ความรู้สุขภาพ

กระดูกเชิงกรานคืออะไร ทำอย่างไรเมื่อกระดูกเชิงกรานผิดปกติ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 640,123 คน

กระดูกเชิงกรานคืออะไร ทำอย่างไรเมื่อกระดูกเชิงกรานผิดปกติ

กระดูกเชิงกราน เป็นกระดูกขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อร่างกายเป็นอย่างยิ่ง แต่มักจะไม่ค่อยมีคนใส่ใจกับมันสักเท่าไร จะมาสนใจกับมันอีกทีก็ต่อเมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นกับร่างกายเสียแล้ว และความผิดปกติกับกระดูกเชิงกราน หากเกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมทำให้เกิดความเจ็บป่วยและเป็นอันตรายต่าง ๆ เกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ตามมาได้อีกมากมาย มาทำความรู้จักกับกระดูกเชิงกรานให้มากขึ้น พร้อมกับรู้จักความผิดปกติต่าง ๆ ของกระดูกเชิงกราน เพื่อที่จะได้ระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

กระดูกเชิงกราน คืออะไร อยู่ตรงไหนของร่างกาย?

กระดูกเชิงกราน (pelvis) ถูกจัดให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงกระดูกรยางค์ในร่างกายของเรา บริเวณที่ตั้งของกระดูกเชิงกรานนั้น จะอยู่ในส่วนปลายที่สุดของกระดูกสันหลัง ภายในกระดูกเชิงกรานนั้น ประกอบไปด้วย กระดูกปีกสะโพก เป็นกระดูกชิ้นที่ใหญ่ที่สุดในบรรดากระดูกเชิงกราน แบ่งออกเป็นฝั่งซ้าย-ขวา บริเวณกระดูกด้านหน้า คือกระดูกหัวหน่าว และที่อยู่ด้านหลังสุด คือกระดูกใต้กระเบนเหน็บ โดยกระดูกทั้ง 3 ส่วนนี้จะเชื่อมต่อกันทั้งหมด ในเพศหญิงและเพศชายจะมีกระดูกเชิงกรายที่ไม่เหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ในจึงทำให้กระดูกเชิงกราน เป็นกระดูกชิ้นที่สำคัญเป็นอย่างมากในการพิจารณาโครงกระดูกโบราณ (รวมทั้งมัมมี่) ว่าเจ้าของกระดูกเป็นเพศอะไร ซึ่งจะช่วยให้นำไปสู่การค้นหาปูมหลังของเจ้าของกระดูกต่อไปได้

กระดูกเชิงกราน มีหน้าที่สำคัญคือ ปกป้องอวัยวะภายในที่อยู่ในอุ้งเชิงกราน ซึ่งประกอบไปด้วย มดลูก รังไข่ ลำไส้ใหญ่ตอนปลาย กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ รวมไปถึงเส้นประสาทและหลอดเลือด นอกจากนี้ยังช่วยให้ร่างกายของเรามีการคงลักษณะได้เป็นอย่างดี และยังช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของขาอีกด้วย

ทำอย่างไรเมื่อเกิดความผิดปกติกับกระดูกเชิงกราน

ถึงแม้ว่ากระดูกเชิงกราน จะมีความแข็งแรงไม่ต่างกับกระดูกส่วนอื่น ๆ แต่ด้วยความที่เป็นกระดูกที่ทำหน้าที่ปกป้องอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย ถ้าหากเกิดการกระทบกระแทกขึ้น ก็อาจทำให้เกิดความเสียหายภายในกระดูกเชิงกรานได้ มาดูกันว่า ถ้าหากกระดูกเชิงกรานผิดปกติ จะนำไปสู่อาการอย่างไรได้บ้าง?

1.กระดูกเชิงกรานหัก

ส่วนมากแล้ว สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้กระดูกเชิงกรานหัก ก็คือได้รับอุบัติเหตุอย่างรุนแรง เช่น ตกจากที่สูง ถูกทำร้ายร่างกายบริเวณสะโพก อุบัติเหตุทางรถยนต์ แต่ขณะเดียวกัน หากเกิดภาวะกระดูกพรุน การได้รับการกระแทกเพียงเล็กน้อย เช่นหกล้มก้นหรือสะโพกกระแทก ก็มีโอกาสที่จะทำให้กระดูกเชิงกรานหักได้แล้ว โดยอาการที่พบส่วนมาก ก็คือ ปวดกระดูกเชิงกรานอย่างรุนแรง จนไม่สามารถขยับร่างกายโดยเฉพาะสะโพกได้, มีปัญหาเรื่องการขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ, เจ็บที่ก้นอย่างรุนแรง เวลานั่งบนเก้าอี้ ในส่วนของการรักษา แพทย์มักจะเลือกใช้วิธีผ่าตัดใส่โลหะเข้าไปยึดกระดูก เพราะเมื่อผ่าตัดเสร็จผู้ป่วยจะสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติทันที แต่อาจจะต้องติดตามอาการอย่างน้อย 8-12 สัปดาห์ เพื่อดูว่ามีอาการแทรกซ้อนใดๆ หรือเปล่า โดยหากพบความผิดปกติก็จะได้ทำการรักษาและแก้ไขได้ทันนั่นเอง

2.กระดูกเชิงกรานเคลื่อน

ปกติแล้ว เราไม่ค่อยจะพบเห็นการเคลื่อนที่ของกระดูกเชิงกรานสักเท่าไรนัก เพราะเป็นกระดูกชิ้นใหญ่ที่มีการเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ แต่ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรุนแรง เช่น การหกล้มสะโพกกระแทกพื้น รวมถึงอุบัติเหตุทางรถยนต์บางประเภท ก็อาจส่งผลให้กระดูกเชิงกราน (โดยเฉพาะกระดูกสะโพก และกระดูกก้นกบ เคลื่อนที่ไปจากเดิมได้) การที่กระดูกเชิงกรานเคลื่อนนับว่ามีความอันตรายมาก เพราะอาจทำให้กระดูกไปกระทบกระเทือนกับหลอดเลือด เส้นประสาท กล้ามเนื้อที่อยู่ในบริเวณนั้น ๆ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดความผิดปกติเกี่ยวกับช่วงล่างตามมา

3.กระดูกเชิงกรานร้าว

ถึงแม้ว่ากระดูกเชิงกรานร้าว จะดูมีความปลอดภัยมากกว่าการที่กระดูกเชิงกรานหัก แต่นั่นก็เป็นสัญญาณอันตรายที่ทำให้คุณต้องระมัดระวังมากขึ้นกว่าเดิม เพราะถ้าหากเกิดอุบัติเหตุซ้ำอีกครั้ง หรือดูแลตัวเองไม่ดี ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้กระดูกเชิงกรานหักขึ้นมาจริง ๆ สำหรับผู้ที่กระดูกเชิงกรานร้าว ถ้าหากดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี ก็มีโอกาสที่กระดูกจะกลับมาประสานกันอีกครั้งได้ภายในเวลา 2-3 เดือน ในรายที่ร้าวมาก ๆ อาจจะใช้เวลานานถึง 1 ปีขึ้นไป อาการที่พบได้ส่วนใหญ่ มีตั้งแต่เจ็บปวดอย่างรุนแรง ไม่สามารถขยับบริเวณที่กระดูกร้าวได้ รวมทั้งเกิดอาการบวมช้ำอย่างหนัก ซึ่งก็ควรจะรับไปพบแพทย์เพื่อหาวิธีการรักษาโดยเร็วที่สุด

4.กระดูกเชิงกรานอักเสบ

เป็นอาการที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อจากอวัยวะสิบพันธุ์ในเพศหญิง จึงทำให้เกิดการเป็นแผลขึ้นที่บริเวณกระดูก ในรายที่เกิดขึ้นกับหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงาน จะเพิ่มโอกาสมีบุตรยากมากขึ้น สำหรับอาการที่พบได้โดยทั่วไป คือปวดในช่องท้อง ตกขาวมีกลิ่นหรือมีสี เกิดความเจ็บปวดเวลามีเพศสัมพันธ์ มีเลือดออกทางช่องคลอด ดังนั้นหากพบอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง และจะได้ทำการรักษาได้ทันนั่นเอง

เรื่องของกระดูกเชิงกราน เป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลยเป็นอย่างยิ่ง ใครที่กำลังมีปัญหากับกระดูกเชิงกราน ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อที่จะหาวิธีการรักษาให้ถูกต้องต่อไป อย่าปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ เพราะอาจจะนำไปสู่โรคแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่