วริษา ศรีเปลี่ยนจันทร์
เขียนโดย
วริษา ศรีเปลี่ยนจันทร์
ภูมิแพ้

สารก่อภูมิแพ้คืออะไร

สำรวจความหมาย และประเภทของสารก่อภูมิแพ้ แล้วต้องทำอย่างไรจึงจะป้องกันสารก่อภูมิแพ้ได้
เผยแพร่ครั้งแรก 28 มี.ค. 2017 อัปเดตล่าสุด 25 มิ.ย. 2020 เวลาอ่านประมาณ 5 นาที
สารก่อภูมิแพ้คืออะไร

ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้น่าจะคุ้นเคยกับสิ่งที่เรียกว่า “สารก่อภูมิแพ้” กันเป็นอย่างดี เพราะมันคือตัวการที่ทำให้อาการภูมิแพ้แสดงออกมาซึ่งล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และยังสร้างความรำคาญในระหว่างทำกิจกรรมต่างๆ ด้วย

แต่นอกจากกลุ่มผู้ป่วยโรคภูมิแพ้แล้ว กลุ่มคนทั่วไปก็ควรจะศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสารก่อภูมิแพ้ไว้ เพื่อจะได้รู้จักหลีกเลี่ยง ไม่สัมผัสสารเหล่านี้ซึ่งเสี่ยงทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ในภายหลังได้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

172

ความหมายของสารก่อภูมิแพ้

สารก่อภูมิแพ้ (Allergens) คือ สารกระตุ้นที่ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายเกิดปฏิกิริยาหลังจากได้สัมผัสสาร จนทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยขึ้นตามระบบต่างๆ เช่น

  • ระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยจะมีอาการไอ จาม น้ำมูกไหล หายใจไม่ออก หายใจมีเสียงวี๊ด
  • ระบบการมองเห็น ผู้ป่วยจะมีอาการตาแดง แสบตา ระคายเคืองตา น้ำตาไหล หนังตาบวม
  • ระบบผิวหนัง มีผื่นลมพิษขึ้น รู้สึกระคายเคืองผิว
  • ระบบทางเดินอาหาร คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย ท้องร่วง ลิ้นกับปากบวม

ประเภทของสารก่อภูมิแพ้

สารก่อภูมิแพ้มีอยู่รอบๆ ตัวเราทุกที่ โดยสามารถแบ่งประเภทออกได้หลักๆ ดังต่อไปนี้

1. สารก่อภูมิแพ้ประเภทอาหาร

ถือเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่ทำอันตรายต่อผู้คนได้โดยไม่รู้ตัว เพราะหลายคนไม่รู้ว่าตนเองแพ้อาหารประเภทใดบ้างจนกว่าจะได้ลองรับประทานเข้าไปจนมีอาการออกมา ผู้ป่วยถึงได้รู้ว่าตนเองแพ้อาหารประเภทนั้น

ประเภทของอาหารที่มักเป็นสารก่อภูมิแพ้ ได้แก่

  • ไข่ รวมถึงอาหารที่มีส่วนประกอบเป็นไข่
  • น้ำตาลแลคโตส (Lactose) มักอยู่ในอาหาร และเครื่องดื่มประเภทนมวัว โยเกิร์ต
  • นม รวมถึงผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มอื่นๆ หรืออาหารที่มีส่วนประกอบเป็นนมด้วย เช่น ชานม กาแฟ ครีมนม เนย มาการีน ชีส ช็อกโกแลต ไอศกรีม
  • ถั่วลิสง (Peanut)
  • อาหารทะเล ทั้งหอย เนื้อปลา เนื้อกุ้ง ปู ปลาหมึก
  • ถั่วเหลือง (Soy)
  • ถั่วเปลือกแข็ง (tree nut) เช่น วอลนัท พีแคน รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำจากถั่วด้วย เช่น ขนมปังแครกเกอร์ ขนมปังธัญพืช
  • ข้าวสาลี (Wheat) เช่น ขนมปัง ข้าว อาหารธัญพืช

2. สารก่อภูมิแพ้ประเภทขนสัตว์

ขนสัตว์เลี้ยงไม่ว่าจะเป็นสุนัข แมว หรือสัตว์มีขนประเภทอื่นๆ ที่เลี้ยงไว้ในบ้าน ก็สามารถเป็นสารก่อภูมิแพ้ได้

นอกจากนี้ เห็บ หมัด รังแค หรือสะเก็ดผิวหนังของสัตว์ที่หล่น หรือกระจายไปตามอากาศก็เป็นสารก่อภูมิแพ้ได้เช่นกัน

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

172

3. สารก่อภูมิแพ้ประเภทไรฝุ่น

ละอองฝุ่น สิ่งสกปรกในอากาศ ควันบุหรี่ ควันรถยนต์ รวมถึงแมลงไรฝุ่นชนิดเล็กๆ คือ สารก่อภูมิแพ้ในอากาศที่คุณมักไม่สังเกตเห็น แต่มันกลับอยู่ทุกที่ที่คุณไป ทั้งใน และนอกบ้าน ซึ่งส่งผลให้อาการแพ้สามารถเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว

พื้นที่ที่สามารถพบสารก่อภูมิแพ้ได้มากที่สุด คือ ในห้องนอน หรือห้องนั่งเล่น เพราะในสถานที่ที่ตัวไรฝุ่นสามารถอาศัยอยู่ได้มากที่สุด นั่นก็คือ บนผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม ตุ๊กตามีขน เสื้อผ้า ผ้าม่าน พรม เบาะโซฟา

นอกจากนี้สารก่อภูมิแพ้ประเภทไรฝุ่นยังมักเป็นตัวการทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นชนิดของโรคภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยที่สุดในประเทศไทยด้วย

4. สารก่อภูมิแพ้จากแมลงกัดต่อย

การถูกแมลงบางชนิดกัด เช่น ตัวต่อ แตน ผึ้ง มดคันไฟ สามาทำให้เกิดอาการแพ้ขั้นรุนแรงได้ โดยอาการจะมีตั้งแต่คันบวมบริเวณผิวหนัง แน่นหน้าอก คลื่นไส้อาเจียน ไปจนถึงหัวใจวาย หมดสติ และอาจเสียชีวิตได้

5. สารก่อภูมิแพ้ประเภทยางพารา

ยางพาราจัดเป็นอีกพืชยอดนิยมที่ใช้ในการทำอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศไทย ถุงมือที่ใช้ใส่สำหรับป้องกันเชื้อโรค หรือลูกโป่งสีต่างๆ ก็ล้วนทำมาจากยางพาราทั้งนั้น เพียงแต่ยางชนิดนี้ก็เป็นสารก่อภูมิแพ้ได้เช่นกัน

เพราะผิวหนังของผู้ใช้ยางพาราบางรายจะมีความไวต่อสารยาง (Latex) จนแสดงอาการแพ้ออกมา โดยมักเป็นอาการระคายเคืองผิวหนัง มีตุ่มพองขึ้นตามผิว มีอาการหอบหืด หายใจลำบากร่วมด้วย

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

172

6. สารก่อภูมิแพ้ประเภทเชื้อรา

บริเวณที่มีการอับชื้น หรือในฤดูกาลฝน เป็นช่องทางที่เชื้อราจะเติบโตได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีบางบริเวณของที่อยู่อาศัยที่เป็นแหล่งรวมของเชื้อราได้ เช่น ในห้องน้ำ ใต้อ่างล้างจาน แผ่นกรองเครื่องปรับอากาศ ถังขยะ

7. สารก่อภูมิแพ้ประเภทเกสรดอกไม้

การปลูกต้นไม้ หรือมีวัชพืชบางชนิดเติบโตอยู่รอบตัว ก็ถือเป็นการนำสารก่อภูมิแพ้เข้ามาอยู่ใกล้ตัว

แม้ว่าหลายคนอาจมองว่า ต้นไม้เป็นสิ่งให้ความรมรื่น หรือดอกไม้สร้างความสวยงามบริเวณรอบบ้าน แต่ขณะเดียวกัน ละอองเกสรของพืชเหล่านั้นก็เป็นสารก่อภูมิแพ้อีกชนิดที่ทำให้คุณเกิดโรคภูมิแพ้ได้

นอกจากสารก่อภูมิแพ้ทั้ง 7 ประเภท ยังมีสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่มักทำให้เกิดอาการแพ้ได้อยู่บ่อยๆ ซึ่งคุณจำเป็นต้องพิถีพิถันในการเลือกใช้ รวมถึงสังเกตสารเคมีในสิ่งของเหล่านี้ให้ดี เช่น

  • เครื่องสำอาง
  • สบู่
  • โลชั่นบำรุงผิว
  • น้ำหอม
  • ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม
  • น้ำยาทำความสะอาดบ้าน

ประเภทของสารก่อภูมิแพ้ที่คนไทยแพ้กันมาก

นม และไข่ เป็นสารก่อภูมิแพ้ที่ทำให้เกิดอาการแพ้อันดับต้นๆ ของประชากรทุกประเทศทั่วโลก ดังนั้นจึงเรียกได้ว่า สารก่อภูมิแพ้ประเภทอาหารถือเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้คนไทยเกิดอาการแพ้ ไม่น้อยไปกว่าสารก่อภูมิแพ้ประเภทไรฝุ่น

สำหรับกลุ่มประชากรที่มักเกิดอาการแพ้มากที่สุดในประเทศไทย คือ กลุ่มประชากรเด็ก ส่วนประเภทอาหารที่แพ้มากที่สุด ได้แก่

  • อาหารทะเล
  • นมวัว
  • ไข่
  • แป้งสาลี

วิธีป้องกันสารก่อภูมิแพ้

หากยังไม่ทราบมาก่อนว่า ร่างกายแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้ชนิดใดบ้าง ปัจจุบันมีวิธีทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง โดยจะมีการนำน้ำยา หรือสารสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ชนิดต่างๆ มาทดสอบที่ผิวหนัง เพื่อให้เห็นปฏิกิริยาแพ้

หากมีปฏิกิริยาต่อสารก่อภูมิแพ้ชนิดใด ก็แสดงว่า “คุณแพ้สารชนิดนั้น” และจะได้ระมัดระวังไม่อยู่ใกล้สารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้นต่อไป โดยสามารถไปใช้บริการทดสอบภูมิแพ้ได้ที่โรงพยาบาล

นอกจากนี้ ยังมีอีกวิธีป้องกันสารก่อภูมิแพ้ที่ได้รับความนิยมในตอนนี้ นั่นคือ การให้วัคซีนป้องกันโรคภูมิแพ้ (Allergen Immunotherapy) ซึ่งเป็นการฉีดสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในร่างกายทีละน้อย เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา

แต่วิธีฉีดวัคซีนป้องกันโรคภูมิแพ้ไม่สามารถใช้ป้องกันโรคภูมิแพ้ได้ทุกชนิด อีกทั้งต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาที่รับวัคซีนด้วย

ส่วนในผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว และรู้ว่า ตนเองแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดใดบ้าง วิธีป้องกันสารก่อภูมิแพ้ที่ดีที่สุด คือ ไม่อยู่ใกล้สารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้น และกำจัดไม่ให้มีสารเหล่านั้นอยู่ในบริเวณที่อยู่อาศัย เช่น

  • หมั่นทำความสะอาดที่อยู่อาศัย ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ เพื่อให้ภายในบ้านปลอดจากสารก่อภูมิแพ้ประเภทไรฝุ่น เชื้อรา หรือแมลง
  • ปิดหน้าต่างทุกบานในบ้านระหว่างไม่อยู่บ้าน และใช้มุ้งลวดปิดเวลาเปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเท แต่สามารถป้องกันไม่ให้ละอองฝุ่นจากภายนอกลอยเข้ามาในบ้านจนทำให้คุณเกิดอาการแพ้
  • จำกัดพื้นที่สัตว์เลี้ยงไม่ให้เข้าออกได้ทุกบริเวณในบ้าน เพื่อไม่ให้สะเก็ดผิวหนัง และขนของมันลอยฟุ้งไปทั่วบ้าน และควรพาสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์หากมีอาการขนร่วงหนักจนทำให้อาการภูมิแพ้ของคุณหนักกว่าเดิมด้วย
  • เปลี่ยนปลอกหมอน และผ้าปูที่นอนสม่ำเสมอๆ เพื่อไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของตัวไรฝุ่น
  • กำจัดวัชพืช หรือปลูกต้นไม้ประเภทที่ไม่มีละอองเกสรที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้

ส่วนในผู้ที่เป็นภูมิแพ้อาหาร การสังเกตส่วนประกอบของอาหารจากฉลากก่อนซื้อ หรือสอบถามทางร้านอาหารก่อนสั่งว่า มีอาหารชนิดที่เป็นสารก่อภูมิแพ้เป็นส่วนประกอบหรือไม่ ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก

อีกทั้งฝั่งผู้ประกอบการเอง ก็ต้องมีการระบุข้อมูลอาหารซึ่งเสี่ยงต่อการแพ้ลงในฉลากอย่างละเอียดด้วย และต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายการให้ข้อมูลบนฉลากเป็นระยะๆ

รายชื่อสารก่อภูมิแพ้อาหารที่จะต้องแสดงบนฉลากตามกฎหมายของไทย มีทั้งหมด 8 ชนิด ได้แก่

  1. ธัญพืชที่มีกลูเตน
  2. สัตว์ทะเลที่มีเปลือกหุ้ม
  3. ปลา
  4. ถั่วลิสง ถั่วเหลือง
  5. ถั่วต้นชนิดต่างๆ
  6. นม
  7. ไข่
  8. ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ หรือสารประกอบซัลไฟต์ที่มากกว่า 10 ppm

โดยสรุป สารก่อภูมิแพ้ก็คือ ปัจจัยทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ที่ต้องอยู่ให้ห่างที่สุด เพื่อไม่ให้อาการของโรคแสดงออกมาจนเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม สารก่อภูมิแพ้หลายอย่างเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัว และยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ หากรู้ว่า ตนเองแพ้สารนั้นๆ ให้ศึกษาวิธีรับมือ หรือหลีกเลี่ยงการเผชิญกับสารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้นให้มากที่สุด เพื่อความปลอดภัย

หากมีอาการแพ้รุนแรงเกิดขึ้นเมื่อไร อย่าลังเลที่จะรีบไปพบแพทย์โดยทันที เพราะอาการโรคภูมิแพ้ในระยะอันตรายนั้น สามารถส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้โดยไม่ทันตั้งตัว


6 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
สุวิมล สุระเรืองชัย, การจัดการสารก่อภูมิแพ้จากอาหาร (http://www.tpa.or.th/publisher/pdfFileDownloadS/qm203_p027-030.pdf), 23 มิถุนายน 2563.
สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, อาหารที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ 8 ชนิด (http://www.ifrpd-foodallergy.com/index.php/th/news/117-the-qbig-8q-food-allergens), 23 มิถุนายน 2563.
ผศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน, วัคซีนภูมิแพ้ไรฝุ่น กับสถานการณ์โรคภูมิแพ้ปัจจุบัน (http://www.rcot.org/2016/People/Detail/61), 23 มิถุนายน 2563.

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป