ทำไมสุนัขถึงอาเจียนหรืออ้วก

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 19, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที

การอาเจียนเป็นอาการที่พบได้ทั่วไปในสุนัข บางครั้งอาจเป็นอาการที่รุนแรง หรือไม่รุนแรงก็ได้ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับทางเดินอาหาร แต่บางครั้งการอาเจียนก็เกิดขึ้นจากสาเหตุอื่นๆก็ได้

สาเหตุของการเกิดการอาเจียน

  • ลำไส้และกระเพาะอักเสบ (gastroenteritis)
  • ทางเดินอาหารอุดตัน (intestinal obstruction)
  • แผลหลุมในกระเพาะ (gastric ulcers)
  • ภูมิคุ้มกันทำลายทางเดินอาหาร (Inflammatory bowel disease)
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา หรือปรสิต
  • ได้รับสารพิษ
  • มะเร็งบางชนิด
  • โรคตับ
  • ตับอ่อนอักเสบ
  • โรคไต
  • เบาหวาน
  • โรคแอดดิสัน (Addison’s disease)
  • ภูมิแพ้อาหาร
  • โรคของระบบประสาทและการทรงตัว
  • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด
  • ภูมิแพ้อาหาร

 

สิ่งที่ต้องสังเกตุ

สิ่งแรกที่สำคัญคือเจ้าของจะต้องมั่นใจว่าอาการนั้นเป็นสิ่งที่เรียกว่า “อาเจียน” จริงๆ เพราะมักมีการสับสนระหว่างการ “อาเจียน” (vomit) และการ “ขย้อน” (regurgitation) ซึ่งอาการคล้ายกันเพียงแต่สาเหตุไม่เหมือนกัน การขย้อนนั้นมักเกิดจากความผิดปกติของหลอดอาหาร คือหลอดอาหารไม่สามารถหดตัวเอาก้อนอาหารลงไปยังลำไส้ได้ เมื่อสุนัขกินอาหารเข้าไป ก็จะคายออกมาทันที โดยลักษณะของอาหารที่ออกมามักจะเป็นทรงท่อ (tube-like shape) อาหารยังสดใหม่ ไม่มีการถูกย่อย ไม่มีร่องรอยของน้ำย่อย และไม่มีการแสดงท่าทางอะไรมาก ในขณะที่การอาเจียนนั้นจะต้องมีกระบวนท่า คือ เริ่มคลื่นไส้ (nausea) มักจะเห็นอาการ เช่น น้ำลายยืด เดินโซเซหรือกระวนกระวาย เลียปาก กลืนน้ำลาย ต่อมาจะแสดงอาการเกร็งและโก่งท้อง (retching) คือเป็นท่าทางของการเตรียมเอาอาหารออกมา และแสดงอาการอาเจียน (expulsion) ออกมาในที่สุด อาหารมักจะพบว่ามีร่องรอยของสีน้ำดี (bile stain) เป็นสีเขียวๆ หรือสีของน้ำย่อยในกระเพาะซึ่งเป็นสีเหลือง หรืออาจได้กลิ่นร่วมด้วย

เมื่อสุนัขอาเจียนควรทำอย่างไร

เมื่อเกิดการอาเจียนขึ้นสิ่งที่เจ้าของควรจะทำคือสังเกตุสิ่งต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลให้สัตวแพทย์ ดังนี้

  • ความถี่ในการอาเจียน
  • ลักษณะของการอาเจียนรวมถึงอาหารที่ออกมา (เช่น สีน้ำดี เลือดสดหรือเลือดดำ)
  • อาการป่วย (เป็นก่อนหรือหลังอาเจียนหรือไม่)
  • อาการท้องเสียร่วม
  • อาการปวดหรือเกร็ง
  • จากนั้นให้งดอาหารเป็นเวลา 6-8 ชั่วโมง และสังเกตุอาการต่อไป หากอาการสุนัขยังคงปกติให้ลองกินอาหารหรือน้ำในปริมาณน้อยดูก่อน แต่ถ้าหากอาการปกติดีหลัง 12 ชั่วโมงแล้วอาจให้ป้อนอาหารตามปกติได้ ใช้เวลาประมาณ 3 วันหากระหว่างนี้มีการอาเจียนเกิดขึ้นอีก แนะนำให้พามาพบสัตวแพทย์ทันที

การวินิจฉัยแยกแยะ

เนื่องจากสาเหตุของการอาเจียนมีจำนวนมาก สัตวแพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียดในเรื่องที่ได้กล่าวมาข้างต้นเพื่อตัดปัญหาที่เป็นไปได้น้อยออกไปก่อน แต่อาจจะทำการตรวจอย่างอื่นเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือด เพื่อดูความผิดปกติของตับ ตับอ่อน ไต ฯลฯ หรือการตรวจปัสสาวะดูการทำงานของไตหรือเบาหวาน การตรวจอุจจาระเพื่อหาการติดเชื้อในลำไส้ รวมไปถึงอาจตรวจลึกมากขึ้นต่อไป เพื่อวินิจฉัยยืนยันให้ได้

การรักษา

การรักษาอาการอาเจียนสามารถใช้ยาลดอาเจียนได้ แต่อย่างไรก็ตามหากสาเหตุที่เกิดขึ้นยังไม่ถูกรักษาก็มักจะไม่ช่วยให้อาการอาเจียนดีขึ้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรักษาสาเหตุหลักร่วมด้วยเป็นหลัก

การป้องกันไม่ให้เกิดการอาเจียนซ้ำอีกครั้ง

การเกิดการอาเจียนในบางครั้งอาจไม่สามารถป้องกันให้ไม่กลับมาเป็นอีกได้ เจ้าของควรปฏิบัติตามข้อควรระวังดังนี้

  • ไม่ควรเปลี่ยนอาหารทันที เพราะจะทำให้เกิดภาวะลำไส้แปรปรวน คือไม่สมารถปรับตัวย่อยกับอาหารชนิดใหม่ได้ ควรค่อยๆเปลี่ยนจากเปอร์เซนต์น้อยๆจนกระทั่ง 100%
  • ไม่ควรให้อาหารห่างมื้อจนเกินไป หมายถึง ควรให้อาหารสุนัขอย่างน้อยวันละสองมื้อ เพื่อลดปัญหาของการเกิดภาวะกรดกัดกระเพาะ
  • ไม่ควรให้ของเล่นที่เคี้ยวหรือกลืนได้ เพราะเป็นสาเหตุหลักของการเกิดการอุดตันของทางเดินอาหาร
  • ไม่ควรให้กระดูก ซึ่งเมื่อสุนัขเคี้ยวแล้วมักจะกลายเป็นของมีคม และเมื่อกลืนก็จะไปบาดทางเดินอาหารได้
  • งดให้ของเหลือซึ่งเป็นอาหารคน เพราอาหารของคนอาจเป็นพิษต่อสุนัขได้ในบางครั้ง เช่น องุ่น ลูกเกด ช็อกโกแลต หัวหอม กระเทียม เป็นต้น
  • ไม่ปล่อยให้สุนัขไปเลียของสกปรก เพื่อลดการติดเชื้อในทางเดินอาหาร

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามสัตวแพทย์ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ