การทำแผลให้แมว

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,737,533 คน

แมวเป็นสัตว์ที่มีความไวต่อการเกิดแผล ซึ่งเมื่อมีการเกิดบาดแผลขึ้น แมวมักจะทำการเลียแผลและอาจส่งผลให้เกิดการติดเชื้อตามมาได้หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง แผลที่เกิดขึ้นก็มีหลายรูปแบบ แผลในลักษณะของรอยบาด (cuts) แผลฟกช้ำ (bruises) หรือถลอก (scrapes) เป็นแผลที่เจ้าของสามารถดูแลเองได้ง่าย ต่างจากแผลที่เป็นลักษณะของแผลหลุมลึกหรือแผลทะลุ เป็นต้น

สิ่งที่ต้องสังเกต

  • ลักษณะของแผล : แผลที่เกิดจากการบาด การกระทบกระแทก หรือถลอก เป็นลักษณะของแผลที่เจ้าของสามารถดูแลได้เอง แต่หากพบว่าเป็นรอยแผลที่เกิดจากการกัดกันเห็นเป็นรู หรือเป็นแผลขนาดใหญ่ เบื้องต้นควรให้สัตวแพทย์พิจารณาในเรื่องของการจัดการแผลก่อน
  • ระยะเวลาที่เกิดแผล : หากเป็นแผลสด แสดงว่าเพิ่งโดนมาไม่นาน ลักษณะของแผลจะเห็นเลือดสด มีรอยบวม หรือช้ำ อาจเห็นรอยบากของแผล หรือรอยถลอกแบบไม่ชัด สัตว์จะมีความเจ็บปวดมาก หากเริ่มมีน้ำเหลือง หรือหนองแสดงว่าเกิดมาได้สักระยะแล้ว อาจพบลักษณะของการเกิดเป็นสะเก็ดได้

การจัดการเบื้องต้น

  • มีเลือดไหลออกจากแผล : ให้ใช้การกดแผลเพื่อห้ามเลือด โดยนำผ้าก๊อซ หรือสำลีสะอาด ชุบน้ำเกลือและทำการกดห้ามเลือดไว้ ซึ่งขั้นตอนนี้อาจใช้เวลานาน 5-10 นาทีแล้วแต่ขนาด และความลึกของแผล เมื่อเสร็จแล้วอาจต้องคาก๊อซหรือสำลีนั้นไว้ เพราะหากเอาออกอาจนำก้อนเลือดที่แข็งตัวออกมาด้วย เลือดก็จะเริ่มไหลใหม่อีกครั้ง
  • หาบาดแผลอื่นๆ
  • ไม่มีเลือดไหล : ในกรณีที่ไม่มีเลือดออก เป็นสะเก็ดแผลที่แห้งแล้วหรือรอยบาดเล็กๆที่เลือดหยุดไหลแล้ว ให้เริ่มจากการใช้น้ำเกลือล้างแผล ทำการเช็ดและล้างบริเวณรอบๆเพื่อจัดการสิ่งสกปรกที่เกาะที่ผิวหนังออกก่อน จากนั้นจึงใช้ยาฆ่าเชื้อสำหรับล้างแผล ในที่นี้หมายถึง povidone iodine (เบตาดีน) ให้นำมาเจือจางในน้ำให้ได้สีเหมือนชาอ่อน แล้วจึงชะล้างแผลต่อไป
  • หากพบว่ามีรอยแผลขนาดใหญ่ หรือลึก หรือมีการติดเชื้อแล้ว : ให้พามาพบสัตวแพทย์เพื่อรักษาทันที

การจัดการของสัตวแพทย์

สัตวแพทย์จะทำตรวจประเมินจากสาเหตุเป็นหลัก ตัวอย่างเช่น หากเป็นแผลที่เกิดจากการกัดกัน อาจทำการตรวจเลือด หรือวัดไข้ร่วมด้วย เพื่อป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือด หรือหากเกิดจากสาเหตุที่มาจากการกระทบกระแทก เช่น รถชน หรือถูกตี อาจทำการตรวจภาพถ่ายรังสีวินิจฉัย (X-ray) ร่วมด้วย เพื่อประเมินสภาพ กระดูกหรือเนื้อเยื่ออื่นๆภายในร่างกาย ก่อนทำการทำความสะอาดแผล สัตวแพทย์จะทำการโกนขนรอบๆออกหมดก่อน เพื่อทำให้แผลสะอาดและปลอดจากการติดเชื้อให้ได้มากที่สุด

การจัดการแผลในแต่ละรูปแบบ

  • แผลถลอก หรือรอยบาดเล็กๆ : อาจไม่ต้องทำอะไรมาก แค่ล้างแผลเพียงอย่างเดียว เพราะแผลอาจจะยังไม่มีการติดเชื้อ ในบางครั้งอาจใช้ skin glue ในการเชื่อมแผลเพื่อทำให้แผลหายเร็วขึ้น
  • แผลบาดขนาดลึก : แผลลักษณะนี้สามารถทำการเย็บปิดได้หากเกิดขึ้นไม่เกิน 12 ชั่วโมง และไม่มีการติดเชื้อร่วม และต้องทำความสะอาดแผลให้ปราศจากเศษสกปรกออกให้หมดก่อน หากอายุแผลนานเกิน 12 ชั่วโมงจะไม่ทำการเย็บปิดเพราะมีความเสี่ยงต่อการเกิดหนองขึ้นมาแทนได้ ต้องทำการล้างแผลไปเรื่อยๆจนกระทั่งแผลเติมขึ้นมา และปิดได้เองในที่สุด
  • แผลทะลุ : เป็นแผลที่มีความเสี่ยงมาก โดยเฉพาะแผลจากการกัดของสัตว์ไม่ว่าจะสุนัขหรือแมวด้วยกันเอง เพราะภายในช่องปากมีความสกปรก หากเกิดจากการกัดก็จะทิ้งแบคทีเรียเอาไว้ในโพรงซึ่งมักจะนำไปสู่การเกิด ฝี (abscess) หรือโพรงทางเดินหนอง (fistula) ได้ ดังนั้นแผลแบบนี้จำเป็นจะต้องทำความสะอาดโพรงทั้งหมด ด้วยน้ำเกลือปริมาณมาก อาจมีการให้ยาฆ่าเชื้อในช่วงแรกของการติดเชื้อ เพื่อลดปริมาณเชื้อโรคในแผล ทำแผลไปเรื่อยๆจนกระทั่งเริ่มติดเชื้อน้อยลงและแผลเริ่มมีการซ่อมแซมมากขึ้นเรื่อยๆ และตื้นขึ้นจนติดไปเอง ในบางครั้ง หากไม่ตอบสนองต่อการรักษาหรือแผลเป็นโพรงลึกมากๆ อาจจำเป็นต้องทำการผ่าตัดเพื่อทำความสะอาด โพรงทั้งหมด
  • แผลขนาดใหญ่และลึกเป็นโพรง: ลักษณะแผลแบบนี้นอกจากการทำความสะอาดแผลเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะแผลที่ทะลุเข้าไปในช่องอก หรือช่องท้องจะมีความเสี่ยงต่อการติดเขื้อตามมาได้และทำให้เกิดการเสียชีวิตสูง ดังนั้นอาจจำเป็นที่จะต้องใช้ Penrose drain ซึ่งเป็นการใส่ท่อคาเอาไว้เพื่อขับหนองออกจากช่องอก หรือช่องท้อง

นอกจากการจัดการแผลด้วยวิธีการล้างแผลแล้ว สัตวแพทย์จะให้ยาควบคุมการติดเชื้อมาทานร่วมกับยาลดอักเสบ ยาชนิดหลังจำเป็นที่จะต้องทานพร้อมอาหาร เพราะกัดกระเพาะ และไม่ควรทานนานติดต่อกันเกิน 5 วัน

การดูแล และจัดการ

สิ่งที่สำคัญที่สุดขณะทำการรักษาแผล คือ การดูแลที่บ้านไม่ให้เกิดการติดเชื้อที่แผลซ้ำ หรือทำให้แผลมีขนาดใหญ่กว่าเดิม ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้

  • ใส่ Elizabethan Collar หรือ “ลำโพง” ป้องกันไม่ให้แมวเลียแผล เพราะในน้ำลาย และช่องปากของแมวมีปริมาณแบคทีเรียจำนวนมาก อาจทำให้แผลติดเชื้อได้
  • บริเวณของแผลที่มีการปิดแผลเอาไว้ควรคงความแห้งเอาไว้ ไม่ควรปล่อยให้ถูกน้ำ และควรมีการเปลี่ยน และล้างแผลตามตารางนัดของสัตวแพทย์ หากถูกน้ำให้นำไปล้างแผลใหม่ทันที เพราะจะนำไปสู่การแผลอับชื้นและเป็นแหล่งของแบทีเรีย และเชื้อราได้เป็นอย่างดี
  • สามารถทายาฆ่าเชื้อบริเวณขอบแผลได้ 1-2 ครั้งต่อวัน ในกรณีที่แมวไม่สามารถเลียถึง
  • ให้แมวกินยาให้ครบตามที่หมอกำหนด หากไม่สามารถให้ยากินได้ อาจต้องปรึกษาสัตวแพทย์ถึงการใช้ยาฉีดเข้ามาช่วย เป็นต้น
  • ไปพบสัตวแพทย์ตามตารางนัด หากทำการใส่ Penrose drain จะนัดให้ไปเอาออก 3-5 วัน หากมีการเย็บแผลจะนัดไปตัดไหม 10-14 วัน รวมถึงการนัดทำแผลร่วมด้วย
  • พยายามป้องกันไม่ให้แมวออกจากบ้าน และไปกัด หรือถูกกัดได้อีก หากเลี้ยงในบ้านควรมีห้องสำหรับแมวเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายจากของมีคมได้อีก

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามสัตวแพทย์ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งคำถาม