Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
ยา

ยาต้านเกล็ดเลือดโคลพิโดเกรล (clopidogrel)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,633,370 คน

ยาต้านเกล็ดเลือดโคลพิโดเกรล (clopidogrel)

บทนำ

โคลพิโดเกรล (clopidogrel) เป็นยาต้านเกล็ดเลือด ซึ่งจะเป็นยาที่ลดความเสี่ยงของการเกิดเลือดแข็งตัว โดยทั่วไปหากมีบาดแผลหรือมีการฉีดขาดของเส้นเลือดขนาดเล็ก จะเกิดการแข็งตัวของเลือดบริเวณบาดแผลทำให้เลือดหยุดไหลจนกว่าเส้นเลือดที่ฉีกขาดนั้นจะหายดี

ในเลือดจะเซลล์ขนาดเล็กเรียกว่าเกล็ดเลือดซึ่งจะช่วยให้เกิดการแข็งตัวของเลือด เมื่อมีบาดแผลเซลล์เกล็ดเลือดจะสร้างสารเคมีเพื่อเสริมสร้างการก่อตัวของเกล็ดเลือดและทำให้เซลล์เกล็ดเลือดเหล่านั้นผสานตัวกันเกิดเป็นลิ่มเลือดที่แข็งตัวหยุการไหลของเลือดบริเวณบาดแผลได้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
หากคุณรู้สึกว่าตัวเองมีความบกพร่องในด้านของความเข้าใจ

เราอยากชวนคุณมาทดลองงานวิจัยกับเรา

Istock 541831614

ยาโคลพิโดเกรลจะช่วยลดการผสานตัวกันของเซลล์เกล็ดเลือดและลดการแข็งตัวของเลือดได้ซึ่งจะลดความเสี่ยงการเกิดเส้นเลือดอุดตันหรือหัวใจวายได้

จะใช้ยาโคลพิโดเกรลเมื่อใด

แพทย์จะเริ่มให้ยาโคลพิโดเกรลในผู้ที่มีอาการดังนี้

  • โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
  • กลุ่มอาการหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน (acute coronary syndrome, ACS)
  • โรคหลอดเลือดสมอง (stroke)
  • มีการใส่ขดลวดถ่างขยายหลอดเลือด (Coronary stent)
  • เคยผ่าตัดเปิดช่องอกหรือหัวใจ

ยาโคลพิโดเกรลและยาแอสไพรินขนาดต่ำ

บางรายแพทย์อาจให้ยาโคลพิโดเกรลและยาแอสไพรินขนาดต่ำร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาแต่จะเพิ่มความเสี่ยงของอาการเลือดไหลในช่องท้องได้ โดยความเสี่ยงนี้จะมีเพิ่มขึ้นในผู้สูงอายุ โดยการให้ยาสองชนิดนั้นอาจจะให้เพียงระยะสั้น ไม่เกิน 12 เดือน

สิ่งที่ควรพิจารณาในการใช้ยาโคลพิโดเกรล

หากท่านมีปัญหาสุขภาพบางชนิด เช่น โรคแผลในกระเพาะอาหาร (Peptic Ulcer) หรือโรคผิดปกติเกี่ยวกับโรคบางชนิด ท่านไม่ควรใช้ยาโคลพิโดเกรล นอกจากได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ควรใช้ยาโคลพิโดเกรลด้วยความระมัดระวังหากท่านมีปัญหาโรคตับหรือโรคไต โดยห้ามใช้ยาในผู้ที่อายุต่ำกว่า 16 ปี และไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

การลืมกินยาหรือใช้ยาเกินขนาด

หากลืมกินยาโคลพิโดเกรล ให้รีบกินยาทันทีที่นึกได้และกินยามื้อต่อไปตามปกติ แต่หากนึกขึ้นได้ใกล้การกินยามื้อถัดไปแล้ว ไม่ต้องกินเม็ดที่ลืมแต่ให้รอกินยามื้อถัดไปแทนโดยไม่ต้องเพิ่มขนาดขึ้นเป็นสองเท่าเนื่องจากจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้ หากกินยาเกินขนาดให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
หากคุณรู้สึกว่าตัวเองมีความบกพร่องในด้านของความเข้าใจ

เราอยากชวนคุณมาทดลองงานวิจัยกับเรา

Istock 541831614

ผู้ที่ควรเลี่ยงการใช้ยาโคลพิโดเกรล

  • เป็นแผลในกระเพาะอาหาร
  • มีประวัติเลือดออกในสมอง
  • เป็นโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของระบบเลือด เช่น ฮีโมฟีเลีย (haemophilia) เป็นต้น
  • ไม่ควรใช้ยาในผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี

ควรใช้ยาโคลพิโดเกรลอย่างระมัดระวังในกลุ่มผู้ป่วยต่อไปนี้

  • มีปัญหาโรคตับ
  • มีปัญหาโรคไต
  • มีความเสี่ยงต่อการเลือดไหล เช่น โรคแผลในกระเพาะอาหาร เป็นต้น
  • ควรหยุดยาก่อนที่จะทำการผ่าตัดต่างๆอย่างน้อย 7 วัน เนื่องจากอาจมีความเสี่ยงเลือดไหลไม่หยุดได้

การใช้ยาโคลพิโดเกรลในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ไม่แนะนำให้ใช้ยาโคลพิโดเกรลในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยที่ชัดเจนในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ผลข้างเคียงของยาโคลพิโดเกรล

ถึงแม้ผลข้างเคียงที่รุนแรงจะมีน้อยและเกิดได้ยาก แต่สามารถมีผลข้างเคียงได้ เช่น อาหารไม่ย่อย ปวดศรีษะ ปวดท้อง เลือดออกได้ง่ายและหยุดไหลยาก และคลื่นไส้อาเจียน ยาโคลพิโดเกรลยังมีปฏิกิริยากับยาชนิดอื่นได้ ดังนั้นจึงต้องอ่านฉลากยาก่อนใช้และปรึกษาแพทย์เสมอเพื่อความปลอดภัยในการใช้

ผลข้างเคียงของยาที่รุนแรง ได้แก่ ผื่นคัน ปวดท้องอย่างรุนแรง เลือดไหลไม่หยุดหรือมีจ้ำเขียวเกิดขึ้นเอง อาเจียนเป็นเลือด ชาบริเวณแขนและขา ปัสสาวะเป็นเลือด หากมีอาการดังนี้ให้รีบไปพบแพทย์

อาการแพ้ยาโคลพิโดเกรล

บางรายอาจมีการแพ้ยาโคลพิโดเกรลได้ ให้รีบนำไปส่งโรงพยาบาลทันทีหากมีอาการดังนี้

  • ปากบวม หน้าและลำคอบวม
  • หายใจลำบาก
  • มีผื่นผิวหนังเกิดขึ้นหลังจากกินยา

การเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาโคลพิโดเกรลกับยาชนิดอื่น

ยาบางชนิดอาจเกิดปฏิกิริยากับยาชนิดอื่นได้เมื่อต้องกินยาหลายชนิดร่วมกัน ยาโคลพิโดเกรลก็สามารถเกิดปฏิกิริยากับยาชนิดอื่นๆได้ดังนี้

ความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกจะมีเพิ่มขึ้นหากกินยาโคลพิโดเกรลร่วมกับยาดังนี้

  • กลุ่มยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)
  • ยาแอสไพริน
  • ยาวาร์ฟาริน
  • ยาต้านเกล็ดเลือดชนิดอื่น

การเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาโคลพิโดเกรลกับอาหารและแอลกอฮอล์

ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนระหว่างอาหารและยาโคลพิโดเกรล แต่ควรกินยาโคลพิโดเกรลหลังมื้ออาหาร เพื่อลดอาการระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ สำหรับแอลกอฮอล์อาจดื่มได้แต่ไม่ควรดื่มมากเกินกว่าปกติเนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกในกระเพาะอาหารได้


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป