Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
ยา

ยาวาร์ฟาริน (Warfarin)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2020 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 2,255,226 คน

ยาวาร์ฟาริน (Warfarin)

ยาวาร์ฟาริน คือ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (anticoagulant) ชนิดรับประทานตัวหลักที่ใช้ในประเทศไทย หรือเรียกว่าเป็นยากันเลือดแข็งตัว

การแข็งตัวของเลือด หรือ Clotting เป็นขั้นตอนที่ต้องอาศัยปัจจัยการแข็งตัวของเลือด (clotting factor) หลายตัว ซึ่งปัจจัยการแข็งตัวของเลือด จะถูกสร้างโดยตับและจะทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมการไหลของเลือด โดยปัจจัยการแข็งตัวของเลือดจะต้องทำงานร่วมกับเซลล์กระตุ้นการแข็งตัวของเลือด (เซลล์เกล็ดเลือด) เพื่อให้ขั้นตอนการแข็งตัวของเลือดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างปัจจัยการแข็งตัวของเลือดตับจะต้องใช้วิตามิน เค ในการสร้าง กลไกการออกฤทธิ์ของยาวาร์ฟารินจึงไปขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ที่จะนำวิตามินเคมาใช้ ซึ่งจะไปรบกระบวนการแข็งตัวของเลือด ทำให้ใช้ระยะเวลาในการทำให้เลือดแข็งตัวนานยิ่งขึ้น 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
หากคุณรู้สึกว่าตัวเองมีความบกพร่องในด้านของความเข้าใจ

เราอยากชวนคุณมาทดลองงานวิจัยกับเรา

Istock 541831614

แพทย์ใช้ยาวาร์ฟารินเมื่อใด

กลุ่มยาต้านแข็งตัวของเลือด เช่น ยาวาร์ฟาริน จะถูกสั่งใช้กับผู้ป่วยที่โรคเกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด เช่น

  • โรคหลอดเลือดสมอง (stroke)
  • ภาวะหัวใจวาย (heart attack)
  • ภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน (deep vein thrombosis) ส่วนมากจะเป็นบริเวณขา
  • โรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด (pulmonary embolism)

ยาวาร์ฟารินอาจจะใช้ในการป้องกันความเสี่ยงการเกิดลิ่มเลือดอุดตันแก่ผู้ป่วย ดังเช่นในกลุ่มโรค

  • ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ หรือใส่ลิ้นหัวใจเทียม
  • ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (atrial fibrillation)
  • ภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ (thrombophilia)

การใช้ยาวาร์ฟาริน

การใช้ยาวาร์ฟารินในขนาดที่ถูกต้องนั้นมีความสำคัญมาก ผู้ป่วยต้องไม้เพิ่มขนาดยาด้วยตนเอง เปลี่ยนเมื่อแพทย์สั่งเท่านั้น ยาวาร์ฟารินปกติจะรับประทานวันละครั้ง ในตอนเย็น ซึ่งการรับประทานยาให้เป็นเวลาเดียวกันทุกวันมีความสำคัญมาก เป้าหมายของการใช้ยาวาร์ฟารินคือการลดระยะเวลาในการแข็งตัวของเลือด ไม่ใช่การหยุดการแข็งตัวของเลือดเสียทีเดียว ดังนั้นขนาดของยาวาร์ฟารินจึงต้องมีการตรวจติดตามเฝ้าระวังและปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมอยู่เสมอ

ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจเลือดเป็นประจำ เพื่อตรวจสอบว่าขนาดยาที่ได้นั้นเหมาะสมหรือไม่ โดยจะตรวจหาค่าไอเอ็นอาร์ หรือ The international normalised ratio (INR) ซึ่งเป้นค่าที่แสดงระยะเวลาในการแข็งตัวของเลือด ยิ่งได้ค่าสูงก็หมายถึงระยะเวลาในการแข็งตัวของเลือดนาน ซึ่งแพทยจะใช้ค่าไอเอ็นอาร์ในการปรับเปลี่ยนขนาดยาให้เหมาะสมแก่ผู้ป่วยแต่ละราย ถึงแม้ในปัจจุบันจะมียาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดใหม่ที่ไม่ต้องตรวจติดตามมากเท่าวาร์ฟาริน เช่น ไรวารอกซาแบน (rivaroxaban)อะพิซาแบน (apixaban) ดาบิกาแทรน (dabigatran) แต่แพทย์ยังนิยมให้ยาวาร์ฟารินแก่ผู้ป่วย

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
โปรแกรมตรวจสุขภาพ สำหรับผู้มีอายุมากกว่า 50 ปี ลดสูงสุด 30%

ตรวจคัดกรองโรคพบบ่อยในวัยก่อนเกษียณ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง รู้ก่อน รักษาก่อน โอกาสหายขาดสูง

Istock 643564758

ผู้ที่เริ่มใช้ยาวาร์ฟารินนั้นจะได้สมุดประจำตัว ซึ่งจะบอกถึงการใช้ยา และโรคที่ผู้ป่วยเป็น ควรพกติดตัวไว้เสมอ 

การลืมรับประทานยาวาร์ฟาริน

 หากผู้ป่วยลืมรับประทานยาวาร์ฟารินในเวลาใกล้เคียงกับเวลาที่รับประทานปกติ ให้รับประทานทันทีที่นึกได้ และรับประทานมื้อต่อไปตามปกติ ห้ามเพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่าในมื้อถัดไป แต่ถ้าหากลืมแล้วนึกขึ้นได้ในเวลาที่ใกล้กับมื้อถัดไปแล้ว ไม่ต้องรับประทานเม็ดที่ลืม ให้เริ่มมื้อใหม่ตามปกติ หากลืมเกินกว่านี้ควรไปพบแพทย์

ผู้ที่ไม่ควรได้รับยาวาร์ฟาริน

ผู้ที่ไม่ควรใช้ยาวาร์ฟาริน มีดังนี้

  • ผู้ป่วยตั้งครรภ์ เนื่องจากยาจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเด็กได้
  • ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้
  • ผู้ที่มีความเสี่ยงเลือดออกในช่องท้อง เช่น ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารอักเสบ
  • ผู้ที่มีเลือดออกผิดปกติ เช่น โรคฮีโมฟีเลีย หรือ โรคที่เลือดไหลไม่หยุด 

ผลข้างเคียงของการใช้ยาวาร์ฟาริน

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
🦷ขูดหินปูน เริ่มต้นที่ 1000 บาท สามารถเก็บเเพ็กเกจไว้ใช้ได้ 60 วัน

เหงือกร่น เหงือกอักเสบ มีกลิ่นปาก อาจเกิดจากการมีคราบหินปูนสะสม 🤕

Scalinginternal ad

เลือดออกง่ายคือผลข้างเคียงหลักของยาวาร์ฟาริน เนื่องจากยามีผลให้เลือดแข็งตัวช้าลง ผู้ป่วยจะมีความเสี่ยงของการเกิดเลือดไหลไม่หยุดในช่วงระยะสัปดาห์ต้นๆ ของการเริ่มใช้ยา ผู้ป่วยควรพบแพทย์หากมีอาการดังนี้

  • เลือดออกปนกับปัสสาวะหรืออุจจาระ หรือถ่ายดำ
  • มีจ้ำ หรือ รอยช้ำรุนแรง
  • เลือดออกตามไรฟัน
  • อาเจียนหรือไอเป็นเลือด
  • เลือดกำเดาไหลไม่หยุด
  • ปวดศรีษะอย่างรุนแรง
  • ประจำมามากผิดปกติ หรือมีเลือดออกทางอวัยวะเพศ

นอกจากนั้นผู้ป่วยควรระมัดระวังเป็นพิเศษหากต้องโกนหนวด หรือโกนขน การแปรงฟันควรทำอย่างเบามือ สวนเครื่องมือป้องกันหากต้องใช้งานของมีคม หรือเล่นกีฬาที่มีการกระแทก ระวังอุบัติเหตุหรือการลื่นล้มต่างๆ

การมีผื่นคัน หรือผมร่วงเป็นอาการข้างเคียงปกติของยาวาร์ฟาริน หากมีอาการนอกเหนือจากนี้ควรพบแพทย์

ข้อควรระวังในการใช้ยาวาร์ฟารินร่วมกับยาชนิดอื่นและอาหาร

ระหว่างยาวาร์ฟารินกับยาชนิดอื่น

วาร์ฟารินสามารถเกิดอันตรกิริยาได้กับยาหลายชนิด ซึ่งจะบอกไว้ในสมุดประจำตัวของผู้ป่วยแล้ว ซึ่งผู้ป่วยควรสอบถามเภสัชกร หรือแพทย์ก่อนที่จะซื้อยาใช้เองทุกครั้ง

ผู้ป่วยที่ใช้ยาวาร์ฟาริน ห้ามใช้ยาแอสไพริน (aspirin) หรือยาที่มีส่วนผสมของแอสไพริน และรวมถึงยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) เนื่องจากจะทำให้เลือดไหลไม่หยุดได้ แต่ผู้ป่วยสามารถใช้ยาพาราเซตามอล (paracetamol) ในขนาดที่เหมาะสมได้ ยาสมุนไพรหรืออาหารเสริมต่างๆ ก็สามารถเกิดอันตรกิริยากับยาวาร์ฟารินได้ ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการใช้ หรือปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้

ระหว่างยาวาร์ฟารินกับอาหารและเครื่องดื่ม

อาหารบางชนิดอาจเกิดปฏิกิริยากับยาวาร์ฟารินได้หากรับประทานในปริมาณมาก เช่น อาหารที่มีวิตามินเคสูง ดังเช่น ผักใบเขียวจำพวก บลอคโครี่ ผักโขม เป็นต้น น้ำมันที่สะกัดจากผัก ธัญพืช ในเนื้อสัตว์อาจมีวิตามินเคอยู่เล็กน้อย หรือผลิตภัณฑ์จากนม ผู้ป่วยควรจะรับประทานอาหารหรือผักใบเขียวตามปกติ ไม่ควรเพิ่มหรือลดขนาดลง เนื่องจากจะรบกวนการดูดซึมยาได้

เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ การรับประทานในปริมาณมากจะเพิ่มการทำงานของวาร์ฟาริน ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดเลือดไหลไม่หยุดได้ โดยควรรับประทานเบียร์ไม่เกิน 6 กระป๋องต่อสัปดาห์ 

ข้อมูลที่น่าสนใจอื่นๆ

การผ่าตัดและทันตกรรมในผู้ที่ใช้ยาวาร์ฟาริน

เนื่องจากผู้ที่ใช้ยาวาร์ฟารินจะมีความเสี่ยงเลือดไหลไม่หยุด ดังนั้นอาจต้องลดขนาดยาลง หรือ หยุดใช้ยาก่อนการผ่าตัดประมาณ 2-3 วัน และผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์ให้ทราบว่ากำลังใช้ยาวาร์ฟารินอยู่เสมอ

การฉีดวัคซีนในผู้ที่ใช้ยาวาร์ฟาริน

ผู้สามารถรับการฉัดวัคซีนได้ และการฉีดจะต้องเป็นการฉีดระดับผิวหนัง ไม่ใช่ระดับกล้ามเนื้อ เนื่องจากกะทำให้เกิดรอยช้ำหรือจ้ำเขียวได้

การเล่นกีฬาในผู้ที่ใช้ยาวาร์ฟาริน

ผู้ใช้ยาวาร์ฟารินสามารถเล่นกีฬาได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงกีฬาที่ต้องมีการกระแทก เช่น ฟุตบอล รักบี้ คริกเก็ต และ ฮอคกี้ เลี่ยงศิลปะการป้องกันตัว ชกมวย เป็นต้น ผู้ใช้ยาสามารถเล่นกีฬา เช่น วิ่ง ปั่นจรกรยาน เรคเก็ต เป็นต้น แต่ควรสวมอุปกรณืป้องกันให้ครบถ้วน

การเจาะตามร่างกายในผู้ที่ใช้ยาวาร์ฟาริน

ไม่แนะนำให้เจาะส่วนต่างๆ ของร่างกายเนื่องจากจะเลือดออกไม่หยุด และเสี่ยงต่อการติดเชื้อ


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป