ปฏิบัติการไล่เก็บตัวร้าย (ถึงเวลาสำคัญของมะเร็งเต้านม)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 14, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 13 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,178,824 คน

ผ่านการฉายรังสีแล้วก็มาถึงด่านถัดไป

ซึ่งมักจะเข้าใจกันว่าเป็นการรับคีโม หรือเรียกให้ถูกต้องว่าการให้เคมีบำบัด  หลายท่านลึกๆ คงมีความกังวลและความกลัวอยู่ในใจไม่มากก็น้อย  เพราะเจ้าคีโมเท่าที่ได้รับฟังมาจากญาติพี่น้อง  เพื่อน  ผู้ร่วมงาน  หนังสือตามแผงและอินเตอร์เน็ต  ช่างร้ายกาจ  ทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งตกอยู่ในความทุกข์ทรมาน  บางท่านอาจจะบอกว่า  ฉันยอมตายเสียดีกว่าที่จะรับเคมีบำบัด

โอ้โฮ  ฟังดูแย่จริงๆ  งานหนักจึงมาตกที่หมอคีโมอย่างเราที่ต้องเกลี้ยกล่อม  ให้ข้อมูล  ทำให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจที่จะรับเคมีบำบัด  ว่ามีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ  มีความมั่นใจในแพทย์ผู้รักษาว่าจะเลือกสูตรยาได้เหมาะสม  ข่าวดีคือ  ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยอมรับได้  ผ่านการรักษาโดยปลอดภัยและหายจากโรคมะเร็งเต้านม

โฆษณาจาก HonestDocs
ขูดหินปูน ลดเพิ่ม 40% กว่า 20 คลินิก

ลดกลิ่นปาก ลดเลือดออก เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอนาน

%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%99bannerinternal ad

ผ่าตัดอย่างเดียวไม่ได้หรือ

หลายสิบปีก่อนที่การใช้เคมีบำบัดยังไม่แพร่หลาย  การรักษาโรคมะเร็งเต้านมมีเพียงการผ่าตัดเอาเต้านมออก  เมื่อติดตามผู้ป่วยเหล่านี้จะพบว่ามีผู้ป่วยจำนวนหนึ่ง  (ไม่ใช่ทั้งหมด)   กลับมาเป็นซ้ำ  บางครั้งก็ไปโผล่ยังอวัยวะอื่น  หรือเรียกว่ามีการแพร่กระจาย  บางครั้งก็ขึ้นมาบริเวณผิวหนัง  ทรวงอกข้างที่ได้รับการผ่าตัด  หรือเต้านมที่ไม่ได้รับการผ่าตัดออก  ไม่ว่าศัลยแพทย์จะทำการตัดเนื้อเยื่อเต้านม  ต่อมน้ำเหลือง  และเนื้อเยื่อใกล้เคียงออกไปมากเท่าไร  ก็ยังพบผู้ป่วยที่มะเร็งเต้านมกลับมารังควานได้อีก

ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น  อันนี้ค่อนข้างจะเป็นวิชาการหน่อยครับ  เป็นเพราะตอนผ่าตัดอาจมีเซลล์มะเร็งเล็ดลอดแอบอยู่ในส่วนต่างๆ  ของร่างกายผู้ป่วย  การผ่าตัดสามารถเอาก้อนที่เห็นด้วยตาเปล่าและเอกซเรย์ออกได้หมด  แต่สุดปัญญาที่จะตามไปเก็บกวาดสิ่งที่มองไม่เห็นและตรวจไม่พบน่าเสียดายที่เทคโนโลยีในปัจจุบันยังไม่สามารถตรวจพบเซลล์มะเร็งไม่กี่เซลล์ที่ซ่อนตัวอยู่นี้ได้  ดังนั้นการให้ยารักษามะเร็งจึงมีจุดมุ่งหมายที่จะกวาดล้างเซลล์มะเร็งซึ่งแอบซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆ  ในร่างกาย  และหวังว่าผู้ป่วยเหล่านั้นจะหายขาดจากโรคได้

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า  ฉันจะเป็นผู้โชคดี  หายขาดจากโรคมะเร็งเต้านม

คำตอบที่ตรงไปตรงมาสำหรับคำถามนี้คือ  “ไม่รู้ครับ”  ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันไม่สามารถบอกได้แน่นอนว่าผู้ป่วยทานใดจะหายขาดหรือไม่  การรักษาเพิ่มหลังการผ่าตัดต้องอาศัยข้อมูลจากการศึกษาในผู้ป่วยจำนวนมากที่บอกว่า  ถ้าเลือกการรักษาแบบเดียวกันนี้จะทำให้ผู้ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับผู้ป่วยในการศึกษามีโอกาสหายขาดเพิ่มขึ้น  หรือได้ประโยชน์มากพอที่จะแนะนำวิธีการดังกล่าว  บางทีก็คล้ายกับการซื้อประกันภัยรถยนต์  บางครั้งหลายคนเสียเบี้ยประกันตั้งมากมาย แต่ไม่เคยได้ใช้บริการสักที  ซึ่งน่าจะดีใจ  เพราะแสดงว่าขับรถไม่เคยประสบอุบัติเหตุ  เช่นเดียวกับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านม  หลังการผ่าตัดแล้วอาจหายขาดได้โดยไม่ต้องรักษาเพิ่มเติม การจะบอกว่าผู้ป่วยคนไหนจะหายขาดจากโรคมะเร็งเต้านมต้องอาศัยการติดตามไปยาวๆ  ถ้าโรคมะเร็งไม่กลับมาอีกในระยะ  5  ปี  โอกาสที่ผู้ป่วยท่านนั้นจะหายขาดก็มีสูงมากกว่า  90  เปอร์เซ็นต์

บางทีฉันอาจจะไม่ต้องรับยารักษาเสริม

โฆษณาจาก HonestDocs
ขูดหินปูน ลดเพิ่ม 40% กว่า 20 คลินิก

ลดกลิ่นปาก ลดเลือดออก เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอนาน

%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%99bannerinternal ad

แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาค้นคว้าวิธีการเพื่อตอบคำถามว่าผู้ป่วยมะเร็งเต้านมคนไหนควรจะได้รับยาอะไรบ้าง  ปัจจุบันเรามีความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมาก  และสามารถเลือกการรักษาเสริมหลังผ่าตัดที่เหมาะสมให้กับผู้ป่วยแต่ละราย  โดยแพทย์จะพิจารณาตามปัจจัยเสี่ยงการกลับมาเป็นซ้ำของผู้ป่วย  ซึ่งปัจจัยสำคัญอันดับแรกคือระยะของโรค  นอกจากนี้พยาธิแพทย์ยังต้องพิจารณาโหงวเฮ้งหน้าตาของเซลล์มะเร็งเมื่อตรวจชิ้นเนื้ออย่างละเอียดว่า  มีลักษณะที่บ่งบอกความดุร้ายมากน้อยแค่ไหนและตรวจสอบคุณสมบัติบางประการของเซลล์มะเร็ง  เช่น  การตอบสนองต่อการนำฮอร์โมนเพศหญิงไปช่วยในการเจริญเติบโต  หรือเรียกสั้นๆ ว่า  การตอบสนองต่อฮอร์โมน  ซึ่งทราบได้จากการย้อมหาปริมาณตัวรับสัญญาณจากฮอร์โมนเพศในเซลล์มะเร็งที่มีชื่อว่าเอสโทรเจนรีเซ็ปเตอร์และโพรเจสเทอโรนรีเซ็ปเตอร์  โดยพยาธิแพทย์จะย้อมชิ้นเนื้อมะเร็งจากผู้ป่วยแต่ละรายแล้วัดความเข้ม  สัดส่วนของเซลล์มะเร็งที่ย้อมติดและไม่ติด  ตำแหน่งของตัวรับสัญญาณบนเซลล์มะเร็ง  แล้วให้คะแนน  ถ้าคะแนนสูงมากแสดงว่าตอบสนองต่อฮอร์โมนดีมาก

นอกจากนี้การแพทย์ยังค้นพบว่า  มีมะเร็งเต้านมอยู่กลุ่มหนึ่งประมาณ  20  เปอร์เซ็นของมะเร็งเต้านมทั้งหมด  จะใช้ตัวรับสัญญาณบนเซลล์มะเร็งอีกชนิดหนึ่งในการเจริญเติบโต  มีชื่อว่า  “เฮอร์ทู”  (HER2)  ผู้ป่วยบางท่านอาจได้รับการบอกกล่าวเกี่ยวกับเฮอร์ทูจากแพทย์ของท่านบ้างแล้ว  การตรวจหาเฮอร์ทูสามารถทำให้เบื้องต้นคล้ายกับการตรวจหาเอสโทรเจนรีเซ็ปเตอร์หรือโพรเจสเทอโรนรีเซ็ปเตอร์ข้างต้น  โดยหาจากชิ้นเนื้อมะเร็งเต้านมที่ถูกเจาะหรือผ่าตัดออกมา  ถ้าตัวรับโปรตีนเฮอร์ทูมีปริมาณมาก  บ่งถึงความสำคัญว่าเซลล์มะเร็งเต้านมของผู้ป่วยท่านนั้นพึ่งพาเฮอร์ทูในการเจริญเติบโตมาก  ในอดีตเราพบว่ามะเร็งเต้นนมชนิดที่มีเฮอร์ทูปริมาณมากพิเศษ  จะมีความดุร้ายและรุนแรง  ต่อมามีการค้นพบยายต้านเฮอร์ทูหลายชนิด  ทำให้การรักษาโรคมะเร็งเต้านมชนิดนี้ได้ผลดีขึ้น  โดยยาต้านเฮอร์ทูเป็นยาใหม่ที่ออกฤทธิ์เฉพาะต่อเซลล์มะเร็งเต้านมที่มีเฮอร์ทูมาก  ทำให้มีผลข้างเคียงหลายอย่างน้อยลงเมื่อเปรียบเทียบกับเคมีบำบัด  อย่างไรก็ตาม  ยาต้านเฮอร์ทูไม่ได้เหมาะสมกับผู้ป่วยทุกราย  อายุรแทพย์โรคมะเร็งของท่านจะเป็นผู้เลือกใช้ยาต้านเฮอร์ทูตามความเหมาะสมและข้อบ่งชี้ที่มีความจำเป็น

เห็นไหมล่ะครับว่า  โรคมะเร็งเต้านมของผู้ป่วยแต่ละคนอาจแตกต่างกัน  การรักษามะเร็งเต้านมก็มีทางเลือกหลายอย่าง  ดังนั้น  ไม่ต้องสงสัยเลยว่า  ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมเหมือนกันอาจได้รับการรักษาด้วยยาที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของเซลล์มะเร็งในผู้ป่วยแต่ละราย

ผู้ป่วยหลายท่านถามผมว่า  “ทำไมฉันไม่ได้ยาเหมือนกับคนอื่น”  “ทำไมหมอคนอื่นรักษาเพื่อนฉันแล้วผมไม่ร่วง  แต่ผมของฉันกลับร่วงหมดหัว”  ผู้ป่วยบางท่านอาจบอกหมอว่า  “เอายาที่ดีที่สุด  แพงเท่าไรก็ไม่ว่า”  โดยข้อเท็จจริงแล้ว  ถ้ามียาที่ดีที่สุด  ผู้ป่วยทุกคนก็ควรจะได้รับยาสูตรเดียวกันนั้น  แต่ในการรักษาโรคมะเร็งโดยการใช้ยา แพทย์จะเลือกใช้ยาที่เหมาะสมที่สุดต่อผู้ป่วยแต่ละราย  เพราะยาอื่นไม่เหมาะกับโรคของคุณหรือตัวคุณเอง 

เคมีบำบัดร้ายกาจมากใช่ไหม

ผมได้รับคำชมเชยจากคนไข้โรคมะเร็งเต้านมหลายท่านว่า  “ถ้ามาหาหมอทีไร เป็นต้องผมร่วงหมดทุกราย” รู้สึกจะกลายเป็นเครื่องหมายการค้าของผมไปแล้ว  ความจริงผมไม่ได้เป็นโรคจิตอยากเห็นผู้ป่วยผมร่วงหมดหัวนะครับ  แต่การรักษาเพื่อให้ได้ผลดีที่สุดย่อมเกิดผลข้างเคียงบ้าง  ก็ได้แต่พร่ำบอกผู้ป่วยว่า  “หลังจากการรักษาจบแล้ว  ผลข้างเคียงเกือบทั้งหมดจะค่อยๆ  หายไป  ผมที่ร่วงก็จะขึ้นมาใหม่  บางคนเคยผมขาวอาจได้ผมดำชั่วคราว”  อายุรแพทย์โรคมะเร็งทุกคนพยายามช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสม  และจบการรักษาได้โดยราบรื่น

การรักษาด้วยยาในมะเร็งเต้านมมีหลายแบบ  สามารถแบ่งได้ตามระยะของโรค  คือ  มะเร็งเต้านมที่ยังไม่มีการแพร่กระจายกับการมีการแพร่กระจายลุกลามไปอวัยวะอื่นแล้ว  ถ้าโรคมีการแพร่กระจายไปไกลมากแล้วเป้าหมายคือ  รักษาเพื่อให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวและลดอาการที่เกิดจากโรค  ส่วนการรักษาในผู้ป่วยที่โรคยังไม่แพร่กระจายนั้นมีเป้าหมายเพื่อให้หายขาดจากโรค  จะเห็นว่าถ้าเป็นโรคน้อย  ต้องรักษาดุเดือด  หวังให้หายขาด แต่ถ้าเป็นมาก  การรักษาต้องคอยประคับประคอง  ไม่ให้เกิดผลข้างเคียงมากเกินไป  แต่ก็ต้องได้ประโยชน์จาการรักษาด้วย  คนไข้ที่ศัลยแพทย์ส่งต่อให้ผมมักจะเป็นโรคที่ยังไม่แพร่กระจาย  จึงต้องวางเป้าหมายในการรักษา เพื่อให้หายขาด  มีส่วนน้อยที่ก้อนมะเร็งค่อนข้างใหญ่หรือลุกลามเข้าชั้นผิวหนัง  อาจให้ยารักษาก่อนการผ่าตัด  เพื่อควบคุมโรคไม่ให้แพร่กระจาย  และทำให้ก้อนมะเร็งเล็กลง  สามารถผ่าตัดได้ง่ายขึ้น

ยาที่ใช้ในการรักษาเสริมมะเร็งเต้านมอาจจำแนกได้เป็น  3  กลุ่ม  คือ

  • เคมีบำบัด
  • ยาต้านฮอร์โมน
  • ยารักษาแบบมุ่งเป้า

เคมีบำบัดหรือคีโม  (คีโมเทอราปี)

เซลล์มะเร็งเป็นเซลล์ที่เกิดจากเซลล์ร่างกายของผู้ป่วยเอง  มะเร็งเต้านมส่วนมากเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุ  ท่อน้ำนม  ลักษณะอย่างหนึ่งของเซลล์มะเร็งคือการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วโดยไม่อยู่ในความควบคุมของร่างกาย  และมักจะเร็วกว่าอัตราเติบโตของเซลล์ส่วนใหญ่ในร่างกายด้วย  การรักษาด้วยเคมีบำบัดอาศัยคุณสมบัติของเซลล์มะเร็งข้อนี้  โดยใช้สารเคมีบางชนิดที่มีโครงสร้างคล้ายวัตถุดับที่ใช้สร้างเนื้อเซลล์  แต่เป็นวัตถุดิบปลอม  เซลล์มะเร็งที่แบ่งตัวเร็วก็หลงเชื่อ  จับยาเข้าไปในเซลล์  ทำให้เซลล์หยุดการเจริญเติบโตและตายลงในที่สุด  เช่นเดียวกัน  เซลล์ปกติในร่างกายที่แบ่งตัวเร็วก็ย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย   โดยหลงเชื่อจับเอาเคมีบำบัดเข้าไปสร้างเซลล์เช่นกัน  เช่น  เส้นผม  เยื่อบุช่องปากและทางเดินอาหาร  เม็ดเลือด  เคมีบำบัดส่วนมากจึงทำให้เกิดผลข้างเคียงต่ออวัยวะเหล่านี้  เช่น  เม็ดเลือดต่ำ  ผมร่วง  เป็นแผลในช่องปาก  ท้องเสีย  เหล่านี้เป็นสิ่งที่อายุรแพทย์มะเร็งจะต้องแจ้งให้ผู้ป่วยทราบและเตรียมรับมือกับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

ถึงตรงนี้ผู้ป่วยหลายคนเลิกล้มความตั้งใจที่จะรับเคมีบำบัดทันทีโดยไม่ฟังอะไรอีกต่อไป  “ก็หมอเล่นเอายาพิษมาให้ชัดๆ”  ช้าก่อน  กรุณาฟังให้จบก่อนครับ  ประการแรก  ผลข้างเคียงเหล่านี้เกิดขึ้นกับผู้ป่วยส่วนน้อย  ประการที่สองซึ่งสำคัญมาก  ผลข้างเคียงเหล่านี้จะหายไป  ผู้ป่วยจะฟื้นฟูร่างกายกลับเป็นปกติตามเดิมได้  ดังนั้น  แพทย์จะเลือกยาสูตรใดย่อมต้องมีความรู้ความชำนาญพร้อมที่จะช่วยดูแลผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น  ทำให้ผู้ป่วยรับยาได้อย่างต่อเนื่องตลอดรอดฝั่งด้วย

แม้ว่าจะมีเคมีบำบัดหลากหลายชนิดถูกค้นคว้าขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง  แต่เคมีบำบัดที่เป็นหลักสำคัญของการรักษาโรคมะเร็งเต้านมมี  2  กลุ่มใหญ่  ได้แก่  ยากลุ่มแอนทราไซคลิน  (Anthracycline)  และกลุ่มแท็กเซน  (Taxane)

ยากลุ่มแอนทราไซคลินมีข้อสังเกตง่ายๆ  คือ  เป็นสารละลายที่มีสีแดงแบบน้ำหวานยี่ห้อเด็กสวมหมวก  ผู้ป่วยบางท่านอาจได้รับยาเพียงกลุ่มเดียว  บางท่านอาจได้รับยาทั้งสองกลุ่มในการรักษาตามลักษณะและปริมาณของโรค  โดยมากมักจะให้เคมีบำบัดทุก  3  สัปดาห์  แต่ละสูตรอาจให้  4 – 6  ชุด  ในกรณีที่ต้องรับยาทั้งสองกลุ่มแพทย์อาจเลือกวิธีการให้ยาเป็นสองช่วงหรือให้ยาทั้งสองกลุ่มพร้อมกันไปเลยก็ได้  ถ้าให้ยาหลายตัวพร้อมๆ  กันในสูตรเดียวก็จะมีผลข้างเคียงในแต่ละครั้งมากกว่า  แต่จบเร็วกว่า  ดังนั้นควรถามแพทย์ว่าวางแผนจะให้ยาสูตรใด  เป็นระยะเวลานานเท่าไร

ผู้ป่วยบางท่านถามผมว่า  “ยาที่มีประสิทธิภาพสูงต้องมีผลข้างเคียงมากด้วยใช่หรือไม่”  ทำนองว่ายาดีต้องแรง  ไม่เสมอไปหรอกครับ  ความจริงแล้วหมอมะเร็งอย่างผมอยากให้ผู้ป่วยทุกคนหาดขาดโดยปราศจากผลข้างเคียง  แต่เป็นไปได้ยาก  จึงต้องเลือกและปรับยาให้พอเหมาะต่อผู้ป่วยแต่ละราย  ยากลุ่มแอนทราไซคลินมีผลข้างเคียงที่สำคัญคือ ทำให้ผมร่วง  เม็ดเลือดต่ำ  คลื่นไส้อาเจียนและอาจกดการทำงานของหัวใจ  ส่วนยากลุ่มแท็กเซนมีผลข้างเคียงที่สำคัญ  คือ  ทำให้ผมร่วง  (เหมือนกัน) เม็ดเลือดต่ำ  ชาปลายมือปลายเท้า  ปวดเมื่อยตามตัว  ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นเหล่านี้สามารถป้องกันและปรับเปลี่ยนให้พอเหมาะเพื่อให้ผู้ป่วยรับยาได้จนครบ  จะมีแต่เรื่องศีรษะไร้ผมเท่านั้นที่ยังไม่สามารถป้องกันได้

           

ยาต้านฮอร์โมน

มะเร็งเต้านมส่วนใหญ่มักใช้ฮอร์โมนเพศหญิงในการเจริญเติบโต  ถ้าเราป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งเหล่านี้ใช้ฮอร์โมนจากร่างกายของเราได้  เซลล์มะเร็งก็จะฝ่อลง  แต่ก็มีมะเร็งเต้านมอีกไม่น้อยที่จะตอบสนองต่อการปรับฮอร์โมนในร่างกาย  ดังนั้นการตรวจหาตัวรับฮอร์โมนเอสโทรเจนและโพรเจส-เทอโรนในเนื้อเยื่อมะเร็งจะช่วยจำแนกผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มนี้ออกจากกันได้

เวลาที่แพทย์จะปรับฮอร์โมนเพื่อการรักษามะเร็งเต้านมต้องแบ่งผู้ป่วยเป็นสองกลุ่ม  กลุ่มแรกคือผู้ป่วยที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือนหรือไม่มีการสร้างฮอร์โมนเพศหญิงจากรังไข่  กับผู้ป่วยที่ยังมีประจำเดือนหรือยังสร้างฮอร์โมนเพศจากรังไข่อยู่  ผู้ป่วยกลุ่มหลังจะใช้ยาต้านฮอร์โมนชื่อแทม็อกซิเฟน  (Tamoxifen)  เป็นหลัก ในผู้ป่วยบางรายแพทย์อาจเลือกใช้ยากดการทำงาน  ไม่ให้รังไข่สร้างฮอร์โมนชั่วคราวเป็นการรักษาเสริม  สำหรับผู้ป่วยที่หมดประจำเดือนแล้วแม้จะลดการสร้างฮอร์โมนเพศโดยรังไข่ลง  แต่ก็ยังมีการสร้างฮอร์โมนเพศจากอวัยวะอื่นๆ  แทน  ผู้ป่วยเหล่านี้ก็ยังสามารถใช้ยาแทม็อกซิเฟนได้  และอาจเลือกใช้ยาอีกกลุ่มหนึ่งที่ชื่อว่า  ยาต้านเอนไซม์อะไรมาเทส  (Aromatase)  ซึ่งเป็นยาที่ยับยั้งการสร้างฮอร์โมนเพศหญิงจากอวัยวะอื่นๆ  ที่ไม่ใช่รังไข่  สำหรับยาต้านอะไรมาเทสนี้ไม่สามารถนำมาใช้ต่อผู้ป่วยที่ยังสร้างฮอร์โมนจากรังไข่ได้  เพราะจะไม่ได้ผลในการรักษา

โดยทั่วไปการรักษาเสริมด้วยยาต้านฮอร์โมนนี้  ถ้าผู้ป่วยท่านนั้นต้องรับเคมีบำบัด  จะเริ่มให้หลังการรักษาเคมีบำบัดและมีระยะเวลาการรักษาประมาณ  5  ปี

ยารักษาแบบมุ่งเป้า

ปัจจุบันมียารักษาเสริมเฉพาะในโรคมะเร็งเต้านมที่มี  “เฮอร์ทู”  เป็นบวกที่มีประสิทธิภาพสูง  สามารถเพิ่มอัตราการหายขาดจากการรักษาเสริมด้วยเคมีบำบัดและยาต้านฮอร์โมน  กล่าวคือ  ถ้าต้องรับยาเคมีบำบัด  ก็รับไป  แล้วให้ยาต้าน  “เฮอร์ทู”  ร่วมด้วย  ตัวยาจะไม่ได้ผลในคนที่เนื้อมะเร็งมี  “เฮอร์ทู”  น้อยหรือไม่มีเลย  และยาต้าน  “เฮอร์ทู”  นี้ยังมีราคาสูงมากในปัจจุบัน

ฟังดูแล้วการรักษาเสริมด้วยยานี่ทั้งซับซ้อน  ยุ่งยาก  และมีราคาแพง  ต้องหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ  ต้องหาสตางค์มาเพิ่ม  อย่างไรก็ตาม  ก็โชคดีที่หากคุณใช้สิทธิ์การรักษา  “สามสิบบาทรักษาทุกโรค”  ก็สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายมาตรฐาน  ทั้งยาเคมีบำบัดและยาต้านฮอร์โมนได้  ดังนั้น  ถ้ากังวลว่าจะไม่มีทุนทรัพย์พอในการรักษา  ขอให้วางใจได้ส่วนหนึ่งว่ายังสามารถมารับการรักษาเสริมทั้งยาเคมีบำบัดและยาต้านฮอร์โมน  แม้ว่าอาจไม่ครอบคลุมยารักษาแบบมุ่งเป้า  แต่ก็สามารถรักษาให้หายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยหน้ากัน

จะใช้ทางเลือกอื่นได้ไหม

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่า  “การแพทย์ทางเลือก”  ที่เป็นวิทยาศาสตร์นั้นมีอยู่จริง  แต่ไม่มาก  ส่วนมากอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยเพื่อพิสูจน์ว่าดีกว่าการรักษาตามมาตรฐานในปัจจุบัน  แต่  “การแพทย์ทางเลือก”  แบบแอบอ้างนั้นมีอยู่มากมาย  ทำให้เกิดความสับสนในกลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ต้องการความหวัง  จึงทำให้ตกเป็นเป้าหมายของพวก  “ทางเลือกแอบอ้าง”  อย่างเต็มเปา         

เอาละ “มีคนบอกว่า”  “เค้าว่า”  (เหล่านี้เป็นคำที่ผมไม่ค่อยชอบเลยจริงๆ)  สามารถรักษามะเร็งให้หายได้โดยไม่ต้องรับยาเคมีบำบัด  เช่น  ใช้ยาพิสดาร  อาหารต้านมะเร็ง  สมุนไพร  เซลล์บำบัด  ยีนบำบัด  สเต็มเซลล์  ฉันจะลองไปรักษาดู  ผมจะเจอคำพูดเหล่านี้จากผู้ป่วยที่มีความคิดต่อต้านสุดโต่งต่อเคมีบำบัด  บางครั้งต้องหาเหตุผลมากมายมาโน้มน้าวผู้ป่วยกลุ่มนี้  เพื่อไม่ให้สูญเสียโอกาสที่จะรักษาโรคมะเร็งอย่างถูกต้อง

ผมขอสรุปลักษณะสำคัญของกลุ่ม  “ทางเลือกแอบอ้าง”  ที่ควรระวังไว้ดังนี้

  • มักใช้คำพูดและให้ความหวังมากเกินความเป็นจริง  (มากกว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็ง)
  • มักใช้สื่อโฆษณา  (ที่ลงทุนสูง)  อย่างต่อเนื่อง  เพื่อดึงดูดให้ผู้ป่วยเชื่อถือ  หรือเรียกว่าเป็นการทำการตลาด  มักมีแพทย์ที่ไม่ได้เป็นแพทย์ในโรงเรียนแพทย์  ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็น  (โดยแพทย์เหล่านั้นได้รับค่าตอบแทนเสียด้วย)
  • มักมีประเด็นแสวงหากำไรซ่อนไว้อยู่เสมอ  เช่น  ต้องการขายสินค้าหรือบริการในที่สุด

วันที่ไปรับเคมีบำบัดต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

เวลาผู้ป่วยไปรับเคมีบำบัดไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากมาย  เตรียมใจให้พร้อม  ทำใจให้สบายๆ  คิดว่าคนอื่นผ่านไปได้  ฉันก็ต้องผ่านไปได้เหมือนกัน  ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร  แต่ถ้าไม่สะดวกที่จะกินอาหารมาก่อน  จะมากินอาหารที่โรงพยาบาลหรือระหว่างให้ยาเคมีบำบัดก็ได้

สิ่งที่ผู้ป่วยอาจต้องเตรียมตัวให้พร้อมคือ  ผลตรวจนับเม็ดเลือดหรือผลตรวจเลือดอื่นที่จำเป็น  ซึ่งแพทย์มักจะสั่งล่วงหน้าก่อนให้คีโมทุกครั้ง  เพื่อย่นระยะเวลาที่ต้องรอผลเลือดก่อนการตรวจรักษา  ท่านจะได้ตรวจเร็วขึ้น  ได้รับยายเร็วขึ้น  ส่วนมากแล้วแพทย์เคมีบำบัดจะยอมรับผลการตรวจเลือดจากโรงพยาบาลอื่นได้  โดยมีข้อแม้ว่าตรวจมาไม่เกิน  2 – 3  วันก่อนวันรับเคมีบำบัด

ผู้ป่วยหญิงที่อายุไม่มากและยังอยู่ในวัยเจริญพันธุ์  ต้องได้รับการคุมกำเนิดที่เหมาะสม  ส่วนมากวิธีที่ปลอดภัยและผลข้างเคียงน้อยมาก  คือการให้ฝ่ายชายใช้ถุงยางอนามัย  โดยทั่วไปไม่ควรใช้ยาคุมกำเนิดที่เป็นฮอร์โมนไม่ว่าจะเป็นชนิดกินหรือฉีดก็ตาม  เพราะอาจต้านฤทธิ์ยาต้านฮอร์โมนที่ใช้เพื่อการรักษา  การตั้งครรภ์ระหว่างรับเคมีบำบัดอาจมีผลกระทบของเคมีบำบัดต่อทารกในครรภ์ภายหลังได้  หลังจากรับยาเคมีบำบัดหลายท่านจะมีการเปลี่ยนแปลงของประจำเดือน  เช่น  คลาดเคลื่อนไม่ตรงรอบ  หรืออาจไม่มีประจำเดือนอีก  แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีฮอร์โมนในร่างกายหรือจะไม่ตั้งครรภ์

เมื่อไปถึงโรงพยาบาล เนื่องจากการให้เคมีบำบัดมีค่าใช้จ่ายพอสมควร  ผู้ป่วยจึงควรตรวจสอบสิทธิของการรักษาให้แน่นอน  กระบวนการตรงนี้อาจแตกต่างกันไปตามกฎเกณฑ์ของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง  สถานที่สำหรับให้เคมีบำบัดส่วนมากจะจัดแยกเป็นสัดส่วนพิเศษ  มักถูกเรียกว่าเป็นเดย์แคร์  แปลว่าการให้การรักษาด้วยเคมีบำบัดแบบผู้ป่วยนอก  การให้ยาจะเสร็จสิ้นในเวลาไม่เกิน  6  ชั่วโมง  บริเวณสำหรับผู้ป่วยจะเป็นเก้าอี้นวมนุ่ม  เอนได้พอประมาณ  เพื่อให้ผู้ป่วยผ่อนคลาย  บางที่อาจมีโทรทัศน์ให้ดูหรือมีดนตรีให้ฟัง

ส่วนกระบวนการให้เคมีบำบัดเริ่มจากแพทย์สั่งการรักษา  เภสัชกรผู้ชำนาญผสมเตรียมเคมีบำบัด  พยาบาลที่มีความชำนาญในการหาเส้นเลือดแทงเข็มให้สารน้ำจะเลือกเส้นเลือดที่เหมาะสม  และดำเนินการให้ยาเข้าทางเส้นเลือดดำ  เคมีบำบัดส่วนใหญ่จะถูกผสมกับน้ำเกลือก่อน  มีการให้ยาป้องกันผลข้างเคียงของเคมีบำบัด  เช่น  ยาป้องกันคลื่นไส้อาเจียน  ยาป้องกันภาวะไวต่อเคมีบำบัด  จากนั้นอีกประมาณ  15 -30  นาทีก็เริ่มให้เคมีบำบัด  หลายท่านอาจเข้าใจว่าผลข้างเคียงจะเกิดขึ้นทันที  กลัวว่าหลังจากให้ยาจะกลับบ้านไม่ไหว  ขอค้างคืนที่โรงพยาบาล  แต่แท้จริงแล้วผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นในวันแรกของการให้ยาพบน้อยมาก  ส่วนมากจะไม่มีอาการผิดปกติ  แพทย์จึงแนะนำให้กลับไปพักผ่อนที่บ้านซึ่งน่าจะสบายกว่านอนที่โรงพยาบาล

แล้วจะเกิดผลข้างเคียงทั้งหลายเมื่อไร

หลังจากรับเคมีบำบัดไป  3 – 4  วัน บางท่านอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน  เบื่ออาหาร  โดยมีอาการอยู่ประมาณ  7 – 10  วัน  ส่วนมากจะมีเพียงอาการเบื่ออาหารหรือคลื่นไส้เล็กน้อย  ซึ่งบรรเทาได้ด้วยการกินอาหารอ่อน  รสไม่จัด  กินอาหารมื้อเล็กลง  แต่อาจบ่อยขึ้น  ผู้ป่วยที่รับเคมีบำบัดอาจกินอาหารได้น้อยกว่าปกติ  จึงควรเลือกอาหารที่มีประโยชน์ครบ  5  หมู่  เพื่อให้ฟื้นตัวได้เร็ว

ถ้าเคมีบำบัดที่ได้มีผลข้างเคียงเรื่องผมร่วง  จะเกิดประมาณสัปดาห์ที่สองหลังได้รับยา  ผู้ป่วยของผมหลายคนเล่าให้ฟังว่า  มีอาการหนุบๆ  ที่หนังศีรษะก่อน  แล้วจึงมีผมร่วงตามมา  บางท่านถามว่าจะทำตัวอย่างไรดี  จะตัดผมสั้นก่อนดีไหม  ต้องโกนผมหรือไม่  ใส่วิกได้หรือเปล่า  ทั้งหมดนี้ตามอัธยาศัยของแต่ละท่านเลยครับ  ถ้ากังวลว่าจะมีคนรู้  อาจต้องเตรียมตัวหาวิกผมไว้ล่วงหน้า  บางรายอาจไม่ชอบใส่วิกเพราะจะทำให้ดูแปลกตา  บางท่านดูสวยมากกว่าปกติเมื่อใส่วิกผม  อีกจำนวนไม่น้อยรำคาญหนังศีรษะ  เนื่องจากเรามีสภาพอากาศร้อน  ทำให้ไม่สะดวกต่อการใส่วิก  เลยเลือกโพกศีรษะด้วยผ้าแพรสวยๆ  ดูดีไปอีกแบบ  บางท่านก็ทำสกินเฮด  ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม  ผมท่านจะขึ้นกลับคืนมาหลังจากหยุดยาเคมีบำบัด  เร็วหรือช้าแตกต่างกันไป  ส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณ  2 – 3  เดือน  ผมที่ขึ้นมาใหม่อาจแปลกไปจากเส้นผมเดิมชั่วคราว  เช่น  ดำกว่าเดิม  หยักศก  ก่อนจะกลับสู่สภาพปกติในเวลาต่อมา

ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่รับเคมีบำบัดจะมีเม็ดเลือดลดลงในระหว่างสัปดาห์ที่  1  และ  2  หลังได้รับยา  โดยมากจะลดลงในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่างจากโรคมะเร็งเม็ดโลหิตขาวหรือลิวคีเมีย  ซึ่งการรักษาต้องกวาดล้างเซลล์มะเร็งที่เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาว  ทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำจนเกือบเป็นศูนย์อย่างไรก็ตาม  ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่รับเคมีบำบัดอาจเกิดเม็ดเลือดขาวต่ำรุนแรง  ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย  โดยมากเป็นเชื้อแบคทีเรียในร่างกายของตัวเอง  ดังนั้นภายหลังรับเคมีบำบัดระหว่างเวลาดังกล่าว   ควรระมัดระวังเรื่องอาหาร  กินอาหารสุก  สะอาด  หลีกเลี่ยงสถานที่แออัดและมีคนจำนวนมาก  ถ้ามีไข้สูงกว่า  38  องศาเซลเซียสในระยะเวลาดังกล่าว  ต้องมาพบแพทย์เพื่อตรวจเม็ดเลือดและอาจต้องเข้ารับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

นอกจากผลข้างเคียงที่พบได้ข้างต้น  มีอาการข้างเคียงอื่นที่พบได้น้อย  เช่น  ปากเจ็บคล้ายเป็นแผลร้อนใน  ท้องผูก  มือเท้าชา  ผื่นคัน  กดการทำงานหัวใจ  ขอย้ำครับว่า  ผลข้างเคียงเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย  เพื่อความแน่ใจ  ควรสอบถามจากแพทย์ผู้รักษาเป็นกรณีไป

 

จบจากเคมีบำบัดแล้วอย่างไรต่อ

ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งต้องรับการฉายรังสีเสริมตามหลังการรับเคมีบำบัด  อีกส่วนหนึ่งได้รับการฉายรังสีไปก่อนแล้ว  และอีกจำนวนหนึ่งต้องรับการรักษาเสริมด้วยยาต้านฮอร์โมนร่วมด้วย  ในรายที่เนื้อเยื่อมะเร็งสามารถตอบสนองต่อการกระตุ้นด้วยฮอร์โมนเพศในร่างกาย  ระหว่าง  2  ปีแรก  แพทย์อาจนัดตรวจเพื่อติดตามผลการรักษาและตามผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นเป็นระยะทุก  3 – 4  เดือน  หลังจากนั้นจะห่างขึ้นเป็น  6  เดือนถึง  1  ปี  การตรวจติดตามผลการรักษาเป็นการเฝ้าระวังโรคที่จะกลับมาเป็นซ้ำอีก  หรือโรคใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้น

ถ้าต้องการรู้เพิ่มเติมมากกว่านี้

แน่นอนครับ  สามารถพูดคุยกับอายุรแพทย์โรคมะเร็งที่รักษาท่านได้  แต่ถ้าอยากหาความรู้เพิ่ม  แต่ไม่อยากไปกวนใจคุณหมอ  ควรหาจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้  ไม่ได้แสวงหากำไรจากท่าน  ทางมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทยมีเว็บไซต์ที่สามารถเข้าไปหาข้อมูลได้ที่  http://www.tsco.or.th 

คุณสามารถอ่านข้อมูลดีๆมีประโยชน์แบบนี้ได้เพิ่มเติมที่หนังสือ "มะเร็งเต้านม" โดยรองศาสตราจารย์ นพ. พัฒน์พงศ์ นาวีเจริญ, รองศาสตราจารย์ นพ. ศิรชัย จินดารักษ์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ. ชวลิต เลิศบุษยานุกูล, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ. วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ จากสำนักพิมพ์อมรินทร์ เพื่อสนับสนุนผู้แต่ง

 

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

บทความก่อนหน้า
เราจะสู้ (แนวทางการรักษา)
เราจะสู้ (แนวทางการรักษา)
บทความต่อไป
ฉายรังสีสมัยใหม่ และแลไกลไปจนถึงอนาคต
ฉายรังสีสมัยใหม่ และแลไกลไปจนถึงอนาคต

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

เจ็บใต้ราวนมเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมมั้ยค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่