Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

ปวดเกร็งท้อง เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง?

รวมสาเหตุของอาการปวดเกร็งท้อง พร้อมมีวิธีรักษาและป้องกัน
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,501,297 คน

ปวดเกร็งท้อง เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง?

อาการปวดเกร็งท้อง เป็นอาการที่พบได้บ่อยในหลายๆ โรค และหลายครั้งก็มักจะมาพร้อมกับอาการอื่นๆ ด้วย เช่น ท้องร่วง อาเจียน มีไข้ ปัสสาวะแสบขัด อาการปวดเกร็งท้องนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งสาเหตุที่ไม่รุนแรง และสาเหตุที่รุนแรงซึ่งอาจเป็นอันตรายได้หากไม่รีบทำการรักษา

สาเหตุของอาการปวดเกร็งท้อง

1. ความผิดปกติเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร

ความแปรปรวนในระบบทางเดินอาหาร และความผิดปกติของอวัยวะในช่องท้อง เป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดอาการปวดเกร็งท้อง ซึ่งสาเหตุหรือโรคที่พบบ่อย ได้แก่

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
จัดฟันใสกับ Zenyum, Invisalign, Clear Aligner เริ่มที่ 3,250 บาท เท่านั้น 🔥

ด่วน! ถึงวันที่ 12 ต.ค. นี้เท่านั้น 🦷เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอหมอฟันนาน

%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%aainternal ad
  • โรคกระเพาะอาหารอักเสบ: เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด และพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม เช่น รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ทำให้มีอาการปวดท้องและจุกเสียดที่แถบเหนือสะดือค่อนไปด้านซ้าย รวมถึงมักมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้อาเจียน และอาหารไม่ย่อยด้วย
  • โรคกรดไหลย้อน: เป็นอาการที่เกิดจากกรดในกระเพาะอาหารได้ไหลย้อนขึ้นมายังหลอดอาหาร ทำให้มีอาการปวดเกร็งท้อง จุกแน่นลิ้นปี่ ร่วมกับมีอาการแสบระคายเคืองช่วงอกและลำคอ ท้องอืด อาหารไม่ย่อย รวมถึงคลื่นไส้อาเจียนด้วย
  • โรคลำไส้อักเสบและอาหารเป็นพิษ: เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือเชื้อโปรโตซัวที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหาร ทำให้มีอาการปวดเกร็งท้องหรือปวดบิดอย่างรุนแรง ร่วมกับอาการท้องร่วง ท้องเสีย ถ่ายเหลวหลายครั้ง บางครั้งผู้ป่วยอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน และอ่อนเพลียร่วมด้วยซึ่งอาจเสี่ยงต่อภาวะร่างกายขาดน้ำได้
  • ไส้ติ่งอักเสบ: เป็นอาการปวดท้องรุนแรงที่เกิดจากการอักเสบของไส้ติ่ง ซึ่งเป็นอวัยวะที่อยู่ในช่องท้องด้านขวา ผู้ที่เป็นไส้ติ่งอักเสบมักเกิดอาการปวดเกร็งตรงกลางท้อง หรือด้านล่างขวาใต้สะดือ เมื่อลองกดมือลงไปแล้วจะรู้สึกเจ็บ รวมถึงมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ บางครั้งอาจมีอาการท้องเสียหรือท้องอืดด้วย และหากไม่ได้รับการผ่าตัดนำไส้ติ่งออก อาการปวดท้องจะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และอาจเป็นอันตรายได้ถึงชีวิต
  • โรคตับอักเสบ: เป็นโรคที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อไวรัส การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป โดยโรคตับอักเสบจะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการปวดเสียดท้องอย่างรุนแรงบริเวณด้านขวาบน และอาจปวดร้าวจนถึงหลังหรือใต้สะบัก รวมถึงมีอาการดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง คลื่นไส้ อาหารไม่ย่อย และอ่อนเพลียร่วมด้วย
  • มีนิ่วในถุงน้ำดี: หากนิ่วมีขนาดเล็กก็มักไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา แต่หากก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่ ผู้ป่วยมักทำให้เกิดอาการปวดท้องด้านขวาบนอย่างรุนแรง ร่วมกับมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง คลื่นไส้ อาเจียน เช่นเดียวกับโรคตับอักเสบ

2. ปัญหาในระบบสืบพันธุ์

อาการปวดเกร็งท้องเนื่องมาจากปัญหาของระบบสืบพันธุ์ มักพบในผู้ป่วยเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยภาวะที่พบบ่อย ได้แก่

  • อาการระหว่างมีประจำเดือน: ขณะผู้หญิงมีประจำเดือน มดลูกมักจะมีการบีบตัวเกิดขึ้น ทำให้มีอาการปวดเกร็งที่ท้องน้อย ซึ่งเป็นอาการปกติที่พบได้บ่อย แต่หากอาการปวดท้องน้อยรุนแรงมาก ก็อาจต้องรับประทานหรือฉีดยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการ
  • อาการจากการตั้งครรภ์: ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ มดลูกจะขยายตัวใหญ่ขึ้น ทำให้มีการยืดตัวของเส้นเอ็นและดันกล้ามเนื้อหน้าท้องออก รวมถึงเมื่อมดลูกมีการเคลื่อนไหวหรือบีบตัว ก็อาจทำให้คุณแม่รู้สึกปวดเกร็งท้องได้ ซึ่งเป็นอาการปกติในช่วงตั้งครรภ์ ไม่อันตรายแต่อย่างใด
  • การติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์: เช่น โรคหนองใน อุ้งเชิงกรานอักเสบ หรือเชื้อราในช่องคลอด การติดเชื้อเหล่านี้มักจะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการปวดท้องน้อยรุนแรงมากขึ้น ร่วมกับรู้สึกเจ็บแสบขณะมีเพศสัมพันธ์ และมีตกขาวที่มีสีและกลิ่นเหม็นผิดปกติ 
  • สาเหตุอื่นๆ: เช่น มีซีสต์หรือเนื้องอกในมดลูก โรคมะเร็งปากมดลูก แต่เป็นสาเหตุที่พบได้น้อย  

3. การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหน้าท้อง

การออกกำลังกาย เล่นกีฬา ยกของหนัก หรือเกิดอุบัติเหตุ อาจทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องเกิดการบาดเจ็บจนมีอาการปวดเกร็งท้องได้เช่นกัน ซึ่งหากเป็นการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย เมื่อพักใช้กล้ามเนื้อสักระยะหนึ่ง อาการปวดก็จะดีขึ้นเอง แต่หากเกิดการบาดเจ็บรุนแรงหรือส่งผลต่ออวัยวะภายใน ผู้ป่วยควรไปต้องพบแพทย์เพื่อตรวจและรักษาอาการบาดเจ็บให้หายตั้งแต่เนิ่นๆ

4. ความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะ

อาการปวดเกร็งท้องจากความผิดปกติในทางเดินปัสสาวะนั้นสามารถพบได้ในผู้คนทุกเพศทุกวัย โดยสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่

  • กระเพาะปัสสาวะอักเสบ: มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นผลมาจากการกลั้นปัสสาวะนานๆ หรือรักษาสุขอนามัยไม่ดี อาการที่พบคือ ปวดเกร็งท้องน้อย ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะกะปริดกะปรอย ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็น หรือพบเลือดปนในปัสสาวะ
  • โรคนิ่วไต: เป็นโรคที่พบบ่อยในคนไทย ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาการของโรคนิ่วไตคือ ปวดท้องบริเวณบั้นเอวและสีข้าง ปัสสาวะขัด ปัสสาวะไม่ออก คลื่นไส้ อาเจียน และยิ่งก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่ อาการก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น

การรักษาอาการปวดเกร็งท้อง

การรักษาอาการปวดเกร็งท้องแบ่งออกเป็น 

  1. การบรรเทาอาการปวดเกร็ง: โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้ทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล (Paracetamol) และไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือหากเป็นอาการปวดเกร็งท้องขณะมีประจำเดือน การรับประทานยาพอนสแตน (Ponstan) ก็จะช่วยบรรเทาอาการได้ รวมถึงใช้การประคบร้อนที่หน้าท้องเพื่อลดอาการปวดด้วย
  2. การรักษาที่สาเหตุ: วิธีการรักษาประเภทนี้จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการ เช่น หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียที่ทางเดินอาหารหรือทางเดินปัสสาวะ ผู้ป่วยอาจต้องให้ยาปฏิชีวนะในการรักษา แต่หากสาเหตุมาจากกรดในกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยอาจต้องรับประทานยาลดกรด เช่น อลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ (Aluminium Hydroxide) หรือในบางกรณีอาจต้องใช้การผ่าตัดเพื่อรักษา เช่น เป็นไส้ติ่งอักเสบ มีซีสต์ในมดลูก มีนิ่วในไต เป็นต้น

การป้องกันอาการปวดเกร็งท้อง

เนื่องจากอาการปวดเกร็งท้องเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ ทั้งสาเหตุที่สามารถควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ วิธีการป้องกันจึงแตกต่างกันไปตามต้นเหตุ เช่น

  • การป้องกันจากความผิดปกติของทางเดินอาหาร: สามารถทำได้โดยปรับพฤติกรรมการกินให้เหมาะสม รับประทานอาหารให้ตรงเวลา ไม่รับประทานทีละมากๆ หรือเร็วเกินไป หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มากเกินไป รวมถึงเลือกรับประทานอาหารที่สะอาด ถูกสุขอนามัย และล้างมือก่อนรับประทานอาหารเสมอ
  • การป้องกันอาการที่เกิดจากระบบสืบพันธุ์: นั่นคือการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย เช่น สวมถุงยางอนามัยทุกครั้ง ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ นอกจากนี้ ผู้หญิงที่มีอาการปวดท้องน้อยบ่อยๆ หรือปวดรุนแรงขณะมีประจำเดือนและขณะมีเพศสัมพันธ์ ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการที่แน่ชัด
  • การป้องกันจากอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหน้าท้อง: โดยให้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ต้องออกแรงกดที่หน้าท้องมากๆ เช่น การยกของหนัก การออกกำลังกายที่หกโหมเกินไป และระวังการเกิดอุบัติเหตุที่มีการกระแทกรุนแรง
  • การป้องกันจากความผิดปกติในทางเดินปัสสาวะ: โดยให้หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะนานๆ ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อร่างกายในแต่ละวัน และดูแลสุขอนามัยให้ดีอยู่เสมอ

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป