มะเร็งและโรคร้าย

มะเร็ง คืออะไร ?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 12 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 943,926 คน

มะเร็ง คืออะไร ?

โรคมะเร็งเกิดขึ้นได้ในทุกส่วนของร่างกาย และมีรายละเอียดของโรคแตกต่างกันบ้างในบางอวัยวะ วิธีการรักษาอาจใช้เพียงวิธีการเดียวหรือหลายวิธีการร่วมกัน ขึ้นอยู่กับอวัยวะที่เป็นโรค ระยะโรค และสุขภาพพื้นฐานของผู้ป่วย

โรคมะเร็ง คือ โรคที่เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโตหรือการตายตามธรรมชาติของเซลล์ปรกติได้ (มีความผิดปรกติของพันธุกรรม ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการแบ่งตัวและ/หรือการตายของเซลล์ปรกติ) ทำให้เซลล์เกิดการกลายพันธุ์ เจริญเติบโตอย่างผิดปรกติ ร่างกายควบคุมไม่ได้ เกิดเป็นก้อนเนื้อ แผลลุกลาม และแพร่กระจายไปทั่วร่างกายและเข้าทำลายอวัยวะต่างๆ ดังนั้น ก้อน/แผลมะเร็ง คือก้อนเนื้อ/แผล ที่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไม่สามารถหายได้ด้วยการรักษาตามปรกติ ก้อน/แผลจะโตขึ้นเรื่อยๆ โตเร็ว ลุกลามทำลายเนื้อเยื่อ/อวัยวะต้นกำเนิดและเนื้อเยื่อ/อวัยวะข้างเคียง ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง ในที่สุดก็แพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด กระแสน้ำเหลือง แพร่กระจายไปทุกๆอวัยวะ และทุกๆต่อมน้ำเหลือง ทำลายอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย ทำให้เกิดการล้มเหลวของอวัยวะนั้นๆ อวัยวะมักเกิดอาการและตรวจพบได้บ่อยคือ ปอด ตับ กระดูก ไขกระดูก สมอง และต่อมน้ำเหลือง ด้วยเหตุนี้โรคมะเร็งจึงเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิต จากการล้มเหลวในการทำงานของอวัยวะสำคัญต่างๆ ได้แก่ ไขกระดูก ปอด ตับ ไต และสมอง

ส่วนเนื้องอก/แผลธรรมดา (ไม่ใช่มะเร็ง) เป็นเนื้องอกที่เกิดจากการเจริญเติบโตผิดปรกติของเซลล์ แต่ร่างกายยังควบคุมการเจริญเติบโตได้ ก้อนเนื้อที่ไม่ใช่มะเร็งจะโตช้า แต่เมื่อนานไปแล้วมีขนาดก้อนเนื้อโตมากขึ้น อาจกด/เบียดทับเนื้อเยื่อ/อวัยวะข้างเคียงได้ แต่ไม่ลุกลามเข้าทำลาย ไม่ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลือง ไม่แพร่กระจายเข้ากระแสเลือดและ/หรือกระแสน้ำเหลือง จึงไม่เป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเสัยชีวิต

ถาม : โรคมะเร็งเกิดจากอะไร?
ตอบ
: ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคมะเร็ง แต่จากการศึกษาเชื่อว่า น่าจะมาจากหลายปัจจับเสี่ยงร่วมกัน ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่

  • อายุ พบว่ายิ่งมีอายุมากขึ้น ยิ่งมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งสูงขึ้น เพราะมีโอกาสเกิดความผิดปรกติจากการกลายพันธุ์ของเซลล์สูงขึ้น เนื่องจากการต้องซ่อม/สร้างซ้ำๆ/หลายๆ ครั้งของเซลล์ที่ได้รับบาดเจ็บ/เสียหาย จากสาเหตุต่างๆ ตามอายุขัยของแต่ละคน
  • ความผิดปรกติจากพันธุกรรม ซึ่งโรคมะเร็งบางชนิดอาจมีปัจจัยเสี่ยงจากพันธุกรรมชนิดถ่ายทอดได้จากครอบครัว บางชนิดมีปัจจัยเสี่ยงจากพันธุกรรมชนิดไม่ถ่ายทอด โดยเกิดความผิดปรกติขึ้นเองตามธรรมชาติของคนคนนั้น และมักเป็นพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการแบ่งตัว หรือการตายของเซลล์ปรกติ
  • เชื้อชาติ พบว่าบางเชื้อชาติมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งบางชนิดสูงกว่าเชื้อชาติอื่นๆ เช่น คนจีนตอนใต้ เป็นโรคมะเร็งโพรงหลังจมูกมากกว่าคนเชื้อชาติอื่น หรือคนผิวขาวเป็นโรคมะเร็งผิวหนังชนิด เมลาโนมาสูงกว่าคนชาติอื่น เป็นต้น
  • การได้รับสารก่อมะเร็งอย่างต่อเนื่อง เช่น จากสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงลักษณะทางภูมิศาสตร์ของแต่ละประเทศ หรือจากการบริโภคอาหาร/น้ำดื่มที่ปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง
  • อาหาร เพราะพบว่าคนที่บริโภคอาหารสุกๆดิบๆ อาหารหมักดอง หรือบริโภคเนื้อแดงสูง มีโอกาสเกิดโรคมะเร็งบางชนิดสูงกว่าคนบริโภคอาหารมีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ ในปริมาณเหมาะสม เช่น โรคมะเร็งตับ โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก
  • โรคอ้วน พบว่าคนที่เป็นโรคอ้วนมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งบางชนิดสูงกว่าคนปรกติ เช่นโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
  • มีภูมิคุ้มกัน/ต้านทานร่างกายบกพร่อง พบว่าคนที่มีภูมิคุ้มกัน/ต้านทานบกพร่องมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งสูงกว่าคนปรกติ เช่น คนที่มีเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) หรือในคนปลูกถ่ายอวัยวะที่ได้รับบยากดภูมิคุ้มกันต้านทานโรค เช่นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
  • การติดเชื้อโรคบางชนิด ทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และเชื้อรา เช่น ในโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร โรคมะเร็งตับ และโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
  • จากการได้รับสารเคมีบางชนิดที่เป็นสารก่อมะเร็ง จากการประกอบอาชีพ เช่น โรคมะเร็งบางชนิดพบบ่อยในช่างไม้ และบางชนิดพบบ่อยในคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับปิโตรเลียมหรืออุตสาหกรรมทำสีชนิดต่างๆ เช่นโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
  • การได้รับยาบางชนิดอย่างต่อเนื่อง เช่น ยาแก้ปวดบางชนิด หรือยาเคมีบำบัด
  • การได้รับรังสีบางชนิดในปริมาณสูงหรืออย่างต่อเนื่อง เช่น จากรังสียูวีในแสงแดดหรือรังสีจากการตรวจรักษาโรค เช่น โรคมะเร็งผิวหนัง โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว และโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

ถาม : โรคมะเร็ง เป็นโรคที่พบได้บ่อยหรือไม่?
ตอบ
: โรคมะเร็งบางชนิดพบได้บ่อย โดยมะเร็งชนิดที่พบบ่อย 10 ลำดับแรกในผู้ชายไทย ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งช่องปาก มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งกระเพาะอาหาร  ส่วนมะเร็งชนิดที่พบบ่อยในผู้หญิงไทย 10 อันดับแรก ได้แก่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งรังไข่ มะเร็งช่องปาก มะเร็งต่อมไทรอยด์ มะเร็งผิวหนัง และมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งที่พบบ่อยในเด็ก 3 อันดับแรก ได้แก่ มะเร็งเม็ดเลือดขาว เนื้องอก/มะเร็งสมอง และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

ถาม : โรคมะเร็งมีอาการอย่างไร?
ตอบ
: โรคมะเร็งไม่มีอาการเฉพาะ แต่จะมีอาการคล้ายคลึงกับการอักเสบทั่วไป แตกต่างกันตรงที่มักเป็นอาการเรื้อรัง ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และอาการต่างๆ ไม่สามารถรักษาให้หายด้วยวิธีธรรมดาทั่วไป อาการจากโรคมะเร็งที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • มีห้อนเนื้อโตผิดปรกติ/โตเร็ว
  • มีแผลเรื้อรังที่รักษาไม่หายด้วยการรักษาปรกติทั่วไป
  • มีไข้เป็นๆ หายๆ หาสาเหตุไม่ได้ เป็นได้ทั้งไข้สูงและไข้ต่ำๆ
  • ไอเป็นเลือด
  • เสียงแหบโดยหาสาเหตุไม่ได้
  • กลืนติด/เจ็บ กลืนลำบาก
  • เสมหะหรือน้ำลายมีเลือดปน
  • เลือดกำเดาไหลบ่อยโดยหาสาเหตุไม่ได้
  • ท้องผูกสลับกับท้องเสียโดยหาสาเหตุไม่ได้
  • ตกขาว โดยมักมีกลิ่นด้วย
  • ประจำเดือนผิดปรกติ ทั้งมีมากและ/หรือมีบ่อย
  • มีเลือดออกผิดปรกติ หลังมีเพศสัมพันธ์ โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
  • มีเลือดออกทางช่องคลอดภายหลังหมดประจำเดือนแล้ว
  • ซีดโดยหาสาเหตุไม่ได้
  • ห้อเลือดง่าย มีจุดแดงจากการมีเลือดออกที่ผิวหนัง คล้ายอาการของไข้เลือดออก เป็นๆ หายๆ
  • มีอาการปวด ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หรือร่วมกับอาการอื่น เช่น แขน/ขาอ่อนแรงและ/หรือมีอาการชา
  • มีอาการชักโดยไม่เคยเป็นมาก่อน
  • ปวดศีรษะรุนแรง ร่วมกับอาเจียนและ/หรือแขน/ขาอ่อนแรง
  • ผอมลง น้ำหนักลด โดยหาสาเหตุไม่ได้
  • มีอาการผิดปรกติอื่นๆ โดยที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นอาการเรื้อรัง มีอาการมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่ดีขึ้นเมื่อได้รับการรักษาด้วยวิธีการรักษาปรกติทั่วไป

ถาม : รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคมะเร็ง?
ตอบ
: แพทย์วินัจฉัยโรคมะเร็งได้จากการสอบถามประวัติอาการ การตรวจร่างกาย การเอกซเรย์ การตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ ตามอาการของผู้ป่วย หรือตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เช่นการส่องกล้อง เมื่อมีอุจจาระเป็นมูกเลือด แต่ที่ได้ผลแน่นอนคือ การเจาะ ดูด และการตัดชิ้นเนื้อ จากก้อนเนื้อ/แผลที่ผิดปรกติ ไปตรวจทางเซลล์วิทยาและ/หรือพยาธิวิทยา

ถาม : โรคมะเร็งมีกี่ระยะ?
ตอบ
: การจัดระยะโรคมะเร็งมีหลายระบบ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความนิยมของแพทย์ว่าจะเลือกใช้ระบบใด แต่โดยทั่วไปนิยมใช้ระบบที่จัดทำโดยคณะกรรมการโรคมะเร็งแห้งประเทศสหรัฐอเมริกาเรียกว่า จัดระยะโรคมะเร็งในระบบเอเจซีซี (AJCC : American Joint Committee on Cancer) ซึ่งระยะโรคมะเร็งที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้ ส่วนใหญ่จะจัดระยะโดยระบบดังกล่าว

โดยทั่วไป โรคมะเร็งมี 4 ระยะ (แต่บางระยะแบ่งย่อยลงไปได้อีก โดยแพทย์โรคมะเร็งใช้เป็นข้อบ่งชี้ทางการรักษา ซึ่งจะยุ่งยากซับซ้อนสำหรับคนทั่วไป จึงไม่กล่าวถึงในที่นี้) ซึ่งทั้ง 4 ระยะจะคล้ายคลึงกันในโรคมะเร็งเกือบทุกชนิด ได้แก่

  • ระยะที่ 1 โรค/ก้อนเนื้อ/แผลมะเร็งมีขนาดเล็ก ลุกลามอยู่เฉพาะในเนื้อเยื่อ/อวัยวะต้นกำเนิดของมะเร็ง
  • ระยะที่ 2 โรค/ก้อนเนื้อ/แผลมะเร็งมีขนาดปานกลาง ลุกลามไม่มากและอาจมีการลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองใกล้เนื้อเยื่อ/อวัยวะที่เป็นมะเร็ง (แต่เป็นการลุกบามเพียงเล็กน้อย เช่น ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองเพียง 1-2 ต่อม หรือต่อมน้ำเหลืองยังมีขนาดโตไม่เกิน 3 เซนติเมตร)
  • ระยะที่ 3 โรค/ก้อนเนื้อ/แผลมะเร็งมีขนาดโตมาก และ/หรือลุกลามลึกเข้าไปยังเนื้อเยื่อ/อวัยวะข้างเคียงมาก และ/หรือลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลือง ใกล้ๆอวัยวะต้นกำเนิดมะเร็ง โดยลุกลามอย่างมาก มากกว่า 1-2 ต่อม
  • ระยะที่ 4 โรคมะเร็งระยะที่ 4 เป็นโรคมะเร็งที่มีความรุนแรงของโรคสูงสุด โดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่มีโรคลุกลามรุนแรง แต่ยังไม่มีการแพร่กระจาย และกลุ่มที่มีการแพร่กระจายของโรคแล้ว โดยโรคระยะที่ 4 ชนิดที่มีการแพร่กระจาย เป็นระยะที่โรคมะเร็งไม่มีโอกาสรักษาหายได้เป็นระยะโรคที่รุนแรงที่สุด แต่ถ้าเป็นโรคระยะที่ 4 ชนิดลุกลามรุนแรง แต่ยังไม่มีการแพร่กระจายจะมีโอกาสรักษาได้หาย ถึงแม้โอกาสรักษาหายจะน้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับในโรคมะเร็งระยะอื่นๆก็ตาม

โรคมะเร็งระยะที่ 4 ชนิดที่มีโรคลุกลามรุนแรง แต่ยังไม่มีก่รแพร่กระจาย ได้แก่ โรคมะเร็งในระยะที่มีการลุกลามโดยตรงอย่างรุนแรง จากก้อน/แผลมะเร็งเข้าเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่อยู่รอบๆ/ข้างเคียง เช่น ทำให้เกิดการทะลุของเนื้อเยื่อ/อวัยวะนั้น และ/หรือลุกลามรุนแรงเข้าเนื้อเยื่อ/อวัยวะข้างเคียงพร้อมๆกันหลายๆเนื้อเยื่อ/อวัยวะ และ/หรือลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองใกล้อวัยวะต้นกำเนิดมะเร็ง โดยต่อมน้ำเหลืองมีขนาดโตมาก (เกิน 6 เซนติเมตร) หรือลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงหลายๆต่อม แต่อย่างไรก็ตาม จะยังไม่มีการแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด หรือกระแสน้ำเหลือง

โรคมะเร็งระยะที่ 4 ชนิดที่มีการแพร่กระจาย ได้แก่

  • ระยะที่มีการแพร่กระจายของโรคมะเร็ง ไปยังอวัยวะต่างๆ ที่อยู่ไกลออกไปจากเนื้อเยื่อ/อวัยวะต้นกำเนิดโรคมะเร็ง เป็นการแพร่กระจายเข้าทางกระแสเลือด มักแพร่กระจายเข้าสู่ปอด ตับ กระดูก ไขกระดูก และสมอง
  • ระยะที่โรคมะเร็งแพร่กระจายเข้าสู่กระแสน้ำเหลือง ไปสู่ต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ไกลออกไปจากเนื้อเยื่อ/อวัยวะต้นกำเนิดมะเร็ง ตัวอย่างเช่น ในโรคมะเร็งปากมดลูก เมื่อมีโรคลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้ปากมดลูกคือ ต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน/ช่องท้องน้อย จัดเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกระยะที่ 3 แต่เมื่อแพร่กระจายตามกระแสน้ำเหลืองไปสู่ต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ไกลจากปากมดลูก คือต่อมน้ำเหลืองในช่องท้องและ/หรือต่อมน้ำเหลืองเหนือกระดูกไหปลาร้า จะจัดเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกระยะที่ 4 ชนิดแพร่กระจาย

ระยะของโรคมะเร็งแต่ละชนิดที่เขียนไว้ในแต่ละเรื่องต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้ ได้ใช้การจัดระยะโรคมะเร็งแบบระบบเอเจซีซีฉบับใหม่ล่าสุดจะเริ่มใช้ในปี พ.ศ. 2553 (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7) ซึ่งได้มีการปรับปรุงจากเดิม (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 6 ที่มช้ตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2543-2552) อย่างไรก็ตาม มีการปรับปรุง/ปรับเปลี่ยนเนื้อหาเพีงโรคมะเร็งบางชนิดเท่านั้น และเป็นการปรับเปลี่ยนที่มีความแตกต่างจากเดิมไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นการปรับเปลี่ยนในระยะย่อยๆของโรค เช่น โรคมะเร็งบางชนิด เดิมมีเพียงระยะที่ 4 ก็จะแบ่งย่อยเพิ่มเป็น ระยะ 4A 4B และระยะ 4C ซึ่งระยะย่อยเหล่านี้ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคมะเร็งจะใช้เพื่ออธิบายผลทางการรักษาและการศึกษา และในช่วง 2-3 ปีแรกของการปรับเปลี่ยน อาจจะยังคงใช้ระยะโรคปนกันระหว่าง การจัดระยะโรคตามฉบับพิมพ์ครั้งที่ 6 และพิมพ์ครั้งที่ 7

นอกจากนี้ เฉพาะในส่วนของแพทย์โรคมะเร็งเอง ยังจัดระยะโรคให้ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก โดยใช้กันในกลุ่มของแพทย์โรคมะเร็ง เพื่อผลทางการรักษา การพยากรณ์โรค และการศึกษา โดยเรียกการจัดระยะโรคระบบนี้ว่า “ระบบทีเอ็นเอ็ม (TNM system)”

  • “ที (T-tumor)” หมายถึง ขนาดและการลุกลามของตัวก้อนมะเร็ง (แบ่งย่อย เป็น T0 T1 T2 T3 และ T4 ซึ่งแต่ละ T ยังอาจแบ่งย่อยได้อีก)
  • “เอ็น (N-nodes)” หมายถึง การลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองใกล้ก้อนเนื้อมะเร็งโดยดูจากทั้งจำนวน ข้างที่เกิด จำนวนของต่อมน้ำเหลืองที่มีโรคลุกลามหรือมากกว่า 6 เซนติเมตร (แบ่งเป็น N0 N1 N2 และ N3 ซึ่งแต่ละ N อาจแบ่งย่อยได้อีก)
  • “เอ็ม (M-metastasis)” หมายถึง การแพร่กระจายของโรคมะเร็ง (แบ่งเป็น M0 และ M1 ซึ่งแต่ละ M อาจแบ่งย่อยได้อีก) ทั้งนี้ ระบบทีเอ็นเอ็มนี้ สามารถใช้และแปลผลกลับ/สลับไปเป็นการแบ่งแบบระยะที่ 1-4 ได้เสมอ

ถาม : รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคมะเร็งระยะที่เท่าไหร่?
ตอบ
: แพทย์โรคมะเร็งจะให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งระยะที่เท่าใด ไปพร้อมๆกับการตรวจร่างกายเพื่อประเมินสุขภาพของผู้ป่วย วิธีการตรวจที่สำคัญในการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งระยะที่เท่าไร คือ การสอบถามประวัติอาการต่างๆ การตรวจไตและสมดุลของเกลือแร่

  • เอกซเรย์ปอด ดูการทำงานของปอด/หัวใจ และกการแพร่กระจายของมะเร็งเข้าสู่ปอด
  • ตรวจภาพอวัยวะต้นกำเนิดมะเร็งด้วยการเอกซเรย์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์และ/หรือเอ็มอาร์ไอ ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เพื่อดูการลุกลามของก้อน/แผลมะเร็ง
  • ตรวจอัลตราซาวนด์ (sonogram) หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ตับ ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์และ/หรืออาการของผู้ป่วย เพื่อดูการแพร่กระจายของโรคมะเร็งเข้าสู่ตับ
  • ตรวจกระดูก อาจโดยการสแกนกระดูกทั้งตัว ตามอาการของผู้ป่วยและ/หรืแข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เพื่อดูการแพร่กระจายของโรคมะเร็งเข้าสู่กระดูก
  • การตรวจอื่นๆ เพิ่มเติม ตามอาการของผู้ป่วยและ/หรือข่อบ่งชี้ทางการแพทย์ เช่น การส่องกล้อง การตรวจน้ำไขสันหลัง การตรวจไขกระดูก และการตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ เช่น การสแกนกระดูกหรือเพ็กสแกน

ถาม : โรคมะเร็งมีวิธีรักษาอย่างไร?
ตอบ
: วิธีหลักในการรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบัน คือ การผ่าตัด รังสีรักษา เคมีบำบัด ฮอร์โมน (ใช้รักษาเฉพาะโรคมะเร็งชนิดที่มีธรรมชาติของโรคตอบสนองต่อฮอร์โมน) และการปลูกถ่ายไขกระดูก/สเต็มเซลล์ (ใช้รักษาในบางระยะของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวและโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง แต่การรักษายังมีค่าใช้จ่ายสูงมาก เกินกว่าผู้ป่วยทุกคนจะเข้าถึง)

ส่วนการรักษาด้วยวิธีการอื่นๆ ก็เช่น ยารักษาตรงเป้า ชีวสารรักษา การปลูกถ่ายอวัยวะต่างๆ และการปลูกถ่ายไขกระดูก/สเต็มเซลล์ในโรคมะเร็งชนิดอื่น (นอกเหนือจากโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว/โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง) ยังอยู่ในระหว่างการศึกษา และวิธีการเหล่านี้ก็ยังมีค่าใช้จ่ายสูงมาก เกินกว่าผู้ป่วยทุกคนจะเข้าถึง

นอกจากนี้ วิธีการรักษาที่สำคัญอีกวิธีหนึ่ง คือ การรักษาประคับประคอง/พยุงอาการ/การรักษาทางอายุรกรรมทั่วไป ซึ่งใช้รักษาโรคมะเร็งในผู้ป่วยทุกคนและในโรคมะเร็งทุกระยะ และใช้ร่วมกับวิธีการต่างๆ ในการรักษาตัวโรคมะเร็ง (ผ่าตัด รังสีรักษา หรือเคมีบำบัด)

ส่วนการรักษาด้วยการแพทย์สนับสนุนและการแพทย์ทางเลือก มีบางวิธีการที่แพทย์นำมาใช้ร่วมกับวิธีการรักษาหลัก แต่หลายวิธียังไม่มีการศึกษาที่แน่ชัดว่าได้ประโยชน์

(อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการรักษาโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ในเรื่อง โรคมะเร็งชนิดต่างๆ)

ถาม : วิธีการรักษาโรคมะเร็งตามระยะโรคเป็นอย่างไร?
ตอบ
: วิธีการรักษาโรคมะเร็งตามระยะของโรค ในที่นี้จะกล่าวโดยรวม ซึ่งในโรคมะเร็งบางชนิดหรืแในผู้ป่วยบางคน อาจได้รับการรักษาแตกต่างออกไป โดยขึ้นกับอายุและสุขภาพของผู้ป่วย และข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ของผู้ป่วยแต่ละคน ทั้งนี้ การเลือกใช้วิธีการรักษาตามระยะของโรคมะเร็ง จะได้จากการศึกษาทางการแพทย์ของโรคมะเร็งแต่ละชนิด

  • การรักษาโรคมะเร็งระยะที่ 1 เป็นการรักษาเพื่อหวังผลหายขาด อาจใช้วิธีการรักษาหลักเพียงวิธีการเดียว ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์มะเร็งและ/หรืออวัยวะที่เป็น เช่น ผ่าตัดเพียงวิธีการเดียวหรือรังสีรักษาเพียงวิธีการเดียว ยกเว้น เมื่อเป็นโรคระยะที่ 1 แต่เป็นชนิดที่มีความรุนแรงโรคสูง (แพทย์ทราบได้จากลักษณะทางพยาธิวิทยาของโรคมะเร็งชนิดนั้นๆ เช่นมีการลุกลามของเซลล์มะเร็งเข้ากระแสเลือดหรือกระแสน้ไเหลือง) ก็อาจมีการรักษาร่วมกันหลายวิธีการ เช่นการผ่าตัดร่วมกับรังสีรักษาและ/หรือเคมีบำบัด
  • การรักษาโรคมะเร็งระยะที่ 2 เป็นการรักษาเพื่อหวังผลหายขาด ในโรคมะเร็งบางชนิดที่มีความรุนแรงของโรคต่ำ อาจยังคงใช้วิธีการรักษาเพียงวิธีการเดียว แต่ส่วนใหญ่มักใช้หลายวิธีร่วมกัน เช่น การผ่าตัดร่วมกับรังสีรักษาและ/หรือเคมีบำบัด
  • การรักษาโรคมะเร็งระยะที่ 3 และระยะที่ 4 ชนิดที่มีการลุกลามรุนแรงแต่ยังไม่แพร่กระจาย ในผู้ป่วยที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ถึงแม้โอกาสรักษาหายจะต่ำกว่าในโรคมะเร็งระยะที่ 1 และ 2 แต่แพทย์ก็ยังคงให้การรักษาโดยหวังผลหายขาด และมักใช้การรักษาหลายวิธีการร่วมกัน

แต่ในผู้ป่วยที่มีสุขภาพไม่ดีและผู้ป่วยสูงอายุ ซึ่งมักทนผลข้างเคียง/แทรกซ้อนจากการรักษาเพื่อการหายขาดไม่ได้ แพทย์จะให้การรักษาด้วยการบรรเทา/ประทังอาการ และการรักษาเพื่อประคับประคอง/พยุงอาการ/การรักษาทางอายุรกรรมทั่วไป

โรคมะเร็งระยะที่ 4 ชนิดที่มีการแพร่กระจาย ซึ่งเป็นโรคในระยะที่รักษาไม่หาย หากผู้ป่วยมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง แพทย์จะให้การรักษาโดยการบรรเทา ประทังอาการ แต่ถ้าผู้ป่วยสุขภาพไม่ดีหรือเป็นผู้ป่วยสูงอายุ แพทย์จะให้การรักษาโดยการประคับประคอง/พยุงตามอาการ/การรักษาทางอายุรกรรมทั่วไป (อ่านเพิ่มเติมในเรื่อง วิธีการรักษาโรคมะเร็ง หัวข้อ การรักษาเพื่อการบรรเทา/ประทังอาการ และหัวข้อ การรักษาแบบประคับประคอง/พยุงอาการ/การรักษาทางอายุรกรรมทั่วไป)

ถาม : โรคมะเร็งมีโอกาสรักษาหายหรือไม่?
ตอบ
: โรคมะเร็งมีโอกาสรักษาหายได้ (อะตราอยู่รอดที่ 5 ปี) แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่ ระยะโรคและชนิดของเซลล์มะเร็ง ธรรมชาติของโรคมะเร็งแต่ละชนิด อายุและสุขภาพของผู้ป่วยโดยทั่วไป

  • โรคระยะที่ 1 มีอัตราอยู่รอดที่ 5 ปี ประมาณร้อยละ 70-90
  • โรคระยะที่ 2 มีอัตราแยู่รอดที่ 5 ปี ประมาณร้อยละ 50-80
  • โรคระยะที่ 3 มีอัตราอยู่รอดที่ 5 ปี ประมาณร้อยละ 20-50
  • โรคระยะที่ 4 หากเป็นโรคระยะที่ 4 ชนิดลุกลามรุนแรง แต่ยังไม่มีโรคแพร่กระจาย มีอัตราอยู่รอดที่ 5 ปี ประมาณร้อยละ 5-30 แต่ในกลุ่มที่มีโรคแพร่กระจายเข้ากระแสเลือดหรอต่อมน้ำเหลืองระยะไกล มักไม่มีโอกาสอยู่รอดที่ 5 ปี ส่วนใหญ่มักอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน – 2 ปี

ถาม : อัตราอยู่รอดที่ 5 ปี หมายความว่าอย่างไร?
ตอบ
: โรคมะเร็งเกือบทุกชนิด หลังครบการรักษาแล้ว เมื่อมีการตรวจโรคซ้ำ แล้วไม่พบโรคมะเร็งหลงเหลืออยู่ รวมถึงติดตามผู้ป่วยนานถึง 5 ปี และการตรวจซ้ำที่ 5 ปี ไม่พบโรคมะเร็งย้อนกลับเป็นซ้ำและ/หรือโรคมะเร็งแพร่กระจาย ทางการแพทย์จะถือว่าผู้ป่วยหายขาดจากโรคมะเร็งแล้ว ทั้งนี้ เพราะโรคมะเร็งส่วนใหญ่ภายหลังรับรักษาครบแล้ว ถ้าจะมีการย้อนกลับเป็นซ้ำ การลุกลาม หรือการแพร่กระจาย มักเกิดขึ้นภายในระยะเวลา 5 ปีนับจากครบการรักษา (ประมาณร้อยละ 80-90 เกิดขึ้นภายใน 2-3 ปีหลังครบการรักษา)

ดังนั้น เมื่อผู้ป่วยอยู่ได้ครบ 5 ปี โดยไม่มีโรคมะเร็งย้อนกลับเป็นซ้ำและ/หรือการแพร่กระจาย ทางการแพทย์โรคมะเร็งจะถือว่าผู้ป่วยหายขาดจากโรคมะเร็งแล้ว

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจาก 5 ปีแล้ว ผู้ป่วยยังมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งย้อนกลับเป็นซ้ำและ/หรือแพร่กระจายได้ ประมาณร้อยละ 5 โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ยังคงมีพฤติกรรมเสี่ยง (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในเรื่อง โรคมะเร็งชนิดต่างๆ)

ถาม : โรคมะเร็งย้อนกลับเป็นซ้ำหมายความว่าอย่างไร?
ตอบ
: โรคมะเร็งย้อนกลับเป็นซ้ำ หมายถึง ภายหลังการรักษาครบแล้ว แพทย์ตรวจซ้ำไม่พบโรคมะเร็ง แต่เมื่อติดตามโรคระยะหนึ่ง มักนานเกิน 6 เดือนขึ้นไป กลับตรวจพบว่ามีโรคมะเร็งชนิดเดิมเกิดขึ้นในเนื้อเยื่อ/อวัยวะเดิม (รอยโรค) และ/หรือในต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงกับเนื้อเยื่อ/อวัยวะเดิม (อ่านเพิ่มเติมในหัวข้อ โรคมะเร็งย้อนกลับเป็นซ้ำและโรคมะเร็งชนิดที่ 2)

ถาม : โรคมะเร็งชนิดที่ 2 หมายความว่าอย่างไร?
ตอบ
: โรคมะเร็งชนิดที่ 2 หมายความว่าเมื่อเป็นโรคมะเร็งชนิดที่หนึ่งแล้ว ยังตรวจพบโรคมะเร็งชนิดใหม่อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นโรคมะเร็งคนละชนิดกับโรคมะเร็งเดิม และมักเกิดในเนื้อเยื่อ/อวัยวะใหม่ ไม่ใช่เนื้อเยื่อ/อวัยวะเดิม (อ่านเพิ่มเติมในหัวข้อ โรคมะเร็งย้อนกลับเป็นซ้ำและโรคมะเร็งชนิดที่ 2)

ถาม : มีวิธีตรวจคัดกรองให้พบโรคมะเร็งตั้งแต่เริ่มเป็นหรือไม่?
ตอบ
: มีเพียงโรคมะเร็งบางชนิด (ส่วนน้อย) เท่านั้น ที่มีวิธีตรวจคัดกรองอย่างมีประสิทธิภาพ ให้พบโรคมะเร็งตั้งแต่เริ่มเป็น โรคมะเร็งโดยส่วนใหญ่ยังไม่มีวิธีตรวจคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ในเรื่อง โรคมะเร็งชนิดต่างๆ) ซึ่งปัจจุบันโรคมะเร็งที่มีวิธีตรวจคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่ โรคมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่

ถาม : มีวิธีป้องกันการเกิดโรคมะเร็งหรือไม่?
ตอบ
: ปัจจุบันมีเพียงโรคมะเร็งปากมดลูกเท่านั้น ที่มีวิธีการป้องกันการเกิดที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดในขณะนี้คือ การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ของโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ที่สำคัญคือ บุหรี่ เหล้า อาหารไม่มีประโยชน์ โรคอ้วน การสำส่อนทางเพศ และสารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งแวดล้อม (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีป้องกันโรคมะเร็งแต่ละชนิดเรื่อง โรคมะเร็งชนิดต่างๆ)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่