Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
เทคโนโลยีด้านสุขภาพ

คืนหุ่นฟิตด้วยนวัตกรรม CoolSculpting

เมื่อความเย็นสามารถสลายไขมันได้ อีกทางเลือกเพื่อให้หุ่นในฝันไม่ไกลเกินเอื้อม ด้วยนวัตกรรม CoolSculpting
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 8 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 671,758 คน

คืนหุ่นฟิตด้วยนวัตกรรม CoolSculpting

CoolSculpting นวัตกรรมกำจัดไขมัน คืนหุ่นฟิต ด้วยความเย็นระดับเยือกแข็ง

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ว่าสมัยไหนๆ หุ่นฟิตแอนด์เฟิร์ม ปราศจากไขมันส่วนเกินสะสมตามร่างกายคือ สุดยอดความปรารถนาของผู้ชายและผู้หญิงส่วนใหญ่ก็ว่าได้  แต่ด้วยไลฟสไตล์คนเมืองในปัจจุบันที่มีแต่ความเร่งรีบ อยู่กับความเคร่งเครียดแทบตลอดทั้งวัน ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่แทบไม่มีเวลาดูแลตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม จึงไม่แปลกเลยที่ “ไขมัน” จะสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายมากขึ้นๆ บางคนถึงขั้นอ้วนเลยก็มี

แม้จะพยายามควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายสารพัดวิธีแล้ว แต่ปัญหาไขมันสะสมและความอ้วนก็ยังเป็นปัญหาใหญ่อยู่ดี แถมยิ่งอายุมากขึ้น การเผาผลาญของร่างกายก็ลดลง การสะสมไขมันก็มีมากขึ้นตามไปด้วย นั่นจึงไม่แปลกที่จะมีการคิดค้นวิธีลดน้ำหนักและกำจัดไขมันขึ้นมากมาย ซึ่งแต่ละวิธีก็ให้ผลลัพธ์แตกต่างกันไป

ล่าสุดมีการคิดค้นนวัตกรรม คูลสคัลพ์ธิง (CoolSculpting) ขึ้นมาใช้ในการกำจัดไขมัน ซึ่งมีจุดเด่นคือ ไม่ใช้ยาสลบ ไม่ใช่การผ่าตัด ไม่ทำให้เกิดรอยแผล (Non-Invasive) เห็นผลจริง และไม่กลับมาอ้วนใหม่

ทำไมจึงกำจัดไขมันได้ยาก

เซลล์ไขมันป็นเซลล์มหัศจรรย์ทำหน้าที่เก็บพลังงานให้ร่างกาย แม้จะมีขนาดเล็กมากเพียง 0.1 มิลลิเมตร แต่สามารถขยายตัวเพื่อบรรจุไขมันได้ราว 4-5 เท่า เมื่อเซลล์ไขมันขยายตัวเต็มที่แล้วแต่ยังมีปริมาณไขมันมากขึ้น เซลล์ไขมันก็จะแบ่งตัวใหม่เพิ่มเพื่อกักเก็บไขมันให้ได้มากเท่านั้น นั่นคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้รูปร่างเปลี่ยนไปจากคนไซส์ S ขยับไปเป็นคนไซส์ M จากคนไซส์ M ขยับไปเป็นคนไซส์ L บ้างก็เปลี่ยนแปลงเฉพาะจุด เช่น จากคนหน้าท้องแบนราบก็เริ่มมีหน้าท้อง มีพุง

ความมหัศจรรย์ต่อมาของเซลล์ไขมันคือ เป็นเซลล์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในร่างกาย

แม้ร่างกายจะอดอาหาร เซลล์อื่นๆ ล้มตายลง แต่เซลล์ไขมันกลับไม่ตาย เพียงแต่อาจ “ลดขนาดลงเฉยๆ”  ข้อนี้จึงอธิบายได้ว่า เหตุที่ลดน้ำหนักลงได้แล้วแต่ยังกลับมาอ้วนใหม่ได้อีกนั้น เนื่องจากวิธีเหล่านั้นเพียงแค่ทำให้เซลล์ไขมัน “ลดขนาดลง” แต่ไม่ได้ “ลดจำนวน” นั่นเอง

ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่ขาดการออกกำลังกาย ขาดการควบคุมอาหาร เซลล์ไขมันก็สามารถขยายตัวกลับไปตามเดิมได้ 

กำจัดไขมันด้วยนวัตกรรม CoolSculpting คืออะไร 

ดอกเตอร์ อาร์. รอกซ์ เอนเดอสัน (R. Rox Anderson) และไดเทอร์ แมนสไตน์ (Dieter Manstein) แพทย์ด้านผิวหนัง จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า สาเหตุหนึ่งของโรคไขมันอักเสบใต้แก้ม (ลักษณะคล้ายลักยิ้มบุ๋มลงไป) ที่พบในเด็กเกิดจากการรับประทานไอศกรีม นั่นหมายความว่า เซลล์ไขมันใต้ผิวหนังจะตายลงหลังได้รับความเย็น  และเมื่อทำการทดลองใช้ความเย็นกับเซลล์ผิวหนังของหมูซึ่งมีไขมันมากก็พบว่า เซลล์ไขมันมีการแตกตัวเมื่อได้รับความเย็นจริงๆ

ผลวิจัยนำไปสู่การคิดค้นและพัฒนาเครื่องกำจัดไขมันด้วยความเย็นร่วมกับบริษัท ZELTIQ ประเทศสหรัฐอเมริกา และเรียกว่า “เครื่อง CoolSculpting”

กระบวนการทำงานของการกำจัดไขมันด้วยนวัตกรรม CoolSculpting คือ การส่งผ่านความเย็นระดับจุดเยือกแข็ง( -5 ถึง -13 องศาเซลเซียส) ลงไปยังชั้นไขมันใต้ผิวหนังบริเวณที่ต้องการนานประมาณ 35-45 นาที ด้วย Applicator (หัวเครื่องที่ใช้ในการรักษา) ซึ่งมี 2 แบบด้วยกัน ได้แก่ หัวดูดสูญญากาศ และหัวดูดสำหรับส่วนผิว ทั้งสองแบบนี้ไม่ต้องใช้ยาสลบ ไม่ต้องฉีด ไม่ต้องผ่าตัด และไม่ทำให้เกิดรอยแผลเปิดใดๆ เพียงแต่หัวดูดสำหรับผิวจะทำให้เส้นประสาทบริเวณนั้นไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกใดๆ ได้ มีแต่ความรู้สึกชาเท่านั้น

ความเย็นที่ส่งออกไปนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์อื่นๆ เว้นแต่เซลล์ไขมันเท่านั้นเพราะเป็นเซลล์ที่มีความอุ่นมากกว่าเซลล์อื่นๆ ที่มีส่วนประกอบด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นเมื่อได้รับความเย็นเซลล์ไขมันจะถูกแช่แข็ง ขาดการเจริญเติบโต และตายลงภายใน 3 วัน หลังจากนั้นเซลล์เม็ดเลือดขาวจะทำลาย หรือกำจัดเซลล์ไขมันที่ตายแล้วออกทางระบบน้ำเหลืองตามธรรมชาติต่อไป

CoolSculpting-innovation-1

ขั้นตอนการทำ CoolSculpting

  1. รับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้ดูแล หรือผู้เชี่ยวชาญ (CoolSculpting Specialist) เพื่อซักประวัติสุขภาพก่อน หากไม่มีข้อห้ามใดๆ จึงสามารถดำเนินการขั้นต่อไปได้
  2. แพทย์จะตรวจดูจุดที่ต้องการกำจัดไขมันและวางแผนในการเลือกขนาด applicator ให้เหมาะสมกับตำแหน่งที่ต้องการกำจัดไขมัน
  3. บางตำแหน่งอาจต้องใช้เจลทา หรือปิดด้วยแผ่นเจลก่อนวาง applicator
  4. เริ่มวาง applicator ลงบนบริเวณที่ต้องการ หากเป็นหัวดูดสำหรับส่วนผิวจะรู้สึกเหมือนผิวหนังถูกดูด หรือถูกดึง ตลอดเวลา ส่วนหัวดูดอีกแบบจะปล่อยความเย็นออกมา และภายใน 10 นาทีจะรู้สึกเย็นจนชาในบริเวณนั้น จากนั้นจะชาไปตลอดการทำ
  5. เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ  ผิวหนังบริเวณที่วาง applicator อาจมีลักษณะนูน หรือเป็นก้อนแข็งๆ เล็กน้อย แพทย์จะนวดเพื่อให้ผิวหนังบริเวณนี้อุ่นขึ้นและคลายความนูน หรือความแข็งลง ผิวกลับมาเรียบเสมอกันอีกครั้ง 

ใครบ้างที่เหมาะกับการกำจัดไขมันด้วยนวัตกรรม CoolSculpting

  • ผู้ที่มีไขมันสะสมปริมาณมากในบริเวณต่างๆ ของร่างกาย
  • ผู้ที่ต้องการลดไขมันสะสมเฉพาะส่วนทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลังของร่างกาย เช่น  คาง (เหนียง) หน้าอก ต้นแขก หน้าท้อง เอว หลังส่วนล่าง ต้นขาทั้งด้านใน และด้านนอก เหนือเข่า เป็นต้น 
  • ผู้ที่ไม่สามารถลดไขมันสะสมได้เองด้วยวิธีลดน้ำหนัก หรือการออกกำลังกาย
  • ผู้ที่ต้องการกระชับสัดส่วน
  • ผู้ที่เพิ่งผ่านการคลอดบุตร
  • ผู้ที่ต้องการกำจัดไขมันแบบถาวรโดยไม่เสี่ยง ไม่เจ็บตัว ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องฉีดยา ไม่ต้องวางยาสลบ ไม่ต้องต้องพักฟื้น ใช้เวลาน้อย และเห็นผลได้จริง

ใครบ้างที่ไม่ควรกำจัดไขมันด้วยนวัตกรรม CoolSculpting หรือต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

  • ผู้ที่มีประวัติแพ้ความเย็นจัดๆ
  • ผู้ที่มีอาการไวต่อความเย็น เช่น ลมพิษที่เกิดจากความเย็น
  • ผู้ที่เป็นโรคเรเนาด์ (Raynaud Disease) โรคที่เกิดความผิดปกติขึ้นกับหลอดเลือดเมื่อเจอความเย็น หรือมีความ เครียด ทำให้ผิวหนังบริเวณที่เกิดอาการเย็นลง ซีดลง หรืออาจไร้ความรู้สึก
  • ผู้ที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติ หรือใช้ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด
  • ผู้มีความผิดปกติที่ระบบประสาท การรับรู้ความรู้สึกที่ผิวหนังบกพร่อง
  • ผู้ที่เพิ่งผ่านการผ่าตัด หรือเนื้อเยื่อได้รับการบาดเจ็บ มีการฉีกขาดในบริเวณที่จะทำ CoolSculpting มาไม่เกิน 6 เดือน
  • ผู้ที่เป็นไส้เลื่อนไม่สามารถทำ CoolSculpting บริเวณหน้าท้องและใกล้เคียงได้ เพราะอาจทำให้อาการแย่ลง หรือทำให้เกิดไส้เลื่อนที่ใหม่ แต่ยังสามารถทำในส่วนอื่นๆ ได้
  • ผู้ที่มีโรคผิวหนังรุนแรงในบริเวณที่จะทำ CoolSculpting เช่น โรคเรื้อนกวาง
  • ผู้ที่ผอมเกินไป มีชั้นไขมันหนาไม่ถึง 2 นิ้ว
  • ผู้ที่อ้วนเกินไป อาจไม่เห็นผลในการทำ CoolSculpting อย่างชัดเจน 

ผลลัพธ์ของการกำจัดไขมันด้วยนวัตกรรม CoolSculpting

นอกจากจะเป็นการกำจัดเซลล์ไขมันในบริเวณนั้นๆ ลงอย่างถาวรแล้ว เช่น เดิมมีเซลล์ไขมัน 100 ตัว ตายไป 20 ตัว เหลือ 80 ตัว เซลล์ไขมันที่เหลือจะเกิดการเรียงตัวใหม่ด้วยทำให้ชั้นไขมันบางลง สัดส่วนกระชับขึ้น หรือเล็กลงนั่นเอง

ในการกำจัดไขมันด้วยเทคโนโลยี CoolSculpting แต่ละครั้งจะสามารถกำจัดไขมันส่วนเกินในบริเวณที่ต้องการออกได้ประมาณ 20-30% ของไขมันส่วนเกินทั้งหมด และหากทำซ้ำบริเวณเดิมก็จะสามารถลดไขมันได้อีกราว 20%

ทั้งนี้สามารถเห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่หลังการใช้บริการครั้งแรกไปราว 20 วัน และจะเห็นผลได้ชัดเจนยิ่งขึ้นในเดือนที่ 2 และจะเห็นผลชัดเจนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเพศ ปริมาณไขมันสะสม การจัดเรียงตัวของไขมัน และตำแหน่งที่ต้องการกำจัดไขมัน ดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ผู้ผลิตเครื่อง CoolSculpting

CoolSculpting-innovation-2

ข้อดีของการกำจัดไขมันด้วยเทคโนโลยี CoolSculpting

  • ได้รับการรับรองความปลอดภัยจากองค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา (U.S.FDA)
  • ได้รับเลือกให้เป็นวิธีกำจัดไขมันถาวรยอดนิยมอันดับ 1 จากสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (American Society for Dermatologic Surgery: ASDS) และได้รับรางวัล Best Body Treatment จากนิตยสาร NewBeauty จากประเทศสหรัฐอเมริกาติดต่อกัน 3 ปี
  • มีผลงานวิจัยกว่า 100 ชิ้นรองรับว่า สามารถลดไขมันในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ใช้เวลาในการทำเพียง 35-45 นาที /ครั้ง
  • กำจัดไขมันได้ปริมาณมาก แต่ใช้เวลาน้อยลง
  • ไม่ทำให้เกิดพังผืดใต้ผิวหนังเพราะเป็นการกำจัดเซลล์ไขมันแบบถาวร
  • ไม่ทำให้ผิวย้วย หรือเกิดเป็นคลื่น เพราะเซลล์ไขมันที่เหลือมีการจัดเรียงตัวใหม่และมีชั้นไขมันที่บางลง
  • สามารถกำจัดไขมันตามร่างกายได้หลายส่วน แม้ส่วนที่ยากต่อการกำจัด
  • เห็นผลลัพธ์ได้จริง
  • ไม่ใช่การผ่าตัด ไม่ใช้การวางยาสลบ ไม่ใช่การฉีด จึงไม่มีบาดแผล ไม่มีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อ และไม่ต้องพักฟื้น
  • ไม่ส่งผลกระทบต่ออวัยวะ เนื้อเยื่อ และเซลล์ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย
  • ระหว่างที่ทำสามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ไปด้วยได้ เช่น เล่นโทรศัพท์ อ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์  จิบเครื่องดื่ม นอนพักผ่อน
  • เมื่อกำจัดไขมันด้วยนวัติกรรม CoolSculpting เสร็จ สามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ อาจมีอาการระบมเพียงเล็กน้อย 

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

  • มีรอยแดง ฟกช้ำเล็กน้อย และบวมที่ผิวหนังบริเวณนั้น
  • มีอาการคัน ผิวแพ้ง่าย
  • เป็นตะคริว
  • อาจมีอาการชาที่ผิวหนังบริเวณนั้นอีกราว 1-2 สัปดาห์
  • มีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม เหงื่อออก ปวดบริเวณนั้น ระหว่างทำ CoolSculpting หรือหลังทำ
  • ผิวไหม้จากความเย็นระหว่างการทำ CoolSculpting แต่หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม มักหายเป็นปกติในเวลาไม่นาน
  • สีผิวเข้มขึ้น แต่มักหายเป็นปกติในเวลาไม่นาน
  • เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังมีอาการแข็งตัวเป็นก้อนเล็กๆ 

เปรียบเทียบผลลัพธ์ของการกำจัดไขมันด้วยเทคโนโลยี CoolSculpting กับวิธีลดไขมัน กระชับสัดส่วนแบบอื่นๆ  

วิธีรายละเอียดผลลัพธ์ที่ได้
การอดอาหารอดอาหารในบางมื้อ เช่น มื้อเช้า มื้อเย็น-ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ส่งผลกระทบต่อสมองทำให้กระบวนการคิดวิเคราะห์แย่ลง ร่างกายอ่อนเพลีย -อารมณ์ฉุนเฉียวมากขึ้น เพราะร่างกายจะสร้างฮอร์โมนคอร์ติซอลเพิ่มขึ้น เนื่องจากขาดอาหาร -ระบบเผาผลาญทำงานช้าลง แต่หากได้รับประทานอาหารก็จะรับประทานมากกว่าปกติ
ยาลดน้ำหนัก หรือยาลดความอ้วน-แทบทั้งหมดไม่ได้รับรองทาง การแพทย์อย่างถูกต้อง -มักใช้ยาหลายๆ ประเภทมาลดน้ำหนักโดยเฉพาะปัสสาวะ-หากใช้ในปริมาณมากอาจส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะในร่างกายและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เช่น ยาขับปัสสาวะ ที่ทำให้ร่างกายขาดน้ำ
การนวดสลายไขมันด้วยเครื่องเครื่องลดสัดส่วนปล่อยคลื่นพลังงานมากำจัดน้ำส่วนเกินในเซลล์ออกไป-เคยเป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะสามารถกระชับสัดส่วนได้เห็นผลทันที แต่วิธีนี้เซลล์ไขมันไม่ได้ลดจำนวน หรือลดขนาดลงด้วย เมื่อเวลาผ่านไปเพียง 7 วัน สัดส่วนก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม
ดูดไขมันการผ่าตัดเพื่อเปิดทางให้สามารถสอดท่อและอุปกรณ์สูญญากาศเข้าไปดูดไขมันในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง-สามารถกำจัดไขมันปริมาณมากๆ ได้ในครั้งเดียว แต่ต้องผ่าตัดและวางยาสลบซึ่งอาจส่งผลข้างเคียงได้ -แพทย์ผู้ดูดไขมันต้องมีความเชี่ยวชาญสูงเพื่อให้สามารถดูดไขมันได้หมด ไม่ทำให้เกิดรอยคลื่น หรือรอยฟกช้ำที่ผิวหนังตามมา และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ได้ -ไม่สามารถดูดไขมันซ้ำได้ในบางราย เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงที่อันตราย
เธอมาจ เอฟแอลเอ็กซ์ (Thermage FLX)เป็นการยกกระชับผิว จึงทำให้สัดส่วนบริเวณนั้นดูเล็กลง-ไม่ใช่การกำจัดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย
ไฮฟู บอดี้ (HIFU Body)การทำลายเซลล์ไขมันด้วยพลังงานความร้อน 65 องศาเซลเซียส เมื่อเซลล์ไขมันตาย ร่างกายจะกำจัดออกตามธรรมชาติ-มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลไหม้ได้ -รู้สึกร้อน ไม่สบายตัวในขณะที่ทำ -มีข้อจำกัดในการทำกิจกรรมต่างๆ ระหว่างทำไฮฟูบอดี้ เช่น ไม่สะดวกในการให้เล่นโทรศัพท์มือถือ โน๊ตบุ๊ค แท็บเล็ต หรือไอแพดขณะใช้บริการ
สครับชัวร์ (Sculpsure)กำจัดเซลล์ไขมันด้วยเลเซอร์ อุณหภูมิ 42-47 องศาเซลเซียส เมื่อเซลล์ไขมันตาย ร่างกายจะกำจัดออกตามธรรมชาติ-สามารถกำจัดเซลล์ไขมันในบริเวณที่กำจัดได้ยาก เช่น หน้าท้อง เอว -มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลไหม้ได้ -รู้สึกร้อน ไม่สบายตัวในขณะที่ทำ -มีข้อจำกัดในการทำกิจกรรมต่างๆ ระหว่างทำสครับชัวร์ เช่น ไม่สะดวกในการให้เล่นโทรศัพท์มือถือ โน๊ตบุ๊ค แท็บเล็ต หรือไอแพดขณะใช้บริการ

CoolSculpting-innovation-3


บทสรุป

ไม่ว่าจะเลือกกำจัดไขมันส่วนเกินด้วยวิธีไหนก็ตาม ควรเลือกวิธีที่ปลอดภัย มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด หรือถ้าไม่มีผลข้างเคียงเลยยิ่งดี และควรได้รับการรับรองจากองค์กร หรือสถาบันที่เชื่อถือได้จะดีที่สุด

ยิ่งถ้าได้กำจัดไขมันส่วนเกินออกไปแล้ว หากสามารถปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้

  • เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เน้นเนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ถั่วชนิดต่างๆ ธัญพืชไม่ผ่านการขัดสี ผักสด และผลไม้ 
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันมากๆ ของมัน ของทอด ของหวาน
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ
  • เน้นปรุงอาหารด้วยการนึ่ง ต้ม ตุ๋น
  • ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30-45 นาที
  • ไม่นอนดึก
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ลดความเครียด
  • งดสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 

รับรองว่า รูปร่างฟิตแอนด์เฟิร์มที่คุณผู้หญิงและคุณผู้ชายปรารถนานั้นอยู่ไม่ไกลแน่ แถมยังมีสุขภาพดี ห่างไกลจากโรคอีกด้วย ตรงกันข้ามหากคุณยังมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตเช่นเดิม เซลล์ไขมันก็จะกลับมาอีกอย่างไม่ต้องสงสัย ซ้ำร้ายยังอาจเพิ่มจำนวนขึ้นมากกว่าเดิมอีก 

บทความที่เกี่ยวข้อง
Z Lipo & Z Wave เทคนิคการสลายไขมันด้วยความเย็นจุดเยือกแข็ง


ที่มาของข้อมูล

http://www.coolsculptinghcp.com/fat-freezing-science/cryolipolysis/

Zelickson B1, Egbert BM, Manstein D.et al. Cryolipolysis for noninvasive fat cell destruction: initial results from a pig model.https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/19614940

Manstein D1, Laubach H, Watanabe K, et al. Selective cryolysis: a novel method of non-invasive fat removal. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/18951424


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป