มะเร็งและโรคร้าย

โรคอีสุกอีใส

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 216,165 คน

โรคอีสุกอีใส

เกี่ยวกับโรคอีสุกอีใส

เป็นโรคที่เกิดจากไวรัส แยกโรคโดย มีผื่นแดง คัน ร่วมกับมีไข้และไม่มีแรง พบได้บ่อยในฤดูร้อน เกิดบ่อยในเด็กและผู้ใหญ่ในบางราย โรคอีสุกอีใส หรือ chicken pox ชื่อภาษาอังกฤษนี้ได้มาจากลักษณะของรอยโรคที่คล้ายกับหนังไก่ที่ต้มแล้ว จะเป็นจุดขึ้นมาเช่นเดียวกับตุ่มอีสุกอีใส ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้แล้วจะไม่กลับมาเป็นซ้ำอีกตราบชั่วชีวิตเนื่องจากร่างกายได้สร้างภูมิคุ้มกันมาต่อต้านไวรัสจากครั้งแรกที่เป็นแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ในบางรายเชื้อไวรัสในร่างกายอาจกลับมามีฤทธิ์อีกครั้ง ก่อให้เกิดโรคงูสวัดได้ ในปัจจุบันมีการให้วัคซีนป้องกันอีสุกอีใสทำให้การเกิดโรคลดลงอย่างมาก

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

เนื้อหา โรคอีสุกอีใส      

  • สาเหตุ
  • ปัจจุยเสี่ยง
  • อาการ
  • การวินิจฉัย
  • การรักษา
  • โรคแทรกซ้อน
  • การป้องกัน

สาเหตุ

เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ ( Varicella Zoster virus ,VZV) เป็นโรคติดต่อ ซึ่งติดได้หลายทาง เช่น

  • มีการสัมผัสกับการไอ จาม ของผู้ป่วย
  • ผู้ดูแลผู้ป่วยสัมผัสกับตุ่มน้ำ หรือของเหลวภายในตุ่มนั้น
  • สัมผัสกับสิ่งของที่ผู้ป่วยใช้ เช่น ผ้าเช็ดตัว
  • สัมผัสร่างกายกับผู้ป่วยโดยตรง

ส่วนมากพบได้ในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี แต่อาจพบได้ในผู้ใหญ่แต่อาการจะรุนแรงกว่าและเป็นนานกว่าเด็ก โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 14-24 วันหลังจากได้รับเชื้อไวรัสในการแสดงอาการของโรค หลังจากเกิดผื่นแล้วผู้ป่วยไม่ควรออกไปภายนอก และหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้อื่น เนื่องจากเป็นโรคที่ติดได้ง่าย จากนั้นประมาณ 7-10 วันผื่นจะแห้งและตกสะเก็ด หลังจากสะเก็ดหลุดหมดจะถือว่าเป็นภาวะที่ผู้ป่วยจะไม่แพร่โรคสู่ผู้อื่นแล้ว

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยหลักที่เพิ่มความเสี่ยงของการติดโรคอีสุกอีใสคือ

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

ภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ: ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำจะเป็นผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคสูงกว่าคนปกติ

ตั้งครรภ์: โอกาสที่จะติดโรคสูงในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 1 และ 2 และในช่วง สัปดาห์ที่ 13 และ 20 ของการตั้งครรภ์ด้วย ช่วง 5 วันก่อนคลอดและ 2 วันหลังคลอดอัตราเสี่ยงก็จะสูงขึ้นเช่นกันทั้งในแม่และลูก

อาการ

ปกติจะใช้เวลาประมาณ 15-16 วันหลังจากได้รับเชื้อไวรัสในการแสดงอาการของโรค อาการนำคือมีอาการคล้ายไข้หวัด ไข้สูง ปวดหัว ไอและจาม ซึ่งทำให้สับสนกับอาการไข้ที่เกิดจากไวรัสได้ทำให้วินิจฉัยผิดได้ หลังจาก 1-2 วันจะมีผื่นปรากฏขึ้นและค่อยๆลามทั่วร่างกาย ผื่นเป็นตุ่มน้ำและแตกออกในเวลา 2 วันและตกสะเก็ด หลังจากช่วงนี้ผู้ป่วยจะสามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ

6 อาการหลักของโรคอีสุกอีใส ได้แก่

  • ไข้สูง
  • ปวดหัว
  • ผื่นแดงคันบริเวณผิวหนัง
  • ตุ่มน้ำซึ่งเป็นรอยโรคของอีสุกอีใส
  • เบื่ออาหาร
  • ร่างกายอ่อนแรง

ใช้เวลาประมาณ 10 วัน ร่างกายก็จะหายจากโรค และผู้ป่วยที่เป็นโรคควรที่จะพักผ่อนให้เพียงพอ และแยกตัวออกจากผู้อื่นเพื่อลดการกระจายของโรค

การวินิจฉัย

ตรวจดูรอยโรคคือมีผื่นแดงและการซักประวัติโดยแพทย์ และมีอาการอื่นที่สอดคล้องกับโรคอีสุกอีใส ในบางรายแพทย์อาจส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อให้แน่ใจในการวินิจฉัย

การรักษา

เป็นโรคที่หายเองได้ และแพทย์โดยมาก็จะให้ยาที่รักษาตามอาการ ได้แก่

ยาต้านไวรัสอะไซโคลเวีย (Aciclovir) จะให้เผื่อให้อาการหายเร็วขึ้น ในหญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำจะแนะนำให้ใช้ยาตัวนี้ด้วย

ยาต้านฮีสตามีน (Antihistamines): จะใช้ยาเพื่อลดอาการคัน และบวมแดงของผื่น และบางครั้งอาจให้ร่วมกับยาแก้ปวดในช่วงที่ตุ่มน้ำแตก

ยาปฏิชีวนะจะให้ในกรณีที่ผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วยเนื่องจากการเกา แต่จะเกิดขึ้นได้น้อยมาก

โรคแทรกซ้อน

อาการของโรคจะทุเลาลงภายใน 15 วัน และหลังจากเป็นโรคร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคขึ้นทำให้ไม่กลับมาเป็นอีก แต่อย่างไรก็ตามในบางราย ก็ยังมีโอกาสที่เชื้อไวรัสยังคงอยู่ในปลายประสาท ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเจ็บปวดและกลายเป็นโรคงูสวัดได้

การป้องกัน

วัคซีนสามารถใช้ไได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ช่วยป้องกันการเกิดโรคได้ แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่แพ้ส่วนประกอบของวัคซีน ผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรักษา เช่น ฉายรังสี หรือเคมีบำบัด ผู้ป่วยเหล่านี้ไม่ควรได้รับวัคซีน นอกจากการใช้วัคซีนแล้วยังสามารถป้องกันได้ ได้แก่

  • ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ หลังจากออกไปพบปะผู้คนภายนอก
  • ผู้ที่เป็นโรคอีสุกอีใสควรถูกกักแยกตัวออกจากผู้อื่น เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค

นี่คือข้อควรปฏิบัติและข้อควรระวังเมื่อคุณเป็นโรคอีสุกอีใส

  • ไม่เกาบริเวณผื่น เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื่อบริเวณแผลที่เกาได้
  • พักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นตัวจากโรคได้เร็วขึ้น เพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้น
  • บำรุงร่างกายด้วยครีมบำรุงผิว เพราะการทำให้ผิวชุ่มชื่นจะช่วยลดอาการคันได้
  • ใช้ใบสะเดาใส่ลงในน้ำอุ่นแล้วอาบ เพื่อช่วยลดความคันและช่วยลดการติดเชื่อได้
  • ซักทำความสะอาดผ้าปูที่นอนของผู้ป่วยด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของสารฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายโรคในอนาคต

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
CPT codes คืออะไร?
CPT codes คืออะไร?

CPT codes มีผลต่อการดูแลสุขภาพของคุณได้อย่างไร