ยา

ยาต้านเกล็ดเลือดโคลพิโดเกรล (clopidogrel)

เผยแพร่ครั้งแรก 11 พ.ย. 2018 อัปเดตล่าสุด 4 ส.ค. 2020 เวลาอ่านประมาณ 3 นาที
ยาต้านเกล็ดเลือดโคลพิโดเกรล (clopidogrel)

บทนำ

โคลพิโดเกรล (clopidogrel) เป็นยาต้านเกล็ดเลือด ซึ่งจะเป็นยาที่ลดความเสี่ยงของการเกิดเลือดแข็งตัว โดยทั่วไปหากมีบาดแผลหรือมีการฉีดขาดของเส้นเลือดขนาดเล็ก จะเกิดการแข็งตัวของเลือดบริเวณบาดแผลทำให้เลือดหยุดไหลจนกว่าเส้นเลือดที่ฉีกขาดนั้นจะหายดี

ในเลือดจะเซลล์ขนาดเล็กเรียกว่าเกล็ดเลือดซึ่งจะช่วยให้เกิดการแข็งตัวของเลือด เมื่อมีบาดแผลเซลล์เกล็ดเลือดจะสร้างสารเคมีเพื่อเสริมสร้างการก่อตัวของเกล็ดเลือดและทำให้เซลล์เกล็ดเลือดเหล่านั้นผสานตัวกันเกิดเป็นลิ่มเลือดที่แข็งตัวหยุการไหลของเลือดบริเวณบาดแผลได้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 370 บาท ลดสูงสุด 1010 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 27

ยาโคลพิโดเกรลจะช่วยลดการผสานตัวกันของเซลล์เกล็ดเลือดและลดการแข็งตัวของเลือดได้ซึ่งจะลดความเสี่ยงการเกิดเส้นเลือดอุดตันหรือหัวใจวายได้

จะใช้ยาโคลพิโดเกรลเมื่อใด

แพทย์จะเริ่มให้ยาโคลพิโดเกรลในผู้ที่มีอาการดังนี้

  • โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
  • กลุ่มอาการหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน (acute coronary syndrome, ACS)
  • โรคหลอดเลือดสมอง (stroke)
  • มีการใส่ขดลวดถ่างขยายหลอดเลือด (Coronary stent)
  • เคยผ่าตัดเปิดช่องอกหรือหัวใจ

ยาโคลพิโดเกรลและยาแอสไพรินขนาดต่ำ

บางรายแพทย์อาจให้ยาโคลพิโดเกรลและยาแอสไพรินขนาดต่ำร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาแต่จะเพิ่มความเสี่ยงของอาการเลือดไหลในช่องท้องได้ โดยความเสี่ยงนี้จะมีเพิ่มขึ้นในผู้สูงอายุ โดยการให้ยาสองชนิดนั้นอาจจะให้เพียงระยะสั้น ไม่เกิน 12 เดือน

สิ่งที่ควรพิจารณาในการใช้ยาโคลพิโดเกรล

หากท่านมีปัญหาสุขภาพบางชนิด เช่น โรคแผลในกระเพาะอาหาร (Peptic Ulcer) หรือโรคผิดปกติเกี่ยวกับโรคบางชนิด ท่านไม่ควรใช้ยาโคลพิโดเกรล นอกจากได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ควรใช้ยาโคลพิโดเกรลด้วยความระมัดระวังหากท่านมีปัญหาโรคตับหรือโรคไต โดยห้ามใช้ยาในผู้ที่อายุต่ำกว่า 16 ปี และไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

การลืมกินยาหรือใช้ยาเกินขนาด

หากลืมกินยาโคลพิโดเกรล ให้รีบกินยาทันทีที่นึกได้และกินยามื้อต่อไปตามปกติ แต่หากนึกขึ้นได้ใกล้การกินยามื้อถัดไปแล้ว ไม่ต้องกินเม็ดที่ลืมแต่ให้รอกินยามื้อถัดไปแทนโดยไม่ต้องเพิ่มขนาดขึ้นเป็นสองเท่าเนื่องจากจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้ หากกินยาเกินขนาดให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 370 บาท ลดสูงสุด 1010 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 27

ผู้ที่ควรเลี่ยงการใช้ยาโคลพิโดเกรล

  • เป็นแผลในกระเพาะอาหาร
  • มีประวัติเลือดออกในสมอง
  • เป็นโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของระบบเลือด เช่น ฮีโมฟีเลีย (haemophilia) เป็นต้น
  • ไม่ควรใช้ยาในผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี

ควรใช้ยาโคลพิโดเกรลอย่างระมัดระวังในกลุ่มผู้ป่วยต่อไปนี้

  • มีปัญหาโรคตับ
  • มีปัญหาโรคไต
  • มีความเสี่ยงต่อการเลือดไหล เช่น โรคแผลในกระเพาะอาหาร เป็นต้น
  • ควรหยุดยาก่อนที่จะทำการผ่าตัดต่างๆอย่างน้อย 7 วัน เนื่องจากอาจมีความเสี่ยงเลือดไหลไม่หยุดได้

การใช้ยาโคลพิโดเกรลในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ไม่แนะนำให้ใช้ยาโคลพิโดเกรลในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยที่ชัดเจนในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ผลข้างเคียงของยาโคลพิโดเกรล

ถึงแม้ผลข้างเคียงที่รุนแรงจะมีน้อยและเกิดได้ยาก แต่สามารถมีผลข้างเคียงได้ เช่น อาหารไม่ย่อย ปวดศรีษะ ปวดท้อง เลือดออกได้ง่ายและหยุดไหลยาก และคลื่นไส้อาเจียน ยาโคลพิโดเกรลยังมีปฏิกิริยากับยาชนิดอื่นได้ ดังนั้นจึงต้องอ่านฉลากยาก่อนใช้และปรึกษาแพทย์เสมอเพื่อความปลอดภัยในการใช้

ผลข้างเคียงของยาที่รุนแรง ได้แก่ ผื่นคัน ปวดท้องอย่างรุนแรง เลือดไหลไม่หยุดหรือมีจ้ำเขียวเกิดขึ้นเอง อาเจียนเป็นเลือด ชาบริเวณแขนและขา ปัสสาวะเป็นเลือด หากมีอาการดังนี้ให้รีบไปพบแพทย์

อาการแพ้ยาโคลพิโดเกรล

บางรายอาจมีการแพ้ยาโคลพิโดเกรลได้ ให้รีบนำไปส่งโรงพยาบาลทันทีหากมีอาการดังนี้

  • ปากบวม หน้าและลำคอบวม
  • หายใจลำบาก
  • มีผื่นผิวหนังเกิดขึ้นหลังจากกินยา

การเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาโคลพิโดเกรลกับยาชนิดอื่น

ยาบางชนิดอาจเกิดปฏิกิริยากับยาชนิดอื่นได้เมื่อต้องกินยาหลายชนิดร่วมกัน ยาโคลพิโดเกรลก็สามารถเกิดปฏิกิริยากับยาชนิดอื่นๆได้ดังนี้

ความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกจะมีเพิ่มขึ้นหากกินยาโคลพิโดเกรลร่วมกับยาดังนี้

  • กลุ่มยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)
  • ยาแอสไพริน
  • ยาวาร์ฟาริน
  • ยาต้านเกล็ดเลือดชนิดอื่น

การเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาโคลพิโดเกรลกับอาหารและแอลกอฮอล์

ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนระหว่างอาหารและยาโคลพิโดเกรล แต่ควรกินยาโคลพิโดเกรลหลังมื้ออาหาร เพื่อลดอาการระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ สำหรับแอลกอฮอล์อาจดื่มได้แต่ไม่ควรดื่มมากเกินกว่าปกติเนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกในกระเพาะอาหารได้


3 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Antiplatelet drugs - P2Y12 inhibitors. MedlinePlus. (https://medlineplus.gov/ency/patientinstructions/000100.htm)
The effect of clopidogrel, aspirin and both antiplatelet drugs on platelet function in patients with peripheral arterial disease. National Center for Biotechnology Information. (https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/15154604)
Clopidogrel: a blood thinning medicine to prevent blood clots. NHS (National Health Service). (https://www.nhs.uk/medicines/clopidogrel/)

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม