ะ-ไม่ลืม มีโอกาสตั้งครรภ์เพียง 0.3% แต่สำหรับการใช้ยาแบบคนทั่วไป ลืมกินบ้าง กินไม่ตรงเวลาบ้าง จะมีโอกาสตั้งครรภ์ 8%

ข้อดี
  1. หลังหยุดกินแล้ว สามารถตั้งครรภ์ได้เลยในเดือนถัดมา

  2. ประจำเดือนมาสม่ำเสมอตามปกติ ลดอาการปวดประจำเดือนได้

  3. ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งมดลูกและรังไข่

ข้อเสีย
  1. ต้องมีวินัยในการกินยาให้สม่ำเสมอ หากกินยาไม่สม่ำเสมอจะเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์

  2. หากมีการใช้ยาต่อเนื่องนานตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป จะเพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งปากมดลูก ผู้ใช้ยาควรไปตรวจมะเร็งปากมดลูกปีละ 1 ครั้ง

  3. เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน การเกิดโรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจขาดเลือด

ข้อห้ามใข้
  1. ห้ามใช้ในหญิงให้นมบุตร เพราะจะทำให้น้ำนมหยุดไหล

  2. ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวดังต่อไปนี้ โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคมะเร็งเต้านม มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก และผู้ที่อายุมากกว่า 35 ปี ซึ่งสูบบุหรี่จัด

  3. ผู้ป่วยที่มีเลือดออกช่องคลอดผิดปกติ ที่ยังหาสาเหตุไม่ได้

ผลข้างเคียงของการใช้ยา
  1. ในช่วงเดือนแรกๆที่ใช้ อาจทำให้ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ มากะปริบกะปรอย  แต่หลังจากใช้ไปเรื่อยๆ รอบเดือนจะเริ่มสม่ำเสมอขึ้น

  2. ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ คลื่นไส้

  3. คัดตึงเต้านม

  4. น้ำหนักขึ้น

  5. หน้าเป็นฝ้า

แบบฮอร์โมนเดี่ยว

ตัวยาประกอบด้วยฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน(Progesterone)เพียงอย่างเดียว กลไกหลักในการคุมกำเนิดคือเพิ่มความเหนียวข้นของมูกบบริเวณปากมดลูก ทำให้อสุจิวิ่งผ่านไม่ได้  มักใช้ในการคุมกำเนิดสำหรับแม่หลังคลอดที่ให้นมบุตร

รูปแบบยา

มีแบบเดียว คือยาเม็ดแผง 28 เม็ด

วิธีการใช้ยา

กินยาเรียงตามลำดับลูกศรจนกว่าจะหมดแผง โดยต้องกินตรงเวลาเดิมทุกวัน ห้ามคลาดเคลื่อนเกิน 3 ชั่วโมง มิเช่นนั้นจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการคุมกำเนิด

  1. เมื่อยาหมดแผง ให้กินแผงใหม่ต่อในวันถัดไปเลย ไม่ต้องเว้นระยะ

  2. ในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังเริ่มกินยา ยายังออกฤทธิ์ไม่เต็มที่ ต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย เช่น ใช้ถุงยางอนามัย

หากลืมกินยาทำอย่างไร?
  1. ลืม 1 เม็ด ให้กินเม็ดนั้นทันทีที่นึกได้ และกินเม็ดต่อไปตามเวลาเดิม และใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วยเป็นเวลา 1 สัปดาห์

  2. ลืม 2 เม็ด ให้กินยาต่อไป วันละ 1 เม็ด และใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วยเป็นเวลา 1 สัปดาห์

ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด
  1. สำหรับการใช้ที่สมบูรณ์แบบ จะมีโอกาสการตั้งครรภ์ 0.3%

  2. สำหรับการใช้ยาแบบคนทั่วไป จะมีโอกาสตั้งครรภ์ 1% โดยประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดจะสูงที่สุดเมื่อใช้ในหญิงให้นมบุตร

ข้อดี
  1. ใช้ได้ดีในแม่หลังคลอดที่ให้นมบุตร ไม่ส่งผลต่อการหลั่งน้ำนม

  2. ใช้ในผู้ที่มีข้อห้ามใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนคู่ หรือผู้ที่ไม่สามารถทนผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนคู่ได้

  3. หลังหยุดกินแล้ว สามารถตั้งครรภ์ได้เลยในเดือนถัดมา

ข้อเสีย

ผู้ใช้ยาจะไม่มีประจำเดือนเป็นรอบๆ อาจไม่มีประจำเดือนเลย หรือมีเลือดออกกะปริบกะปรอย

ข้อห้ามใช้

ไม่มีข้อห้ามใช้, สำหรับการใช้ในผู้ป่วย HIV ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา เนื่องจากการรับประทานยาต้านไวรัสร่วมด้วยอาจลดประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิด

ผลข้างเคียงของการใช้ยา
  1. มีเลือดออกกระปริบกระปรอย

  2. คลื่นไส้

  3. เวียนศีรษะ

  4. คัดตึงเจ็บเต้านม

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการกินยาคุม

กินยาคุมแล้วอ้วน จริงหรือไม่?

ยาคุมไม่ทำให้อ้วน แต่อาจทำให้เกิดการบวมน้ำได้ ขึ้นอยู่กับชนิดของยาและผู้ที่รับประทาน

การกินยาคุมนาน ๆ เมื่อต้องการตั้งครรภ์ จะทำให้เด็กพิการ หรือแท้งง่าย จริงหรือไม่?

ไม่จริง ยาคุมไม่ได้มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น เว้นแต่ทานตอนที่มีการตั้งครรภ์อยู่เท่านั้น

แฟนเดินทางไปต่างประเทศ หรือต่างจังหวัด 1-2 เดือน ควรหยุดทานทันทีหรือไม่?

ไม่ควรหยุดทาน เพราะอาจจะทำให้ประจำเดือนคลาดเคลื่อน จนไม่สามารถกลับมาคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ทันได้

ยาเม็ดคุมกำเนิด สามารถคุมกำเนิดได้ดีในระดับหนึ่งและเหมาะกับผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวที่สุด แต่การกินยาเม็ดคุมกำเนิดนั้นจะต้องกินต่อเนื่องเป็นประจำทุกวันโดยห้ามลืมเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นประสิทธิภาพในการคุมก็จะลดลงไป และมีโอกาสตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้นคนที่ต้องการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้จะต้องไม่เป็นคนขี้หลงขี้ลืมนั่นเอง

ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน

ใช้สำหรับคุมกำเนิดในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไมได้ป้องกัน ถุงยางแตก ลืมรับประทานยาคุมกำเนิด

กลไกการออกฤทธิ์

ป้องกันและชะลอการตกไข่ ไม่สามารถใช้ทำแท้งได้

รูปแบบยา

มี 2 แบบ คือ

  1. ยาเม็ดฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน : ตัวยาประกอบด้วยฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนเข้มข้น ยี่ห้อที่ขายในประเทศไทย เช่น Madonna, Postinor, Mary Pink

    1. วิธีใช้ยา : กิน 2 เม็ดพร้อมกัน กินให้เร็วที่สุดหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ยิ่งกินช้า ยิ่งมีโอกาสตั้งครรภ์มาก และต้องกินภายใน 5วัน หลังมีเพศสัมพันธ์

  1. ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนคู่ สามารถนำมาใช้เป็นยาคุมกำเนิดฉุกเฉินได้ โดยต้องคำนวณขนาดฮอ์โมนเอสโตรเจนในการกินแต่ละครั้งให้ได้ 100 ไมโครกรัม กินทั้งหมดสองครั้ง ห่างกัน 12 ชั่วโมง

    1. เช่น ใช้ยาคุมกำเนิดยี่ห้อ Yasmin มีฮอร์โมนเอสโตรเจน 30 ไมโครกรัม ต่อ 1 เม็ด เพราะฉะนั้น ให้กินครั้งละ 4 เม็ด อีก12ชั่วโมงถัดมา ก็กินอีกสี่เม็ด.

ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด

โดยทั่วไป การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน มีโอกาสตั้งครรภ์ประมาณ 8%

  1. ยาเม็ดฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน ลดโอกาสตั้งครรภ์เหลือ 1 %

  2. ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนคู่ ลดโอกาสการตั้งครรภ์เหลือ 2%

ผลข้างเคียง
  1. ประจำเดือนมาไม่ปกติ อาจมีเลือดออก1-2วันหลังจากกินยา, รอบเดือนมาช้าหรือเร็วกว่าปกติ

  2. คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เจ็บเต้านม เวียนศีรษะ อาการจะค่อยๆหายไปภายใน1 สัปดาห์หลังกินยา

ข้อควรระวัง

ไม่ควรใช้ยาคุมฉุกเฉินเกินเดือนละ 2 ครั้ง และหลังกินยาคุมกำเนิดฉุกเฉินควรพิจารณาหาวิธีคุมกำเนิดวิธีอื่นๆ

 

ยาฉีดคุมกำเนิด DMPA, Depo-povera

 

รูปแบบยา

ตัวยาประกอบด้วยฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน ยา 1 เข็ม มีฤทธิ์การคุมกำเนิด 3 เดือน

วิธีการใช้ยา

ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (นิยมฉีดบริเวณสะโพก) ครั้งละ 1 เข็ม ทุก3เดือน โดยเริ่มฉีดในวันแรกของการมีประจำเดือนหรือภายใน 5 วันแรกของการมีประจำเดือน หลังฉีด จะไม่มีรอบเดือนตามปกติเช่นเดียวกับยาเม็ดคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนเดี่ยว แต่อาจมีเลือดออกกะปริบกะปรอยเรื้อรังได้

ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด

สำหรับการใช้ในคนทั่วไปโอกาสตั้งครรภ์ 3%   และในคนที่ฉีดยาสม่ำเสมอสมบูรณ์แบบ โอกาสตั้งครรภ์มีเพียง 0.3%

ข้อเสีย

ต้องหยุดยานาน มากกว่า9เดือนขึ้นไป จึงจะสามารถมีบุตรได้

ผลข้างเคียงของการใช้ยา
  1. เลือดออกกระปริบกะปรอย, ออกไม่สม่ำเสมอ ไม่อันตราย หากกังวลไปพบแพทย์ได้

  2. น้ำหนักขึ้น (ประมาณ1-2 กก./ปี)

  3. ปวดศีรษะ

  4. อารมณ์แปรปรวน

 

ยาหลอดฝังคุมกำเนิด

รูปแบบยา

ประกอบด้วยฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนเพียงอย่างเดียว หลอดยาเป็นแท่งทรงกระบอกเล็กๆ  ขนาดความหนาประมาณครึ่งหนึ่งของหลอดยาคูลท์ ความยาวประมาณ4-5 ซม.

กลไกการออกฤทธิ์

ยาที่ถูกฝังจะค่อยๆปล่อยฮอร์โมนคุมกำเนิดออกมาในระยะเวลา 3-5ปี (แล้วแต่ชนิดของหลอดยา ; ยี่ห้อ Implanon – 3ปี, Jadelle – 5ปี)  

วิธีใช้

หลอดยาจะถูกฝังเข้าไปใต้ชั้นผิวหนัง โดยใช้เครื่องมือสอดยาแทงทะลุชั้นผิวหนังเข้าไป เป็นแผลเล็กๆประมาณ0.5ซม. (อาจฟังดูน่ากลัว แต่ในกระบวนการทำจริงง่ายและเจ็บน้อยมาก เนื่องจากจะ มีการฉีดยาชาก่อนฝังยา)  

  • โดยในเดือนแรกที่ฝังยา ต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย เช่น ใช้ถุงยางอนามัย เพราะยาฝังจะยังออกฤทธิ์ไม่เต็มที่

  • เมื่อครบกำหนด3ปี ต้องกลับมาโรงพยาบาลเพื่อเอายาฝังหลอดเก่าออก และใส่หลอดใหม่เข้าไป

ประสิทธิภาพ

มีโอกาสตั้งครรภ์ 0.01 -0.5%

ผลข้างเคียง

อาจมีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ หรือมีเลือดออกกะปริบกะปรอยได้

 

แผ่นแปะคุมกำเนิด

รูปแบบยา

เป็นแผ่นแปะขนาดเล็ก แผ่นแปะ 1 ชุด ใช้ได้ 1 เดือน

กลไกการออกฤทธิ์

ประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโพรเจสเทอโรน ออกฤทธิ์เหมือนกับยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนคู่ คือ ป้องกันไม่ให้ไข่ตก เมื่อนำไปแปะตามส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ตัวแผ่นแปะจะค่อยๆปล่อยฮอร์โมนคุมกำเนิดออกมา

ประสิทธิภาพ

เทียบเท่ากับการกินยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนคู่ แต่ประสิทธิภาพจะลดลงหากใช้ในคนน้ำหนักตัวมากกว่า 90 กก.

วิธีใช้

ในชุดประกอบด้วยแผ่นแปะ 3 แผ่น สำหรับแปะสัปดาห์ละ 1 แผ่น และเว้นไม่แปะในสัปดาห์ที่ 4 ของรอบเดือน ซึ่งจะเป็นช่วงที่ประจำเดือนมา

  • ต้องแปะต่อเนื่องติดกันทุกสัปดาห์ หากลืมแปะจะเสี่ยงตั้งครรภ์สูงมาก

  • ต้องแปะตลอดเวลา ห้ามแกะออก ตัวแผ่นแปะจะเหนียวหนึบทนทาน สามารถอาบน้ำและว่ายน้ำได้ตามปกติ

ผลข้างเคียง

ระคายเคืองบริเวณผิวที่ติดแผ่นแปะ

  • มีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ

  • ปวดศีรษะ คลื่นอาเจียน เจ็บเต้านม

 

ห่วงคุมกำเนิด

รูปแบบยา

เป็นแท่งพลาสติกอันเล็กจิ๋ว ขนาดเล็กกว่าปลายนิ้วก้อย ส่วนปลายกางออกเป็นลักษระร่ม/ห่วง

วิธีใช้

ใส่เข้าไปทางปากมดลูก ตัวห่วงจะกางอยู่ในโพรงมดลูก กระตุ้นการสร้างสารที่เป็นพิษต่ออสุจิห่วงคุมกำเนิดบางรุ่นจะสามารถปล่อยฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน ออกมาช่วยคุมกำเนิดได้ เช่น Mirena มีอายุการใช้งาน 3 – 5 ปี (แล้วแต่รุ่น) ผู้ใช้ควรมาตรวจภายในทุกปี เพื่อเช็คสภาพและตำแหน่งของห่วงคุมกำเนิด

ประสิทธิภาพ

โอกาสตั้งครรภ์ 0.06 – 0.08%

ผลข้างเคียง

เลือดออกกระปริบกะปรอย ประจำเดือนมามากผิดปกติ ปวดท้องประจำเดือน ตกขาว

หมายเหตุ

การใส่ห่วงคุมกำเนิดไม่เพิ่มความเสี่ยงการเป็นอุ้งเชิงกรานอักเสบ, ไม่เพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

 

การใช้ถุงยางอนามัย (ชาย)

ข้อดี

เป็นการคุมกำเนิดวิธีเดียวที่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ เช่น โรคหนองใน ซิฟิลิส โรคเอดส์

ประสิทธิภาพ

มีโอกาสตั้งครรภ์ 15%

การหลั่งภายนอก  

ประสิทธิภาพ มีโอกาสตั้งครรภ์ 27%

การนับวันปลอดภัย

มีโอกาสตั้งครรภ์ 25%  นับหน้า 7 หลัง 7  โดยหน้า 7= วันก่อนประจำเดือนมา7วัน และ หลัง7=นับจากวันแรกที่มีประจำเดือนมาไป 7 วัน (ไม่ใช่เริ่มนับจากวันที่ประจำเดือนหมด)  ไม่ควรใช้กับผู้ที่มีรอบเดือนไม่สม่ำเสมอ

การคุมกำเนิดแบบถาวร    

การทำหมันเปียก (หมันหลังคลอด)

วิธีทำ

ตัดท่อนำไข่ให้แยกออกจากกัน อสุจิไม่สามารถเดินทางไปผสมกับไข่ได้

ประสิทธิภาพ

โอกาสตั้งครรภ์ 0.05%

ข้อดี
  • ทำง่ายกว่าหมันแห้ง เนื่องจากระดับของมดลูกอยู่สูงกว่า

  • แผลเล็กมาก รอยแผลจะกรีดบริเวณใต้สะดือ ยาวประมาณ 3-5 ซม.

  • ไม่มีผลต่อฮอร์โมนเพศ ไม่ทำให้ความรู้สึกทางเพศหรืออารมณ์เปลี่ยนแปลง

  • ไม่มีผลต่อน้ำหนักตัว

ข้อเสีย
  • เป็นการทำหมันถาวร ก่อนการทำควรตัดสินใจให้รอบคอบ ปรึกษาสามีและครอบครัวก่อนการทำ

  • แก้หมันยาก โอกาสแก้สำเร็จน้อยมาก

การทำหมันแห้ง

ประสิทธิภาพเหมือนกับหมันเปียก แต่ทำยากกว่า

การทำหมันชาย

เป็นวิธีที่ง่าย ปลอดภัย และได้ผลดี

วิธีทำ

ไม่ต้องวางยาสลบ ฉีดยาชาและกรีดแผลผ่าตัดเล็กๆที่บริเวณถุงอัณฑะ จากนั้นตัดท่อนำอสุจิให้แยกออกจากกัน กลับบ้านหลังผ่าตัดไดทันที เมื่อท่อนำอสุจิถูกตัดแยกจากกัน อสุจิจะไม่สามารถหลั่งออกไปสู่ภายนอกได้ โดยหลังทำต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วยเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อรอให้เชื้ออสุจิหมดไป

ประสิทธิภาพ

โอกาสตั้งครรภ์ 0.03%

ข้อดี

ทำง่ายกว่าหมันหญิงมาก ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดน้อยกว่า ฮอร์โมนเพศชายยังอยู่ครบถ้วน ไม่มีผลต่อความรู้สึกทางเพศ สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ปกติ





มือใหม่หัดใช้ยาคุม

ยาคุมแผงแรก ควรรับประทานเมื่อไหร่

                ก่อนจะแนะนำเรื่องเวลาที่เหมาะสมในการรับประทานยาคุมเม็ดแรกของแผงนั้น ต้องขออธิบายความหมายของ “การใช้ยาคุมแผงแรก” ในที่นี้ก่อนค่ะ ว่าหมายรวมทั้งผู้ที่เริ่มใช้เป็นครั้งแรกในชีวิต กับผู้ที่เคยใช้แล้ว แต่หยุดใช้ไประยะหนึ่งด้วยสาเหตุใด ๆ ก็ตาม และต้องการกลับมาใช้ใหม่อีกครั้งด้วยนะคะ

                ขอแบ่งเป็น 4 กรณี ดังนี้...

 

1.การใช้เป็นครั้งแรกในชีวิต หรือ เริ่มใช้อีกครั้งหลังหยุดคุมกำเนิดไประยะหนึ่ง

                เริ่มรับประทานภายในวันที่ 1-5 ที่มีประจำเดือน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้ไม่ได้ตั้งครรภ์อยู่ เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดความพิการของตัวอ่อน การรับประทาน “เม็ดยาฮอร์โมน” ในช่วงเวลาดังกล่าว ให้ผลในการคุมกำเนิดได้ทันทีตั้งแต่ เม็ดแรกที่รับประทาน 

                ต้องดูดี ๆ นะคะ เพราะยาคุมบางยี่ห้ออาจได้เริ่มใช้ “เม็ดยาหลอก” ก่อน “เม็ดยาฮอร์โมน” ดังนั้น ผลในการคุมกำเนิดจะยังไม่เกิดขึ้นในช่วงที่เริ่มต้นด้วย “เม็ดยาหลอก” ค่ะ

 

                หากมั่นใจว่าไม่มีการตั้งครรภ์แน่นอน และต้องการเริ่มรับประทานทันทีโดยไม่รอให้ประจำเดือนมาก่อน ก็สามารถรับประทานได้เลย แต่ผลในการคุมกำเนิดจะเกิดขึ้นเมื่อมีการรับประทาน “ยาเม็ดฮอร์โมน” ต่อเนื่องกัน 7 วันแล้วสำหรับยาคุมชนิดฮอร์โมนรวม (หรือ 2 วันสำหรับยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนโปรเจสตินเดี่ยว)

               

 

2.การใช้หลังคลอดบุตร

                โดยทั่วไปจะแนะนำให้เริ่มรับประทานยาคุมกำเนิด...

  • หลังคลอด 3 สัปดาห์ ถ้าไม่ได้ให้นมบุตร

                โดยใช้เป็นยาคุมชนิดฮอร์โมนโปรเจสตินเดี่ยว เพื่อป้องกันการเกิดภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ (Venous thromboembolism หรือ VTE)

                และสามารถเปลี่ยนเป็นชนิดฮอร์โมนรวมได้หลังคลอดแล้ว 6 สัปดาห์

 

                โดยใช้เป็นยาคุมชนิดฮอร์โมนโปรเจสตินเดี่ยว เพื่อป้องกันผลกระทบต่อคุณภาพและปริมาณของน้ำนม

                และสามารถเปลี่ยนเป็นชนิดฮอร์โมนรวมภายหลังพ้นช่วง 6 เดือนแรกหลังคลอด ซึ่งเน้นให้ทารกดื่มนมแม่อย่างเดียวเท่านั้น

 

 

3.การใช้หลังแท้งบุตร

                แนะนำให้เริ่มรับประทานทันทีหลังแท้งบุตร โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีคุมกำเนิดอื่น ๆ ร่วมด้วย

 

 

4.การใช้กรณีที่เปลี่ยนจากการคุมกำเนิดวิธีอื่น ๆ

  • เปลี่ยนจากยาฉีดคุมกำเนิด

                เริ่มใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดในวันที่ครบกำหนดฉีดยาคุมครั้งต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีคุมกำเนิดอื่น ๆ ร่วมด้วย

 

  • เปลี่ยนจากห่วงอนามัย (ทั้งแบบฮอร์โมนและห่วงทองแดง)

                เริ่มรับประทานภายในวันที่ 1-5 ที่มีประจำเดือน มีผลคุมกำเนิดได้ทันทีตั้งแต่เม็ดแรก(ยกเว้นเม็ดยาหลอก) และถอดห่วงอนามัยออกได้เลย

 

                อย่างไรก็ตาม สามารถเริ่มใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดนอกเหนือจากเวลาดังกล่าวได้ หากมั่นใจว่าไม่มีการตั้งครรภ์ แต่ควรรอถอดห่วงอนามัยออกเมื่อมีเลือดประจำเดือนมาในครั้งต่อไป

                ในกรณีใช้เริ่มใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดหลังจาก 5 วันแรกของรอบเดือน จะถอดห่วงอนามัยออกเลยก็ได้ ถ้าในรอบเดือนนี้ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์มาก่อน แต่ต้องใช้วิธีคุมกำเนิดอื่น ๆ ร่วมด้วยหรืองดมีเพศสัมพันธ์ต่อไปจนกว่าจะได้รับประทานยาเม็ดฮอร์โมนของยาคุมชนิดฮอร์โมนรวมติดต่อกันครบ 7 วัน (หรือ 2 วันสำหรับยาคุมชนิดฮอร์โมนโปรเจสตินเดี่ยว)

 

  • เปลี่ยนจากวิธีคุมกำเนิดด้วยฮอร์โมนวิธีอื่น ๆ (ยกเว้นยาฉีดคุมกำเนิดและห่วงอนามัย)

                หากมีการใช้ถูกต้องและน่าจะไม่มีการตั้งครรภ์ สามารถเริ่มใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดได้ทันทีที่ต้องการ โดยไม่ต้องรอให้มีประจำเดือนก่อน

 

  • เปลี่ยนจากวิธีคุมกำเนิดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ฮอร์โมนและห่วงอนามัย

                เริ่มรับประทานภายในวันที่ 1-5 ที่มีประจำเดือน หากเป็นเม็ดยาฮอร์โมน จะมีผลคุมกำเนิดได้ทันทีตั้งแต่เม็ดแรก

                หากเริ่มใช้ภายหลังจากนี้ ต้องงดมีเพศสัมพันธ์หรือใช้วิธีคุมกำเนิดอื่น ๆ ร่วมด้วยจนกว่าจะมีการใช้ยาเม็ดฮอร์โมนติดต่อกันครบ 7 วันสำหรับยาคุมชนิดฮอร์โมนรวม หรือ 2 วันสำหรับยาคุมชนิดฮอร์โมนโปรเจสตินเดี่ยว




ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่