การดูแลผู้อื่น

การพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะเสียสมดุลของสารน้ำและอิเล็กโทรไลต์

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 395,279 คน

การพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะเสียสมดุลของสารน้ำและอิเล็กโทรไลต์
  1. ประเมินอาการและอาการแสดงของการเสียสมดุลของอิเล็กโทรไลต์ เช่น ระดับโปแตสเซียม หัวใจเต้นผิดปกติ ความดันเลือดต่ำเมื่อเปลี่ยนท่า กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีอาการชา คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด เป็นต้น
  2. ประเมินอาการและอาการแสดงของการได้รับน้ำเกิน ได้แก่ น้ำหนักตัวลดเพิ่ม ความดันเลือดสูง ระดับการรู้สติเปลี่ยนไป ฟังปอดได้เสียง Rales ผลถ่ายภาพรังสีปอดพบมีน้ำคั่งในปอด ค่าโซเดียมและ Osmolality ลดลง ปัสสาวะมีความถ่วงจำเพาะต่ำ เหนื่อย หอบ นอนราบไม่ได้ บวมที่ปลายมือปลายเท้า ค่า CVP สูง หลอดเลือดดำบริเวณคอโป่ง
  3. กรณีที่มีอาการสูญเสียน้ำ โดยไม่ปรากฏอาการคลื่นไส้อาเจียน ให้รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย แคลอรี่และโปรตีนสูง โดยให้ครั้งละน้อยๆ บ่อยๆ ครั้ง เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารที่เพียงพอแก่ร่างกาย
  4. ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับน้ำทดแทนอย่างน้อย 2,000-3,000 มิลลิลิตรต่อวัน และดูแลให้ได้รับสารน้ำและเกลือแร่ทางหลอดเลือดดำหรือทางปาก เพื่อทดแทนส่วนที่เสียไป
  5. กรณีที่มีอาการถ่ายเหลวเนื่องจากภาวะพร่องเอนไซม์แลคเตส ควรให้อาหารที่ปราศจากแลคโตส เพื่อลดการกระตุ้นการถ่ายอุจจาระ
  6. หลีกเลี่ยงอาหารที่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป เพื่อลดการกระตุ้นการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารและลำไส้
  7. ดูแลให้ได้รับยาระงับอาการถ่ายเหลวหรือยาระงับอาการอาเจียนตามแผนการรักษา และสำหรับผู้ป่วยที่ถ่ายเหลวจากการติดเชื้อดูแลให้ยาปฏิชีวนะตามแผนการรักษา เพื่อแก้ไขการถ่ายเหลว การอาเจียน และการติดเชื้อ
  8. ดูแลรักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการถ่ายเหลว เพื่อป้องกันการติดเชื้อและการระคายเคืองต่อผิวหนัง
  9. บันทึกสัญญาณชีพทุก 1 ชั่วโมง หากผู้ป่วยมีอาการถ่ายเหลวหลายครั้ง เพื่อประเมินภาวะช็อก
  10. บันทึกและติดตามอาการและอาการแสดงที่อาจเกิดขึ้นจากการสูญเสียน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรง เช่น กระหายน้ำ อ่อนเพลีย ซึม สับสน หายใจเร็ว ชีพจรเต้นเร็ว ระดับความรู้สึกตัวลดลง ความตึงตัวของผิวหนังไม่ดี ผิวแห้ง ปากแห้ง มีการเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อ น้ำหนักตัวลดลง ความดันเลือดต่ำเมื่อเปลี่ยนท่า ปัสสาวะลดลงและมีความถ่วงจำเพาะสูงกว่าปกติ เป็นต้น ชั่งน้ำหนักตัว สังเกตลักษณะของอุจจาระและจำนวนครั้ง หากพบความผิดปกติให้รายงานให้แพทย์ทราบ และสังเกตอาการที่เกิดจากภาวะน้ำเกิน เช่น บวม ไอมีเสมหะเป็นฟองสีชมพู เป็นต้น เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพของผู้ป่วย
  11. เก็บอุจจาระส่งตรวจ ส่งเลือดตรวจเพื่อหาค่าอิเล็กโทรไลต์ในเลือด เพื่อประเมินเลือดออกในทางเดินอาหารและภาวะสมดุลของอิเล็กโทรไลต์ในเลือด และดูหน้าที่ของโต
  12. บันทึกปริมาณน้ำเข้าออกจากร่างกาย ติดตามปริมาณปัสสาวะใน 1 ชั่วโมง เพื่อประเมินการทำงานของไต
  13. ให้สารน้ำและอิเล็กโตรไลท์และ/หรือเลือดตามแผนการรักษาของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อทดแทนส่วนที่ขาดไป
  14. ในระยะที่โรครุนแรงอาจต้องงดน้ำและอาหารทางปาก จะต้องให้อาหารทดแทนทางหลอดเลือดดำ เมื่ออาการทุเลาลงให้อาหารอ่อนย่อยง่าย และเหมะสมตามสภาวะของโรคที่เป็นอยู่
  15. ติดตามผลการตรวจระดับเกลือแร่ในซีรัม เช่น ระดับโซเดียม โปแตสเซียม คลอไรด์ ไบคาร์บอเนต เป็นต้น เพื่อประเมินและติดตามผลอิเล็กโทรไลต์
  16. หากผู้ป่วยรับประทานอาหารทางปากได้ แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีอิเล็กโทรไลต์สูง หากผู้ป่วยมีระดับโปแตสเซียมต่ำ แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีโปแตสเซียมสูง ได้แก่ ส้ม กล้วย น้ำมะเขือเทศ เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากหนังสือ "คู่มือโรค" โดยปราณี ทู้ไพเราะ จากจากโรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่