Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
พญ. วรรณวนัช เสถียนธรรมมณี
สุขภาพตา

อาการปวดกระบอกตาเกิดจากสาเหตุอะไร

ปวดกระบอกตาเกิดจากสาเหตุอะไร มีวิธีแก้และป้องกันอย่างไรบ้าง
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 2,052,176 คน

อาการปวดกระบอกตาเกิดจากสาเหตุอะไร

อาการปวดกระบอกตาเป็นอีกอาการที่หลายคนมักจะเคยพบเจอ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ต้องใช้สายตาในการทำงานเป็นเวลานาน หรือผู้ที่ต้องเพ่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เกือบทั้งวัน ซึ่งวิธีแก้ที่หลายคนมักจะทำคือ รับประทานยาแก้ปวด ซึ่งส่วนมากมักจะบรรเทาอาการให้ดีขึ้นได้ แต่ก็มีผู้ป่วยบางรายที่รับประทานแล้วไม่หาย แถมอาการยังคงเกิดขึ้นซ้ำๆ สร้างความรำคาญและทรมานในระหว่างวัน ซึ่งสาเหตุของอาการปวดกระบอกตาอาจเกิดมาจากปัจจัยทั่วไปในชีวิตประจำวัน หรือเกิดจากโรคร้ายแรงบางชนิดก็ได้

กระบอกตาคืออะไร

กระบอกตา (Orbit wall) คือ กล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณรอบๆ ดวงตา ซึ่งบริเวณนี้มักจะมีปัญหาการปวดเกิดขึ้นได้บ่อยๆ โดยอาจเกิดจากความตึงเครียดของกล้ามเนื้อต้นคอ หรือเกิดจากการปวดร้าวไปทั่วบริเวณขมับและหน้าผาก

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
โปรแกรมตรวจสุขภาพ สำหรับผู้มีอายุมากกว่า 50 ปี ลดสูงสุด 30%

ตรวจคัดกรองโรคพบบ่อยในวัยก่อนเกษียณ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง รู้ก่อน รักษาก่อน โอกาสหายขาดสูง

Istock 643564758

ปวดกระบอกตาเกิดจากสาเหตุอะไร

ผู้ป่วยที่มีอาการปวดกระบอกตาจะรู้สึกปวดร้าว หรือรู้สึกตึงจากบริเวณด้านหลังของดวงตา โดยเกิดได้จากทั้งโรคเกี่ยวกับศีรษะและดวงตา หรือภาวะทางสายตาบางอย่าง ดังนี้

  • กล้ามเนื้อตาล้า: เป็นอาการที่เกิดจากการใช้สายตาอย่างหนัก โดยใช้สายตาเพ่งกับสิ่งที่ละเอียดใกล้ๆ เป็นเวลานาน เช่น การอ่านหนังสือ การทำงานฝีมือที่ต้องใช้ความละเอียด และการจ้องมองจอโทรศัพท์มือถือหรือจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวนอกจากจะทำให้กล้ามเนื้อตาล้าแล้ว ยังส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้ายทอย ปวดบริเวณขมับ บางรายอาจเวียนศีรษะถึงขั้นคลื่นไส้ได้
  • สายตาสั้น ยาว หรือเอียง: ค่าสายตาที่ผิดปกติจะทำให้ผู้ป่วยต้องเพ่งมองขณะจ้องมองวัตถุต่างๆ เพื่อให้การมองเห็นชัดขึ้น ซึ่งจะพบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุมาก
  • โรคต้อหิน: โรคนี้จะทำให้ความดันในลูกตาสูง จนส่งผลให้มีอาการปวดศีรษะและลามมาที่กระบอกตาได้
  • โรคไซนัสอักเสบ: โรคนี้จะทำให้จมูกมีอาการคัดแน่น ทำให้ผู้ป่วยหายใจไม่ออก ปวดโพรงจมูก มีไข้ และรู้สึกอ่อนเพลีย อีกทั้งยังทำให้รู้สึกปวดบริเวณโพรงจมูกไปจนถึงรอบดวงตาด้วย
  • โรคไมเกรน: โรคนี้เกิดได้จากการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้ป่วย เช่น แสงแดด อากาศที่ร้อนจัด ความเครียด การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ การใช้สายตามากเกินไป สาเหตุเหล่านี้จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดศีรษะและอาจรู้สึกปวดร้าวลามมาที่กระบอกตาได้ด้วย
  • โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ: เป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันซึ่งร่างกายได้สร้างขึ้นมาเพื่อทำลายตนเอง อีกทั้งยังปล่อยฮอร์โมนไทรอยด์ออกมามากเกินไป จนทำให้กล้ามเนื้อตาโปน และทำให้เกิดอาการปวดด้านหลังดวงตาหรือกระบอกตา

การรักษาอาการปวดกระบอกตา

การรักษาอาการปวดกระบอกตาจำเป็นจะต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์เสียก่อนว่า มีสาเหตุมาจากโรคอะไร เมื่อพบสาเหตุแล้วก็จะใช้วิธีการรักษาไปตามโรคนั้น เช่น

  • กล้ามเนื้อตาล้า: เพราะอาการนี้เกิดมาจากการใช้กล้ามเนื้อตาในท่าซ้ำๆ มากเกินไป จึงสามารถรักษาได้จากการนวดเบ้าตาและขมับด้วยนิ้วมือ การกระคบร้อนบริเวณดวงตา เพื่อให้ระบบไหลเวียนโลหิตบริเวณตาทำงานดีขึ้น หรือกระพริบตาบ่อยๆ หลังจากนั้นให้พักสายตาและกลอกตาเป็นวงกลม ซ้ายไปขวา บนลงล่าง จนกว่าจะหายปวด หากมีอาการตาแห้งก็สามารถใช้น้ำตาเทียมหยอดร่วมด้วยก็ได้ 
  • โรคต้อหิน: สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาหยอดตา เพื่อทำให้ม่านตาแคบลงและเพื่อลดความดันตา ซึ่งเมื่อความดันตาลดลงแล้ว ผู้ป่วยก็อาจต้องระบายน้ำในลูกตาออกด้วย และยังต้องรักษาด้วยการทำเลเซอร์ เพื่อทำให้การไหลเวียนของน้ำในลูกตาเป็นไปอย่างปกติ
  • โรคไซนัสอักเสบ: สามารถรักษาได้จากการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือและรับประทานยาแก้ปวด หรือหากพบว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย ก็ต้องรับประทานยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อร่วมด้วย แต่หากผู้ป่วยอาการหนักมาก ก็อาจต้องเข้ารับการผ่าตัด
  • โรคไมเกรน: รักษาด้วยการใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือผู้ป่วยอาจต้องใช้ยาที่มีฤทธิ์แรงกว่านั้นหากอาการยังไม่ดีขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์
  • โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ: แพทย์จะให้ยาที่ช่วยยับยั้งการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ร่วมกับการให้สารกัมมันตรังสีไอโอดีน (Radioactive Iodine: RAI) หรืออาจรักษาด้วยการผ่าตัดแล้วรับประทานยาทดแทนไทรอยด์ฮอร์โมน

การป้องกันและการดูแลตัวเอง

อาการปวดกระบอกตาเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้จากโรคบางโรคและหลายสาเหตุ ดังนั้น ผู้ป่วยจำเป็นต้องระมัดระวังในการใช้ยาประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยาแผนปัจจุบันหรือยาสมุนไพร และไม่ควรรับประทานยาเองในขณะที่ยังหาสาเหตุของอาการปวดไม่ได้ เนื่องจากยาอาจไปส่งผลกระทบทำให้ระบบการทำงานส่วนอื่นๆ ของร่างกายผิดปกติไป ดังนั้นในเบื้องต้น เราจึงควรดูแลสุขภาพตามหลักสุขอนามัยทั่วไปก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคที่อาจเป็นสาเหตุของการปวดกระบอกตา และป้องภาวะที่ทำให้เกิดอาการปวดกระบอกตาได้ เช่น

  • ไม่มองหน้าจอโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน และหาเวลาพักสายตาบ้างเพื่อให้กล้ามเนื้อตาผ่อนคลาย
  • พักผ่อนให้เพียงพอ 
  • รับประทานอาหารให้เหมาะสมตามโภชนาการ 5 หมู่และหมั่นออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่อุณหภูมิร้อนจัด หรือต้องเจอกับแสงแดดจ้านานๆ
  • พกยาแก้ปวดติดกระเป๋าไว้บ้าง เพื่อจะได้ระงับอาการปวดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันได้
  • หมั่นตรวจสุขภาพตาว่ามีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นกับดวงตาหรือไม่ หรือมีค่าสายตาที่เปลี่ยนไปหรือไม่

การรักษาโรคที่เป็นตัวต้นเหตุทำให้เกิดอาการปวดกระบอกตาเป็นทางรักษาที่ดีที่สุด เพื่อให้อาการปวดกระบอกตาดีขึ้นและไม่กลับมาเป็นซ้ำ แต่นอกจากการรักษาโดยแพทย์แล้ว ผู้ป่วยก็ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานการณ์ที่เป็นปัจจัยทำให้ปวดกระบอกตาได้ด้วย หรือหากผู้ป่วยรู้สึกปวดไม่มาก ก็ให้รับประทานยาแก้ปวดเป็นรักษาเบื้องต้นไปก่อน แต่หากพบว่ามีอาการปวดรุนแรงมากขึ้น หรือปวดบ่อยๆ ร่วมกับมีไข้สูงด้วย ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาที่ถูกต้องอย่างเหมาะสมต่อไป

ที่มาของข้อมูล

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
ดูในแอป