มะเร็งและโรคร้าย

ถ้าคิดว่ากําลังเป็นโรคหลอดเลือดสมองต้องทําอย่างไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
Istock 499570490 %281%29

เมื่อปี 2553 บิว ไบเด็น อัยการหัวหน้าคณะแห่ง Delaware วัย 41 ปี บุตรชายของรองประธานาธิบดี โจ ไบเด็น เกิดอาการของโรค หลอดเลือดสมอง (สโตรก-stroke) ใช่แล้วครับ สโตรกเกิดได้กับคนใน วัย 40 ปี แม้ว่าโอกาสเกิดสโตรกจะเพิ่มสูงตามอายุ แต่ 10-15% ก็เกิด ในคนที่อายุไม่ถึง 45 ปี ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสําคัญที่เราต้องรู้จักอาการของ สโตรกไว้ เพื่อให้ช่วยเหลือตัวเองและคนอื่นๆ ได้

อาการของสโตรกได้แก่ ร่างกายซีกหนึ่งชาและอ่อนแรง สติสับสน พูดอ้อแอ้ไม่ชัด ไม่ว่าจะใช้มาตรฐานใด อาการแบบนี้ก็เป็นสัญญานเตือนภัยร้ายแรงครับ แต่กระนั้น ผู้ป่วยหลายต่อหลายรายที่มีอาการบ่งบอกชัดเจน เช่นนี้กลับเพิกเฉย สมาคมโรคสโตรกแห่งชาติมีตัวเลขว่า 42% ของผู้ใหญ่ ที่มีอาการสโตรก จะรอดูอาการเองต่อ เฉลี่ยประมาณ 13 ชั่วโมงไปจนถึง 24 ชั่วโมง นับแต่เริ่มมีอาการ ก่อนจะตัดสินใจไปโรงพยาบาล

สโตรก (Stroke) คือภาวะฉุกเฉินของหลอดเลือดสมองซึ่งมีทั้งแตก ตีบ และตัน ผลก็คือทําให้สมองขาดเลือด จัดเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ ทําให้เสียชีวิตและทุพพลภาพ ในสหรัฐอเมริกาเฉลี่ยทุกๆ 40 วินาที จะมี คนเป็นสโตรกเพิ่มขึ้น 1 ราย ซึ่งรวมกันแล้ว 1 ปี จะมีผู้ป่วยสโตรกเกือบ 800,000 ราย ผู้ป่วยที่รอดชีวิตก็อาจเป็นอัมพาต พูดไม่ได้ และมีปัญหา ด้านอารมณ์

สโตรกแบ่งใหญ่ ๆ ออกเป็น 2 ประเภท สโตรกแบบขาดเลือด (ischemic stroke) เกิดเมื่อเลือดไม่ไปเลี้ยงสมอง กับสโตรกแบบ ตกเลือด (hemorrhagic stroke) ซึ่งเป็นกรณีที่เส้นเลือดสมองแตก แบบแรกเกิดได้บ่อยกว่าแบบหลัง 9 ต่อ 1 แต่ในทั้ง 2 กรณี ผลคือ เนื้อสมองบาดเจ็บเสียหาย

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดสโตรก มีทั้งคนที่สูบบุหรี่ ความดันโลหิต สูง เป็นโรคหัวใจ เบาหวาน คนที่เคยมีอาการแบบสโตรกไม่กี่นาทีแล้ว หายเป็นปกติ (TIAS : transient ischemic atacks) เกิดจากการที่ หลอดเลือดเลี้ยงสมองมีการอุดกั้นชั่วคราว จะมีอาการไม่กี่นาทีหรืออาจ เป็นชั่วโมง แต่ก็เป็นสัญญานเตือนว่า เสี่ยงที่จะต่อไปเป็นสโตรกเต็มตัว

ผู้ป่วยสโตรกเกือบทุกราย หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีหลังมี อาการจะเพิ่มโอกาสรอดชีวิตโดยมีความเสียหายต่อระบบประสาทน้อยที่สุด นี่เป็นข้อเท็จจริงอย่างยิ่งโดยเฉพาะกรณีของสโตรกชนิดขาดเลือด การรักษาสําหรับสโตรกประเภทนี้ แพทย์จะฉีดสารไปละลายลิ่มเลือดที่เรียกว่า สารกระตุ้นพลาสมิโนเจนของเนื้อเยื่อ (tissue plasminogen activator : tPa) ซึ่งการรักษาได้ผลดี ต่อเมื่อได้ยาหลังเกิดอาการไม่นาน แนวการรักษา นี้ได้รับการรับรองในงานวิจัยเมื่อปี 2538 ที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ New England ที่ศึกษาผู้ป่วยสโตรกหลายร้อยรายและได้ข้อสรุปว่า ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาภายใน 3 ชั่วโมงหลังจากเริ่มมีอาการมีโอกาสที่จะ รอดชีวิตอยู่ได้เกิน 3 เดือน แต่ถ้ารออยู่นานกว่าจะตัดสินใจนําส่งโรงพยาบาล ความเสี่ยงที่เนื้อสมองถูกทําลายจะมากขึ้น และอาจเลยระยะเวลาที่ยา tPa จะออกฤทธิ์ได้ผล

แต่เมื่อคิดถึงข้อเท็จจริงว่า ผู้ป่วยสโตรกมักรอดูอาการอย่างน้อย 13 ชั่วโมงก่อนจะนําส่งโรงพยาบาล เห็นได้ชัดว่า คนอเมริกันที่เกิดสโตรก ส่วนใหญ่ พลาดช่วงเวลาที่มีโอกาสรักษาแล้วกลับดีขึ้น แม้กระทั่งในคนไข้ที่เคยเป็นสโตรกมาแล้วและรู้ดีว่ามีอาการสโตรกอีก ก็ยังไม่รีบเข้าถึงการักษาให้เร็วพอ เพราะนึกเอาเองว่าคงไม่ร้ายแรง นี่เป็นความเข้าใจผิดที่ จําเป็นต้องแก้ไขอย่างยิ่ง

เพื่อสนับสนุนให้ผู้คนตระหนักและรู้แนวทางปฏิบัติที่รวดเร็วถูกต้อง สมาคมสโตรกแห่งชาติได้ออกแนวทางเพื่อประเมินอย่างรวดเร็วว่า คนคน นั้นกําลังมีอาการของสโตรกใช่หรือไม่ เพื่อให้การช่วยเหลือได้ทันท่วงที แนวทางนั้นย่อเป็นคําว่า FAST ประกอบด้วยการทดสอบที่จดจําง่ายคือ

  • FACE: ใบหน้า บอกให้ผู้ป่วยยิ้ม สังเกตว่า มีซีกหน้าและขยับไม่ได้หรือไม่
  • ARMS : บอกให้ผู้ป่วยยกแขนชูขึ้น 2 ข้าง มีข้างไหนห้อยตกหรือไม่
  • SPEECH : บอกให้ผู้ป่วยพูดประโยคง่ายๆ ตามที่บอก สังเกต ว่าเสียงไม่ชัดหรือแปลกผิดปกติไปหรือไม่
  • TIME : ถ้าทดสอบพบว่ามีอาการใดใน 3 ข้อแรก ให้โทรเรียก รถพยาบาลมารับหรือนําส่งโรงพยาบาลด่วน เพราะยิ่งเร็วก็ยิ่งมีโอกาสรักษา

หากต้องการทราบข้อมูลละเอียดยิ่งขึ้น เข้าไปดูเพิ่มได้ที่ WWW.Stroke.org/site/PageServer...

 บทสรุปของหมอเบซเซอร์

ระยะเวลาเป็นหัวใจสําคัญในการรักษาสโตรก สิ่งเลวร้ายที่สุดที่คุณทําได้เมื่อ เกิดอาการของสโตรกก็คือ การไม่สนใจและติดว่าเป็นเรื่องเล่น ๆ อย่าทําผิดพลาดแบบนั้นเป็นอันขาด ถ้าตัวคุณเองหรือคนที่คุณรู้จักมีอาการของสโตรก รับหาทางนําส่งโรงพยาบาลทันที

 ข้อปฏิบัติในการป้องกันสโตรก

รับการรักษาได้เร็วเท่าไรยิ่งดี แต่จะดียิ่งกว่าถ้าไม่เป็นสโตรก คําแนะนํา ต่อไปนี้เป็นสิ่งดีที่ทุกคนควรทํา ใครที่เคยเป็นสโตรกมาแล้ว จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดซ้ำอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคุณไม่ตั้งใจทําทุกอย่างเพื่อป้องกัน สโตรก

  • ควบคุมความดันโลหิตสูง ด้วยการกินให้ถูกต้อง ออกกําลัง และ กินยา
  • ถึงเวลาเลิกสูบบุหรี่ครับ ลองโทรปรึกษาสายด่วนเลิกบุหรี่
  • เฝ้าระวังโรคเบาหวาน การควบคุมไม่ให้น้ำตาลในเลือดสูง ลด ความเสี่ยงที่จะเกิดสโตรก
  • รักษาระดับคอเลสเตอรอลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ทราบประวัติครอบครัวว่า เคยมีใครเป็นสโตรกหรือไม่ หายแล้วกลับเป็นปกติทุกอย่าง
  • อย่าเพิกเฉยอาการ TIAS สโตรกที่เป็นแค่ชั่วเวลาสั้น ๆ ที่เมื่อ
  • ถ้าดื่มแอลกอฮอล์ จงดื่มแต่น้อย อุดหลอดเลือดสมอง
  • รักษาโรคหัวใจเพื่อป้องกันสโตรก จากการที่เกิดลิ่มเลือดหลุดไป

หากคุณเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์และอยากอ่านเกี่ยวกับหัวข้อนี้เพิ่มเติม สามารถสนับสนุนผู้แต่ง นายแพทย์ริชาร์ด เบซเซอร์  ได้โดยการซื้อหนังสือ “ความจริงจากหมอไขข้อกังขาปัญหาสุขภาพ”

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่