ฮอร์โมนเพศ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 5, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 308,222 คน

ฮอร์โมนเพศ

หญิงและชายจะมีฮอร์โมนเพศในร่างกายทั้ง 2 ชนิด คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งจัดเป็นฮอร์โมนเพศหญิงและโปรเจสเตอโรนที่เป็นฮอร์โมนที่นำไปสร้างเป็นแอนโดรเจนที่เป็นกลุ่มฮอร์โมนเพศชายซึ่งมีหลายชนิด

เอสโตรเจน

ร่างกายสามารถผลิตเอสโตรเจนได้จากต่อมหมวกไตชั้นนอก จากรกและจากถุงไข่ในรังไข่ระยะที่กำลังเจริญเติบโต โดยเริ่มต้นจากการนำโคเลสเตอรอลในเลือดมาเปลี่ยนเป็นฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ซึ่งต่อมาจะเปลี่ยนเป็นโปรเจสเตอโรน และสุดท้ายจึงได้เป็นเอสโตรเจน

เอสโตรเจนที่ร่างกายสร้างจัดเป็นเอสโตรเจนธรรมชาติ มีโครงสร้างเคมีเป็นสารกลุ่มสเตียรอยด์ 6 ชนิด แต่ที่สำคัญมี 3 ชนิด ได้แก่

  1. เอสไตรออล
  2. เอสโตรน
  3. เอสตราไดออล

ในจำนวนเอสโตรเจนธรรมชาติ 3 ชนิดข้างต้น เอสตราไดออลจัดเป็นรูปแบบที่ออกฤทธิ์แรงกว่าเอสโตรนและเอสไตรออล

ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีผลต่อร่างกาย ดังนี้

  1. ทำให้มีลักษณะของเพศหญิง เช่น ช่วงไหล่แคบ สะโพกผาย มีหน้าอก และมีไขมันสะสมบริเวณสะโพก ผิวตึง มีเสียงแหลม ฯลฯ
  2. กระตุ้นการเจริญเติบโตของรังไข่ ถุงไข่ และไข่อ่อน
  3. ทำให้ปีกมดลูกหรือท่อนำไข่และกล้ามเนื้อมดลูกหดตัว กล้ามเนื้อเรียบ เช่น หลอดเลือดฝอย มีการเคลื่อนไหวบีบรัดมากขึ้น
  4. เซลล์มีการแบ่งตัวเพิ่มขึ้น ทำให้มดลูกมีขนาดใหญ่และผนังเยื่อบุโพรงมดลูกหนาขึ้น
  5. กระตุ้นเซลล์บริเวณปากมดลูกและช่องคลอดให้หลั่งน้ำเมือกหรือตกขาวที่ใส ไม่เหนียว และมีปริมาณมาก เพื่อช่วยในการเคลื่อนที่ของอสุจิไปยังมดลูกและปีกมดลูก
  6. ทำให้มีการปิดของกระดูกในทางยาวหรือกระดูดในทางยาวหยุดเจริญเติบโต เราจะสังเกตได้ว่าเด็กผู้หญิงจะหยุดสูงเมื่อมีประจำเดือน ซึ่งหมายความว่ารังไข่ได้สร้างเอสโตรเจนแล้วนั่นเอง
  7. ยับยั้งการสลายของเนื้อกระดูก เนื่องจากเอสโตรเจนควบคุมให้เกิดความสมดุลของแคลเซียมในร่างกาย โดยเพิ่มการดูดซึมของแคลเซียมในลำไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือดและเข้าเกาะกับเนื้อกระดูกได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ลดการสลายตัวของแคลเซียมออกจากเนื้อกระดูก ผลคือทำให้เนื้อกระดูกหรือมวลกระดูดยังคงความหนาแน่น แข็งแรง ไม่เปราะบางและแตกหักง่าย
  8. มีผลต่อกระบวนการเมตาบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน พบว่าเอสโตรเจนทำให้โคเลสเตอรอลชนิดดีหรือที่เรียกว่า เอชดีแอล โคเลสเตอรอล (HDL-cholesterol) เพิ่มขึ้นและปริมาณโคเลสเตอรอลนิดไม่ดีหรือที่เรียกว่า แอลดีแอล โคเลสเตอรอล(LDL-cholesterol) ลดลงนอกจานั้นยังทำให้ระดับของไตรกีเชอไรด์ลดลง การเปลี่ยนแปลงของไขมันในลักษณะนี้ ทำให้ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
  9. ทำให้ไตซับโซเดียวออกจากร่างกายน้อยลง มีผลให้เกิดการคั่งของน้ำและโซเดียมในร่างกาย
  10. มีผลต่อต่อมใต้สมองส่วนหน้า

พบว่าเอสโตรเจนในปริมาณต่ำจะกระตุ้นต่อมใต้สมองส่วนหน้าให้หลั่งฮอร์โมนเอฟเอสเอช (FSH) ซึ่งเอฟเอสเอชเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของถุงไข่และไข่อ่อน แต่ในทางกลับกัน ถ้ามีปริมาณเอสโตรเจนมาก กลับมีผลตรงกันข้าม คือ จะไปยังยั้งต่อมใต้สมองส่วนหน้าไม่ให้หลั่งเอฟเอสเอช เมื่อไม่มีเอฟเอสเอช ก็จะทำให้ไม่มีการเจริญเติบโตของถุงไข่อ่อนและไข่อ่อน

ในทางการแพทย์จึงได้นำผลของเอสโตรเจนข้อนี้มาใช้ในการคุมกำเนิด โดยทำเป็นยาเม็ดคุมกำเนิด เมื่อรับประทานเข้าไปก็จะเป็นการเพิ่มปริมาณเอสโตรเจนในร่างกายให้มากขึ้น ทำให้มีผลยังยั้งต่อมใต้สมองส่วนหน้าไม่ให้หลั่งเอฟเอสเอช เมื่อไม่มีเอฟเอสเอช ถุงไข่และไข่อ่อนก็ไม่เจริญเติบโต เป็นการป้องกันการตั้งครรภ์ทางอ้อมนั่นเอง

นอกจากเอสโตรเจนธรรมชาติที่สร้างจากร่างกายแล้ว ยังมีเอสโตรเจนธรรมชาติอีกชนิดหนึ่งที่พบในพืชต่างๆ เรียกกันอีกอย่างว่า “ไฟโตเอสโตรเจน” ซึ่งโครงสร้างทางเคมีของเอสโตเจนที่ได้จากพืชนี้ เป็นโครงสร้างเคมีที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ตัวอย่างเช่น ฟลาโวน ไอโซฟลาโวน และอนุพันธ์คูเมสแทน เป็นต้น

ไฟโตเอสโตรเจนต่างๆ เหล่านี้พบได้ในพืชหลายชนิด เช่น ถั่วเหลือง ถั่วนัท ข้าวสาลี เมล็ดธัญพืช หัวกลอย และมันเทศ แต่ที่พบในปริมาณสูง คือ ถั่วเหลือง

เนื่องจากเอสโตรเจนธรรมชาติที่มาจากพืชและสัตว์มีการดูดซึมไม่ดี ประสิทธิภาพต่ำและระยะเวลาออกฤทธิ์สั้น จึงได้มีการสังเคราะห์ขึ้นในห้องทดลองเพื่อนำมาใช้ทางการแพทย์ เช่น ทำเป็นยาเม็ดคุมกำเนิด หรือใช้เป็นฮอร์โมนทดแทนในหญิงวัยหมดประจำเดือน เป็นต้น

กล่าวโดยสรุปแล้ว เราสามารถแบ่งเอสโตรเจนออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

  1. เอสโตรเจนธรรมชาติ เป็นเอสโตรเจนที่ได้จากสิ่งมีชีวิต ซึ่งถ้าได้จากสัตว์จะมีโครงสร้างเคมีเป็นสเตียรอยด์ ถ้าได้จากพืชจะมีโครงสร้างเคมีไม่ใช่สเตียรอยด์ และเรียกอีกอย่างว่า “ไฟโตเอสโตรเจน”
  2. เอสโตรเจนสังเคราะห์ ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมี อย่างไรก็ตามแม้ว่าเอสโตรเจนสังเคราะห์จะมีข้อดีกว่าเอสโตรเจนธรรมชาติดังกล่าวข้างต้นก็ตาม แต่ก็มีผลที่ต้องระวังหลายข้อ เช่น
    • เอสโตรเจนสังเคราะห์เมื่อให้โดยวิธีรับประทานจะถูกดูดซึมผ่านตับและมีผลทำให้การสร้างโปรตีนจากตับหลายชนิดเกิดการเปลี่ยนแปลง
    • เอสโตรเจนสังเคราะห์ทำให้เมตาบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรตและไขมันเปลี่ยนแปลง
    • เอสโตรเจนสังเคราะห์ทำให้ระบบที่ควบคุมความดันโลหิตเปลี่ยนแปลง
    • เอสโตรเจนสังเคราะห์ทำให้การแข็งตัวของเลือดเปลี่ยนแปลง

      ดังนั้นเมื่อใช้เอสโตรเจนสังเคราะห์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จึงทำให้น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลง ความดันโลหิตสูงขึ้น ตลอดจนเกิดลิ่มเลือดอุดตันตามอวัยวะต่างๆ เป็นต้น

    แต่อย่างไรก็ตาม เอสโตรเจนสังเคราะห์ก็มีประโยชน์มากมายที่ใช้ในทางการแพทย์ คือ

    1. นำมาใช้ในหญิงวัยประจำเดือนที่มีภาวะผิดปกติจากการที่ร่างกายมีปริมาณเอสโตรเจนต่ำ และมีอาการแสดงออก เช่น นำมาใช้ในหญิงวัยประจำเดือนที่มีภาวะผิดปกติจากการที่ร่างกายมีปริมาณเอสโตรเจนต่ำ และมีอาการแสดงออก เช่น
      • มีอาการ้อนวูบวาบบริเวณผิวหนังตามร่างกาย
      • มีการฝ่อของระบบทางเดินปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะเล็ด หูรูดกระเพาะปัสสาวะหย่อน อั้นปัสสาวะไม่ค่อยได้
      • มีการฝ่อของเซลล์บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น เต้านมคล้อยลง ผนังช่องคลอดบางลงและแห้ง เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์และเกิดช่องคลอดอักเสบบ่อย มูกที่ปากมดลูกแห้งและมดลูกมีขนาดเล็กลง
      • มีภาวะกระดูกบางและพรุน
      • มีแนวโน้มเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
    2. นำมาใช้ทดแทนในหญิงที่มีเอสโตรเจนต่ำไม่เพียงพอหรือมีภาวะขาดเอสโตรเจน เช่น วัยรุ่นที่รังไข่ยังไม่ทำงานหรือทำงานต่ำ ทำให้มีการเจริญทางเพศช้ากว่าปกติ ในหญิงวัยเจริญพันธุ์ที่ต้องผ่าตัดเอารังไข่ออก ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้จะมีอาการต่างๆที่มาจากปริมาณเอสโตรเจนต่ำกว่าปกติเช่นเดียวกับหญิงวัยหมดประจำเดือน
    3. ใช้ในการคุมกำเนิดด้วยฮอร์โมน เช่น ทำเป็นยาเม็ดคุมกำเนิดรับประทานเพื่อเพิ่มปริมาณเอสโตรเจนทำให้มีผลยังยั้งการหลั่งฮอร์โมนเอฟเอสเอชจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า ซึ่งเท่ากับมีผลทางอ้อมทำให้ถุงไข่และไข่อ่อนไม่เจริญเติบโต
    4. ใช้ยังยั้งการหลั่งน้ำนมในหญิงระยะหลังคลอดที่มีน้ำนมมากกว่าปกติ
    5. ใช้เพื่อเลื่อนประจำเดือน
    6. ใช้เพื่อลดอาการปวดประจำเดือน
    7. ใช้เพื่อทำให้รอบเดือนเป็นปกติหรือปรับประจำเดือนให้มาตามกำหนดเวลา

    โปรเจสเตอโรน

    โปรเจสเตอโรน เป็นฮอร์โมนเพศที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นจากอวัยวะหลายอวัยวะเช่นเดียวกับเอสโตรเจน แต่ส่วนใหญ่สร้างขึ้นจากคอร์ปัสลูเทียมในรังไข่และส่วนน้อยผลิตจากต่อหมวกไตชั้นนอก

    โปรเจสเตอโรนมีผลต่อร่างกายหลายอย่าง ดังนี้

    1. ผลต่ออวัยวะสืบพันธุ์ เช่น
      • เปลี่ยนแปลงผนังเยื่อบุโพรงมดลูกให้เหมาะสำหรับการฝังตัวของตัวอ่อน โดยทำให้ต่อต่างๆ บริเวณนั้นมีขนาดโตขึ้น สร้างสารคัดหลั่งและกระตุ้นการหลั่งสารต่างๆ จากผนังเยื่อบุโพรงมดลูกให้เพิ่มขึ้นมีอาหาร ออกซิเจนมาเลี้ยงบริเวณนี้มากขึ้น
      • ลดการบีบรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูก ทำให้กล้ามเนื้อมดลูกคลายตัว เซลล์ผนังช่องคลอดเปลี่ยนแปลงและหลุดลอก
      • กระตุ้นเซลล์ปากมดลูกให้ขับเมือกหรือตกขาวที่เหนียวข้นและมีปริมาณน้อย ทำให้ตัวอสุจิไม่สามารถเดินทางผ่านช่องคลอดและปากมดลูกได้หรือผ่านเข้าไปได้ยากขึ้น
      • กระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์เต้านม
    2. กระตุ้นศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในสมอง ทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น
    3. ทำให้ระดับอินซูลินในกระแสเลือดสูงขึ้น
    4. มีผลต่อการเลี่ยนแปลงระดับไขมันชนิดต่างๆ เช่นเดียวกับเอสโตรเจน แต่เป็นผลที่ตรงข้ามกัน คือ ทำให้ระดับของเอชดีแอล โคเลสเตอรอล (HDL-Cholesterol) ลดลง และระดับแอลดีแอลโคเลสเตอรอล (LDL-Cholesterol) สูงขึ้น
    5. ผลต่อต่อมใต้สมองส่วนหน้า

      พบว่าโปรเจสเตอโรนในปริมาณต่ำจะกระตุ้นการหลั่งแอลเอช (LH-hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองส่วนหน้าทำหน้าที่กระตุ้นถุงไข่ที่เจริญเต็มที่แล้วหรือถุงไข่ขั้นกราเฟียนให้มีการตกไข่ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีโปรเจสเตอโรนในปริมาณสูงก็จะยับยั้งไม่ให้ต่อมใต้สมองส่วนหน้าหลั่งแอลเอช ผลคือ ทำให้ไม่มีไข่ตก ซึ่งเรานำผลในข้อนี้มาใช้คุมกำเนิด โดยให้เพิ่มเข้าไปในร่างกายวิธีใดวิธีหนึ่ง เช่น รับประทาน ฝังเข้าใต้ผิวหนัง หรือโดยการฉีด เป็นการเพิ่มปริมาณของโปรเจสเตอโรนในร่างกายให้มากขึ้นเพื่อไม่ให้ต่อใต้สมองส่วนหน้าหลั่งแอลเอช จึงทำให้ไม่เกิดการตกไข่ เป็นการป้องกันการตั้งครรภ์ทางอ้อม

      เนื่องจากโปรเจสเตอโรนธรรมชาติมีระยะเวลาการออกฤทธิ์สั้นและมีฤทธิ์อ่อน จึงได้มีการสังเคราะห์โปรเจสเตอโรนหลายชนิดขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์แทนโปรเจสเตอโรนธรรมชาติ เราเรียกกลุ่มโปรเจสเตอโรนที่ไดจากการสังเคราะห์นี้ว่า “โปรเจสติน” “โปรเจสโตเจน” หรือ “โปรเจสตาเจน”

    ข้อบ่งใช้ของโปรเจสเตอโรนสังเคราะห์ในทางการแพทย์ คือ

    1. ใช้ในการคุมกำเนิด ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น
      • เป็นส่วนประกอบในยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม
      • ทำเป็นยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดที่มีแต่โปรเจนเตอโรนเพียงอย่างเดียว ไม่มีเอสโตรเจนเป็นส่วนประกอบ ซึ่งมีทั้งชนิดปริมาณฮอร์โมนต่ำและชนิดปริมาณฮอร์โมนสูงในหนึ่งเม็ด
      • ทำเป็นรูปยาฉีดคุมกำเนิด
      • ทำเป็นยาคุมกำเนิดชนิดฝังใต้ผิวหนัง
    2. ใช้ร่วมกับเอสโตรเจนในหญิงวัยหมดประจำเดือนที่ต้องรับประทานเอสโตรเจนเสริม

      ทั้งนี้เพื่อยังยั้งฤทธิ์ของเอสโตรเจนสังเคราะห์ที่ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวขึ้น เป็นการลดความเสี่ยงในการเป็นเนื้องอกหรือมะเร็งของระบบสืบพันธุ์ พบว่าการให้โปรเจสเตอโรนร่วมกับเอสโตรเจนจะสามารถยับยั้งการเจริญของเยื่อบุโพรงมดลูกได้ เนื่องจากโปรเจสเตอโรนมีฤทธิ์ยังยั้งฤทธิ์ของเอสโตรเจนในการทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวขึ้น

    3. ใช้รักษาโรคทางนรีเวชหลายชนิด

      ได้มีการนำโปรเจสเตอโรนสังเคราะห์มาใช้รักษาโรคทางนรีเวชหลายชนิด เช่น ภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่หรือเอนโดเทริโอซีส หรือการมีเลือดออกมากผิดปกติจากโพรงมดลูกโดยไม่มีพยาธิสภาพ ที่เรียกกันวัน “ดียูบี”

    4. ใช้เลื่อนประจำเดือน

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่