Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD
ความรู้สุขภาพ

น้ำในปอดคืออะไร? อันตรายแค่ไหน? โปรดอ่านทางนี้

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ: 12 ส.ค. 2018 อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2020 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
น้ำในปอดคืออะไร? อันตรายแค่ไหน? โปรดอ่านทางนี้

ภาวะน้ำในปอด หรือน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด (Pleural effusion) คือการมีของเหลวปริมาณมากอยู่ในโพรงเยื่อหุ้มปอด (ช่องว่างระหว่างเยื่อหุ้มปอด 2 ชั้น) ซึ่งของเหลวดังกล่าวจะไปกดทับเนื้อเยื่อปอดจนแฟบลง ทำให้ถุงลมปอดขยายตัวได้ไม่เต็มที่ จนระบบทางเดินหายใจทำงานผิดปกติได้ ภาวะน้ำในปอดนั้นเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย มีปัจจัยจากหลายสาเหตุ และอาจเกิดขึ้นกับปอดข้างเดียวหรือพร้อมกันทั้งสองข้างก็ได้

อาการของภาวะน้ำในปอด

อาการแสดงที่เกี่ยวข้องกับทางเดินหายใจที่สำคัญ ได้แก่

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจมะเร็งวันนี้ เราจองคิวตรวจให้ทันที ไม่ต้องรอ

คัดกรองมะเร็งทุกชนิด เลือกได้จากกว่า 30 โปรแกรม เริ่มต้นเพียง 1,999 บาท

Istock 500358904

นอกจากนี้ ยังอาจพบอาการอื่นๆ ที่เกิดขึ้นกับระบบต่างๆ ของร่างกายด้วย เช่น

ชนิดของน้ำในปอดและสาเหตุ

ของเหลวที่คั่งค้างในปอด แบ่งตามลักษณะได้ 2 ชนิด ได้แก่

ของเหลวชนิดใส (Transudate) 

เป็นน้ำที่รั่วซึมออกมาจากหลอดเลือด ซึ่งมักเกิดจากความดันโลหิตสูง ทำให้แรงดันในหลอดเลือดสูงขึ้น หรือโปรตีนในเลือดต่ำ ลักษณะของของเหลวชนิดนี้ คือมีสีใส ความหนาแน่นใกล้เคียงกับน้ำ ประกอบด้วยสารโปรตีนและคอเลสเตอรอลต่ำ

สาเหตุที่ทำให้พบของเหลวชนิดใสในปอด ได้แก่

  • ภาวะหัวใจล้มเหลว ทำให้เกิดความดันย้อนกลับในหลอดเลือด ส่งผลให้ของเหลวในหลอดเลือดซึมเข้ามาในปอด และเยื่อหุ้มอวัยวะอื่นๆ จึงมักพบอาการมือเท้าบวมด้วย
  • โรคตับแข็งหรือตับวาย ตับมีหน้าที่ผลิตโปรตีนชนิดสำคัญในเลือด หากตับมีความผิดปกติ จะทำให้ระดับโปรตีนในเลือดลดลง จนแรงดันในหลอดเลือดผิดปกติได้
  • เป็นโรคปอด ทำให้เนื้อเยื่อปอดแฟบลง ของเหลวภายในหลอดเลือดจึงเกิดแรงดันและซึมเข้ามาในปอดได้
  • เกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ไตวาย มีการล้างไตผ่านทางหน้าท้อง หรือมีการผ่าตัดหัวใจแบบเปิด เป็นต้น

ของเหลวชนิดขุ่น(Exudate)

มักเกิดจากความเสียหายของผนังหลอดเลือดในเยื่อหุ้มปอด ทำให้ผนังหลอดเลือดยอมให้ของเหลวในหลอดเลือดรั่วซึมเข้ามาในโพรงเยื่อหุ้มปอดได้ ซึ่งมักเกิดจากการอักเสบ ของเหลวชนิดนี้จะมีลักษณะขุ่นข้น สีออกเหลือง หรือเป็นหนอง สีออกคล้ำเพราะมีเลือดปน มีความหนาแน่นสูง และในของเหลวจะประกอบด้วยสารต่างๆ ปริมาณมาก เช่น โปรตีน ไขมัน และน้ำตาลกลูโคส รวมถึงเซลล์ต่างๆ เช่น เซลล์มะเร็ง เซลล์บุเยื่อหุ้มปอด แบคทีเรีย และเชื้อรา

สาเหตุที่ทำให้พบของเหลวชนิดขุ่นในปอด ได้แก่

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนป้องกันปอดบวมและปอดอักเสบ เริ่มต้นที่ 1,460 บาท

ป้องกันปอดติดเชื้อจากแบคทีเรียและไวรัส สาเหตุของโรคระบบทางเดินหายใจ ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอด

Istock 639878746
  • โรคมะเร็งปอด มะเร็งทำให้เกิดการอักเสบของปอด มักพบเซลล์มะเร็งปอด เม็ดเลือดแดง และเม็ดเลือดขาวปนอยู่ในของเหลว
  • โรคมะเร็งอื่นๆ ที่แพร่มาสู่ปอด เช่น มะเร็งเต้านม ซึ่งอาจพบเซลล์มะเร็งเต้านมในของเหลวด้วย
  • โรคปอดอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เช่น โรคภูมิแพ้ตัวเอง
  • โรคปอดบวม หรือปอดอักเสบจากการติดเชื้อ ของเหลวในปอดมักเป็นหนอง มีเลือดปน และพบเชื้อก่อโรคปะปนอยู่ด้วย
  • วัณโรคปอด มักพบหนองในปอดเช่นเดียวกัน
  • เกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ไตวาย ทำให้ไม่สามารถกรองเลือดได้ตามปกติ หรือมีเลือดคั่งในอก เป็นต้น

การรักษาภาวะน้ำในปอด

จะเน้นการรักษาที่สาเหตุร่วมกับการบรรเทาอาการ ซึ่งมีแนวทางดังนี้

  • การรักษาด้วยยา แพทย์จะจ่ายยาให้ตามสาเหตุของโรค เช่น
    • หากเป็นปอดอักเสบจากการติดเชื้อ แพทย์จะให้ยาต้านไวรัส ยาปฏิชีวนะต้านแบคทีเรีย หรือยากำจัดเชื้อรา ขึ้นอยู่กับชนิดเชื้อก่อโรค
    • หากเกิดน้ำในปอดจากโรคมะเร็งปอดหรือมะเร็งชนิดอื่น แพทย์จะให้ยาเคมีบำบัด และทำการฉายรังสีเพื่อรักษามะเร็ง
    • หากมีอาการไอเรื้อรัง แพทย์อาจให้ยาแก้ไอ และยาละลายเสมหะด้วย

นอกจากนี้ อาจจำเป็นต้องให้สารน้ำและอาหารทางหลอดเลือดดำ เพื่อชดเชยโปรตีน แร่ธาตุ และปรับสภาพความดันในหลอดเลือดให้เป็นปกติด้วย

  • การผ่าตัด หากปริมาณของเหลวในปอดเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แพทย์อาจต้องผ่าตัดเพื่อสอดท่อสำหรับเปลี่ยนทิศทางน้ำในปอดไปสู่ช่องท้อง หรืออาจต้องผ่าตัดเยื่อหุ้มปอดบางส่วนออกไป
  • การเจาะน้ำออกจากปอด เป็นการเจาะที่ช่องอกเพื่อสอดเข็มหรือท่อเข้าไปดูดน้ำภายในโพรงเยื่อหุ้มปอดออกมา ซึ่งหากมีปริมาณของเหลวเพิ่มขึ้นมา ก็ต้องทำการเจาะซ้ำเรื่อยๆ

การเจาะปอดเพื่อระบายน้ำในปอด

การเจาะปอดนั้น นอกจากจะทำเพื่อระบายของเหลวที่คั่งในปอดออกแล้ว ยังมีจุดประสงค์เพื่อนำของเหลวมาตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาสาเหตุของโรค เช่น นำมาเพาะเชื้อก่อโรค วัดระดับสารต่างๆ หรือนับจำนวนเซลล์ด้วย โดยการเจาะปอดมีขั้นตอนคร่าวๆ ดังนี้

  • แพทย์จะจัดท่าทางผู้ป่วยให้เหมาะสม โดยดูจากปริมาณและตำแหน่งของน้ำในปอดที่ได้จากภาพเอ็กซเรย์ จากนั้นก็จะเลือกตำแหน่งช่องซี่โครงที่จะเจาะ
  • ก่อนเจาะ แพทย์ต้องสวมถุงมือปลอดเชื้อ ทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่จะเจาะ และปูผ้าเจาะกลางจุดที่ต้องการ โดยใช้พลาสเตอร์ตรึงขอบบนของผ้าไว้กับเสื้อผ้าผู้ป่วย
  • แพทย์ฉีดยาชาในบริเวณที่จะเจาะ ซึ่งระหว่างนั้นก็จะประมาณความลึกของตำแหน่งที่ต้องเจาะไปด้วย
  • ในการเจาะปอด ต้องใช้เข็มขนาด 18 G ต่อเข้ากับกระบอกฉีดยา และอุปกรณ์ที่เรียกว่า three-way stopcock ขณะเจาะ ต้องให้เข็มตั้งฉากกับผิวหนัง และระวังไม่ให้เลือดจากแผลเจาะปนเข้ามา เข็มจะถูกแทงผ่านเยื่อหุ้มปอดไปยังจุดที่มีน้ำอยู่ และแพทย์จะค่อยๆ ดูดของเหลวและอากาศเข้ามาจนเต็มกระบอกฉีดยา จากนั้นจึงปรับ three-way stopcock เพื่อดันของเหลวในกระบอกไปใส่ขวดที่เตรียมไว้ หากของเหลวในปอดมีปริมาณมาก ก็สามารถดูดออกมาซ้ำๆ จนได้ระดับที่ต้องการ
  • ถอนเข็มออก กดห้ามเลือดด้วยสำลีปลอดเชื้อจนเลือดหยุด และปิดด้วยผ้าก็อซกับพลาสเตอร์
  • หลังการเจาะปอด ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บบ้าง แต่หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ ก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยไม่จำเป็นต้องพักฟื้นเหมือนกับการผ่าตัด

ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเจาะปอด

ภาวะแทรกซ้อนจากการเจาะปอดนั้นอาจพบได้บ้างจากความผิดพลาดในการเจาะหรือจากสาเหตุอื่นๆ เช่น

  • เกิดเนื้อเยื่อปอดฉีกขาด จนมีอากาศเข้าไปในโพรงหุ้มปอด
  • มีการฉีกขาดของหลอดเลือด ทำให้เลือดออกในโพรงหุ้มปอด
  • หากดูดน้ำออกเร็วเกินไป อาจทำให้ปอดขยายตัวจนเกิดภาวะบวมน้ำได้
  • เกิดการติดเชื้อในโพรงหุ้มปอด เนื่องจากเข็มไม่สะอาด
  • การคำนวณตำแหน่งผิด อาจทำให้อวัยวะอื่นๆ เช่น ตับ ม้าม เกิดความเสียหายได้

การดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำในปอด

นอกเหนือจากการรักษาทางการแพทย์แล้ว ตัวผู้ป่วยและญาติก็สามารถดูแลตัวเองให้เหมาะสมได้ โดยทำตามข้อแนะนำดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการออกแรงมาก เช่น การยกของหนัก หรือการออกกำลังกายอย่างหนัก เพราะเมื่อปอดมีความผิดปกติ จะทำให้หายใจลำบาก และมีอาการหอบเหนื่อยง่าย
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับฝุ่นควัน สารเคมี เพราะจะทำให้ปอดระคายเคืองมากขึ้น
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีเกลือโซเดียมสูง เช่น อาหารที่ปรุงด้วยน้ำปลา ขนมขบเคี้ยว อาหารหมักดอง และอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ของทอด รวมถึงลดปริมาณน้ำที่ดื่มลง เพื่อไม่ให้ความดันโลหิตสูง ซึ่งอาจทำให้ปริมาณของเหลวในปอดเพิ่มขึ้นได้ และควรเปลี่ยนมาทานอาหารรสจืดที่ย่อยง่าย และมีผักผลไม้มากๆ

การป้องกันภาวะน้ำในปอด

หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อโรคที่ทำให้เกิดภาวะน้ำคั่งในปอด เช่น ป้องกันไม่ให้มีการติดเชื้อโรคในปอด โดยการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง งดการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยคนอื่นๆ ป้องกันความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โดยการลดอาหารที่มีไขมันสูง ควบคุมน้ำหนัก และออกกำลังกายเป็นประจำ หรือป้องกันโรคตับแข็ง โดยการงดดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
ดูในแอป