Doctor men
เขียนโดย
กภ. ธีรวิทย์ วิโรจน์วิริยะกุล นักกายภาพบำบัด
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
เทคโนโลยีด้านสุขภาพ

อุปกรณ์พยุงหลัง ผ้ารัดเอว ช่วยลดอาการปวดหลังมีประโยชน์จริงหรือไม่?

ทำความเข้าใจหลักการ ข้อบ่งชี้การใช้งาน ข้อควรระวัง วิธีการดูแลรักษาอุปกรณ์พยุงหลังตัวช่วยสำคัญตามวิธีการทางกายภาพบำบัด
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2020 รีวิวเมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2020 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,128,572 คน

อุปกรณ์พยุงหลัง ผ้ารัดเอว ช่วยลดอาการปวดหลังมีประโยชน์จริงหรือไม่?

อาการปวดหลัง สามารถพบได้ในประชากรทุกเพศทุกวัยด้วยสาเหตุที่แตกต่างกัน เช่น กล้ามเนื้อบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาในวัยรุ่น การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ ในวัยทำงาน และอาการปวดเมื่อยจากการเคลื่อนไหวที่ลดลงของผู้สูงอายุ ทั้งนี้ในปัจจุบันมีวิธีการรักษามากมาย โดยเฉพาะการรักษาทางกายภาพบำบัด การใช้อุปกรณ์พยุงหลังชนิดต่างๆ ก็เป็นหนึ่งในวิธีที่สำคัญที่นักกายภาพบำบัดนิยมเลือกใช้

หลักการทำงานของอุปกรณ์พยุงหลัง

ในทางกายภาพบำบัด เกือบจะทุกข้อต่อที่มีการเคลื่อนไหวจะมีอุปกรณ์ช่วยพยุง หรืออุปกรณ์ที่ใช้จำกัดการเคลื่อนไหวข้อต่อนั้นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นคอ ข้อศอก ข้อเข่า หรือแม้กระทั่งนิ้วมือ ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับแต่ละข้อต่อก็จะมีหลายชนิดเพื่อตอบสนองการใช้งานที่ละเอียดอ่อน แต่อุปกรณ์ที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดในชีวิตน่าจะเป็นอุปกรณ์ช่วยพยุงหลังส่วนล่าง หรือที่เรียกกันอย่างแพร่หลายว่าเฝือกพยุงหลัง (Lumbosacral Support) โดยมากอุปกรณ์เหล่านี้มักทำมาจากผ้าที่มีความยืดหยุ่นดี และที่สำคัญมีโครงเป็นพลาสติดแข็งหรือเหล็กขนาบทั้งสองข้างของแนวกระดูกสันหลัง โดยมีหลังการทำงานง่ายๆ คือ ช่วยประคองและลดการทำงานของกล้ามเนื้อหลังในกรณีที่กล้ามเนื้อหลังมีการบาดเจ็บ ปวดหลังมาก กระดูกสันหลังเคลื่อน หรือมีการเข้ารับการผ่าตัดซ่อมแซมกระดูกสันหลังมา

ด้วยการประคองนี้ กล้ามเนื้อหลังจะทำงานน้อยลง ส่งผลให้กระบวนการฟื้นฟูตัวเองจากการบาดเจ็บเป็นไปได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้การรัดประคองบริเวณเอวและหลังส่วนล่างยังช่วยกระตุ้นการทำงานของเส้นประสาทรับความรู้สึกอื่นๆ ทำให้การรับรู้ความรู้สึกปวดหลังน้อยลงด้วย

ชนิดของอุปกรณ์พยุงหลังและหลักการใช้

อุปกรณ์พยุงหลังหรือกล้ามเนื้อลำตัวที่มีใช้งานอยู่ในปัจจุบันนี้มีจำนวนกว่า 70 ชนิด แต่สามารถจำแนกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามหน้าที่ได้ดังนี้

  1. อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับป้องกันการแอ่นหลัง (Trunk Extension Inhibition Coreset) ได้แก่
    1. อุปกรณ์พยุงหลังส่วนล่วง (Lumbrosacral Support) เป็นอุปกรณ์ที่ประยุกต์ใช้ได้กับผู้ป่วยหลายกลุ่ม เช่น กล้ามเนื้อหลังบาดเจ็บจากการยกของหนัก อาการปวดหลังในผู้สูงอายุ รวมทั้งในผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดซ่อมแซมกระดูกสันหลัง ความกว้างของอุปกรณ์ชนิดนี้คือรัดเฉพาะบริเวณหลังส่วนล่างเท่านั้น
    2. อุปกรณ์พยุงหลังส่วนอกและเอว (Talor Brace) อุปกรณ์ชนิดนี้นิยมใช้กับผู้ป่วยสูงอายุที่มีอาการปวดหลังเนื้องจากกระดูกสันหลังแตกและเคลื่อน (Spondylolithesis) มีลักษณะยาวกว่าแบบแรกครอบคลุมตั้งแต่หลังส่วนล่างจนถึงบริเวณหน้าอก อุปกรณ์ชนิดนี้มีสายคล้องที่ไหล่ทั้งสองข้างด้วย
  2. อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับป้องกันการก้มของลำตัว (Trunk Flexion Inhibition Corset) อุปกรณ์ในกลุ่มนี้ที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดคือ อุปกรณ์พยุงหลังจากด้านหน้า (Jewett Brace) มีลักษณะเด่นคือโครงเหล็กที่เป็นรูปตัวโอบริเวณด้านหน้าลำตัว มักใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการกระดูกสันหลังส่วนหน้าแตกและยุบตัวลง (Compression Fracture)

ดังได้ยกตัวอย่างไว้ข้างต้นจะเห็นว่า อุปกรณ์เหล่านี้จะใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังแล้วเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ผลิตขึ้นและวางจำหน่ายอย่างแพร่หลาย เรียกว่า เข็มขัดรัดหลัง (Back Belt) ซึ่งได้รับการแนะนำให้ใช้ในผู้ที่ยังไม่มีอาการปวดหลัง เพื่อป้องกันอาการปวดที่อาจเกิดขึ้นจากการยกของหนักหรือนั่งทำงานนานๆ ในทางกายภาพบำบัดมีงานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า นอกจากอุปกรณ์ชนิดนี้จะไม่มีประโยชน์ต่อการป้องกันอาการปวดหลังแล้ว ยังส่งเสริมให้ผู้ใช้มีอาการปวดหลังรุนแรงกว่าผู้ที่ไม่ได้ใช้ด้วย นอกจากนี้ การใช้งานอุปกรณ์ชนิดนี้อย่างต่อเนื่องจะทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานน้อยลง และอ่อนแรงลงในที่สุด เข็มขัดรัดหลังจะมีประโยชน์ต่อผู้ที่มีอาการปวดหลังในระยะแรกๆ หรือในระยะฟื้นฟูเพื่อป้องกันการบาดเจ็บซ้ำเท่านั้น

หลักการเลือกอุปกรณ์พยุงหลัง

คำแนะนำเบื้องต้นสำหรับเลือกอุปกรณ์พยุงหลังมีดังนี้

  1. เลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับอาการ และความรุนแรงของอาการ เช่น ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังร้าวลงขาจากหมอนรองกระดูกสับเส้นประสาท ควรจำกัดการเคลื่อนไหวในท่าก้มและบิดลำตัว จึงต้องเลือกอุปกรณ์ในกลุ่มที่จำกัดการเคลื่อนไหวนี้
  2. เลือกขนาดของอุปกรณ์พยุงหลังให้พอดีกับขนาดร่างกายของผู้ใช้งาน โดยมากก่อนใส่จะต้องทำการวัดไซซ์ของอุปกรณ์ก่อน เมื่อใส่แล้วต้องยังเคลื่อนไหวตัวได้ไม่ลำบากมากนัก และหายใจสะดวก
  3. ผู้ใช้งานควรศึกษาวิธีการใส่และถอดอุปกรณ์พยุงหลังให้เข้าใจดีก่อนใช้งาน เพราะอุปกรณ์พยุงหลังแต่ละชนิดมีขั้นตอนการใส่และถอดแตกต่างกันมาก เช่น บางชนิดต้องใส่ในท่านอนเท่านั้น บางชนิดสามารถใส่ในท่านั่งได้ นอกจากนี้ อุปกรณ์บางชนิดยังมีวิธีการใส่ที่ซับซ้อน ต้องคล้องไว้ที่ไหล่ มีตัวล็อกบริเวณข้างลำตัว หรือต้องมีการสูบลมเข้าไปในตัวอุปกรณ์ขณะใช้งานด้วย

อย่างไรก็ตามอย่างไรก็ตาม วิธีการเลือกอุปกรณ์พยุงหลังที่เหมาะสมที่สุดคือปรึกษาแพทย์ด้านระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู หรือนักกายภาพบำบัด เพื่อเข้ารับการตรวจร่างกายและวินิจฉัยอาการอย่างแน่ชัด ก่อนเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับอาการและความรุนแรงของอาการ

วิธีการดูแลรักษาอุปกรณ์พยุงหลังอย่างถูกต้อง เพื่อคงประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งาน

โดยทั่วไปไม่แนะนำให้ทำความอุปกรณ์พยุงหลัง เพราะตัวอุปกรณ์จะสูญเสียความยืดหยุ่นไป ดังนั้นเวลาสวมใส่จึงควรใส่เสื้อยืดบางๆ ก่อน เพื่อป้องกันคราบเหงื่อใคลสะสมบนตัวอุปกรณ์ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันอาการแพ้ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการที่อุปกรณ์สัมผัสผิวหนังโดยตรงด้วย อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์บางชนิดก็จำเป็นต้องใส่ให้แนบกับผิวโดยตรง ควรศึกษาวิธีใช้ให้ถี่ถ้วนเสียก่อน

ถ้าจำเป็นต้องซักทำความสะอาดอุปกรณ์พยุงหลังจริงๆ สามารถทำได้ด้วยการซักน้ำสบู่อ่อนๆ โดยไม่ใช่เครื่องซักหรือออกแรงบิด แล้วผึ่งให้แห้งในที่ร่ม

ดังข้อมูลข้างต้นจะเห็นว่า อุปกรณ์พยุงหลังมีประโยชน์ต่ออาการปวดหลังทางอ้อม โดยการลดการทำงานของกล้ามเนื้อหลัง ทำให้กระบวนการฟื้นฟูตนเองของร่างกายเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและสมบูรณ์ขึ้น การป้องกันอาการปวดหลังที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงการยกของหนักๆ การนั่งทำงานท่าเดิมนานๆ และการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังอย่างถูกวิธี หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์พยุงหลังควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อป้องกันผลเสียที่จะเกิดจากการใช้งานอย่างไม่ถูกวิธี


ที่มาของข้อมูล

A. Bennett Wilson, Jr. Orthotics and Prosthetics. THE AMERICAN ORTHOTIC AND PROSTHETIC ASSOCIATION. 1977.

Bessette, Louis; Liang, Matthew H.; Lew, Robert A. The Effects of Lumbosacral Support Belts and Abdominal Muscle Strength on Functional Lifting Ability in Healthy Women. Spine. 21(3):259-263, February 1, 1996.

Chapal Khasnabis. Standards for Prosthetics and Orthotics Service Provision. Version 4 September 2015. the Department of Essential Medicines and Health Products (EMP) and the Management of Noncommunicable Diseases, Disability, Violence and Injury Prevention (NVI).


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป