ยา

Digoxin

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
Istock 526682563 %281%29

ชื่อสามัญ           Digoxin

ชื่อการค้า            Grexin, Lanoxin/Lanoxin PG, Toloxin

ประเภท             กลุ่มยา Cardiac glycosides

ข้อบ่งใช้             รักษาภาวะหัวใจวาย รวมทั้งภาวะบวม หายใจเหนื่อยหอบ และหัวใจเต้นผิดปกติ

การออกฤทธิ์       ยับยั้งการแลกเปลี่ยนของ Na+ และ K+ ที่ผนังเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ทําให้ความเข้มข้น ของ Na+ และ Ca++ ภายในเซลล์เพิ่มขึ้น ระดับ K+ ภายในเซลล์ลดลง ส่งผลให้กําลังการ บีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังลดความเร็วในการนําไฟฟ้าที่ A-V node ลดลง และลดอัตราการเต้นของหัวใจ เพิ่มปริมาตรเลือดที่ออกจากหัวใจใน 1 นาที

ผลข้างเคียง        เนื่องจากยาในกลุ่มนี้มีระดับที่เป็นพิษใกล้กับระดับรักษา จึงเป็นยาที่ทําให้เกิดพิษได้ง่าย พบ อาการพิษได้บ่อยถึงร้อยละ 20 อาการที่พบ มีดังนี้

  • อาการในระบบทางเดินอาหาร เช่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ปวดท้อง เป็นต้น
  • อาการทางระบบประสาท เช่น ปวดศีรษะ สับสน มึนงง กระสับกระส่าย ฝันร้าย หน้ามืด ประสาทหลอน ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน
  • อาการทางหัวใจ เช่น หัวใจเต้นช้า เป็นต้น หากอัตราการเต้น หัวใจเต้นช้า เป็นต้น หากอัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่า 60 ครั้ง/นาทีแสดงว่าเกิดพิษจากยา ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นอาการ แสดง Bigeminal rhythm อาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้
  • ทําให้ระดับโปแตสเซียมลดลงจากผลของยา ทําให้เกิดการขับปัสสาวะ ท้องเสีย และอาเจียน

 การพยาบาล       

ก่อนให้ยาทุกครั้ง พยาบาลควรสังเกตสิ่งต่อไปนี้

  • ตรวจสอบการทํางานของไต เพราะยาส่วนใหญ่ถูกขับออกทางไต ในรูปที่ไม่
  • เปลี่ยนแปลง หากไตผิดปกติจะทําให้เกิดพิษจากยาได้ง่าย
  • ตรวจระดับอิเล็กโตรไลท์ โดยเฉพาะระดับ K+ หากต่ำกว่า 3.5 mEq/L ควรงดให้ยาและรายงานแพทย์ทราบ เพราะภาวะโปแตสเซียมต่ำ (Hypolkalemia) ขณะได้ รับยาจะทําให้พิษของยาเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพราะโปแตสเซียมออกฤทธิ์ขัดขวางการจับ ของยาดิจิตาลิสที่กล้ามเนื้อหัวใจ ดังนั้นเมื่อระดับโปแตสเซียมลดลง จึงทําให้ดิจิตาลิส ออกฤทธิ์ได้มากขึ้น
  • ฟังเสียงหัวใจเต้น (Heart sound) ในเวลา 1 นาที ก่อนให้ยาเพื่อเปรียบเทียบหลังให้ยา หากอัตราการเต้นของหัวใจใน 1 นาที (Heart rate) ก่อนให้ยาต่ํากว่า 60 ครั้ง/นาที (ในเด็กต่ำกว่า 70 ครั้ง/นาที) หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ ต้องหยุดให้ยาทันที และรายงานแพทย์ทราบเพื่อพิจารณาลดยาหรือหยุดยา อย่าหยุดยาโดยอาศัยการ นับชีพจรที่ข้อมือ (Radial pulse) เป็นหลัก เพราะถ้าอัตราเต้นของชีพจรที่จับได้ที่ ข้อมือต่ำกว่า 60 ครั้ง/นาที แต่อัตราการเต้นของหัวใจอาจสูงเกินกว่านั้นได้
  • หากเกิดอาการข้างเคียงหรือพิษจากยา เช่น อาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปวดศีรษะ ซึมลง อ่อนเพลีย กระสับกระส่าย ปวดเมื่อยตามตัว ปวดท้อง หัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น ควรรายงานให้แพทย์ทราบก่อนให้ยา
  • ตรวจสอบประวัติการใช้ยาอื่นที่มีผลทําให้ระดับ K+ ต่ำ เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาสเตียรอยด์ เป็นต้น หากพบควรรีบรายงานแพทย์ทราบ

ขณะให้ยาต้องระวังอย่างมาก เกี่ยวกับชื่อยา ขนาดยา และเวลาที่ใช้ในการให้ยา เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัย และการรักษาได้ผลดี เพราะยามีระดับเป็นพิษใกล้กับระดับรักษา (Therapeutic range ของ Digoxin เท่ากับ 0.8-2 นาโนกรัม/เดซิลิตร และ Toxic level > 2 นาโนกรัม/เดซิลิตร) ขนาดของยาควรคํานวณโดยใช้น้ำหนักตัวผู้ป่วยเป็น กิโลกรัม ในผู้ป่วยที่ไตปกติจะให้ขนาด 10-15 มิลลิกรัม/กิโลกรัม (0.01-0.02 มิลลิกรัม กิโลกรัม) ควรเริ่มให้ยาในขนาดต่ำสุดก่อน คือ ประมาณ 0.25 มิลลิกรัม/วัน หลังให้ ยาควรติดตามผลการตรวจหาระดับของยาในเลือดด้วย เพื่อป้องกันพิษของยา นอกจาก นี้ควรติดตามการทํางานของไต โดยการบันทึกปริมาณน้ำเข้าและออกจากร่างกาย หากไตผิดปกติหรือสูญเสียหน้าที่ แพทย์จะลดขนาดของยาลง

สังเกตอาการหลังให้ยาที่แสดงให้ทราบเกี่ยวกับพิษของยา เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียนปวดศีรษะ เป็นต้น

สังเกตอาการภาวะหัวใจวายเลือดคั่งของผู้ป่วยว่าดีขึ้นหรือไม่ ซึ่งจะทราบได้จากอาการต่อไปนี้

  • ชีพจรช้าลงเหลือ 70-80 ครั้ง/นาที
  • อาการต่างๆ ลดลง ได้แก่ หายใจลําบาก เขียว กระวนกระวาย และอาการไอลดลง
  • อาการบวมทั่วไปลดลงและปัสสาวะเพิ่มขึ้น

แนะนําให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารที่มีโปแตสเซียมสูง เช่น ผัก กล้วย ส้ม เป็นต้น

ควรแนะนําผู้ป่วยและญาติให้เกิดความเข้าใจอย่างแท้จริงเกี่ยวกับวิธีการใช้ยา และอันตรายที่ควรระวังขณะให้ยา โดยจะต้องปฏิบัติตามคําแนะนําอย่างเคร่งครัด หากเกิด อาการผิดปกติ เช่น หายใจลําบาก ไอ บวมมากขึ้น เป็นต้น ต้องรายงานให้แพทย์ทราบ ทันที ในผู้สูงอายุควรระมัดระวังในการใช้ยามากขึ้น โดยเฉพาะการหยิบยาผิด รับประทาน ยาเกินขนาดและใช้ยาไม่ต่อเนื่อง รวมทั้งต้องระวังปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยา และพิษ ของยาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ง่าย เนื่องจากการทําหน้าที่ของไตและตับลดลง และมีความไม่ สมดุลของอิเล็กโตรไลท์ได้ง่าย ในกรณีที่ลืมรับประทานยา ให้รับประทานยาทันทีที่ นึกได้ แต่ต้องไม่เกิน 12 ชั่วโมงหลังเวลารับประทานยาเดิม หากเกิน 12 ชั่วโมง ให้รับประทานมื้อต่อไป โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยา

ไม่ควรรับประทานสารอาหารที่มีเส้นใยมาก เช่น Cereal เป็นต้น เพราะกากใยสามารถรบกวนการดูดซึมของยา ทําให้ยาไม่สามารถรักษาอาการของโรคได้

 หากคุณเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์และอยากอ่านเกี่ยวกับหัวข้อนี้เพิ่มเติม สามารถสนับสนุนผู้แต่ง รองศาสตราจารย์ปราณี ทู้ไพเราะ  ได้โดยการซื้อหนังสือ “คู่มือยา (Handbook of Drugs)”

 

 

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
พอกันทีกับการซิทอัพ ถึงเวลาเล่นโยคะและพีลาทีสเพื่อกล้ามเนื้อหน้าท้อง
พอกันทีกับการซิทอัพ ถึงเวลาเล่นโยคะและพีลาทีสเพื่อกล้ามเนื้อหน้าท้อง

หลากหลายวิธีเพื่อช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหน้าท้อง

7 วิธีเดินเผาผลาญพลังงาน
7 วิธีเดินเผาผลาญพลังงาน

ใช้เทคนิคต่อไปนี้มาช่วยเผาผลาญพลังงานระหว่างการเดินกันเถอะ