Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
สุขภาพผู้หญิง

งานวิจัยเผย การนั่งทำให้ผู้หญิงเสี่ยงต่อภาวะเปราะบาง

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 2,412,359 คน

งานวิจัยเผย การนั่งทำให้ผู้หญิงเสี่ยงต่อภาวะเปราะบาง

การนั่งเป็นเวลานานทำร้ายสุขภาพของเราได้หลายทาง ซึ่งมีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า ยิ่งคุณใช้เวลานั่งมากเท่าไร โอกาสที่คุณจะเสียชีวิตก่อนวัยก็มีมากขึ้นเท่านั้น และน่าเศร้าที่การออกกำลังกายไม่ได้ช่วยหักล้างผลกระทบได้ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยเตือนว่า การนั่งมากเกินไปจะทำให้สุขภาพหัวใจแย่ลงและเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน ในขณะที่งานวิจัยชิ้นอื่นพบว่ามันอาจทำให้สมองหดตัว

ภาวะเปราะบางคืออะไร? แล้วส่งผลต่อผู้หญิงอย่างไร?

นักวิจัย 3 ท่าน ได้แก่ Maja Susanto Ruth Hubbrd และ Paul A Gardiner ได้วิเคราะห์ข้อมูลจาก Australian Longitudinal Study of Women's Health โดยมีผู้หญิงที่เกิดในช่วง ค.ศ.1946-1951 เป็นผู้เข้าร่วมทดลอง ซึ่งผู้หญิงเหล่านี้รายงานเวลาที่ตัวเองใช้นั่งในแต่ละวัน

อย่างไรก็ดี นักวิจัยประเมินภาวะเปราะบางของผู้หญิงโดยใช้สเกลที่เรียกว่า FRAIL โดยมีค่าตั้งแต่ 0 (สุขภาพดี) ไปจนถึง 5 (อ่อนแอ) และแบ่งจำนวนชั่วโมงการนั่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ระดับต่ำ (3.5 ชั่วโมงต่อวัน) ระดับปานกลาง (5.5 ชั่วโมงต่อวัน) และระดับสูง (10 ชั่วโมงต่อวัน)

ทั้งนี้ Paul Gardiner หนึ่งในหัวหน้างานวิจัยกล่าวว่า “คนที่ตกอยู่ในภาวะเปราะบางจะมีพลังสำรองที่ใช้สำหรับฟื้นตัวหลังจากเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บน้อยลง อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะต้องเข้าโรงพยาบาล หกล้ม เข้าไปอยู่ในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และเสียชีวิตก่อนวัยเพิ่มขึ้น”

แม้ว่ามีงานวิจัยก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะมีอายุยืนมากกว่าผู้ชาย แต่กลับมีความเสี่ยงที่จะตกอยู่ในภาวะเปราะบางมากกว่า ทำให้นักวิจัยต้องการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้หญิงโดยเฉพาะ หากมองในภาพรวม งานวิจัยชิ้นนี้เผยว่า ผู้หญิงที่นั่งเป็นเวลานาน หรือประมาณ 10 ชั่วโมงต่อวัน มีความเสี่ยงที่จะตกอยู่ในภาวะดังกล่าว ในขณะที่คนที่นั่งน้อยลงอย่างสม่ำเสมอมีความเสี่ยงที่จะเผชิญปัญหาต่ำกว่า แต่ผลที่เกิดจากการนั่งเป็นเวลานานสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพราะผู้เข้าร่วมทดลองที่นั่งน้อยลงประมาณ 2 ชั่วโมงต่อวัน มีความเสี่ยงที่ร่างกายจะอ่อนแอลดลง

อย่างไรก็ตาม หากต้องการลดความเสี่ยงได้อย่างสิ้นเชิง ผู้หญิงควรพยายามนั่งให้น้อยลงหรือจำกัดการนั่งให้อยู่ในระดับปานกลาง และหมั่นเคลื่อนไหวร่างกาย ทั้งนี้ The Centers for Disease Control and Prevention (CDC) แนะนำให้ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 65 ปี และมากกว่านี้ทำกิจกรรมชนิดแอโรบิคแบบหนักปานกลางสัปดาห์ละอย่างน้อย 2.5 ชั่วโมง และออกกำลังกายที่ช่วยเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อสัปดาห์ละ 2 วัน สำหรับตัวอย่างของการทำกิจกรรมชนิดแอโรบิคแบบหนักปานกลาง เช่น เดินเร็ว ถูพื้น ตัดหญ้า ฯลฯ ในขณะที่ตัวอย่างของการออกกำลังกายที่ช่วยเสริมกล้ามเนื้อ เช่น ยกน้ำหนัก การใช้เส้นยางยืด (Resistance Band)

ที่มา: https://www.medicalnewstoday.c...322277.php

 


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
3 เหตุผลที่ทำให้การพยายามทำหลายสิ่งขณะขี่จักรยานเป็นความผิดพลาด
3 เหตุผลที่ทำให้การพยายามทำหลายสิ่งขณะขี่จักรยานเป็นความผิดพลาด

การพยายามทำหลายอย่างเกินไปขณะขี่จักรยานอาจกลายเป็นผลเสียได้และนี่คือเหตุผล

6 วิธีเดินเผาผลาญพลังงาน
6 วิธีเดินเผาผลาญพลังงาน

ใช้เทคนิคต่อไปนี้มาช่วยเผาผลาญพลังงานระหว่างการเดินกันเถอะ

ค่าการเต้นของหัวใจสูงสุด - ทำความเข้าใจค่าการเต้นของหัวใจสูงสุดของคุณ
ค่าการเต้นของหัวใจสูงสุด - ทำความเข้าใจค่าการเต้นของหัวใจสูงสุดของคุณ

ค่าอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดสำคัญอย่างไร คำนวณค่าของตัวเองอย่างไร และนำไปคำนวณค่าระดับความเข้มข้นในการออกกำลังกายอย่างไร

ดูในแอป