Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
มะเร็งและโรคร้าย

สิ่งที่ควรทำในสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดกับหัวใจ (What to do in a Heart Disease Emergency)

สิ่งที่ควรทำในสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดกับหัวใจ (What to do in a Heart Disease Emergency)
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,351,463 คน

สิ่งที่ควรทำในสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดกับหัวใจ (What to do in a Heart Disease Emergency)

ภาวะฉุกเฉินที่เกิดกับหัวใจ ได้แก่ภาวะหัวใจวาย หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน และภาวะเจ็บแน่นหน้าอก ล้วนเป็นภาวะที่อันตรายถึงแก่ชีวิต หากไม่รู้จักวิธีช่วยเหลืออย่างถูกต้อง

 ภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ ประกอบไปด้วย

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ปวดตึงกล้ามเนื้อหลัง ชาตามมือตามแขน เจ็บบริเวณข้อมือ อย่าปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด

ทำกายภาพบำบัด รักษา Office Syndrome เริ่มต้นที่ 940 บาท ถึง 19 พ.ย. นี้ เท่านั้น

Physicalinternal ad
  • ภาวะหัวใจวาย (Heart Attack)
  • หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest (SCA) หรือบางครั้งเรียกว่า Out-of-Hospital Cardiac Arrest (OHCA)
  • ภาวะเจ็บแน่นหน้าอก (Angina) กำเริบ หรือภาวะแน่นหน้าอกชนิดไม่คงที่ (Unstable Angina)

ภาวะเหล่านี้หากเกิดขึ้นแล้ว อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต เพราะฉะนั้นจึงต้องรู้จักอาการของทั้ง 3 ภาวะนี้ วิธีการปฏิบัติตัว และสิ่งที่ควรทำเกี่ยวเพื่อความปลอดภัยของคุณและผู้อื่นที่ประสบกับภาวะดังกล่าว

อาการของภาวะหัวใจวาย

อาการที่อาจบ่งชี้ว่าเกิดภาวะหัวใจวาย มีดังนี้

  • อาการเจ็บปวด (บางครั้งอาจจะแล่นจากหน้าอก) ที่แขน,กราม, คอ, หลัง และท้อง
  • รู้สึกคลื่นไส้อาเจียน
  • เหงื่อออกและผิวชื้น
  • ผิวซีดเซียว
  • รู้สึกไม่สู้ดี, อยู่ไม่สุข, หรือรู้สึกหวาดกลัว
  • หายใจลำบาก, หายใจวีดสูงหรือไอ
  • รู้สึกถึงหัวใจเต้นเร็ว
  • วิงเวียน

เมื่อคุณมีอาการของภาวะหัวใจวาย หรือพบผู้ป่วยที่เข้าข่ายเกิดภาวะหัวใจวาย อันดับแรกคือติดต่อขอความช่วยเหลือจากโรงพยาบาลทันที ควรนั่งนิ่งๆ จนกว่ารถพยาบาลจะมารับ ถ้าหากมียาแอสไพริน และไม่ได้เกิดการแพ้ ก็ให้เคี้ยวแอสไพรินสำหรับผู้ใหญ่หนึ่งเม็ด (300 mg) เพื่อบรรเทาอาการ แต่ถ้าหากไม่มีก็ไม่ต้องไปหาซื้อ เพราะอาจยิ่งสร้างภาระให้กับหัวใจมากขึ้น

ผู้ป่วยหลายคนรอดชีวิตจากภาวะหัวใจวายและฟื้นตัวได้ดี เพราะการช่วยเหลือที่ถูกต้อง และการนำส่งโรงพยาบาลที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว

อาการของภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน เป็นภาวะที่หัวใจหยุดทำงานและทำให้ผู้ป่วยหมดสติ โดยอาจพบอาการเหล่านี้เพิ่มเติม

  • ไม่หายใจ
  • ไม่ขยับร่างกาย
  • ไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ เช่น การสัมผัส หรือการพูดคุย

ภาวะนี้สามารถทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ แต่ถ้าได้รับการรักษาเร็วเท่าไร ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสให้กู้ชีพกลับมามากขึ้นเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ภาวะหัวใจหยุดเต้นเป็นภาวะที่แก้ไขได้ โดยสิ่งสำคัญคือการตระหนักของภาวะนี้และลงมือช่วยเหลือผู้ป่วยตั้งแต่ไม่กี่วินาทีแรก ด้วยวิธีการดังนี้

  • การปั๊มหัวใจ/ hands-only cardiopulmonary resuscitation (CPR) : หากพบผู้ที่ประสบกับภาวะหัวใจหยุดเต้น ให้ดำเนินการทำ CPR เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ทันที ภายหลังจากติดต่อขอความช่วยเหลือจากโรงพยาบาลแล้ว ตามขั้นตอนเหล่านี้
  1. วางส้นมือบนกระดูกหน้าอก ณ จุดศูนย์กลางของหน้าอกผู้ป่วย วางมืออีกข้างบนหลังมือข้างแรกและประสานนิ้วเข้าด้วยกันให้แน่น
  2. ใช้น้ำหนักร่างกาย (ไม่ใช่น้ำหนักของแขน) กดลงไปตรง ๆ ประมาณ 5-6 cm บนหน้าอกผู้ป่วย
  3. ทำเช่นนี้ซ้ำๆ ด้วยความเร็ว 100-120 ครั้ง/นาที จนกว่ารถพยาบาลจะมาถึง
  • เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจ (Defibrillators) : เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจจะทำการช็อตไฟฟ้าที่ทำให้หัวใจมีการเต้นตามธรรมชาติขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งปัจจุบันนี้ได้มีการติดตั้งตามพื้นที่สาธารณะมากขึ้น ควรปฏิบัติตามคู่มือที่มาพร้อมกับอุปกรณ์ และระหว่างใช้งานก็ควรดำเนินการช่วยเหลือด้วยวิธี CPR ควบคู่กันไป เมื่อกู้ชีพผู้ป่วยได้แล้ว ควรจัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าพักฟื้นและอยู่กับผู้ป่วยจนกว่ารถพยาบาลจะมารับ

อาการของภาวะเจ็บแน่นหน้าอก?

อาการแน่นหน้าอกอาจลามไปยังแขน, คอ, กราม, หลัง, หรือกระเพาะได้ โดยอาการนี้อาจรุนแรงมากในบางคน หรืออาจมีเพียงความรู้สึกปวดตื้อๆ

ส่วนภาวะเจ็บแน่นหน้าอกชนิดไม่คงที่ อาจเกิดจากอาการเจ็บแน่นหน้าอกที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือเกิดจากการทรุดลงกะทันหันของภาวะแน่นหน้าอกที่กำเริบถี่ๆ แม้จะมีกิจกรรมทางร่างกายน้อย

วิธีการจัดการกับอาการเจ็บแน่นหน้าอกหรืออาการหายใจลำบาก มีอยู่ 4 ขั้นตอน ดังนี้

  • หยุดกิจกรรมทุกอย่างที่ทำอยู่และนั่งลง จากนั้นให้รับประทานหรือใช้ Glyceryl Trinitrate 1 โดสและรอ 5 นาที
  • หากยังคงมีอาการเจ็บปวด หรือหายใจลำบากอยู่ ให้ใช้ Glyceryl Trinitrate โดสที่สองและรออีก 5 นาที
  • หากอาการทั้งหมดยังไม่ทุเลาลง ให้ติดต่อขอความช่วยเหลือจากโรงพยาบาล
  • หากไม่แพ้ยาแอสไพริน ให้เคี้ยวแอสไพรินสำหรับผู้ใหญ่หนึ่งเม็ด (300 mg) แต่หากคุณไม่มียาหรือแพ้ยาแอสไพริน ให้พักผ่อนต่อไปจนกว่าความช่วยเหลือจะมาถึง

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป