โรควิปเปิ้ลคืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ย. 1, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,255,805 คน

โรควิปเปิ้ล เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดอันตรายต่อหลายอวัยวะในร่างกาย โดยระบบทางเดินอาหารจะมีอาการแสดงเด่นชัดที่สุด

สาเหตุและอุบัติการณ์

โรควิปเปิ้ลเกิดจากการติดเชื้อ Tropheryma whipplei  ซึ่งเติบโตอยู่ในดินและแหล่งน้ำเสีย ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร คาดว่าน่าจะผ่านทางการกินฝุ่นละอองอุจจาระปนเปื้อน ผู้ที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ ได้แก่ เกษตกร  และผู้ทำงานกลางแจ้ง

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

Medicine delivery 01

เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จะเข้าไปฝังตัวในเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดแผล การอักเสบ และการหนาตัวขึ้นของเนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าว อวัยวะที่เชื้อชอบเข้าไปฝังตัวมากที่สุด คือลำไส้เล็ก หลังจากฝังตัว ณ อวัยวะใดอวัยวะหนึ่งแล้ว เชื้อจะแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆในร่างกายต่อไป โรควิปเปิ้ลเป็นหนึ่งในโรคหายาก บางงานวิจัยพบผู้ป่วยเพียง 12 รายต่อปี จากผู้คนจำนวนนับพันล้านทั่วโลก

ผู้ป่วยมักถูกวินิจฉัยในช่วงอายุ48-54 ปี  พบในเพศชายมากกว่าหญิงแปดเท่า รายงานของ The Lancet Infectious Diseases ในปีค.ศ.2008 เผยว่า อุบัติการณ์พบผู้ป่วยโรควิปเปิ้ลรายใหม่ มีน้อยกว่า1ในล้านคน ทั้งนี้ 1.5-7% ของประชากร อาจมีเชื้อ Tropheryma whipplei  ซ่อนอยู่ในร่างกาย โดยไม่แสดงอาการใดๆ

อาการและอาการแสดง

อาการของโรคมี 2 ระยะ

  • ระยะเริ่มต้น - ผู้ป่วยมักมีอาการปวดข้อ มีไข้ อ่อนเพลีย ลักษณะการปวดข้อที่ค่อนข้างจำเพาะต่อโรค คือ การปวดข้อแบบย้ายที่ (การปวดข้อหลายๆข้อ ในช่วงระยเวลาที่แตกต่างกันไป เมื่อหายปวดข้อหนึ่ง อีกข้อหนึ่งจะปวดขึ้นมาแทน)
  • ระยะท้าย - เกิดประมาณ 1 ปีหลังระยะเริ่มต้น จะมีอาการแสดงหลายๆระบบ ดังนี้
  • ระบบทางเดินอาหาร - ถ่ายเหลว ถ่ายเป็นเลือด ถ่ายปนไขมัน น้ำหนักลด ปวดท้อง เบื่ออาหาร
  • ระบบหมุนเวียนโลหิต - เจ็บหน้าอก หัวใจล้มเหลว
  • ระบบประสาทกล้ามเนื้ออ่อนแรง เดินเซเดินลำบาก  ความจำเสื่อม ชาบริเวณใบหน้า
  • กระดูกและข้อ – ข้อติด
  • ผิวหนัง – สีผิวคล้ำขึ้น
  • ระบบหู ตา คอ จมูก - มีปัญหาการมองเห็น การได้ยิน
  • ระบบเลือดและน้ำเหลือง - ต่อมน้ำเหลืองโต
  • ระบบหายใจ - ไอเรื้อรัง

หากโรคไม่ได้รับการรักษา จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่อหัวใจ และสมอง เกิดภาวะขาดสารอาหารรุนแรง นำไปสู่การเสียชีวิตได้

การวินิจฉัยและการรักษา

การวินิจฉัย อาศัยข้อมูลจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย เพื่อหาอาการแสดงของ โรค โดยเฉพาะอาการแสดงระบบทางเดินอาหาร ร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจเลือดเพื่อหาภาวะขาดสารอาหาร การตรวจเพาะเชื้อจากน้ำลาย และการส่องกล้องตัดชิ้นเนื้อทางเดิน อาหาร  

วิธีการวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุด คือ การตัดชิ้นเนื้อจากอวัยวะที่ติดเชื้อมาตรวจดู ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ และนำชิ้นเนื้อนั้นไปเพาะเชื้อ 

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

Medicine delivery 01

การรักษา ประกอบด้วย

1. การฉีดยาฆ่าเชื้อทางหลอดเลือดดำ เช่น penicillin G, streptomycin, ceftriaxone และ Meropenem

2. การรับประทานยาฆ่าเชื้อ Bactrim หรือ Doxycycline

     โดยหลังจากฉีดยา ผู้ป่วยต้องรับประทานยาฆ่าเชื้ออย่างต่อเนื่องเป็นวลา 1-2ปี เพื่อกำจัดเชื้อให้หมดไป

     ระหว่างการรักษา หากมีการติดเชื้อซ้ำ หรือมีอาการแสดงของการติดเชื้อที่ระบบประสาท อาจได้รับการรักษาเพิ่มเติมดังนี้

  • การกินยาต้านมาเลเรีย
  • การให้ยากระตุ้มภูมิคุ้มกันอินเตอเฟอรอนแกมมา (interferon gamma)
  • การให้ยาสเตียรอยด์เพื่อคุมการอักเสบ

 

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

สงสัยคะทำไมคนไข้ส่วนใหญ่จะติดเชื้อในกระแสเลือดคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ
ปัญหาสิวในวัย30+
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
การใส่เหล้ก จำเป้นไหมไม่ที่ไม่ผ่าออก
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่