Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
มะเร็งและโรคร้าย

มะเร็งมดลูก (womb cancer or uterus cancer)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 18 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 2,061,718 คน

มะเร็งมดลูก (womb cancer or uterus cancer)

มะเร็งมดลูก หรือเรียกอีกอย่างว่ามะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยของมะเร็งระบบสืบพันธุ์เพศหญิง ซึ่งมักพบกับผู้ที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้ว และส่วนใหญ่จะได้รับการวินิจฉัยเมื่ออายุ 40-74 ปี อาการที่พบได้บ่อยคือ เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด หากมีอาการดังกล่าวให้มาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ สำหรับการรักษาหลักที่ใช้คือการผ่าตัดมดลูกออก และในบางกรณีอาจรักษาด้วยการฉายรังสี การใช้ยาเคมีบำบัด โดยมักใช้ตามหลังการผ่าตัด

บทนำมะเร็งมดลูก

มะเร็งมดลูก (womb cancer, uterus cancer หรือ uterine cancer) เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อย ซึ่งเกิดขึ้นกับระบบสืบพันธุ์ของเพศหญิง (female reproductive system) หรืออาจเรียกอีกชื่อว่า มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (endometrial cancer)

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจมะเร็งวันนี้ เราจองคิวตรวจให้ทันที ไม่ต้องรอ

คัดกรองมะเร็งทุกชนิด เลือกได้จากกว่า 30 โปรแกรม เริ่มต้นเพียง 1,999 บาท

Istock 500358904

อาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดคืออาการที่พบได้บ่อยที่สุดของมะเร็งมดลูก

หากคุณเป็นผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้ว (menopause) แต่พบว่ามีเลือดออกทางช่องคลอด ให้ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติ แต่ถ้าคุณยังไม่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน อาการเลือดออกผิดปกติอาจรวมถึงเลือดที่ออกในช่วงเวลาที่ไม่ใช่รอบประจำเดือนปกติของคุณ

คุณควรเข้าพบแพทย์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้าคุณมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด แม้ว่ามีโอกาสน้อยที่อาการเลือดออกผิดปกตินั้นจะมีสาเหตุจากมะเร็ง แต่การไปตรวจเช็คให้มั่นใจคือสิ่งที่ดีที่สุด

เมื่อคุณไปพบแพทย์ แพทย์จะดำเนินการตรวจร่างกายและสอบถามเกี่ยวกับอาการที่คุณเป็น หากแพทย์พิจารณาแล้วสงสัยว่าคุณอาจเป็นโรคร้ายแรง หรือไม่มั่นใจในการวินิจฉัย แพทย์จะพิจารณาส่งต่อคุณไปพบแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมต่อไป

ชนิดของมะเร็งมดลูก

ส่วนใหญ่แล้วมะเร็งมดลูกจะเกิดขึ้นกับเยื่อบุโพรงมดลูก (endometrium) จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมมะเร็งมดลูกมักเรียกว่า มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (endometrial cancer)

ในกรณีที่พบได้น้อย มะเร็งมดลูกอาจเกิดขึ้นที่กล้ามเนื้อของผนังมดลูก หรือเรียกว่า  uterine sarcoma และอาจรักษาด้วยวิธีการที่แตกต่างจากมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจมะเร็งวันนี้ เราจองคิวตรวจให้ทันที ไม่ต้องรอ

คัดกรองมะเร็งทุกชนิด เลือกได้จากกว่า 30 โปรแกรม เริ่มต้นเพียง 1,999 บาท

Istock 500358904

บทความนี้ใช้คำว่า “มะเร็งมดลูก” แต่ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับ “มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก”

มะเร็งมดลูกเป็นมะเร็งที่แตกต่างจากมะเร็งของระบบสืบพันธุ์เพศหญิงอื่นๆ เช่น มะเร็งรังไข่ (ovarian cancer) และมะเร็งปากมดลูก (cervical cancer)

มะเร็งมดลูกเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอะไรคือสาเหตุของมะเร็งมดลูก แต่เราทราบว่ามีปัจจัยเสี่ยงที่จะเพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งมดลูก

การที่ร่างกายมีฮอร์โมนไม่สมดุลคือหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดของการเป็นมะเร็งมดลูก โดยเฉพาะถ้ามีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen) ในเลือดสูงจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมดลูก

ปัจจัยที่ส่งผลให้ฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุล ได้แก่ ความอ้วน, โรคเบาหวาน และการได้รับการบำบัดด้วยฮอร์โมนทดแทน (hormone replacement therapy (HRT)) นอกจากนี้ความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งมดลูกจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการรักษามะเร็งเต้านมในระยะยาวด้วยยา tamoxifen

เราไม่สามารถป้องกันการเป็นมะเร็งมดลูกได้แน่นอน 100% แต่เราสามารถปฏิบัติบางอย่างเพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งมดลูกได้ ได้แก่ การควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และการใช้วิธีการคุมกำเนิดระยะยาวบางชนิด

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจมะเร็งวันนี้ เราจองคิวตรวจให้ทันที ไม่ต้องรอ

คัดกรองมะเร็งทุกชนิด เลือกได้จากกว่า 30 โปรแกรม เริ่มต้นเพียง 1,999 บาท

Istock 500358904

จะรักษามะเร็งมดลูกได้อย่างไร?

การรักษาหลักของโรคมะเร็งมดลูกคือการผ่าตัดมดลูกออก (hysterectomy)

การผ่าตัดมดลูกออก คือการรักษามะเร็งมดลูกระยะเริ่มแรกให้หายขาดได้ แต่คุณจะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีกต่อไป การผ่าตัดมดลูกจะรวมถึงการผ่าตัดเอารังไข่ (ovaries) และท่อนำไข่ (fallopian tubes) ออกด้วย

นอกจากนี้ในบางกรณีอาจรักษาด้วยการฉายรังสี (radiotherapy) หรือการใช้ยาเคมีบำบัด (chemotherapy) โดยมักใช้ร่วมกับการผ่าตัด

สำหรับผู้ป่วยที่ยังไม่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนและยังต้องการมีบุตรอยู่ อาจพิจารณารักษาด้วยการใช้ฮอร์โมนบำบัด

และแม้ว่ามะเร็งที่คุณเป็นจะอยู่ในระยะรุนแรงลุกลาม และโอกาสในการหายขาดน้อย การรักษาก็ยังช่วยบรรเทาอาการและช่วยยืดระยะเวลาการมีชีวิตให้กับคุณ

การใช้ชีวิตอยู่กับมะเร็งมดลูก

การใช้ชีวิตอยู่กับมะเร็งมดลูกเป็นเรื่องที่ท้าทาย และแน่นอนว่ามะเร็งมดลูกย่อมส่งผลกระทบต่อชีวิตของคุณในทางใดทางหนึ่ง

ตัวอย่างเช่น ชีวิตด้านเพศสัมพันธ์อาจได้รับผลกระทบหากคุณได้รับการผ่าตัดมดลูกออก คุณอาจพบว่าการมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องยากกว่าปกติ รวมถึงอารมณ์ทางเพศที่ลดลงด้วย

คุณอาจพบประโยชน์จากการพูดคุยกับคนอื่นเกี่ยวกับโรคที่คุณกำลังเป็น เช่น คนในครอบครัว คู่ชีวิต หรือผู้ป่วยรายอื่นที่กำลังเป็นมะเร็งมดลูก

พบโรคมะเร็งมดลูกได้บ่อยแค่ไหน?

มะเร็งมดลูกเป็นมะเร็งที่เกิดกับระบบสืบพันธุ์เพศหญิงที่พบได้บ่อย ในประเทศไทยพบบ่อยเป็นอันดับ 3 ของมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิง โดยพบประมาณ 3 คนต่อแสนรายต่อปี

ข้อมูลจากประเทศสหราชอาณาจักรพบผู้ป่วยรายใหม่ที่ได้รับการวินิจฉัยมะเร็งมดลูก 8,475 รายต่อปี

มะเร็งมดลูกเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยในผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้ว และส่วนใหญ่จะได้รับการวินิจฉัยเมื่ออายุ 40-74 ปี

อาการของมะเร็งมดลูก

อาการที่พบได้บ่อยของมะเร็งมดลูก คือ มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด อย่างไรก็ตามคนส่วนใหญ่ที่มีอาการเลือดออกผิดปกติไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรคมะเร็ง

เลือดที่ออกทางช่องคลอดอาจเริ่มจากเลือดออกปริมาณเล็กน้อยร่วมกับตกขาว ซึ่งอาจเป็นมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัยมะเร็งมดลูกคือผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้ว ดังนั้นเลือดที่ออกทางคลอดช่องหลังหมดประจำเดือนแล้วถือเป็นสิ่งผิดปกติที่ต้องไปพบแพทย์

ในผู้หญิงที่ยังไม่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดอาจเป็นดังนี้:

  • เลือดประจำเดือนมามากผิดปกติ
  • มีเลือดออกทางช่องคลอดที่ไม่ใช่ช่วงมีประจำเดือน

อาการอื่นที่พบได้น้อย ได้แก่ อาการปวดท้องน้อย และอาการปวดขณะมีเพศสัมพันธ์

ถ้ามะเร็งมดลูกเป็นมากจนเข้าสู่ระยะลุกลามรุนแรงแล้ว อาจทำให้มีอาการเพิ่มเติม ได้แก่:

เมื่อไรควรไปพบแพทย์

แนะนำให้ไปพบแพทย์หากคุณเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้วแต่มีเลือดออกทางช่องคลอด หรือ ในผู้หญิงที่ยังมีประจำเดือนอยู่แต่พบการเปลี่ยนแปลงของเลือดประจำเดือน เช่น มามากผิดปกติ หรือมีเลือดออกระหว่างรอบประจำเดือน

มีเพียง 1 ใน 10 คนเท่านั้นที่เลือดออกผิดปกติหลังวัยหมดประจำเดือนจะมีสาเหตุจากโรคมะเร็งมดลูก ดังนั้นอาการที่คุณเป็นอาจไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรคมะเร็งก็ได้

อย่างไรก็ตามถ้าพบเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ขอแนะนำให้เข้ารับการตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด เพราะอาการเลือดออกอาจมีสาเหตุมาจากโรคร้ายแรงอื่นๆ ได้เช่นกัน เช่น:

  • เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis)-คือพบเนื้อเยื่อที่เหมือนกับเยื่อโพรงบุมดลูกเจริญอยู่ที่บริเวณอื่นนอกมดลูก
  • เนื้องอกไฟบรอยด์ (fibroids)-เป็นเนื้องอกที่เจริญเติบโตอยู่ภายในมดลูก (แต่ไม่ใช่มะเร็ง)
  • ติ่งเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูก (polyps in the womb lining)

ยังมีโรคมะเร็งนรีเวชอื่นๆ ที่สามารถก่อให้เกิดอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดได้ โดยเฉพาะ มะเร็งปากมดลูก (cervical cancer)

สาเหตุของมะเร็งมดลูก

ยังไม่ทราบแน่ชัดถึงสาเหตุของการเป็นมะเร็งมดลูก แต่เราทราบว่ามีปัจจัยหลายปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งมดลูก

โรคมะเร็งเกิดขึ้นเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลง (การกลายพันธุ์) ของโครงสร้างดีเอ็นเอ (DNA) ในเซลล์ ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและแบ่งตัวเพิ่มจำนวน ทำให้เซลล์เจริญเติบโต แบ่งตัวเพิ่มจำนวนแบบควบคุมไม่ได้ เกิดเป็นก้อนเนื้องอกขึ้น (tumour)

ถ้ามะเร็งที่เกิดขึ้นไม่ได้รับการรักษา มะเร็งจะเจริญเติบโตและแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ โดยแพร่กระจายโดยตรง หรือแพร่กระจายผ่านระบบเลือดและระบบน้ำเหลือง

ปัจจัยเสี่ยงของการเป็นมะเร็งมดลูก

ปัจจุบันค้นพบปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่เพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งมดลูก โดยรายละเอียดของปัจจัยเสี่ยงชนิดมีดังนี้:

อายุ

ความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งมดลูกจะเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยพบว่ามะเร็งมดลูกส่วนใหญ่จะพบในผู้หญิงอายุ 40-74 ปี และมีเพียง 1% เท่านั้นที่ได้รับการวินิจฉัยเมื่ออายุน้อยกว่า 40 ปี

เอสโตรเจน (estrogen)

พบความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งมดลูกกับการได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจน เอสโตรเจนคือฮอร์โมนหนึ่งที่ใช้ในการควบคุมระบบสืบพันธุ์เพศหญิง

  • เอสโตรเจน (estrogen) กระตุ้นการตกไข่จากรังไข่ และทำให้เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกแบ่งตัว
  • โปรเจสเตอโรน (progesterone) มีหน้าที่ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกพร้อมรองรับการฝังตัวของไข่ที่ปฏิสนธิแล้ว

ตามปกติแล้วระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนจะอยู่ในระดับสมดุลซึ่งกันและกัน ถ้าระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงอย่างเดียวโดยไม่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนมารักษาสมดุล เราเรียกภาวะนี้ว่า  unopposed estrogen

หลังจากที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้ว ร่างกายจะหยุดผลิตฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน อย่างไรก็ตามยังคงมีการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนปริมาณเล็กน้อยอยู่ ถ้าร่างกายมีภาวะฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงโดยขาดฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (unopposed estrogen) จะทำให้เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูก (endometrium) หนาตัวขึ้น เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งมดลูก

การบำบัดทดแทนด้วยฮอร์โมน (Hormone replacement therapy (HRT))

เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนเอสโตรเจนกับการเกิดมะเร็งมดลูก ดังนั้นการใช้ฮอร์โมนทดแทนชนิดเอสโตรเจนเพียงอย่างเดียว (estrogen-only hormone replacement therapy) จึงควรให้เฉพาะผู้หญิงที่ได้รับการผ่าตัดมดลูกออกแล้ว

ส่วนในรายอื่นๆ ต้องให้ฮอร์โมนทดแทนชนิด เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน (combination HRT) เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมดลูก

น้ำหนักเกินหรืออ้วน

ฮอร์โมนเอสโตรเจนสามารถสร้างจากเนื้อเยื่อไขมันได้ ดังนั้นภาวะน้ำหนักเกินมาตรฐานหรืออ้วน จะเพิ่มระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งมดลูกอย่างชัดเจน

ผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกินจะมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งมดลูกมากเป็น 3 เท่า เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่น้ำหนักตัวปกติ และผู้หญิงที่อ้วนมากจะมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกมากเป็น 6 เท่า เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่น้ำหนักตัวปกติ

หนึ่งในวิธีที่จะประเมินว่าคุณมีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ คือ การคำนวณค่าดัชนีมวลกาย (body mass index) สำหรับประเทศไทย ค่าดัชนีมวลกายระหว่าง 23.0-24.9 คือน้ำหนักเกิน และถ้าค่าดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25.0 ขึ้นไปคือมีภาวะอ้วน

ประวัติในการมีบุตร (Reproductive history)

ผู้หญิงที่ยังไม่เคยมีบุตรจะมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งมดลูกมากกว่า ซึ่งอาจเป็นเพราะระหว่างตั้งครรภ์ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนสูงขึ้นและระดับฮอร์โมนเอสโตรเจสต่ำลง ทำให้เกิดผลในเชิงป้องกัน (protective effect) กับเยื่อบุโพรงมดลูก

ยา tamoxifen

ในผู้หญิงที่ได้รับการรักษาด้วยยา tamoxifen (คือการบำบัดด้วยฮอร์โมนสำหรับรักษามะเร็งเต้านม) จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมดลูกเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามประโยชน์ที่จะได้รับจากยา tamoxifen ในการป้องกันมะเร็งเต้านมมีมากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

สิ่งสำคัญก็คือ หากคุณได้รับยา tamoxifen และมีอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ให้ไปพบแพทย์

โรคเบาหวาน

ผู้หญิงที่เป็นโรคเบาหวานจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมดลูกสูงเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นสาเหตุของการมีปริมาณฮอร์โมนอินซูลิน (insulin) ในร่างกายสูงขึ้น ซึ่งจะเพิ่มระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายได

ผู้หญิงหลายรายที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จะมีน้ำหนักเกิน ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมดลูก

ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic ovarian syndrome (PCOS))

ผู้หญิงที่มีภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (polycystic ovarian syndrome (PCOS)) จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมดลูกสูงขึ้น เพราะร่างกายมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงขึ้น

ผู้หญิงที่มีภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบจะมีอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือมาน้อยกว่าปกติ หรือไม่มีประจำเดือน มีบุตรยาก น้ำหนักตัวขึ้น เป็นสิว และขนดก (hirsutism)

เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติ (Endometrial hyperplasia)

ในผู้หญิงที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติ อาจมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมดลูกเพิ่มมากขึ้น

การวินิจฉัยมะเร็งมดลูก

คุณควรเข้าพบแพทย์หากมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด แม้ว่าโอกาสน้อยที่จะเกิดจากมะเร็งมดลูก แต่การไปพบแพทย์คือวิธีดีที่สุดที่ทำให้มั่นใจได้ว่าไม่ใช่โรคมะเร็ง

แพทย์จะทำการตรวจร่างกายบริเวณอุ้งเชิงกราน ได้แก่ ช่องคลอด มดลูก รังไข่ และกระเพาะปัสสาวะ และจะสอบถามเกี่ยวกับอาการที่คุณเป็น มีอาการเมื่อใด และเป็นบ่อยแค่ไหน

คุณอาจได้รับการส่งต่อไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสืบพันธุ์เพศหญิง (แพทย์สูตินรีเวช) เพื่อรับการตรวจเพิ่มเติม โดยข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจเพิ่มเติมบางส่วนมีรายละเอียดดังนี้

การตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอด  (Transvaginal ultrasound (TVU))

การตรวจ TVU คือการตรวจอัลตราซาวด์ชนิดหนึ่ง ซึ่งแพทย์จะใช้อุปกรณ์ตรวจขนาดเล็ก เรียกว่าหัวตรวจอัลตราซาวด์ (probe) สอดเข้าไปทางช่องคลอดเพื่อให้ได้ภาพของเนื้อเยื่อภายในมดลูก ระหว่างการตรวจจะรู้สึกไม่ตัวเล็กน้อย แต่ไม่มีอาการเจ็บ

ในการตรวจอัลตราซาวด์ด้วยวิธีนี้เพื่อตรวจดูการเปลี่ยนแปลงความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากเซลล์มะเร็งได้

การตรวจชิ้นเนื้อ (biopsy)

หากผลจากการตรวจอัลตราซาวด์พบเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว คุณจะต้องทำการตรวจชิ้นเนื้อเพื่อยืนยันการวินิจฉัย

ในการตรวจชิ้นเนื้อ แพทย์จะนำตัวอย่างชิ้นเนื้อจากเยื่อบุโพรงมดลูกไปตรวจในห้องปฏิบัติการเพื่อดูว่ามีเซลล์มะเร็งหรือไม่

แพทย์จะนำตัวอย่างชิ้นเนื้อเยื่อออกมาได้หลายวิธี ดังนี้:

  • การดูดชิ้นเนื้อ (aspiration biopsy)-คือการสอดท่อขนาดเล็กที่ยืดหยุ่นได้ผ่านทางช่องคลอดเข้าไปในมดลูก และดูดเอาตัวอย่างเซลล์จำนวนเล็กน้อยออกมาตรวจ
  • การใช้กล้องส่องตรวจโพรงมดลูก (hysteroscopy)-แพทย์จะใช้กล้องขนาดเล็กสอดผ่านช่องคลอดเข้าไปในมดลูก เพื่อตรวจดูเยื่อบุโพรงมดลูกและนำตัวอย่างชิ้นเนื้อออกมาตรวจ

ในผู้ป่วยบางรายแพทย์จะใช้กล้องส่องตรวจโพรงมดลูกก่อนการขูดมดลูก (dilatation and curettage) ในการขูดมดลูกถือเป็นการผ่าตัดเล็กและต้องทำโดยการให้ยาสลบ ซึ่งแพทย์จะใช้เครื่องมือขูดเอาตัวอย่างเนื้อเยื่อจากเยื่อบุโพรงมดลูกออกมาตรวจในห้องปฏิบัติการ

การตรวจเลือด

การตรวจเลือดเป็นวิธีที่ช่วยในการวินิจฉัยมะเร็งมดลูก เพราะก้อนเนื้องอกมะเร็งบางชนิดสามารถหลั่งสารเคมีบางอย่างเข้ามาในเลือดได้ เราเรียกว่า สารบ่งชี้มะเร็ง (tumour markers) ซึ่งสามารถตรวจพบได้จากการตรวจเลือด

อย่างไรก็ตาม การตรวจเลือดนี้ไม่น่าเชื่อถือมากนัก เพราะการตรวจพบสารบ่งชี้มะเร็งไม่ได้เป็นการยืนยันแน่นอนว่าคุณจะเป็นมะเร็งมดลูก อีกทั้งผู้ป่วยมะเร็งมดลูกบางรายไม่มีสารเคมีเหล่านี้ในเลือด

การทดสอบที่ต้องทำหากคุณเป็นมะเร็งมดลูก

ถ้าคุณได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งมดลูก คุณอาจต้องทำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินระยะของโรคมะเร็ง ระยะของโรคมะเร็งจะช่วยให้แพทย์ประเมินได้ว่ามะเร็งมีขนาดใหญ่เพียงใด มะเร็งมีการแพร่กระจายหรือไม่ และตัดสินใจแนะนำการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

การตรวจที่ต้องทำอาจได้แก่:

  • การเอกซเรย์ปอด (chest X-ray)-การเอกซเรย์ปอดเพื่อดูว่ามะเร็งแพร่กระจายไปที่ปอดหรือไม่
  • การสแกนภาพถ่ายด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือเอ็มอาร์ไอ (magnetic resonance imaging (MRI))-คือการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสแกนภาพถ่ายของเนื้อเยื่อภายในร่างกายเพื่อดูว่ามะเร็งมีการแพร่กระจายหรือไม่
  • การสแกนด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือซีทีสแกน (computerised tomography (CT) scan)-คือการใช้รังสีเอกซ์ช่วยในการสแกนภาพของเนื้อเยื่อภายในร่างกายเพื่อดูว่ามะเร็งมีการแพร่กระจายหรือไม่
  • การตรวจเลือดเพิ่มเติม-มักทำเพื่อตรวจภาวะทางสุขภาพโดยรวม และดูหน้าที่การทำงานของอวัยวะในร่างกายบางอวัยวะ

การรักษามะเร็งมดลูก

ระยะของโรคมะเร็งมดลูก

แพทย์จะแบ่งระยะของโรคมะเร็งเพื่ออธิบายว่ามะเร็งมีความรุนแรงของโรคมากน้อยเพียงใด โดยแบ่งระยะได้ดังนี้:

  • ระยะที่ 1-มะเร็งยังอยู่ภายในมดลูก
  • ระยะที่ 2-มะเร็งแพร่กระจายไปที่ปากมดลูก
  • ระยะที่ 3-มะเร็งแพร่กระจายออกไปนอกมดลูกเข้าสู่เนื้อเยื่อข้างเคียงในอุ้งเชิงกรานหรือที่ต่อมน้ำเหลือง

·    ระยะที่ 4-มะเร็งแพร่กระจายไปที่เนื้อเยื่ออ่อนของช่องท้อง หรือเข้าสู่อวัยวะอื่นๆ เช่น กระเพาะปัสสาวะ, ลำไส้, ตับ หรือปอด

โอกาสที่คุณจะมีชีวิตรอดจะขึ้นกับระยะของโรคมะเร็งมดลูกขณะได้รับการวินิจฉัย

ถ้าได้รับการวินิจฉัยมะเร็งมดลูกในระยะที่ 1 การพยากรณ์โรคจะดีและประมาณ 95% ของผู้ป่วยจะมีชีวิตได้อย่างน้อย 5 ปี หลังการวินิจฉัย และผู้ป่วยในระยะที่ 1 จำนวนมากสามารถรักษาหายขาด

ถ้าได้รับการวินิจฉัยมะเร็งมดลูกในระยะที่ 2 จะมีโอกาส 77% ที่จะมีชีวิตได้อย่างน้อย 5 ปี หลังการวินิจฉัย

ถ้าได้รับการวินิจฉัยมะเร็งมดลูกในระยะที่ 3 จะมีโอกาส 40% ที่จะมีชีวิตได้อย่างน้อย 5 ปี หลังการวินิจฉัย

และมีประมาณ 1 ใน 4 ที่ได้รับการวินิจฉัยมะเร็งมดลูกในระยะที่ 4 ซึ่งในระยะนี้จะมีโอกาสเพียง 15% ที่จะมีชีวิตได้อย่างน้อย 5 ปี หลังการวินิจฉัย

ภาพรวมการรักษา

การรักษาหลักสำหรับมะเร็งมดลูกคือการผ่าตัดเอามดลูกออก (hysterectomy) รวมถึงรังไข่และท่อนำไข่ออกด้วย บางครั้งอาจตามด้วยการฉายรังสีหรือการใช้ยาเคมีบำบัดเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างกาย ซึ่งขึ้นกับระยะของโรคและเกรดของมะเร็งด้วย

การรักษาสำหรับผู้หญิงที่ยังไม่หมดประจำเดือน

การผ่าตัดมดลูกออกจะทำให้คุณไม่สามารถมีบุตรได้อีกต่อไป ดังนั้นผู้หญิงที่ยังอยู่ในวัยสาวที่ยังไม่หมดประจำเดือนอาจไม่ต้องการผ่าตัดเอามดลูกและรังไข่ออก เพราะพวกเขายังต้องการมีบุตรอยู่

ในกรณีนี้ เป็นสถานการณ์เฉพาะบุคคล ซึ่งอาจพิจารณารักษาด้วยการใช้ฮอร์โมนบำบัด (hormone therapy) แทน

การรักษามะเร็งระยะลุกลาม

มะเร็งมดลูกระยะลุกลามจำเป็นต้องได้รับการรักษาที่แตกต่างจากมะเร็งในระยะอื่น โดยมักรักษาด้วยยาเคมีบำบัด

มะเร็งมดลูกระยะลุกลามอาจไม่สามารถรักษาหายขาดได้ แต่การรักษามีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีระยะโรคสงบ ขนาดของมะเร็งเล็กลง ทำให้คุณรู้สึกปกติและสามารถใช้ชีวิตได้เต็มที่

แม้ว่าจะไม่มีโอกาสในการหายขาด แต่อาจมีการผ่าตัดเพื่อกำจัดก้อนมะเร็งออกเท่าที่จะเป็นไปได้

การฉายรังสี การใช้ยาเคมีบำบัด หรือการใช้ฮอร์โมนบำบัด จะช่วยบรรเทาอาการให้กับผู้ป่วย เช่น อาการปวด โดยการลดขนาดของก้อนมะเร็ง หรือชะลอการเจริญเติบโตของมะเร็ง

การผ่าตัด

การผ่าตัดสำหรับมะเร็งมดลูกระยะที่ 1

ถ้าคุณเป็นมะเร็งในระยะที่ 1 คุณจะสามารถทำการผ่าตัดเอามดลูกออกได้ โดยจะผ่ามดลูก รังไข่ และท่อนำไข่ออกด้วย

ระหว่างการผ่าตัดศัลยแพทย์อาจเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อจากต่อมน้ำเหลืองบริเวณอุ้งเชิงกรานและช่องท้องรวมถึงเนื้อเยื่อข้างเคียงออกไปด้วย และนำตัวอย่างเนื้อเยื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อดูว่ามีการแพร่กระจายของมะเร็งหรือไม่

เทคนิคในการผ่าตัดมดลูกที่นิยมทำคือ การผ่าหน้าท้องขนาดใหญ่เพื่อนำมดลูกออก

ในบางครั้งแพทย์อาจพิจารณาใช้เทคนิคการผ่าตัดแบบส่องกล้อง (laparoscopic hysterectomy) ซึ่งแพทย์จะผ่าเปิดเป็นรอยแผลขนาดเล็กและใช้กล้องชนิดพิเศษ (laparoscope) รวมถึงเครื่องมือในการผ่าตัดสอดเข้าไปผ่านรอยแผลขนาดเล็กนั้น

ซึ่งจะทำให้แพทย์มองเห็นอวัยวะภายในร่างกายและผ่านำมดลูกออกจากร่างกายผ่านทางช่องคลอดได้ โดยมีแผลเป็นเพียงเล็กน้อย

ผู้ป่วยสามารถกลับไปพักที่บ้านได้ใน 3-5 วันหลังการผ่าตัด หรือ น้อยกว่านั้นหากผ่าตัดแบบส่องกล้อง แต่จะใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะฟื้นตัวเต็มที่

หลังการผ่าตัดแล้ว ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำให้เคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญ และแม้ว่าคุณจะนอนพักบนเตียง คุณก็จำเป็นต้องขยับขาเป็นประจำเพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดและป้องกันการเกิดลิ่มเลือด คุณจะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการออกกำลังกายจากพยาบาลหรือนักกายภาพบำบัดเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด

เมื่อคุณกลับถึงบ้าน คุณจำเป็นต้องออกกำลังกายเบาๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกาย ให้ปรึกษากับแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดเกี่ยวกับชนิดของการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับคุณ

การผ่าตัดสำหรับมะเร็งมดลูกระยะที่ 2 หรือ 3

ถ้าคุณเป็นมะเร็งมดลูกระยะที่ 2 หรือ 3 และมะเร็งแพร่กระจายไปที่ปากมดลูกหรือต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงในอุ้งเชิงกราน คุณอาจต้องทำการผ่าตัดมดลูกแบบ  radical หรือ total hysterectomy

การผ่าตัดนี้จะตัดส่วนของปากมดลูกและส่วนบนของช่องคลอด รวมถึงต่อมน้ำเหลืองบริเวณอุ้งเชิงกรานออกด้วย คุณอาจต้องได้รับการฉายรังสีหรือยาเคมีบำบัดหลังการผ่าตัดเพื่อลดความเสี่ยงที่มะเร็งจะกลับมาเป็นซ้ำ

การผ่าตัดสำหรับมะเร็งมดลูกระยะรุนแรงลุกลาม (ระยะที่ 4)

ถ้าคุณเป็นมะเร็งมดลูกระยะลุกลาม คุณอาจผ่าตัดเพื่อกำจัดก้อนมะเร็งออกให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เราเรียกว่า debulking surgery

การรักษาวิธีนี้ไม่ได้ทำให้มะเร็งหายขาด แต่อาจช่วยบรรเทาอาการให้กับผู้ป่วย แพทย์จะให้คำปรึกษาว่าการผ่าตัดรูปแบบนี้เหมาะสมกับคุณหรือไม่

การฉายรังสี

คุณจะได้รับคำแนะนำให้ฉายรังสี ถ้าทีมแพทย์ที่ทำการรักษาพิจารณาแล้วว่าคุณมีความเสี่ยงที่มะเร็งจะกลับมาเป็นซ้ำในอุ้งเชิงกราน

การฉายรังสีอาจถูกใช้เพื่อชะลอการแพร่กระจายของมะเร็งหากไม่สามารถรักษาให้หายขาดด้วยการผ่าตัดได้

การฉายรังสีเพื่อรักษามะเร็งมดลูก มี 2 ชนิด ได้แก่:

  • รังสีรักษาภายในร่างกาย (internal radiotherapy) หรือเรียกอีกอย่างว่า brachytherapy คือการใส่แร่รังสีที่เป็นหลอดพลาสติกที่ช่องคลอด และรังสีจะแผ่ออกมาจากท่อพลาสติกนั้นสู่มดลูกของคุณ
  • การฉายรังสีภายนอกร่างกาย (external radiotherapy) คือการใช้เครื่องมือฉายรังสีเข้าไปที่บริเวณอุ้งเชิงกรานของคุณ

การฉายรังสีภายนอกร่างกายมักให้แบบผู้ป่วยนอกเป็นเวลา 5 วันต่อสัปดาห์ และหยุดพักในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ การฉาย 1 ครั้งใช้เวลาไม่กี่นาที และทั้งคอร์สของการรักษาด้วยการฉายรังสีอาจกินระยะเวลาประมาณ 4 สัปดาห์  ขึ้นกับระยะของโรคมะเร็งและตำแหน่งของมะเร็ง

ผู้ป่วยบางรายอาจต้องได้รับการรักษาทั้งรังสีรักษาแบบภายในร่างกายและแบบภายนอกร่างกาย ระหว่างการให้รังสีรักษาแบบภายในร่างกาย แพทย์จะสอดอุปกรณ์ที่เป็นแร่รังสีเข้าไปในช่องคลอดของคุณ

การให้รังสีรักษาแบบภายในร่างกาย แบ่งเป็น 3 ชนิดด้วยกัน คือ ความแรงของสารกัมมันตรังสีต่ำ กลาง และสูง (low, medium or high dose rates) หากผู้ป่วยได้รับการฉายรังสีแบบความแรงต่ำ รังสีจะค่อยๆ ปลดปล่อยช้าๆ ทำให้ต้องสอดอุปกรณ์แร่รังสีดังกล่าวไว้นานขึ้น ขณะที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้ คุณจะต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์จะให้คำปรึกษากับคุณ

การฉายรังสีมีผลข้างเคียงบางประการ ได้แก่ ผิวหนังบริเวณที่รักษามีอาการร้อน แดง แสบ และอาจมีขนร่วงได้ การได้รับรังสีรักษาที่บริเวณอุ้งเชิงกราน สามารถส่งผลต่อลำไส้และทำให้คลื่นไส้ และ ท้องเสียได้

เมื่อรักษาอย่างต่อเนื่อง คุณจะรู้สึกอ่อนเพลียมาก ผลข้างเคียงโดยส่วนใหญ่จะดีขึ้นและหายได้เองเมื่อการรักษาสิ้นสุดลง อย่างไรก็ตามมีประมาณ 5% ที่ยังมีผลข้างเคียงในระยะยาวหลงเหลืออยู่ เช่น ท้องเสีย และเลือดออกจากทวารหนัก

ยาเคมีบำบัด

ถ้าคุณเป็นมะเร็งมดลูกในระยะ 3 หรือ 4 คุณอาจได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ยาเคมีบำบัดสามารถให้หลังการผ่าตัดเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็ง ในกรณีของผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม อาจใช้ยาเคมีบำบัดเพื่อชะลอการแพร่กระจายของมะเร็งและบรรเทาอาการให้กับผู้ป่วย

ยาเคมีบำบัดมักให้ด้วยการฉีดเข้าหลอดเลือดดำ (intravenously) ซึ่งคุณมักสามารถกลับบ้านได้ภายในวันที่ได้รับยาเคมีบำบัด แต่ในบางครั้งอาจต้องนอนโรงพยาบาลเป็นระยะเวลาสั้นๆ

ยาเคมีบำบัดจะให้เป็นรอบ (cycles) ซึ่งจะมีช่วงเวลาที่ได้รับยา กับ ช่วงเวลาพักเพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นตัว

ผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด ได้แก่:

และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือด (sepsis) ได้ด้วย เพราะร่างกายมีความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อโรคต่ำลง ซึ่งเป็นผลมาจากยาเคมีบำบัด

ผลข้างเคียงต่างๆ ควรหายได้เองเมื่อการรักษาสิ้นสุดลง

ฮอร์โมนบำบัด (hormone therapy)

มะเร็งมดลูกบางครั้งได้รับผลกระทบมาจากฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจน การรักษามะเร็งจึงอาจตอบสนองต่อการใช้ฮอร์โมนบำบัด ซึ่งแพทย์จะพิจารณาว่าการรักษานี้เหมาะสมกับคุณหรือไม่

ฮอร์โมนบำบัดมักเป็นการรักษาด้วยการทดแทนฮอร์โมนชื่อ โปรเจสเตอโรน (progesterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนตามธรรมชาติในร่างกาย การให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเสริมมักให้ในรูปยาเม็ด

การรักษาด้วยฮอร์โมนบำบัดถูกใช้เป็นหลักในการรักษามะเร็งมดลูกระยะลุกลาม หรือมะเร็งที่กลับมาเป็นซ้ำ และสามารถช่วยลดขนาดก้อนเนื้องอกและช่วยควบคุมอาการให้กับผู้ป่วยได้

การรักษาด้วยฮอร์โมนบำบัดมีผลข้างเคียงบางประการ ได้แก่ คลื่นไส้เล็กน้อย เป็นตะคริวเล็กน้อย และน้ำหนักตัวเพิ่ม ซึ่งแพทย์จะให้คำปรึกษาเรื่องนี้กับคุณ

การวิจัยทางคลินิก

มีความคืบหน้าเกี่ยวกับการรักษามะเร็งมดลูกจำนวนมาก และผู้ป่วยมีชีวิตได้ยืนยาวขึ้น แต่มีผลข้างเคียงที่ลดลง ซึ่งการรักษาใหม่ๆ ถูกค้นพบผ่านการศึกษาวิจัยทางคลินิก โดยการเปรียบเทียบการรักษาใหม่ และการรักษาร่วมกัน เทียบกับการรักษามาตรฐานเดิม

หากคุณได้รับการเชิญให้เข้าร่วมงานวิจัย คุณจะได้รับเอกสารข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัย หากคุณอ่านแล้วและพิจารณาเข้าร่วมงานวิจัย คุณจะต้องเซ็นเอกสารยินยอมเข้าร่วมงานวิจัยก่อน และแน่นอนว่าคุณมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธการเข้าร่วมงานวิจัยหรือถอนตัวจากงานวิจัยได้ทุกเมื่อโดยไม่ส่งผลต่อการรักษาของคุณ

การใช้ชีวิตกับโรคมะเร็งมดลูก

ภายหลังการรักษา

ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งมดลูกมักได้รับการผ่าตัดมดลูกออก ซึ่งเป็นการผ่าตัดใหญ่ และอาจใช้เวลาฟื้นตัว 6-12 สัปดาห์

ระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว คุณต้องหลีกเลี่ยงการยกของหนัก (เช่น การอุ้มเด็ก และการถือถุงช็อปปิ้ง เป็นต้น) และหลีกเลี่ยงการทำงานบ้านหนักๆ และคุณไม่สามารถขับรถได้เป็นเวลา 3-8 สัปดาห์หลังการผ่าตัด

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องใช้เวลา 4-12 สัปดาห์ในการหยุดงานหลังการผ่าตัดมดลูกออก ซึ่งระยะเวลาในการฟื้นตัวจะขึ้นกับชนิดของการผ่าตัดที่คุณได้รับ,  มีปัญหาเกิดขึ้นจากการผ่าตัดหรือไม่ และชนิดของงานที่คุณจะกลับไปทำงาน

บางการรักษาสำหรับมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก โดยเฉพาะการให้รังสีรักษา จะทำให้คุณรู้สึกอ่อนเพลียมากได้ คุณอาจต้องการหยุดพักการทำกิจกรรมตามปกติในช่วงเวลานี้ อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือจากครอบครัว และเพื่อน หากคุณต้องการ

การติดตามอาการ (follow-up)

หลังการรักษาสิ้นสุดลง คุณจะได้รับการนัดหมายให้กลับมาพบแพทย์เพื่อตรวจติดตามอาการเป็นประจำ ในการตรวจติดตาม แพทย์จะตรวจร่างกายให้กับคุณ (มักรวมถึงการตรวจภายในด้วย) และจะทำการตรวจเลือด หรือสแกนร่างกาย เพื่อดูว่ามะเร็งตอบสนองต่อการรักษาดีหรือไม่

ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและเพศสัมพันธ์

ความสัมพันธ์กับเพื่อนและครอบครัว

การจะพูดกับเพื่อนและครอบครัวเกี่ยวกับโรคมะเร็งที่คุณเป็นอาจเป็นเรื่องที่ยาก และพวกเขาก็อาจพบว่าเป็นเรื่องยากที่จะพูดกับคุณเช่นกัน ผู้คนจึงรับมือกับปัญหานี้ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน

เป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์ว่าเมื่อได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคมะเร็งแล้วจะส่งผลต่อตัวคุณเองอย่างไร แต่การเปิดใจบอกเกี่ยวกับความรู้สึกของคุณ และอะไรที่ครอบครัวและเพื่อนสามารถช่วยเหลือคุณได้บ้าง จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น อย่าอายที่จะบอกคนอื่นว่าคุณต้องการเวลาให้กับตัวเอง ถ้าคุณต้องการมัน

ชีวิตด้านเพศสัมพันธ์

มะเร็งมดลูกและการรักษาสามารถส่งผลกระทบต่อชีวิตด้านเพศสัมพันธ์ได้ ซึ่งเกิดขึ้นได้หลายกรณี:

  • หมดประจำเดือนก่อนวัย (early menopause) ถ้าคุณยังไม่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน แต่ได้รับการผ่าตัดรังไข่ออกไป จะทำให้คุณเข้าสู่การหมดประจำเดือน อาการที่มี ได้แก่ ช่องคลอดแห้ง และไม่มีความต้องการทางเพศ
  • การเปลี่ยนแปลงที่ช่องคลอด-การฉายรังสีสำหรับมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกจะทำให้ช่องคลอดตีบแคบและยืดหยุ่นลดลง บางครั้งช่องคลอดตีบแคบจนทำให้การมีเพศสัมพันธ์ยากลำบากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหานี้ คุณควรได้รับคำแนะนำให้ใช้อุปกรณ์ขยายช่องคลอด (vaginal dilators) ซึ่งเป็นอุปกรณ์พลาสติกรูปโคนสอดเข้าไปในช่องคอลดเพื่อขยายช่องคลอด นอกจากนี้คุณยังสามารถยืดขยายช่องคลอดได้ด้วยการมีเพศสัมพันธ์ การใช้นิ้วมือ หรือการใช้อุปกรณ์สั่น (vibrator)
  • ไม่ต้องการมีเพศสัมพันธ์-เป็นเรื่องปกติที่ผู้หญิงจะไม่อยากมีเพศสัมพันธ์ภายหลังการรักษามะเร็งมดลูก การรักษาอาจทำให้คุณรู้สึกอ่อนเพลียมาก คุณอาจรู้สึกตกใจ สับสน หรือซึมเศร้าเมื่อรู้ว่าตนเองกำลังเป็นมะเร็ง และคุณอาจเสียใจที่ไม่สามารถมีบุตรได้อีก

แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าทำไมคุณจึงไม่มีอารมณ์ทางเพศในช่วงเวลาที่ต้องรับมือกับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ขอแนะนำให้ลองแบ่งปันความรู้สึกเหล่านี้ให้คู่ของคุณทราบ ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณมีปัญหาในการมีเพศสัมพันธ์และอาการไม่ดีขึ้น คุณอาจต้องขอคำปรึกษาจากผู้ให้คำปรึกษา

การพูดคุยกับผู้อื่น

การได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งมดลูกเป็นเรื่องที่ยากทั้งตัวคุณและครอบครัวของคุณ คุณจำเป็นต้องรับมือกับอารมณ์และความยากลำบากในทางปฏิบัติ

เมื่อคุณเป็นมะเร็งมดลูก คุณจะต้องรับมือกับสภาพร่างกายระหว่างการฟื้นตัวจากการผ่าตัดมดลูกออก รวมถึงการรับมือกับอารมณ์ที่ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียมดลูกไป

ในผู้หญิงวัยสาว อาจต้องเผชิญกับความจริงว่าพวกเขาไม่สามารถมีบุตรได้อีกต่อไป ซึ่งอาจทำให้มีอาการโศกเศร้า หรือโกรธ ได้

แน่นอนว่า การพูดคุยขอคำปรึกษาเกี่ยวกับความรู้สึกของคุณ รวมถึงเรื่องยากลำบากต่างๆ กับผู้ให้กับปรึกษา อาจเป็นประโยชน์สำหรับคุณ คุณสามารถขอความช่วยเหลือได้ทุกระยะของโรค ซึ่งวิธีหลายวิธีในการช่วยเหลือและให้การสนับสนุน:

  • แพทย์และพยาบาลที่ดูแลคุณสามารถส่งต่อคุณไปพบผู้ให้คำปรึกษาได้
  • ถ้าคุณกำลังรับมือกับภาวะซึมเศร้า ขอให้ปรึกษาแพทย์ เพราะมียาต้านเศร้าที่อาจช่วยคุณได้ หรือแพทย์อาจพิจารณาส่งต่อคุณไปพบผู้ให้คำปรึกษาหรือนักจิตบำบัด (psychotherapist)
  • และอาจพบประโยชน์จากการพูดคุยกับคนอื่นที่มีอาการเหมือนๆ กับคุณ

การรับมือกับการเสียชีวิต

หากคุณได้รับการแจ้งว่าไม่มีวิธีการรักษาใดสามารถใช้เพื่อรักษามะเร็งมดลูกได้อีก การดูแลคุณในระยะนี้จะมุ่งเน้นที่การควบคุมอาการและช่วยให้คุณสบายตัวมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เราเรียกว่าการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ (palliative care) ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนทางจิตวิทยา สังคม และศาสนา กับตัวคุณและครอบครัว หรือผู้ดูแล

https://www.nhsinform.scot/illnesses-and-conditions/cancer/cancer-types-in-adults/womb-uterus-cancer


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป