ปฐมพยาบาล

ทำไมการผายปอด (mouth to mouth) ระหว่างการทำ CPR จึงไม่ใช่สิ่งจำเป็น

การผลักดันให้นำ mouth to mouth ออกจากการทำ CPR นั้นยังคงมีข้อแย้งอยู่ในเรื่องของการฝึก CPR ในที่สุดแนวคิดดังกล่าวก็ลงตัวหลังจากหลายปีผ่านไป ตอนนี้ทาง American heart association แนะนำให้ทำ Hands-only CPR โดยข้ามขั้นตอนการช่วยหายใจสำหรับผู้ช่วยเหลือที่ไม่ได้รับการฝึกที่เห็นผู้ต้องการความช่วยเหลือล้มอยู่ตรงหน้า
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
ทำไมการผายปอด (mouth to mouth) ระหว่างการทำ CPR จึงไม่ใช่สิ่งจำเป็น

การผลักดันให้นำ mouth to mouth ออกจากการทำ CPR นั้นยังคงมีข้อแย้งอยู่ในเรื่องของการฝึก CPR ในที่สุดแนวคิดดังกล่าวก็ลงตัวหลังจากหลายปีผ่านไป ตอนนี้ทาง American heart association แนะนำให้ทำ Hands-only CPR โดยข้ามขั้นตอนการช่วยหายใจสำหรับผู้ช่วยเหลือที่ไม่ได้รับการฝึกที่เห็นผู้ต้องการความช่วยเหลือล้มอยู่ตรงหน้า

ผู้ที่ได้รับการฝึกCPR ตามแบบดั้งเดิมมาหลายปีมักจะต่อต้านความเปลี่ยนแปลง ผู้ให้บริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน ตั้งแต่ผู้ที่มีประกาศนียบัตรรับรองการฝึก CPR จนถึงเจ้าหน้าที่กู้ภัยและแพทย์ห้องฉุกเฉิน ได้รับการฝึกการดูแลในภาวะฉุกเฉินแบบ ABC emergency care มาหลายสิบปี ซึ่งก็คือ

  1. Airway (ทางเดินหายใจเปิดโล่ง)
  2. Breathing (มีการหายใจ)
  3. Circulation (มีการไหลเวียนโลหิต)

ด้วยลำดับตามนี้

พวกเราได้รับการสอนให้ตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าผู้ป่วยมีทางเดินหายใจเปิดโล่ง และหากผู้ป่วยไม่หายใจ ก็ให้หายใจเอาอากาศเข้าไปให้ผู้ป่วยด้วยวิธีปากประกบปาก (mouth to mouth) แต่หากผู้ป่วยไม่มีชีพจรหรือสัญญาณของการไหลเวียนโลหิต เราได้รับการสอนให้กดหน้าอกเพื่อส่งเลือดให้ไหลเวียนไปเลี้ยงร่างกาย

การคิดแบบนั้นผิด การรู้ว่าร่างกายได้รับการออกแบบมาอย่างไรช่วยให้เห็นภาพว่าทำไมการทำ CPR แบบดั้งเดิมจึงเป็นกระบวนการย้อนกลับ

 

ทำไมเราจึงมุ่งเน้นไปยังการหายใจ ?

ทางเดินหายใจและการหายใจเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิต ซึ่งนั่นไม่มีข้อสงสัยแน่ ๆ ข้อพิสูจน์นั้นอยู่ในสมอง ความต้องการขั้นพื้นฐานที่สุดในสมองของเรามีศูนย์กลางอยู่ที่ก้านสมอง (brainstem) และที่เป็นพื้นฐานมากที่สุดคือต้องการหายใจ ถึงแม้ว่าสมองส่วนที่เหลือจะถูกทำลายไปหมดจากความเจ็บป่วยหรือการบาดเจ็บ แต่หนึ่งในหน้าที่ที่จะเป็นอย่างสุดท้ายที่สูญเสียไปคือการกระตุ้นการหายใจ

แม้แต่โครงสร้างที่ช่วยในการหายใจก็ยังได้รับการสร้างมาโดยมีการป้องกัน

เส้นประสาทที่ใช้ขยับกระบังลม ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ฐานของส่วนหน้าอกที่ใช้สำหรับหายใจ จะพบได้ที่ส่วนบนสุดของไขสันหลัง ดังนั้นพวกมันจะเป็นเส้นประสาทสุดท้ายที่ถูกทำลายหากไขสันหลังได้รับบาดเจ็บ เส้นประสาทเหล่านี้เป็นเส้นประสาทถูกทำลาย ในรายของ Chistopher Reeve ที่ตกม้า ทำให้ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจไปตลอดชีวิต

การมุ่งความสนใจของเราไปยังทางเดินหายใจนั้นไม่ผิด ซึ่งเราสามารถเดาได้จากร่างกายเอง โชคไม่ดีที่เราพลาดสิ่งสำคัญไป แม้ว่าการหายใจจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่สมองต้องทำ แต่สมองจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าต้องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย การสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายเป็นหน้าที่ของหัวใจ ซึ่งหัวใจจะทำโดยที่ไม่ต้องสั่งด้วยซ้ำ

 

ทำไมหัวใจจึงมีความสำคัญมากกว่าสมอง

กล้ามเนื้อหัวใจของเราเป็นกล้ามเนื้อเดียวในร่างกายที่ไม่ต้องใช้การกระตุ้นจากภายนอกให้เกิดการหดตัว แต่สามารถหดตัวได้โดยอัตโนมัติ หัวใจสามารถสูบฉีดเลือดเช่นเดียวกับที่สมองพยายามมุ่งไปยังการหายใจ เมื่อสมองสูญเสียหน้าที่ในการควบคุมการหายใจ หัวใจก็ยังคงสูบฉีดเลือดต่อไปจนกว่าจะหมดพลังงานโดยสมบูรณ์

ดังนั้น สมองทำให้อากาศผ่านเข้าออก ในขณะที่หัวใจทำให้เลือดยังคงไหลเวียนได้ ทั้งคู่ทำงานร่วมกันแต่เป็นอิสระต่อกัน หากสมองหยุดทำงาน หัวใจก็ยังทำงานต่อไปได้

แต่ในอีกทางหนึ่ง หากหัวใจหยุดทำงาน สมองก็จะหยุดทำงานไปด้วย

 

ทางด่วนสำหรับออกซิเจน

ระบบไหลเวียนโลหิต (หัวใจและเส้นเลือด) และระบบหายใจ (ปอดและทางเดินหายใจ) ทำงานร่วมกันเหมือนห่วงโซ่อุปทาน เพื่อส่งออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อของร่างกายและกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์

กระแสเลือดก็คือทางด่วน โดยมีเส้นเลือดแดงหลักและเครือข่ายซอกซอยต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการจราจรทางเดียว ปอดเป็นเหมือนระบบขนถ่ายสินค้าขนาดยักษ์ ซึ่งส่งออกซิเจนออกมาและเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ไป

ลองจินตนาการถึงรถบรรทุกบนทางด่วน เป้าหมายของรถบรรทุกคือการบรรทุกเต็มเสมอและอยู่บนถนนตลอด การขนส่งสินค้าคือการหากินของเขา

เขาเพิ่งจะออกจากแหล่งขนถ่ายสินค้าโดยมีออกซิเจนบรรทุกมาเพียบ ไปยังแหล่งโรงงานที่ต้องการเชื้อเพลิง เขาจะขับรถผ่านจุดเชื่อมที่ใหญ่ที่สุดในระบบคือหัวใจ และใช้ถนนสาย aorta (หมายเหตุ ผู้แปล-เส้นเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้า) และหลังจากผ่านด่านเก็บค่าผ่านทาง เขาจะเลือกเส้นทางออกเป็นเส้นเลือดแดงแคโรทิด (carotid artery) เพื่อไปยังสมอง เมื่อเขาไปถึง เขาจะส่งออกซิเจนให้นิดหน่อย หรือเท่าไรก็ตามเท่าที่เซลล์สมองต้องการ และเอาขยะคาร์บอนไดออกไซด์กลับไป

ขณะนี้ เขากำลังกลับสู่ท่าขนถ่ายสินค้าโดยที่บรรทุกออกซิเจนเพียงบางส่วนและคาร์บอนไดออกไซด์อีกบางส่วน เขายังคงบรรทุกเต็มคันอยู่ เพียงแต่ส่วนผสมของสินค้าจะต่างกันนิดหน่อย เมื่อเขาไปถึงท่า เขาจะส่งคาร์บอนไดออกไซด์และเก็บเอาออกซิเจนสำหรับการเดินทางเที่ยวถัดไป

ปอดทำการหายใจ แลกเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปและเอาออกซิเจนใหม่เข้ามา ท่าขนส่งสินค้าพร้อมสำหรับรถบรรทุกที่จะกลับเข้ามาแล้ว หากมีปัญหาที่ท่า (ปอดไม่สามารถหายใจได้ด้วยเหตุผลบางอย่าง) รถบรรทุกก็สามารถจะเดินทางไปได้อีกรอบด้วยสินค้าที่บรรจุไว้อยู่เดิม รถบรรทุกมีปริมาณออกซิเจนเพียงพอสำหรับการเดินทางสองสามเที่ยว

 

โศกนาฏกรรมเกิดขึ้น

นาน ๆ ครั้งก็เกิดอุบัติเหตุที่จุดเชื่อม และทั้งระบบก็หยุดทำงาน ซึ่งหากพูดในเชิงร่างกายแล้ว การจราจรที่เป็นอัมพาตดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่าภาวะหัวใจหยุดเต้น (cardiac arrest)

เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทำให้การจราจรต่อเนื่องไปได้อีกครั้ง (สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย) การขนสินค้าเข้าท่า (การหายใจ) จะไม่ช่วยอะไรเพราะรถบรรทุกไม่สามารถจะกลับไปที่ท่าเพื่อเอาออกซิเจนได้ (เลือดไม่ไหลเวียน) จำไว้ว่ารถบรรทุกขนออกซิเจนไปในปริมาณที่เพียงพอต่อการเดินทางสองสามเที่ยว ยังไม่กล่าวถึงอีกว่ามีรถบรรทุกอีกมากมาย (เม็ดเลือดแดง และส่วนประกอบอื่นๆ ในเลือด) บนถนนเอออร์ต้า (และเส้นเลือดแดงใหญ่อื่น ๆ ) ที่ยังไม่มีโอกาสได้ส่งออกซิเจนเลยด้วยซ้ำ ทั้งหมดที่คุณต้องทำคือทำให้มันเคลื่อนที่ไปได้

 

สุดท้าย: กดให้แรง และกดให้เร็ว

ระบบการขนส่งของร่างกายนั้นสำคัญที่สุด มันไม่ซับซ้อนเท่ากับสมอง แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำงานของส่วนอื่น ๆ โดยต้องทำการกดสองสามครั้งเพื่อให้เลือดไหลเวียนไปได้ การหยุดกดหน้าอกเพื่อช่วยหายใจแบบประกบปากจะรบกวนการไหลเวียนของเลือด

งานวิจัยแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงประโยชน์ของการกดหน้าอกโดยไม่ต้องช่วยหายใจแบบประกบปาก ถึงแม้ว่ามันจะขัดกับทุกอณูในร่างกายของคุณที่เป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยเก่าซึ่งได้ร่ำเรียนวิธีการ CPR โดยการช่วยหายใจมา คุณไม่มีทางที่จะเพิกเฉยต่อวิทยาศาสตร์ได้ การให้ความสนใจไปยังการกดให้เลือดไหลเวียนในระหว่างการทำ CPR มากกว่าที่จะให้ความสนใจกับการทำให้อากาศเข้าสู่ร่างกายนั้นดูสมเหตุสมผลกว่ามาก

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่