ฉายรังสีแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 14, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 15 นาที

ฉายรังสีแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน

หลังจากหมอลงมีดเรียบร้อยแล้ว  หมอผ่าตัดส่วนมากจะบอกผู้ป่วยทั้งหลายว่า  “เอาละ! ผมได้ผ่าตัดเอามะเร็งของคุณออกหมดแล้วแต่นั่นยังไม่พอครับ  ต้องส่งคุณไปพบหมออีกสองท่านเพื่อทำการรักษาเสริม”  คุณผู้หญิงคงจะตกใจระคนสงสัยว่า  อะไรกันนักหนา  ผ่าตัดแล้วยังจะต้องให้ฉันผจญภัยอะไรอีกล่ะเนี่ย  สักพักต่อมาหมออีกสองท่านที่ว่าก็มาชี้แจงให้ฟังว่า  “คุณต้องรับยาเคมีบำบัดหรือคีโม  แล้วคงต้องรักการฉายรังสีร่วมด้วย....”

คำว่า  ฉายรังสี  ฉายแสง  หรือรังสีรักษา  เกือบจะสามารถใช้แทนกันได้ครับ  ในบทนี้จะเกริ่นให้ทราบประวัติของรังสีรักษาสักเล็กน้อย  พอให้เข้ากับหัวข้อเรื่องฉายรังสีโบราณสักหน่อย

รังสีรักษาได้รับการยอมรับว่าสามารถรักษามะเร็งได้มาตั้งแต่เริ่มมีการค้นพบรังสีเอกซ์ในปี  พ.ศ.2438  (สมัยรัชกาลที่  5)  โดยฝรั่งชาวเยอรมันชื่อ  นายวิลเฮล์ม  เรินต์เกน  หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงยุคต้นคริสต์ศตวรรษที่  20  ซึ่งมีการค้นพบแร่กัมมันตภาพรังสีที่เรียกว่าเรเดียม  โดย  มารี  กูรี  แหม่มชาวฝรั่งเศส  ทำให้เธอได้รับรางวัลโนเบลสาขาวิทยาศาสตร์  ต่อมาจึงมีการค้นพบแร่โคบอลต์และซีเซียมตามลำดับ

ในประเทศไทยเริ่มมีการใช้รังสีเอกซ์รักษาผู้ป่วยครั้งแรกตั้งแต่ปี  พ.ศ.2478  ที่โรงพยาบาลศิริราช  โดยเครื่องฉายรังสีเอกซเรย์ชนิดลึก  ซึ่งให้รังสีพลังงานประมาณ  230  กิโลโวลต์  เรียกว่าเป็นรังสีพลังงานต่ำ


วิลเฮล์ม  เรินต์เกน  และมารี  กูรี

แต่ไม่ใช่รังสีชั้นต่ำนะครับ  มีบันทึกในประวัติศาสตร์ของหมอรังสีรักษาเลยว่าคนสมัยนั้นตื่นเต้นกับเทคโนโลยีใหม่เป็นอันมาก  แต่ปัจจุบันรังสีเอกซเรย์ชนิดลึกแทบไม่ใช้ในการรักษามะเร็งแล้ว

แล้วก็มาถึงยุคของแร่โคบอลต์  ถ้ายังจำกันได้  โคบอลต์เคยเป็นข่าวดังในปี  พ.ศ.2543  เมื่อมีซาเล้งรับซื้อเศษโลหะเสียชีวิต  ซึ่งเศษโลหะที่รับซื้อมานั้นมีแท่งโคบอลต์-60  ห่อหุ้มด้วยสเตนเลสและตะกั่วรวมอยู่ด้วย พอลุงซาเล้งพยายามแยกชิ้นส่วนโคบอลต์ก็ทำให้ได้รับรังสีในปริมาณมากจนเกิดเหตุเป็นข่าวเกรียวกราวนั่นแหละ

ที่ต้องกล่าวถึงโคบอลต์ – 60  ก็เพราะเจ้าเครื่องฉายรังสียุคแรกที่มีพลังงานสูง  (ประมาณ  1  ล้านโวลต์)  ที่นำมาใช้ในประเทศไทย  ก็คือเครื่องฉายรังสีซึ่งใช้แร่กัมมันตรังสีโคบอลต์-60  อาจกล่าวได้ว่านี่เป็นการฉายรังสีโบราณก็ได้  แต่อย่าเอ็ดไปครับ  เพราะเจ้าเครื่องฉายรังสีโคบอลต์-60 นี้ยังมีใช้อยู่ในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน....นานกว่า  50  ปีแล้วครับ

เครื่องฉายรังสีโคบอลต์-60 เครื่องสุดท้ายในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และกำลังจะเลิกใช้ในปี  พ.ศ.2553

ในต่างประเทศเริ่มมีการคิดค้นเครื่องฉายรังสีชนิดใหม่เรียกเป็นภาษาเทพว่า  “เครื่องเร่งอนุภาค”  ตั้งแต่ปลายทศวรรษ  2480  หรือหลังสงครามโลกครั้งที่สอง  ซึ่งอาจารย์ทุกท่านที่เขียนบทความในหนังสือเล่มนี้ยังไม่ปฏิสนธิเลยครับ  แต่ในประเทศไทยเริ่มนำเครื่องเร่งอนุภาคนี้มาใช้ตั้งแต่ก่อนยุครัฐบาลพลเอกเปรม  นับถึงปัจจุบันก็  30  ปีแล้ว  ข้อดีของเครื่องเร่งอนุภาคคือให้พลังงานสูงกว่าโคบอลต์  โดยปัจจุบันสามารถผลิตรังสีเอกซ์พลังงานตั้งแต่  4 – 20 ล้านโวลต์  นอกจากนี้ยังผลิตอนุภาคอิเล็กตรอนพลังงานสูงตั้งแต่  3 – 20  ล้านอิเล็กตรอนโวลต์ได้อีกด้วย

แพทย์ใช้รังสีเอกซ์และอนุภาคอิเล็กตรอนซึ่งได้จากเครื่องเร่งอนุภาคและใช้รังสีแกรมมาจากเครื่องโคบอลต์ซึ่งเป็นรังสีพลังงานสูงในการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง  โดยรังสียิ่งมีพลังงานสูงมีอำนาจทะลุทะลวงสูงตามไปด้วย  นั่นคือใช้รักษามะเร็งที่อยู่ลึกๆ  ได้ดีขึ้นนั่นเอง  แพทย์รังสีรักษาใช้รังสีในการรักษามะเร็งเกือบทุกชนิด  รวมถึงมะเร็งเต้านมด้วย  แต่ไม่ใช่มะเร็งทุกชนิดจะถูกทำลายด้วยรังสีนะครับ  มะเร็งบางชนิดก็ดื้อรังสี  บางชนิดก็ไวต่อรังสีมาก  แพทย์รังสีรักษาจะพิจารณาจากผลชิ้นเนื้อซึ่งพยาธิแพทย์ใช้กล้องจุลทรรศน์และการย้อมติดสีของเซลล์มะเร็งในการจำแนกชิ้นเนื้อว่าเป็นมะเร็ง  เป็นเนื้องอกธรรมดา  หรือเป็นการอักเสบ  หากเป็นมะเร็งก็พิจารณาในขั้นต่อไปว่าจะฉายรังสีด้วยเครื่องฉายรังสีชนิดใด  ใช้เทคนิคอะไร  ปริมาณรังสีเท่าไร  ฉายกี่ครั้ง  ภายในระยะเวลาเท่าใดเครื่องเร่งอนุภาค

ที่เห็นเหมือนโคมไฟคือเครื่องกำเนิดรังสีเอกซ์แลอิเล็กตรอนพลังงานสูง

นอกจากการฉายรังสีจากภายนอกด้วยเครื่องฉายรังสีแล้ว  ก็มีการใส่แร่กัมมันตรังสีให้อยู่ชิดก้อนมะเร็งด้วย  สมัยโบราณใช้แร่เรเดียม  ซึ่งปัจจุบันบ้านเราเลิกใช้ไปแล้ว  เพราะเม็ดแร่มีขนาดใหญ่  การปลดปล่อยรังสีช้าทำให้ต้องใช้เวลาใส่แร่นาน  และผลิตก๊าซเรดอนซึ่งอาจทำให้บุคลากรทางการแพทย์เป็นมะเร็งปอดด้วย  ในเวลาต่อมาก็ได้เปลี่ยนไปใช้แร่ซีเซียม  ซึ่งมีข้อดีคือ  แร่มีขนาดเล็กลง  ปลดปล่อยรังสีเร็วขึ้น  นอกจากนี้ยังมีแหล่งเก็บรังสีแบบปิด  ซึ่งให้ความปลอดภัยแก่บุคลากรมากขึ้น  (ไม่โดนรังสี)  แพทย์รังสีรักษาทั้งหลายก็ได้ใช้แร่ซีเซียมในการรักษามะเร็งเต้านมต่อมาอีกหลายปี  แต่ปัจจุบันก็เลิกใช้ไปแล้วครับ  (เลยเรียกแร่ทั้งสองอย่างว่าแร่โบราณ)  ปกติการใส่แร่หรือฝังแร่มักใช้ในการรักษามะเร็งปากมดลูก  มะเร็งบริเวณศีรษะ  และลำคอ  สำหรับมะเร็งเต้านม  การฝังแร่ยังไม่เป็นที่นิยมนัก

การฉายรังสีหรือใส่แร่ต้องมีการคิดปริมาณรังสี  สมัยโบราณหน่วยของปริมาณรังสีเรียกว่าแรด  แต่ปัจจุบันใช้หน่วยมาตรฐานเป็นเกรย์  โดยทั่วไปแพทย์รังสีรักษาจะให้ปริมาณรังสีครั้งละ  2  เกรย์  ทั้งหมดประมาณ  25 – 35  ครั้ง  รวมได้รังสี  50 – 70 เกรย์  และฉายรังสีสัปดาห์ละ  5  วัน  เว้นเสาร์  -  อาทิตย์  เพราะเราเชื่อว่ามะเร็งไม่ทำงานวันหยุดเหมือนกับหมอและเจ้าหน้าที่ฉายรังสี  (ล้อเล่นครับ)  ตามจริงแล้วเว้นเพื่อให้ร่างกายและผิวหนังได้พักและซ่อมแซมเนื้อเยื่อส่วนที่ถูกทำลายจากการฉายรังสี  นอกจากนี้งานวิจัยทั่วโลกอิงวันทำงาน  5  วันต่อสัปดาห์เหมือนกันหมด  จึงถือว่าเป็นมาตรฐานการฉายรังสี  แต่ละวันที่ฉายรังสีกินเวลาไม่ถึง  10  นาที  ดังนั้นผู้ป่วยจึงไม่จำเป็นต้องลางาน  ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีผลข้างเคียงระหว่างฉายรังสีและสามารถดำเนินกิจวัตรเหมือนคนปกติ  สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่น กอดบุตร  บุคคลที่รักได้โดยไม่ต้องกลัวว่ารังสีจะไปปนเปื้อนเขาเหล่านั้น

ส่วนสาเหตุว่าทำไมต้องใช้เวลานานถึง  5 – 7 สัปดาห์ก็เพราะหมอไม่อยากให้เกิดผลข้างเคียงของการฉายรังสีมากเกินไป  การฉายครั้งละจำนวนมากๆ  ร่างกายของผู้ป่วยอาจทนไม่ไหว  จึงต้องแบ่งการฉายรังสีวันละน้อยๆ  ติดต่อกันหลายวัน  และจำนวนรังสีก็ต้องมากพอจึงจะทำลายเซลล์มะเร็งได้  ในขณะเดียวกันก็พบว่า  หากฉายรังสีเป็นระยะเวลานานเกินไปจะทำให้เซลล์มะเร็งที่หลงเหลืออยู่ดื้อแสงและเติบโตขึ้นมาใหม่  ดังนั้นผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการหยุดฉายรังสีกลางคัน  หากมีเหตุจำเป็นควรปรึกษาแพทย์ก่อน

ไม่ว่าจะใช้เครื่องฉายรังสีโบราณหรือใส่แร่โบราณก็มีหลักวิชาตามคัมภีร์รังสีสยบมะเร็งเต้านมดังนี้

1.  ใช้รังสีรักษาป้องกันการกำเริบของมะเร็งหลังการผ่าตัด

ผู้ป่วยที่ผ่าตัดแบบสงวนเต้านมจำเป็นต้องได้รับการฉายรังสีทั้งเต้านมประมาณ  50 – 66  เกรย์ ในระยะเวลา  5 – 6  สัปดาห์

ผู้ป่วยที่ผ่าตัดเต้านมออกทั้งเต้าจะได้รับการพิจารณาฉายรังสีเฉพาะรายที่มีความเสี่ยงต่อการกำเริบเฉพาะที่  กล่าวคือ

  • ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า  5  เซนติเมตร
  • หมอผ่าตัดตัดได้ขอบเขตเนื้อดีรอบก้อนมะเร็งไม่กว้างพอ โดยทั่วไปถือเอาน้อยกว่า 0.5 เซนติเมตร
  • ก้อนมะเร็งลุกลามไปต่อมน้ำเหลืองบริเวรรักแร้
  • ผู้ป่วยมีอายุน้อยกว่า  35  ปี
  • ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมชนิดที่มีการอักเสบ
  • ก้อนมะเร็งกินเนื้อเยื่อข้างเคียง  เช่น  กล้ามเนื้อซี่โคลง  หรือหลอดเลือด

หากมีความเสี่ยงเหล่านี้ข้อใดข้อหนึ่งก็จำเป็นต้องได้รับการฉายรังสีเสริมจากการผ่าตัด  ใช้รังสีประมาณ  50 – 60  เกรย์ใน  5 – 6 สัปดาห์

 

2.  ใช้รังสีรักษาในการลดขนาดของก้อนมะเร็งก่อนผ่าตัด

คุณผู้หญิงจำนวนหนึ่งคลำเจอก้อนมะเร็งในขณะที่ก้อนมะเร็งโตมากบางรายคลำเจอตั้งแต่ก้อนมีขนาดเล็ก  แต่อาย  ไม่กล้ามาตรวจ  บางคนคิดว่าไม่เป็นอะไร  กลัวการรักษา  กลัวเรื่องค่าใช้จ่าย  บ้างก็มาพบแพทย์ตรวจแล้วว่าสงสัยเป็นมะเร็ง  แต่ไม่ยอมรักษา  ไปกินยาสมุนไพร  กินผัก  สวนกาแฟ  เป่ากระหม่อม  นวดเต้านมตามสถานที่ที่โฆษณาว่ารักษามะเร็งได้  หรือเรียกตัวเองว่าการแพทย์ทางเลือก  ผมก็ไม่อยากจะบอกว่า  ทางเลือกอาจไม่ใช่ทางรอด  ครับ  บ้างก็ไปพบแพทย์ที่ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องมะเร็งหรือรอขั้นตอนการส่งต่อผู้ป่วยนานมากเสียจนรำคาญ

คุณผู้หญิงต่างๆ  ข้างต้นก็จะมาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งช้าทำให้ได้รับการวินิจฉัยช้า  อาจทำให้ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่  หรือเกิดเป็นมะเร็งชนิดที่มีการอับเสบร่วมด้วย  บางรายก้อนมะเร็งลุกลามกินผิวหนังเป็นแผล  บ้างกระจายไปต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้หรือบริเวณเหนือกระดูกไหปลาร้า  คุณผู้หญิงเหล่านี้เมื่อไปพบศัลยแพทย์  จะถูกส่งต่อไปให้อายุรแพทย์มะเร็งเพื่อช่วยให้เคมีบำบัดลดขนาดของก้อนมะเร็ง  อย่างไรก็ตามบางครั้งการตอบสนองต่อยาอาจไม่ดี  หรือมีแผล  น้ำเหลืองหรือเลือดไหลอายุรแพทย์มะเร็งก็ส่ายหัวรีบส่งต่อไปให้แพทย์รังสีรักษา  ซึ่งมักจะไม่ส่ายหัวแต่รีบอธิบายให้ผู้ป่วยทราบว่าจะต้องใช้การฉายรังสีช่วยลดการอักเสบ  ลดขนาดก้อน  และขนาดแผล  เพื่อจะได้รับการผ่าตัดหากก้อนมะเร็งยุบลงได้ดี  ปกติมักจะฉายรังสีประมาณ  10 -25 ครั้ง  ซึ่งอาจให้ควบคู่กับเคมีบำบัดหรือไม่ก็ได้  แต่หากดูแนวโน้มว่าไม่สามารถผ่าตัดได้ก็จะวางแผนแตกต่างออกไปก็ให้อ่านต่อข้อ  3  เลยครับ

3.  ใช้รังสีรักษาในการทำลายมะเร็งเต้านม  ในกรณีไม่สามารถผ่าตัดได้

เมื่อแพทย์รังสีรักษา  อายุรแพทย์มะเร็ง  และศัลยแพทย์ได้สุมหัวกันคิด  (ประชุมกันด้านวิชาการสหสาขา)  แล้วว่า  ดูท่าทางผู้ป่วยรายนี้คงไม่สามารถผ่าตัดเต้านมออกได้แน่ๆ  ก็เป็นหน้าที่ของแพทย์รังสีรักษาที่อาจพิจารณาให้รังสีปริมาณสูงเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งบริเวณเต้านมและต่อมน้ำเหลืองให้หมด  โดยจะใช้ปริมาณรังสีประมาณ  70  เกรย์ใน  35  ครั้ง  หรือ  7  สัปดาห์  ซึ่งการฉายรังสีด้วยปริมาณรังสีขนาดดังกล่าวย่อมมีผลข้างเคียงมากกว่าปริมาณรังสีที่ใช้ในกรณีที่ 1 และ 2  ซึ่งจะต้องบอกให้ผู้ป่วยเตรียมตัวเตรียมใจไว้ก่อน

ผลข้างเคียงที่มากขึ้น  เช่น  ผิวหนังสีดำขึ้นเหมือนไปเที่ยวทะเลเดือนเมษายน  อาจมีผิวหนังลอกเหมือนน้ำร้อนลวก  อาจเกิดภาวะทางเดินน้ำเหลืองอุดตัน  ทำให้แขนข้างเดียวกับเต้านมที่เป็นมะเร็งบวมขึ้น  หากเกิดอาการดังกล่าวแพทย์รังสีรักษาก็จะดูแลต่อไป  และถึงแม้จะใช้ปริมาณรังสีมากขนาดนั้น  ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งก็ไม่หายขาด  หรือมีการกำเริบขึ้น  ดังนั้นเมื่อพบก้อนที่น่าสงสัยอย่านิ่งนอนใจ  ต้องรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ  เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่ได้มาตรฐาน  เพราะเมื่อก้อนใหญ่ขึ้นก็รักษายากขึ้น  และผลข้างเคียงมากขึ้นเป็นลำดับ  (มาเร็ว  รักษาเร็ว  หายขาดเร็วครับ)

4.  ใช้รังสีรักษาในการลดอาการจากการแพร่กระจายของก้อนมะเร็ง

คุณผู้หญิงจำนวนหนึ่งมาพบแพทย์เมื่อมะเร็งแพร่กระจายไปอวัยวะอื่นนอกเหนือจากต่อมน้ำเหลือง  เช่น  กระจายไปสมอง  ทำให้ปวดศีรษะ  ตามัว  คลื่นไส้  อาเจียน  แขนขาอ่อนแรง  กระจายไปกระดูกซึ่งมักไปกระดูกสันหลัง  กระดูกต้นขา  ซี่โครง  ทำให้ปวดกระดูกมาก  บางรายเกิดการกดทับเส้นประสาทไขสันหลัง  ทำให้ขาชา  ขาอ่อนแรงสองข้าง  อุจจาระปัสสาวะไม่ออก  บ้างก็กระจายไปตับหรือปวด  ทำให้เหนื่อย  อ่อนเพลีย  ไอ  เป็นต้น

ผู้ป่วยบางรายได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมขั้นต้น  ต่อมาเกิดการแพร่กระจายไปอวัยวะต่างๆ  ทำให้ไม่สบายดังได้กล่าวไปแล้ว  ผู้ป่วยเหล่านี้มักได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด  หรือฮอร์โมนต้านมะเร็งเป็นหลัก  แต่อาจต้องฉายรังสีเพื่อบรรเทาอาการจากก้อนมะเร็ง  เช่น  ฉายรังสีบริเวณสมอง  เพื่อลดอาการจากการที่ก้อนมะเร็งกดเบียดเนื้อสมองปกติ  ฉายรังสีบริเวณกระดูก  เพื่อลดอาการจากการปวดกระดูก  เรียกว่าการฉายรังสีแบบบรรเทาอาการ  ผู้ป่วยมักได้รับการฉายรังสีระยะสั้น  คือ  5 -10  ครั้งใน  1 – 2  สัปดาห์  อาการมักดีขึ้นหลังฉายรังสีเสร็จแล้ว  2 – 4  สัปดาห์  อาจมีบ้างที่อาการกำเริบและต้องกลับมาฉายรังสีบริเวณเดิมอีกครั้ง

หลังจากได้รับการยืนยันว่าผู้ป่วยต้องฉายรังสีตามคัมภีร์  4  ข้อที่กล่าวข้างต้น  แพทย์รังสีรักษาจะกำหนดเวลาเริ่มฉายรังสี  ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะได้รับการฉายรังสีตามหลังการผ่าตัดและภายหลังให้เคมีบำบัดครบ  โดยแพทย์จะต้องเช็ก  “ความฟิต”  ของผู้ป่วย  โดยดูสภาพร่างกายทั่วไปว่าฟื้นจากการผ่าตัดและยาเคมีแล้ว  เม็ดเลือดแดง  เม็ดเลือดขาว  และเกล็ดเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ  จึงจะเริ่มขั้นตอนการฉายรังสี  ซึงจะได้สาธยายให้ทราบโดยพิสดารดังนี้ครับ

การฉายรังสีแบบโบราณ  เราเรียกง่ายๆ  ว่าการฉายรังสี  2  มิติ  ต้องอาศัยเครื่องมือในการดูตำแหน่งของก้อนมะเร็งด้วย  “เครื่องจำลองการฉายรังสี  2  มิติ”  แพทย์อาศัยความรู้ด้านกายวิภาคว่า  เนื้อเยื่อเต้านมมีขอบเขตอ้างอิงตามกระดูกหน้าอก  กระดูกซี่โครง  กระดูกไหปลาร้า  และสัดส่วนของเนื้อเต้านมอีกข้างหนึ่ง  แล้วกำหนดขอบเขตการฉายรังสีว่าตะฉายตรงผนังหน้าอก  (กรณีตัดเต้านมทิ้งทั้งเต้าแล้ว)  หรือฉายรังสีเต้านม                                                                                                                                                                        

                                                                                                                                                                                                                                                                                                

เครื่องจำลองการฉายรังสี  2  มิติที่เห็นคือหัวกำเนิดเอกซเรย์และเตียงสำหรับให้ผู้ป่วยนอน

ที่เหลือ  (กรณีผ่าตัดแบบสงวนเต้านม)  ซึ่งโอการที่จะฉายครอบคลุมเนื้อเยื่อเต้านมไม่ครบทั้งหมดมีอยู่บ้าง  แล้ววัดมุมตกกระทบ  ขนาดและรูปร่างของบริเวณที่จะฉายรังสี  เพื่อให้นักฟิสิกส์การแพทย์  (ผู้ช่วยพระเอก)  ช่วยคำนวณปริมาณรังสีที่เหมาะสมให้กับผู้ป่วย  กรณีที่มีการลุกลามไปต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้  แพทย์จะฉายรังสีเพื่อป้องกันการลุกลามที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณเหนือไหปลาร้าร่วมด้วย  โดยการคลำจุดกล้ามเนื้อต้นคอและตำแหน่งลูกกระเดือก  เพื่อกำหนดจุดเป้าหมายไปพร้อมกัน  จะเห็นได้ว่าวิธีการฉายรังสีแบบ  2  มิติต้องใช้ทักษะอย่างมาก  และส่วนใหญ่ก็อาศัยมือและตานั่นแหละครับในการกำหนดพิกัด  ขั้นตอนนี้ผู้ป่วยจะได้  “เส้น”  กลับไปด้วย  ซึ่งเส้นนี้จะใช้ในการตั้งฉายรังสีในแต่ละวันจนกระทั่งฉายรังสีครบ ดังนั้นผู้ป่วยต้องระวังไม่ให้เส้นลบไป  โดยอย่าถูสบู่โดยเส้นตรงๆ  แต่ยังสามารถให้น้ำ  สบู่  หรือแชมพูไหลผ่านได้  และเวลาเช็ดตัวให้ซับเบาๆ  ในฤดูร้อนเหงื่อนออกมากยิ่งต้องระวังเส้นลบไป  และหากเส้นลบไปก็ต้องขีดเองครับ  ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ฉายรังสีช่วยเติมเส้นให้

                                                                                                                                                                                                                                                                                                          

แสดงเส้นที่ขีดบนผนังหน้าอกของผู้ป่วยเพื่อใช้ในการตั้งฉายรังสีในภาพเป็นการตั้งฉายรังสีบริเวณต่อมน้ำเหลือง ในผู้ป่วยชาย

หลังจากได้  “เส้น”  ติดตัวไปแล้ว  นักฟิสิกส์การแพทย์จะนำข้อมูลเรื่องขนาด  ความลึก  และปริมาณรังสีที่แพทย์สั่งไปคำนวณเวลาเพื่อใช้ในการฉายรังสี  โดยทั่วไปการฉายรังสีบริเวณเต้านมจะฉายด้วยเทคนิคตัดเฉียง  นึกภาพเหมือนหั่นมะนาว  ดังนั้นบริเวณที่จะได้รับลำรังสีก็คือเนื้อเยื่อเต้านมที่เหลือข้างเดียวกับมะเร็ง  ผนังทรวงอก  ปวดข้างเดียวกันบางส่วน  หัวใจบางส่วน  กระดูกซี่โครงบางส่วน  และบางส่วนของหลอดลมหรือหลอดอาหาร  ในกรณีฉายป้องกันต่อมน้ำเหลืองเหนือไหปลาร้า  ซึ่งจะสามารถอธิบายผลข้างเคียงของการฉายรังสีได้  กล่าวคือ  ผิวหนังสีคล้ำขึ้น  ไขมันใต้ผิดหนังแข็งขึ้น  อาจมีอาการเจ็บคอเวลากลืนอาหาร  (เพราะเฉี่ยวหลอดอาหารบางส่วน)  ไอ  บางคนอาจมีอาการอ่อนเพลียและคลื่นไส้  ผมมัก

จะบอกผู้ป่วยเสมอครับว่า  ฉายรังสีไม่เจ็บ  แค่นอนนิ่งๆ  เหมือนแก้ผ้าอาบแดด  (ต้องถอดเสื้อเวลาฉายรังสี  แต่ไม่ต้องถอดกางเกง)  และถ้าคุณผ่านยาเคมีบำบัดมาได้  ฉายรังสีเรื่องเล็กครับ  อวัยวะที่ได้รับรังสีเฉี่ยวไปมักจะไม่มีผลข้างเคียง  เพราะรังสีที่เฉี่ยวโดนมีปริมาณเล็กน้อย  และอวัยวะจะซ่อมแซมตัวเองได้ดีเมื่อฉายรังสีครบ  ผลข้างเคียงในผู้ป่วยบางรายอาจจะเกิดน้อยมากจนแทบไม่มีอาการผิดปกติเลย  หรือในบางรายอาจจะมีอาการที่สังเกตได้  ขึ้นอยู่กับความต้านทานของแต่ละคน  ส่วนมากจะเป็นเพียงชั่วคราว แต่บางครั้งอาจจะมีผลต่อเนื่องหลังจากที่ฉายรังสีเสร็จไปแล้วก็ได้  ดังนั้นหากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นควรบอกพยาบาลหรือแพทย์รังสีรักษาให้ทราบ  เพื่อจะได้รักษาทันที

               

แสดงการฉายรังสีผ่านบริเวณเต้านม  จะเห็นว่าลำรังสีผ่านเฉียงๆ ตามลูกศร  เหมือนฝานลูกมะนาว

วันเริ่มต้นการฉายรังสีก็มักจะเป็นวันที่ผู้ป่วยตื่นเต้นอีกวันหนึ่งไม่แพ้วันผ่าตัด  ไม่ต้องกลัวครับ  หมอฉายรังสี  เจ้าหน้าที่ฉายรังสี  พยาบาล  และทีมเป็นพวกไม่ใช้ความรุนแรง  เราใช้แต่อาวุธที่มองไม่เห็น  และใช้หัวใจในการช่วยเหลือผู้ป่วยให้คลายและตัดความกังวลใจไปได้  ผู้ป่วยจะนอนให้เจ้าหน้าที่ประจำห้องจัดท่าทางให้เหมือนกับวันที่ทำการ  “จำลองการฉายรังสี”  และจัดให้ขอบเขตของลำรังสีตรงกับ  “เส้น”  ที่อยู่บนตัวผู้ป่วย  หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะหนีออกมานอกห้องฉายรังสี  เพื่อเข้าไปในห้องควบคุมแล้วกดปุ่มเปิดลำรังสี  ทันใดนั้น!!  รังสีก็กระทบตัวผู้ป่วยอย่างแรง  ผู้ป่วยก็.....ไม่รู้สึกอะไรเลยครับ  ได้ยินแต่เสียงเครื่องครางหึ่งๆ  หัวเครื่องฉายรังสีจะค่อยๆ  หมุนรอบตัวผู้ป่วยจนได้มุมที่ต้องการแล้วเจ้าหน้าที่ก็กดปุ่มเปิดรังสีอีกรวมเบ็ดเสร็จกินเวลาไม่ถึง  3  นาที  ผู้ป่วยก็ลงจากเตียงฉายรังสี  เฮ้อ.....โล่งอก  พรุ่งนี้ก็เจอกันใหม่  เป็นอย่างนี้เรื่อยไปจนครบ  25 – 35  ครั้งตามที่หมอฉายรังสีกำหนด  ในระหว่างสัปดาห์พยาบาลอาจเจาะเลือดเพื่อเช็กเม็ดเลือด  และพบแพทย์สัปดาห์ละครั้งเพื่อดูผลข้างเคียงระหว่างฉายรังสี

ภาพเต้านมที่ผ่านการฉายแสงแล้วหลังจากผ่าตัดแบบเก็บเต้านมไว้

ผู้ป่วยอาจรู้สึกเหนื่อย  เพลียในสัปดาห์ที่กำลังฉายรังสี  และร่างกายต้องการพลังงานและสารอาหารมากขึ้น  บางครั้งผู้ป่วยอาจเบื่ออาหาร  แต่ก็ควรกินอาหารให้ครบทั้ง  5  หมู่  เพื่อใช้ในการซ่อมแซม  เสริมสร้างเนื้อเยื่อ  ควรพักผ่อนให้เพียงพอ  ออกกำลังกายแต่พอเหมาะ  โดยปกติการฉายรังสีบริเวณเต้านมมักไม่ทำให้เม็ดเลือดขาวหรือเกล็ดเลือดต่ำ  ดังนั้นผู้ป่วยสามารถมีกิจวัตรตามปกติ  จะไปจ่ายตลาด  ช็อปปิ้งคลายเครียดได้  และไม่จำเป็นต้องใส่หน้ากากเพื่อป้องกันการติดเชื้อแต่อย่างใด

สัปดาห์หลังๆ  ของการฉายรังสี  ผิวหนังบริเวณทรวงอกหรือต้นคอที่ถูกรังสีอาจจะมีสีแดง  คล้ำ  คัน  หรืออาจปวดแสบปวดร้อน  แพทย์รังสีรักษามักให้โลชั่นทาลดอาการคัน  ส่วนมากสีผิวจะกลับคืนได้เกือบปกติหลังจากฉายรังสีครบ  บางรายผิวแห้ง  หรือไขมันใต้ผิวหนังแข็งขึ้น  ควรใช้โลชั่นบำรุงผิวทาและนวดบริเวณผนังหน้าอกหรือทรวงอกวันละ  10  นาที  จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิวหนังและทำให้เต้านมนุ่มขึ้น  ผู้ป่วยสามารถให้บุคคลที่รักช่วยนวดให้  ก็จะเพิ่มความรักความอบอุ่นในครอบครัวได้ด้วย

ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งกลัวการฉายแสงเพราะเคยได้ยินได้ฟังว่า  ฉายแล้วผิวหนังไหม้เป็นน้ำเหลืองไหลเยิ้ม  หรือฉายรังสีแล้วมะเร็งจะวิ่งไปอวัยวะอื่นทำเหมือนว่าเป็นตำรวจจับผู้ร้ายทำนองนั้น  จึงต้องขอทำความเข้าใจเสียหน่อยครับ  การฉายรังสีสามารถทำให้ผิวหนังคล้ำขึ้นจริง  แต่ความตั้งใจของหมอฉายรังสีคือต้องการให้ผิวหนังบริเวณหน้าอกได้รับรังสีปริมาณสูงพอ  เพื่อป้องกันไม่ให้มะเร็งเกิดซ้ำบริเวณดังกล่าว  ในบางกรณีจำเป็นต้องให้รังสีที่ผิวหนังปริมาณสูงมาก  เนื่องจากแพทย์คิดว่าผู้ป่วยรายดังกล่าวมีโอกาสที่จะเกิดการลุกลามบริเวณผิวหนังสูงกว่าคนปกติ  เช่น  รายที่ก้อนมะเร็งใหญ่มาก  หรือเป็นมะเร็งเต้านมชนิดมีการอักเสบ  ก็จะบอกให้ผู้ป่วยทราบก่อนว่าอาจมีแผลคล้ายแผลน้ำร้อนลวกได้  ซึ่งแผลต่างๆ  เหล่านี้จะค่อยๆ  ดีขึ้นหลังฉายรังสีครบแล้วประมาณ  2 – 3  สัปดาห์  หากมีอาการดังกล่าว  ควรดูแลแผลด้วยการใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำเกลือล้างแผล  เช็ดเบาๆ  บริเวณที่มีน้ำเหลือง  แล้วซับให้แห้ง  ในระหว่างวันไม่จำเป็นต้องปิดผ้าก๊อซไว้  ใส่เสื้อผ้าหลวมๆ  อยู่ในที่อากาศแห้ง  อาจใช้พัดลมเป่าเช้าเย็น  โดยปกติแผลจากการฉายรังสีไม่จำเป็นต้องทายาฆ่าเชื้อหรือกินยาปฏิชีวนะ  หากสงสัยว่ามีการติดเชื้อ เช่น  มีไข้  เป็นหนอง  ให้ปรึกษาแพทย์ครับ

ผู้ป่วยที่ได้รับการฉายรังสีป้องกันการลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณเหนือกระดูกไหปลาร้า  อาจมีอาการไอ  เนื่องจากเกิดปอดอักเสบจากการฉายรังสี  อาการไออาจเกิดขึ้นในระหว่างสัปดาห์ที่ได้รับการฉายรังสีหรือหลังจากฉายรังสีครบก็ได้  อาการไอมักไม่รุนแรงและควบคุมได้ด้วยยาแก้ไอ  บางครั้งภาพเอกซเรย์ปอดอาจแสดงให้เห็นว่ามีปอดอักเสบหรือเกิดพังผืดจากการฉายรังสีบริเวณยอดปอด  ซึ่งคล้ายๆกับที่พบในผู้ป่วยที่มีอาการไอ ไม่หาย  หากแพทย์ท่านอื่นที่ไม่ทราบว่าผู้ป่วยฉายรังสีมา  อาจให้กินยารักษาวัณโรค  จึงควรบอกหมอที่ดูแลเรื่องปอดด้วยว่า  เคยฉายรังสีบริเวณเหนือไหปลาร้ามาก่อน  รอยโรคที่เห็นจากเอกซเรย์ปอดอาจไม่ใช่วัณโรคปอดผู้ป่วยของผมบางรายก็เคยได้รับยาวัณโรคมาแล้ว  ซึ่งเมื่อหมอฉายรังสีดูฟิล์มเอกซเรย์ก็มักจะให้หยุดยาวัณโรคครับ

สาเหตุที่ผู้คนมักคิดว่าฉายรังสีแล้วทำให้มะเร็งกระจาย  หรือ  “วิ่งหนีแสง”  นั้นเป็นความคิดที่ไม่ตรงกับความจริงครับ  ถ้าย้อนกลับไปดูคัมภีร์รังสีสยบมะเร็งเต้านมที่กล่าวข้างต้นจะพบว่า  ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ต้องเจอแพทย์รังสีรักษามักจะเป็นมะเร็งก้อนใหญ่  หรือมีการลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองแล้ว  ซึ่งแพทย์รังสีรักษาพยายามให้การรักษาเพื่อทำให้ก้อนยุบลง  หรือเพื่อป้องกันการกำเริบไปยังบริเวณที่ฉายรังสี  ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวที่ได้รับการฉายรังสี  เมื่อติดตามผลการรักษาไปจึงดูเหมือนว่าจะมีการกระจายมาก  ทำให้ผู้คนคิดว่าฉายรังสีแล้วทำให้มะเร็ง  “วิ่งหนี”  ไปที่อื่น

ผู้อ่านคงคิดว่าถ้าอย่างนั้นทำไมไม่ฉายรังสีทั้งตัวเลยล่ะ  จะได้ป้องกันมะเร็งได้ทั้งตัว  คำตอบคือไม่สามารถฉายรังสีได้ทั้งตัว  เพราะผู้ป่วยจะทนผลข้างเคียงไม่ไหว ประกอบกับหมอมีวิธีอื่นในการกำจัดเซลล์เล็กๆ  บริเวณอื่นที่ดีกว่าการฉายรังสี  นั่นก็คือการให้ยาต้านมะเร็ง  ซึ่งได้แก่  เคมีบำบัด  ฮอร์โมนบำบัด  หรือการให้ยาถึงเป้าหมาย  ซึ่งอายุแพทย์มะเร็งจะอธิบายให้ทราบต่อไปครับ

คุณสามารถอ่านข้อมูลดีๆมีประโยชน์แบบนี้ได้เพิ่มเติมที่หนังสือ "มะเร็งเต้านม" โดยรองศาสตราจารย์ นพ. พัฒน์พงศ์ นาวีเจริญ, รองศาสตราจารย์ นพ. ศิรชัย จินดารักษ์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ. ชวลิต เลิศบุษยานุกูล, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ. วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ จากสำนักพิมพ์อมรินทร์ เพื่อสนับสนุนผู้แต่ง

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่