กระดูกสันหลังเสื่อม (Spondylosis)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 99,572 คน

บทความนี้เขียนโดย กภ. ธีรวิทย์  วิโรจน์วิริยะกุล นักกายภาพบำบัด วันที่ 06/06/2562

กระดูกสันหลังเสื่อม เป็นภาวะเกี่ยวกับการเสื่อมของกระดูกและข้อต่อที่พบในผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง โดยอาจเป็นเพราะมนุษย์ปัจจุบันมีอายุยืนยาวขึ้น สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายคนอาจเข้าใจสับสนระหว่างภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมกับภาวะกระดูกพรุน ซึ่งเป็นภาวะที่พบบ่อยในผู้สูงอายุเช่นกัน ทั้งที่แท้จริงแล้วสองภาวะนี้มีกลไกตรงกันข้าม ทำให้อาจปฏิบัติตนไม่ถูกต้อง จึงควรศึกษาสาเหตุและการรักษาที่เหมาะสม ดังนี้

โฆษณาจาก HonestDocs
ปัญหากวนใจของหลายคน ถ้ารักษาอย่างถูกวิธีก็มีโอกาสหาย ใบหน้ากระจ่างใส!

แพ็คเกจรักษาสิวเริ่มต้น 400 บาท ลดสูงสุด 50%

%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a7internal ad %281%29

กระดูกสันหลังเสื่อมคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร?

กระดูกสันหลังเสื่อม (Spondylosis) เป็นภาวะที่เกิดจากความเสื่อมสภาพของกระดูกสันหลัง และโครงสร้างโดยรอบของกระดูกสันหลัง พบว่าแปรผันตามอายุที่มากขึ้น โดยจะพบมากในกลุ่มผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป การจะทำความเข้าใจเรื่องกระดูกสันหลังเสื่อม ต้องเข้าใจลักษณะและส่วนประกอบของกระดูกสันหลังเสียก่อน ดังนี้

กระดูกสันหลัง (Vertebral colum) สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับใหญ่ๆ ได้แก่ ระดับคอ มีกระดูก 7 ชิ้น ระดับอก มีกระดูก 12 ชิ้น และระดับเอว มีกระดูก 5 ชิ้น ในบางแหล่งอ้างอิงอาจจะรวมกระดูกกระเบนเหน็บเป็นกระดูกสันหลังด้วย แต่กระดูกกระเบนเหน็บไม่สามารถเคลื่อนที่แยกกันเป็นส่วนได้ จึงขอไม่นับรวมในที่นี้ กระดูกสันหลังแต่ละระดับจะวางซ้อนต่อกันตั้งแต่คอถึงเอว เป็นแนวยาวตามความสูงของลำตัว โดยมีหมอนรองกระดูกสันหลัง(Intervertebral disc) คั่นตรงกลางระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละชิ้น หมอนรองกระดูกสันหลังนี้ช่วยส่งเสริมให้กระดูกสันหลังเคลื่อนที่ไปในทิศทางต่างๆ ได้มากและราบรื่นขึ้น

กลไกการเสื่อมของกระดูกสันหลังนั้นเกิดจาก เมื่ออายุมากขึ้น หมอนรองกระดูกสันหลังจะมีน้ำน้อยลง ความสูงของกระดูกสันหลังจึงลดลง (ภาวะนี้ก็คือภาวะหมอนรองกระดูกเสื่อม (Degenerative disc disease) นั่นเอง) กระดูกสันหลังที่มีลักษณะเป็นแง่ง มีข้อต่อที่ชิดกันอยู่แล้ว จึงเสียดสีกันมากขึ้น จากนั้นร่างกายก็มักจะตอบสนองด้วยการสร้างหินปูนชิ้นเล็กๆ (Osteophyte) ขึ้นมา เชื่อกันว่าเพื่อกระจายแรงไม่ให้กระดูกสันหลังรับแรงกระทำที่มากเกินไป นอกจากนี้ในผู้ที่ประสบอุบัติเหตุกระดูกหักและการต่อกันของกระดูกไม่สมบูรณ์ ก็อาจจะพบภาวะนี้ได้ อย่างไรก็ตาม หินปูนที่งอกขึ้นมานี้อาจจะมีทิศทางไม่เหมาะสม จนไปกดทับเส้นประสาทไขสันหลังที่ลอดออกมาระหว่างกระดูกสันหลัง (Intervertebral foramen) แต่ละชิ้น ก่อให้เกิดการระคายเคืองและรบกวนการทำงานของเส้นประสาทได้

อาการของกระดูกสันหลังเสื่อม

อาการของกระดูกสันหลังเสื่อมสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้

  1. กลุ่มอาการที่เกิดจากการเสื่อมของกระดูกสันหลังโดยตรง (Degenerative symptoms) อาการที่สำคัญในกลุ่มนี้ ได้แก่ อาการปวดตามแนวแกน (Axial pain) ของกระดูกสันหลังบริเวณที่มีการเสื่อม การเคลื่อนไหวเป็นไปได้อย่างยากลำบาก

  2. กลุ่มอาการที่เกิดจากเส้นประสาทไขสันหลังถูกกดทับ (Nerve root compression) เนื่องจากหมอนรองกระดูกสันหลังที่มีความสูงลดลง และในผู้ป่วยบางรายที่มีหินปูนงอกออกมาดังที่อธิบายไปด้านบน หินปูนยังไปกดทับหรือเบียดเส้นประสาท ทำให้มีความผิดปกติทางระบบประสาทได้ เช่น มีอาการปวดร้าวลงไปตามแขนหรือขา (Radicular pain) มีอาการชา รู้สึกว่าผิวที่ฝ่ามือหรือฝ่าเท้าหนาผิวปกติ รู้สึกเหมือนโดนเข็มแทงตลอดเวลา ในผู้ป่วยที่มีการกดทับของเส้นประสาทมาก อาจจะมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อที่เลี้ยงโดยเส้นประสาทที่โดนกดทับนั้นอ่อนแรงลงด้วย

    โฆษณาจาก HonestDocs
    ปัญหากวนใจของหลายคน ถ้ารักษาอย่างถูกวิธีก็มีโอกาสหาย ใบหน้ากระจ่างใส!

    แพ็คเกจรักษาสิวเริ่มต้น 400 บาท ลดสูงสุด 50%

    %e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a7internal ad %281%29
  3. กลุ่มอาการที่เกิดจากไขสันสันหลังถูกกดทับ (Myelopathy) อาการกลุ่มนี้เกิดจากการที่ไขสันหลัง (Spinal cord) โดนกดทับโดยตรง ทำให้ร่างกายส่วนที่ต่ำลงไปกว่าระดับที่โดนกดทับนั้นทำงานผิดปกติ เช่น กล้ามเนื้อขาและลำตัวอ่อนแรง เดินเซ ควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะและระบบขับถ่ายไม่ได้ ความตึงตัวของกล้ามเนื้อเปลี่ยนแปลงไป หากส่วนที่ถูกกดทับคือบริเวณคอ ผู้ป่วยอาจจะมีอาการกลืนลำบาก หูอื้อ เป็นต้น

ในทางคลินิกมักพบว่าผู้ป่วยมีอาการมากกว่าหนึ่งกลุ่มรวมกัน ข้อสังเกตที่สำคัญคือ อาการเหล่านี้จะแย่ลงเมื่อใช้งานกระดูกสันหลังติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน และจะดีขึ้นเมื่อพักการใช้งาน

การวินิจฉัยกระดูกสันหลังเสื่อม

การวินิจฉัยกระดูกสันหลังเสื่อมสามารถทำได้ด้วยการซักประวัติและตรวจร่างกาย (Physical examination) เท่านั้น ในบางกรณีแพทย์อาจใช้ผลการตรวจทางรังสีวิทยาเข้ามาวิเคราะห์ด้วย เช่น การถ่ายภาพเอกซเรย์ (X-ray) การถ่ายภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีรายงานหลายฉบับชี้ให้เห็นว่าผู้ป่วยที่มีผลการตรวจทางรังสีว่าอาการรุนแรงอาจจะไม่มีอาการแสดงทางคลินิกเลย หรือในทางตรงกันข้าม ผู้ป่วยที่มีผลการตรวจทางรังสีวิทยาดูเหมือนอาการน่าจะไม่รุนแรง แต่กลับมีอาการทางคลินิกรุนแรงมากก็มี ดังนั้นการให้ประวัติกับผู้ตรวจไม่ว่าจะเป็นแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะช่วยให้วินิจฉัยภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมได้อย่างถูกต้อง

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้กระดูกสันหลังเสื่อม

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมนั้น นอกจากอายุที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว การสูบบุหรี่ก็ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงอีกชนิดหนึ่งด้วย เพราะสารพิษบางชนิดในบุหรี่ทำให้การไหลเวียนเลือดไปยังกระดูกสันหลังลดลง การแลกเปลี่ยนของเสียและสารอาหารทำได้อยากลำบากขึ้น นอกจากนี้กิจวัตรในชีวิตประจำวันก็มีผลอย่างมาก เช่น ผู้ที่ต้องยกของบ่อยๆ ที่ที่ต้องทำงานในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ ก็จะมีความเสี่ยงมากขึ้น เป็นต้น

การฟื้นฟูทางกายภาพบำบัดของภาวะกระดูกสันหลังเสื่อม

การรักษาทางกายภาพบำบัดสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมมีหลายวิธี สามารถแบ่งตามวัตถุประสงค์ของการรักษาออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้

  1. รักษาเพื่อบรรเทาอาการปวดหรือความผิดปกติทางระบบประสาท เช่น อาการชา กล้ามเนื้อเกร็งตัว หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง มีด้วยกันหลายวิธี เช่น การใช้คลื่นเสียงเพื่อลดปวด การประคบร้อน การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การยืดเหยียดกล้ามเนื้อที่มีความตึงตัวผิดปกติ วิธีการที่จะใช้ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของอาการของผู้ป่วยแต่ละคน ในผู้ป่วยที่มีภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมโดยเฉพาะในระดับคอหรือระดับเอว วิธีการรักษาที่พบเห็นได้บ่อยๆ ในคลินิกกายภาพบำบัดคือ การดึง (Traction) สามารถใช้เครื่องมือหรือใช้แรงจากนักกายภาพบำบัดก็ได้ แต่มักพบเห็นการดึงด้วยเครื่องมากกว่า เพราะสามารถควบคุมแรงให้สม่ำเสมอตลอดการรักษา สำหรับการดึงคอ (Cervical traction) มักพบเครื่องดึงในลักษณะที่เป็นเก้าอี้ ส่วนการดึงหลังมักพบเครื่องดึงในลักษณะที่เป็นเตียง (Lumbar traction) มีสายรัดคล้องที่คอหรือหลัง ใช้เวลารักษาประมาณ 15-20 นาที ขณะรับการรักษาจะรู้สึกถึงการดึงและปล่อยเป็นช่วงๆ ให้ความรู้สึกตึงบริเวณคอหรือหลังเท่านั้น การดึงนี้เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มขนาดของช่องว่างระหว่างกระดูกสันหลังที่แคบลงนั่นเอง

    อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีผู้เชี่ยวชาญหลานท่านติงว่า การรักษาด้วยการดึงนี้อาจทำให้อาการของผู้ป่วยบางรายแย่ลงได้ เพราะการดึงนี้อาจทำให้หินปูนที่งอกขึ้นมากดทับเส้นประสาทมากขึ้น ดังนั้นขณะรับการรักษา หากรู้สึกว่าอาการแย่ลง มีอาการปวดคอ ปวดร้าวไปตามแขน หรือชามากขึ้น ควรรีบแจ้งนักกายภาพบำบัดทันที
     

  2. การรักษาเพื่อสนับสนุนให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันใกล้เคียงปกติ หรือช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด เช่น การให้คำแนะนำเรื่องการปรับท่าทาง (Posture) ในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย การเลือกอุปกรณ์พยุงเดินให้แก่ผู้ป่วยที่มีอาการขาอ่อนแรง เลือกเฝือกประคองคอที่เหมาะสมกับผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอมาก เป็นต้น

การรักษาทางกายภาพบำบัดสำหรับผู้ที่มีภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมยังมีอีกมาก การจะเลือกวิธีการรักษาให้แก่ผู้ป่วยแต่ละคนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และมีข้อห้ามข้อควรระวังจำนวนมาก หากมีข้อสงสัย ควรปรึกษานักกายภาพบำบัด จะเหมาะสมที่สุด

การฟื้นฟูและดูแลตนเองที่บ้าน

สำหรับผู้ที่มีภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมแล้ว มีคำแนะนำ 3 ข้อง่ายๆ ที่ทำเองได้ที่บ้านดังนี้

  1. เมื่อมีอาการปวด ให้บรรเทาด้วยการประคบร้อน อาจจะใช้แผ่นประคบร้อนไฟฟ้าที่ตั้งอุณหภูมิและเวลาได้ หรือจะใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นแล้วประคบไว้ 15-20 นาทีก็ได้ อุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 43.5-45.5 องศาเซลเซียส

  2. ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบๆ กระดูกสันหลังระดับที่มีปัญหา เช่น ในกรณีผู้ที่มีกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อม ให้เริ่มจากนอนหงาย ใช้ผ้าขนหนูพับรองใต้ศรีษะให้รู้สึกสบาย จากนั้นเกร็งกล้ามเนื้อคอ ดึงคางถอยเขาหาลำคอจนสุด ค้างไว้ 10 วินาที ทำซ้ำ 3 เซต วันละ 1-2 รอบ อาจจะเพิ่มความยากด้วยการเปลี่ยนเป็นทำในท่านั่ง

  3. ปรับเปลี่ยนท่าทางในชีวิตประจำวันที่กระตุ้นให้มีอาการรุนแรงขึ้น เช่น ไม่อยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ หลีกเลี่ยงการยกของหนัก หลีกเลี่ยงท่าทางก้มๆ เงยๆ ร่วมกับการเอี้ยวบิดลำตัว รวมถึงหาอุปกรณ์เสริมที่เหมาะสมกับอาการของตนเองมาใช้ เช่น ผู้ที่มีภาวะกระดูกคอเสื่อมเมื่อต้องเดินทางไกลๆ ควรหาหมอนรองคอมารองขณะเดินทาง หรืออาจจะต้องปรึกษานักกายภาพบำบัดเพื่อเลือกเฝือกพยุงคอที่เหมาะสมกับอาการของตนเองมาใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นต้น

จากข้อมูลที่อธิบายไว้เบื้องต้น จะเห็นว่าภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมเป็นภาวะที่มาพร้อมกับอายุที่มากขึ้น หากมีอาการรุนแรงอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ จนถึงขั้นสูญเสียความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันได้ การทำความเข้าใจถึงสาเหตุ อาการ และการเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

ที่มาของข้อมูล

  1. ต่อพงษ์ บุญมาประเสริฐ. DEGENERATIVE DISEASES OF THE CERVICAL SPINE. หน่วยโรคกระดูกสันหลัง ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
  2. Boyles, Robert et al. “Effectiveness of manual physical therapy in the treatment of cervical radiculopathy: a systematic review.” The Journal of manual & manipulative therapy vol. 19,3 (2011): 135-42.
  3. Thoomes, E J. “Effectiveness of manual therapy for cervical radiculopathy, a review.” Chiropractic & manual therapies vol. 24 45. 9 Dec. 2016.
  4. Benjamin D. Elder. Timothy F. Witham. Low Back Pain and Spondylosis. Semin Neurol 2016; 36(05): 456-461.
  5. Paul G. Matz et al. Guideline summary review: an evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of degenerative lumbar spondylolisthesis. Spine J. 2016 Mar;16(3):439-48.

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

อาการปวดหลังช่วงเอวเวลานอนหงายนานๆเกิดจากอะไรคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
อาการปวดหลังที่เป็นมานานควรทำอย่างไรดีค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
มีอาการเจ็บหน่วงๆช่วงบั้นท้าย จะเป็นอะไรมั๊ยค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่