Lymph คืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ย. 5, 2017 ประมาณเวลาการอ่าน: 11 นาที

อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ WBC (เซลล์เม็ดเลือดขาว) ชนิดที่เป็น "lymphocyte” ลิมโฟไซต์ หน่วยย่อยของลิมโฟไซต์ ทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ B-cells, T-cells และ Natural Killer Cells รวมทั้งข้อมูลค่าปกติของลิมโฟไซต์ หากพบค่าที่ผิดปกติร่างกายจะแสดงผลอย่างไร อ่านได้ทีนี่

วัตถุประสงค์

                เพื่อทราบจำนวนเปอร์เซ็นต์ของ WBC (เซลล์เม็ดเลือดขาว) ชนิดที่เป็น "lymphocyte" (ลิมโฟไซต์) ซึ่งมักเขียนย่อๆว่า Lymph

คำอธิบายอย่างสรุป

                1. ลิมโฟไซต์ อาจนับได้ว่าเป็น “พระเอก” ของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายซึ่งมีหน่วยสู้รบ เสมือนกองกำลังยุทธวิธีเตรียมพร้อม ที่รับผิดชอบปกป้องร่างกายโดยตรงนั่นคือกองทัพเม็ดเลือดขาว (WBC) เพื่อสู้รบต่อการรุกรานใดใดของจุลชีพก่อโรคเช่น ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา แม้แต่มะเร็งในจำนวน WBC 100% นั้นจะประกอบด้วย “หน่วยรบแยกย่อย” โดยอาจจำแนกนับจำนวนเป็นเปอร์เซ็นต์โดยประมาณดังนี้

                                                                                               

                ก. Neutrophil (นิวโตรฟิล)                                              

                ข. Eosinophil (อีโอซิโนฟิล)                          

                ค. Monocyte (โมโนไซต์)                               

                ง. Lymphocyte (ลิมโฟไซต์)

                จ. Basophil (เบโซฟิล)

ประมาณ %

55   -    70

20   -   40

2     -    8

1     -    4

0.5  -   1.0

 

                2. ลิมโฟไซต์ แม้จะมีอัตราส่วนกำลังรบเพียงประมาณ 20 ถึง 40% ของ “กองทัพ” เซลล์เม็ดเลือดขาวทั้งสิ้นก็ตามแต่ ลิมโฟไซต์ ก็มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการกำจัด “ข้าศึก” ที่บังอาจแทรกซึมเข้ามาก่อกวนภายในร่างกายมนุษย์หมายถึงเชื้อจุลินทรีย์ซึ่งรุกรานล่วงล้ำมาจากภายนอกร่างกายและแม้แต่เซลล์ของร่างกายเองแท้ๆ ที่ได้เริ่มกลายพันธุ์ก่อการกำเริบขึ้นเป็น “กบฏ” และเปลี่ยนร่างไปเป็นเซลล์มะเร็งทั้งหมดนี้ “กองทัพ” ลิมโฟไซต์ ก็มีศักยภาพพอที่จะขจัดเซลล์อันตรายเหล่านั้นลงได้หากอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม

                ขีดความสามารถของ ลิมโฟไซต์ ดังว่านั้นได้แก่

                ก. การพิสูจน์ทราบฝ่าย

                ข. การเข้าทำลาย/สังหาร

                ค. การระดมเรียกกำลังกองหนุนให้มาช่วยกันทำลาย/สังหาร

                3. ลิมโฟไซต์ ถูกผลิตมาจากใครกระดูกที่เรียกว่า "Bone Marrow" จึงทำให้ได้กำเนิด "หน่วยย่อย" ของลิมโฟไซต์ ขึ้นมา3 หน่วยสำคัญ คือ

                ก. B-cells (บี-เซลล์)

                                B-cells มีจำนวนประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ ของลิมโฟไซต์ โดยเหตุที่มันเกิดและเติบโตอยู่ในมาก่อนและประกอบกับนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ค้นพบว่าสัตว์จำพวกนกมันก็มีภูมิคุ้มกันจากตอมในตัวนกเป็นต่อมใกล้ลำไส้เล็ก) เรียกว่าครั้งนั้นนักวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงได้ขอยืมตัว B จากนอกมาใช้จึงได้อักษรย่อ "B" มาใช้เป็นชื่อประจำตัวนับตั้งแต่นั้นมาเมื่อ B-cells  โตเต็มที่แล้วจึงออกจากใครกระดูกมาฟังตัวเฝ้าระวังอยู่ในระบบท่อน้ำเหลือง (lymphatic system) ซึ่งก็มีอยู่ตลอดทั่วร่างกายในกรณีใดก็ตามหรือเมื่อใดก็ตามเกิดมีเชื้อโรคชนิดใดเช่นอีสุกอีใสบังอาจล่วงล้ำเข้าสู่ร่างกายและจะก่ออันตรายขึ้น

                                ในการนี้ยังไม่ผลจากการลาดตระเวนตรวจการณ์โดยหน่วย T-cells และหน่วย macrophage ซึ่งจะออกลาดตระเวนเฝ้าตรวจไปทั่วร่างกายอยู่ตลอดเวลาก่อนที่ T-cells และ macrophage จากค่าผู้รุกรานมันก็จะส่งข่าวว่ามี "สารพิเศษ" (antigen) ของเชื้อโรคอีสุกอีใสแจ้งไปยัง B-cells ที่อยู่ในระบบ น้ำเหลืองให้มาร่วมทราบข้อมูลบันทึกประวัติและให้รู้จัก สร้างสารภูมิคุ้มกัน (antibody) ขึ้นในตัวของ B-cells และผิวด้านนอกเป็น "ปุ่ม" พิเศษขึ้น

                                นับแต่เวลานั้นเป็นต้นไปเชื้อโรคอีสุกอีใสใดใดหากร่วงหลังเข้าสู่ร่างกายอีกเมื่อใด B-cells ซึ่งลาดตระเวนตรวจตราโดยใช้เส้นทางพิเศษคือหลอดน้ำเหลืองซึ่งก็มีตลอดทั่วร่างกายถ้าได้พบเชื้อโรคอีสุกอีใส ณ ที่ใดในเวลาใดก็ตามมันก็จะพิสูจน์ทราบฝ่ายด้วยการใช้ "antibody" ที่มันมีอยู่แต่เดิมคือปุ่มพิเศษจากการสร้างเอาไว้ให้ลองไปจับเข้ากับ "antigen" ของเชื้อโรคที่มันเจอหักจากเข้ากันได้พอดีพอดีมันก็จะจำได้ทันทีว่า "ไอ้นี่คือเชื้อโรคอีสุกอีใสเป็นข้าศึกแน่ๆ" มันก็จะจัดการสังหารไปตามกำลังความสามารถและป่าวร้อง ส่งข่าวไปยัง B-cells ซึ่งอยู่ใกล้เคียงที่พอจะเรียกมาช่วยกันได้ อันเป็นการยับยั้งด้วยการ "รบหน่วงเวลา" ไว้ในชั้นต้นเสียก่อนแต่ขณะเดียวกันมันก็จะส่งสัญญาณด้วยการติดต่อสื่อสารแจ้งข่าวไปยัง T-cells ขอให้รีบอนุมัติ "ประกาศสภาวะฉุกเฉิน" ไปทั่วร่างกายคราวนี้ นิวโตรฟิลส์ ก็จะรีบเคลื่อนย้ายกำลังมาช่วยกันสกัดกั้นกันอย่างเต็มที่ขณะเดียวกัน T-cells หลากหลายชนิดก็จะเข้าโจมตีสังหารและทำลายเชื้ออีสุกอีใสยังชนิดขุดรากถอนโคน

                นี่คือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอันเกิดจากศักยภาพของลิมโฟไซต์ ที่ทำงานร่วมกันเป็นทีม

                โดยความรู้ในพฤติกรรมและคุณสมบัติของ B-cells เช่นที่ว่านี้มนุษย์จึงมีความรู้ในการใช้วิธีฉีดเชื้อโรคสำคัญอย่างอ่อนอ่อนให้มันจำได้เราก็จะรอดพ้นอันตรายจากโรคนั้นไปจนตลอดชีวิตนั่นคือการฉีดวัคซีนที่เราคุ้นเคยกันดีนั่นเอง

                คราวนี้ก็จะได้กล่าวถึงลิมโฟไซต์ ที่สำคัญมากอีกตัวหนึ่งก็คือ T-cells ซึ่งมีบทบาทสำคัญและมีศักยภาพไม่ได้ด้อยไปกว่า B-cells

                ข. T-cells (ที-เซลล์)

                                T-cells มีจำนวนประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของจำนวน lymphocyte ทั้งหมด ทั้งนี้ T-cells ก็ถือกำเนิดขึ้นมาจากไขกระดูก (bone marrow) แต่ขณะเมื่อยังเป็น วัยรุ่นกำลังเริ่มเติบโต T-cells เยาวชนทุกตัว จะต้องถูกส่งไปเข้ารับการฝึกศึกษายุทธวิธีการสู้รบที่ต่อมไทมัส โดยที่คำว่า ต่อมไทมัส นั้น ขึ้นต้นด้วยตัว T โดยเหตุนี้ เซลล์กลุ่มนี้เมื่อสำเร็จการศึกษา จึง ได้รับเครื่องหมายเชิดชูเกียรติให้ประดับตัวอักษร "T" นำหน้าโดยรับการขนานนามว่า T-cells หลังจากนั้นมันก็เริ่มถูกส่งให้ไปป้องกันศัตรูในหลอดเลือด ในม้ามและในหลอดน้ำเหลือง

                                T-cells นั้นยังแยกหน้าที่กันทำงานอะไรบ้างอังกฤษบ้างจังแต่รักกลุ่มจะแสดงความแตกต่างกันตรงที่ผิวของผนังด้านนอกเซลล์ซึ่งมีจำนวนปุ่มตัวรับ (antibodies) ไม่เท่ากันและไม่เหมือนกัน

                                จำนวนแบบของโมเลกุลที่ปุ่มตัวรับอันเป็นผิวด้านนอกของ T-cells  แต่ละประเภทนี้มีศัพท์เรียกเป็นการเฉพาะว่า "cluster of differential" หรือ "cluster of designation" เรียนย่อๆ ว่า CD เช่นในกรณี T-cells ชนิด Helper ซึ่งมี 4 แบบของปุ่มตัวรับดังนั้น "Helper T-cells" จึงอาจมีน้ำเรียกขานให้เป็นที่เข้าใจกันได้ถึง 3 แบบคือ

                                -TH หมายถึง Helper T-cells

                                -T4 หมายถึง T-cells ซึ่งมี 4 แบบ ของปุ่มตัวรับ

                                - CD4 หมายถึง lymphocyte marker ที่มี cluster of designation หรือ CD จำนวน 4 แบบของปุ่มตัวรับ

                                นับตั้งแต่โรคเอดส์ได้ลุกลามแพร่หลายในมวลมนุษยชาติกว้างขวางขึ้นคำว่า CD4 ก็เลยพลอยได้รับการกล่าวถึงมากขึ้นและเป็นที่รู้จักยิ่งกว่าชื่ออื่น

                                ในลำดับต่อไปเราควรจะได้มาทำความรู้จัก "หน่วยเพชฌฆาตมืออาชีพ" ของ T-cells หรือ"พันธมิตรของT-cells"  กันทีละหน่วยจำนวน 3 หน่วยดังนี้

                                1) Helper T-cells (ที-เซลล์ ผู้ช่วย)

                                                ก) นามเรียกขานอื่นคือ TH, T4 หรือ CD4

                                                ข) ภารกิจหลักได้แก่การลาดตระเวนหาข่าวโดยหลีกเลี่ยงที่จะเข้าปะทะโดยตรงกับจุลินทรีย์หรือเชื้อโรคแปลกปลอมที่รุกรานโดยตรง (ตัว CD4 เองไม่มีพิษสงหรืออาวุธใดๆ) หน้าที่แรกก็คือจะตัดสินใจจากข่าวกรองที่ตรวจพบได้ ในขณะนั้นว่าใหญ่โตและร้ายแรงมากเพียงพอที่จะประกาศ"สภาวะฉุกเฉิน" ของระบบภูมิคุ้มกันหรือไม่? หรือเพียงประกาศ "เตรียมพร้อม" โดยระดมกำลังกองหนุนเพิ่มเติมให้พร้อมรบไว้ก็พอแล้วทั้งนี้หน่วยแรกที่จะมาถึงก่อนก็คือ B-cells ดังนั้นหน้าที่ที่สองของ Helper T-cells ก็คือ ทำการ "ชี้เป้า" ให้ B-cells เข้าพิสูจน์ทราบว่า "friend or foe?" (มิตร หรือ ศัตรู?)

                                                    หากเป็น มิตร กระบวนการทุกอย่างก็หยุดชะงักลง ณ บัดนั้นทันที

หาก B-cells ยืนยันว่าเป็น ข้าศึก แน่แน่มันก็จะส่งสัญญาณด่วนที่สุดประกาศสภาวะฉุกเฉินเรียกระดม ลิมโฟไซต์ ที่อยู่ใกล้เคียงให้รีบมาช่วยกันฆ่าและทำลาย

                                                ค) จุดอ่อนสำคัญของ Helper T-cells ก็คือ มันแพ้ฤทธิ์ต่อ “อำนาจพิษสง” ของไวรัส HIV อันนำไปสู่โรคเอดส์ (AIDS, acquired immunodeficiency syndrome)

                                                    เชื้อไวรัส HIV ในปัจจุบันีในขั้นต้น กล่าวคือ

                                                    (1) มันจะทำลาย Helper T-cells ในลำดับแรกให้ย่อยยับลดจำนวนลงก่อนจึงย่อมมีผลต่อเนื่องให้จำนวน T-cells ลดน้อยลงไปด้วยในกรณีนี้ หากให้มีการตรวจผลเลือดก็อาจจะพบค่า lymphocyte มีระดับต่ำกว่า 30% ของ WBC ทั้งนี้นอกจาก Helper T-cells ที่ถูกทำลายแล้วมันยังสร้างความเสียหายให้ macrophage ซึ่งเป็นเซลล์นักฆ่าที่สำคัญอีกตัวหนึ่งด้วย

กล่าวเฉพาะ Helper T-cells สำหรับผู้ติดเชื้อ HIV ย่อมมีผลทำให้การตรวจเลือดจะพบค่า CD4 ลดลง

                                                   (2) เมื่อ Helper T-cells ถูกทำลายโดยเชื้อ HIV จนตายหรือพิกลพิการเป็นส่วนใหญ่มันจึงหมดขีดความสามารถที่จะกดสัญญาณประกาศสภาวะฉุกเฉินแห่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอันจะมีผลทำให้คนซึ่งเป็นโรคเอดส์ล่อแหลมต่อการถูกทำลายจากทุกโรค (แม้บ้างโรคจะมีอันตรายเล็กน้อยก็ตาม เช่น โรคหวัด โรคปอดบวม ฯลฯ

                                                   (3) แม้ B-cells และ T-cells ชนิดอื่นยังมีจำนวนครบถ้วนและมีประสิทธิภาพดีอยู่แต่เมื่อขาด Helper T-cells มาช่วย "ชี้เป้า" ต่อเชื้อโรคแปลกปลอมก็ย่อมทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทั้งระบบอ่อนแอลง

                2) Suppressor T-cells (ที-เซลล์ รักษากฎ)

                                ก) นามเรียกขานอื่นคือ Ts,T8, Regulatory T-cells (ที-เซลล์รักษากฎ) หรือ CD8

                                ข) ภารกิจหลักได้แก่การเฝ้าสังเกตการณ์และห้ำหั่น สังหารและทำลายเชื้อจุลินทรีย์ โดย B-cells และ T-cells ทั้งหลาย ก็จะส่งอาณัติสัญญาณสั่งให้ B-cells และ T-cells ที่กำลังปฏิบัติการณ์อย่างดุเดือดเหล่านั้นให้ยุติลงมิฉะนั้นการไล่ล่าฆ่าทำลายอาจจะกระทบไปถึงเซลล์ที่ดีอื่นๆของร่างกายก็ได้โดยเหตุนี้ Suppressor T-cells จึงถูกขนานนามว่าเป็น ที-เซลล์ผู้รักษากฎกติกามารยาท

                3) Killer T-cells (ที-เซลล์ เพชฌฆาต)

                                ก) นามเรียกขานอื่นคือ cytotoxic T-lymphocyte หรือ CTL

                                ข) ภารกิจหลักได้แก่การรู้จักจดจำและรู้จักจำแนกเซลล์ของร่างกายตนเองว่าเซลล์ได้เป็นเซลล์ปกติและเซลล์ได้ไม่ปกติอันเนื่องมาจากการกลายพันธุ์ (กำลังจะเป็นหรือได้เป็นเซลล์มะเร็งไปแล้ว) รวมทั้งเซลล์ของร่างกายที่ฟกช้ำบาดเจ็บหรือถูกฝังตัวจากเชื้อไวรัส ในการนี้ Killer T-cells จะมีบทบาทเข้าโจมตีต่อเซลล์ที่ไม่ปกติรวมทั้งเชื้อไวรัสแบคทีเรียทันทีที่ได้รับอนุญาตจาก Helper T-cells โดยธรรมดา T-cells ชนิดอื่นๆนั้นจะไม่ค่อยเกี่ยวทำอันตรายกับเซลล์ของร่างกายตนเองแต่ Killer T-cells กล้าที่จะกระทำเช่นนั้นก็เพราะมีเอนไซม์ที่เข้มข้น (a very strong enzyme) ซึ่งสามารถทำลายต่อ 1) เซลล์ที่เป็น"กบฏ"ต่อร่างกายหรือกลายพันธุ์ไป 2) เซลล์ที่ฟกช้ำจากเชื้อโรคและ 3) แม้แต่เซลล์ดีๆ บางตัวที่ถูกเชื้อโรคเข้าไปแอบอาศัยหลบซ่อนอยู่ภายในเซลล์ทั้งนี้ Killer T-cells มีภาระหน้าที่ที่จะกำจัดทำลายต่อเซลล์หรือเชื้อโรคใดใดที่อาจก่ออันตรายแก่ร่างกายต่อไปในภายภาคหน้ามากยิ่งกว่านั้นมันยังสามารถส่งสัญญาณสื่อสารไปเรียก macrophage ให้มาช่วยกันเก็บ "ซากศพ" เซลล์ที่มันได้ค่ะหรือให้ช่วยกำจัดขยะเศษชิ้นส่วนมีให้ลงเหลืออีกด้วย

                                   กล่าวโดยสรุป Killer T-cells จึงมีบทบาทสำคัญมากต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ การขจัดเซลล์มะเร็งตัวแรกๆ ที่บังอาจเกิดขึ้นในร่างกาย มันจึงได้รับการขนานนามว่า "cytotoxic T-lymphocyte" ซึ่งพอจะแปลได้ว่า "ที-ลิมโฟไซต์ ชนิดฆ่าเซลล์ที่เป็นพิษ" (cyto= เซลล์, toxic =พิษ)

                                   เซลล์ที่เป็นพิษก็คือเซลล์มะเร็งแต่มันจะฆ่าถูกเซลล์ทุกเวลาทุกแบคทีเรียที่อันตรายไม่ใช่เฉพาะแต่เซลล์มะเร็งเท่านั้นนี่คือบทบาทที่เด่นที่สุดของ Killer T-lymphocyte

                                   ข้อเสียมีเพียงประการเดียวก็คือการทำงานของมันต้องการ "ตัวช่วย" คือ Helper T-cells เสมอ กล่าวคือ ก่อนมันจะฆ่าหรือ"ปฏิบัติการโหด" กับเซลล์ที่เป็นพิษตัวใดหรือชนิดใดมันจะต้องหันไปหา Helper T-cells ให้เขา "พยักหน้า" (อนุญาต) ให้เสร็จก่อนทุกครั้งไป

                                   โดยเหตุผลเพราะจุดอ่อนดังที่ได้พัฒนาชี้ให้เห็นนี้เจ้าเชียวเวลาที่ฉลาดแกมโกงตัวหนึ่งคือ HIV (human immunodeficiency virus, human = มนุษยชาติ, immune = ภูมิคุ้มกัน, deficiency = บกพร่อง, ขาดแคลน, virus = เชื้อโรคชนิดไวรัส) เมื่อมันเข้าสู่ร่างกายได้สำเร็จจะโดยทางใดก็ตามมันก็จะเข้าจู่โจมทำลายล้าง Helper T-cells ให้สูญสลายหมดสภาพไปเสียก่อนหรือหากยังหลงเหลืออยู่ก็ง่อยเปลี้ยเสียขาจนไม่อาจจะไปปรากฏตัวพยักหน้าอนุญาตให้ Killer T-cells ตีโต้ตอบใดใดต่อ HIV ได้

                                   เจ้าไวรัส HIV มันจึงได้โอหังบังอาจสร้างอาณาจักรของมันขึ้นในร่างกายของผู้ติดเชื้อและบอลทำลายเจ้าตัวของร่างกายให้เกิดสภาวะบกพร่องทางภูมิคุ้มกันนั่นคือการเกิดโรคเอดส์หรือ AIDs (acquired immunodeficiency syndrome, acquired = ได้มาทีหลัง, immuno = ภูมิคุ้มกัน,deficiency = บกพร่อง, ขาดแคลน, syndrome =  สภาวะอาการ) ซึ่งยากต่อการรักษาจนถึงค.ศ. 2010 ก็ยังไม่มีญาตินี้ได้ปราบมันได้

                ค. Natural Killer Cells (เซลล์เพชฌฆาตโดยธรรมชาติ)

                                1) มีนามเรียกขานย่อๆว่า NK cells หรือ Null cells (เซลล์ที่มีน้อยจนนับจำนวนไม่ได้)

                                2) NK cells ตามธรรมดาจะมีจำนวนน้อยมากเพียงประมาณไม่เกิน 5% ของ lymphocyte ทั้งหมดและโดยแท้จริงก็ไม่ถือว่ามันเป็นหน่วยในกลุ่ม T-cells เพราะมันไม่เคยเข้าไป เข้ารับการฝึกศึกษาอบรมในต่อมไทมัส (thymus gland) หรือต้มใดใดมาก่อนเลยมันจึงไม่อาจประดับเครื่องหมายตัว "T" นำหน้าชื่อได้โดยเหตุผลสำคัญเช่นนี้ NK cells จึงถือว่าเป็นหน่วยรบพิเศษที่มีลักษณะเด่นเฉพาะตัวกล่าวคือ 1) เป็นหน่วยรบดั้งเดิมที่ค่อนข้างป่าเถื่อน (primitive cells) มันจึงมุทะลุดุดันแข็งแกร่งกว่าใครในระหว่างกลุ่ม lymphocyte ด้วยกัน 2) เพราะความที่ไร้การศึกษามันจึงไม่รู้จักระเบียบวินัยกฎกติกามารยาทใดใดโดยมันจะเข้าโจมตีต่อเซลล์แปลกปลอมทุกเซลล์โดยไม่เคยขอคำอนุญาตจาก Helper T-cells หรือเซลล์ชี้เป้าใดใดและ 3) โดยที่ผนังด้านนอกของ NK cells ไม่มีปุ่มตัวรับ (antibody) ที่จะจำแนกจับกับสารพิเศษ (antigen) ของเซลล์แปลกปลอมใดใดมันจึงแยกแยะไม่ออกว่าอะไรคือเชื้อที่รุกรานหรืออะไรคือเซลล์ของร่างกายที่ผิดปกติมันจะรู้จักก็เฉพาะแต่เซลล์ที่ดีของร่างกายเท่านั้นที่มันจะไม่ทำลาย

                                3) NK cells จะมีพิษสงมากขึ้นเมื่อถูกเรียกให้ไปสู้หรอกในกรณีที่เซลล์แปลกปลอมอันเป็นเซลล์เป้าหมายนั้นได้ถูก ตรวจพบโดย macrophage หรือ Helper T-cells ไว้ก่อนแล้วคราวนี้NK cells จะทำการ"เบ่ง" ตัวเองให้พองโตมากขึ้นกว่าปกติแล้วจึงเข้าโจมตีต่อเซลล์เป้าหมายซึ่งก็คือ 1) เซลล์มะเร็ง (tumor cells) หรือ 2) เซลล์ของร่างกายเองที่ฟกช้ำหรืออักเสบจากการโจมตีหรือแอบฟังตัวของเชื้อไวรัสอย่างดุเดือดเมามันยิ่งกว่ากรณีเมื่อ NK cells ไปพบเซลล์เป้าหมายด้วยตัวเอง ทั้งนี้อาวุธพิฆาตของ NK cells ต่อเซลล์เป้าหมายทั้งหลายเหล่านั้นก็คือเอนไซม์ที่ทรงพิษร้ายแรง (toxic enzyme) ซึ่งมันสามารถปล่อยออกมานั่นเอง

                4. ลิมโฟไซต์ ทุกชนิดมีเหตุผลที่จำเป็นต้องกล่าวถึงค่อนข้างกว้างขวางแต่ยังสรุปทั้งหมดข้างต้นนี้ก็เนื่องจากเจตนาจะชี้ให้ผู้อ่านได้รับทราบข้อมูลพื้นฐานของ lymphocyte ว่ามันได้สอนบทบาทที่สำคัญยิ่งในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเพื่อปกป้องชีวิตเจ้าของร่างกายให้พ้นขีดอันตรายจากโรคร้ายทั้งปวงนั่นเอง

                ในทัศนะของผมถือว่า lymphocyte. ที่มีจำนวนเปอร์เซ็นต์จากค่าเม็ดเลือดขาวที่เหมาะสมดัชนีชี้วัความแข็งแรงในทางกายภาพของร่างกายมนุษย์แต่ละบุคคลมากยิ่งกว่าส่วนสูง น้ำหนัก หรือความทรหดในการวิ่ง ว่ายน้ำ หรือฝีมือในด้านกีฬาใดๆ

ค่าปกติของ Lymphocyte

                1. ให้ยึดถือตามค่าที่ระบุไว้ในใบรายงานแสดงผลเลือด (ถ้ามี)

                2. ค่าปกติเท่าไป

 

 

Lymp :

% WBC

 

30 -45

หน่วยนับสมบูรณ์

Absolute count (per mm3)

1,000 – 4,000

3. ค่าปกติของหน่วยย่อย lymphocyte

ชนิดเซลล์

T- cells

      Helper (CD4)

      Suppressor (CD8)

B-cells

Natural Killer Cells

% Lymp

60 – 95

60 – 75

25 – 30

4 – 25

4 - 30

จำนวน (cells/ µL)

800 – 2,500

600 – 1,500

300 – 1,000

100 – 450

75 - 500

4. ค่าที่ต้องเฝ้าระวัง คือ อัตราส่วนของ CD4/CD8 ต้องมากกว่า 1 หรือเมื่อ CD4 ต่ำกว่า 200 cells/ µL ทั้งนี้หากผิดไปจากเกณฑ์นี้แสดงว่า ร่างกายเหลือภูมิต้านทานน้อยลงมาก จนอาจเกิดอาการของโรคต่างๆ เช่น โรคเอดส์

ค่าผิดปกติ

                1. ในทางน้อย มีศัพท์เรียกว่า lymphocytopenia ซึ่งอาจแสดงผลว่า

                                ก. ร่างกายอาจได้รับการฉายรังสีบำบัด

                                ข. ร่างกายอาจได้รับการรักษาด้วยเคโมหรือวิธีเคมีบำบัด (chemo therapy)

                                ค. ร่างกายอาจได้รับเชื้อ HIV

                                ง. ร่างกายกำลังเกิดโรคร้ายแรงเช่น วัณโรคระยะลุกลาม โรคหัวใจโรคไต ฯลฯ

                                จ. ร่างกายอาจกำลังตกอยู่ภายใต้ความเครียดอย่างหนัก (high levels of adrenal corticosteroids)

                                ฉ. อาจกำลังเกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia)

                                ช. อาจมีภาวะพิษจากเหตุติดเชื้อ (sepsis)

                2. ในทางมาก มีศัพท์เรียกว่า lymphocytosis ซึ่งอาจแสดงผลว่า

                                ก. ร่างกายอาจกำลังได้รับเชื้อแบคทีเรียชนิดเรื้อรัง

                                ข. อาจกำลังเกิดสภาวะโรคตับอักเสบจากการติดเชื้อ (infectious hepatitis)

                                ค. ร่างกายอาจกำลังติดเชื้อจาก บางโรค เช่น โรคคางทูม โรคอีสุกอีใส โรคหัด โรควัณโรค ฯลฯ

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่