Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
มะเร็งและโรคร้าย

ตาแห้ง...วิตามินบำรุงสายตาอาจช่วยได้

แนะนำวิตามิน แร่ธาตุ และอาหารที่ร่างกายควรได้รับ เพื่อบำรุงดวงตาให้สุขภาพดี พร้อมข้อปฏิบัติง่ายๆ ที่น่าทำเมื่อใช้สายตาหนักๆ
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 834,049 คน

ตาแห้ง...วิตามินบำรุงสายตาอาจช่วยได้

ดวงตา เป็นหนึ่งในอวัยวะที่สำคัญของร่างกายที่ต้องได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ยิ่งปัจจุบันคนเราใช้คอมพิวเตอร์และมือถือวันละหลายชั่วโมง แล้วยังต้องเผชิญกับแสงแดด ลม ที่มีผลต่อสุขภาพดวงตา ตามปกติแล้ว เมื่ออายุมากขึ้นดวงตาจะเสื่อมสภาพไป เช่น เกิดอาการตาพร่ามัว ตาแห้ง ปวดเบ้าตา แต่มีอีกทางเลือกที่ช่วยบำรุงและชะลอความเสื่อมของอวัยวะสำคัญนี้ได้ คือการรับประทานวิตามินบำรุงสายตา

วิตามินบำรุงสายตา ตาแห้ง มีอะไรบ้าง?

โอเมก้า 3

หลายคนอาจพบปัญหาการมองเห็นไม่ชัด หรือตาแห้ง กรณีนี้โอเมก้า 3 สามารถช่วยได้ โดยเฉพาะ DHA (กรดไขมันชนิดหนึ่งในตระกูลโอเมก้า 3) เป็นส่วนหนึ่งของเยื่อหุ้มเซลล์เรตินาของดวงตา และยังมีการวิจัยมากมายพบว่าโอเมก้า 3 จะช่วยผลิตน้ำตาให้มากขึ้น จึงช่วยให้ดวงตาชุ่มชื้น ช่วยลดระดับความรุนแรงของอาการตาแห้ง ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการสายตาพร่ามัว เราสามารถรับประทานอาหารที่มีโอเมก้า DHA สูงได้จากสัตว์ โดยเฉพาะปลา ทั้งปลาทะเลและปลาน้ำจืด อาจจะมีมากน้อยต่างกันตามแต่ละชนิด 

ปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาจะละเม็ดขาว ปลาจะละเม็ดดำ ปลาสำลี ปลากะพงขาว ปลากะพงแดง ปลาอินทรี ปลาทู ปลาทูนึ่ง ปลาเก๋า หรือปลาน้ำจืดไทยๆ เช่น ปลาดุก ปลาสวาย ปลาช่อน ปลาสลิด ปลาตะเพีน ปลากราย ปลานิล ปลาไหล หรือธัญพืชจำพวกแฟล็กซีด (Flaxseed) เมล็ดเชีย และพืชตระกูลถั่ว แนะนำให้รับประทานปลาทะเล หรือปลาน้ำจืด สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง มากกว่าแนะนำให้รับประทานอาหารเสริม หรือหากใครไม่สะดวกรับประทานปลา สามารถรับประทานอาหารเสริม ประมาณ 250-1,000 มิลลิกรัมต่อวัน

วิตามินเอ

ไม่เพียงแต่โอเมก้า 3 เท่านั้น “วิตามินเอ” ก็เป็นวิตามินบำรุงสายตาอีกตัวหนึ่ง วิตามินเอ มีบทบาทสาคัญในการมองเห็น กล่าวคือวิตามินเอ เป็นองค์ประกอบสำคัญของโรดอปซิน (Rhodopsin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่อยู่ที่จุดรับแสงเรตินาในดวงตา ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเยื่อบุตา และ กระจกตา ช่วยในการมองเห็น นอกจากนี้วิตามินเอ ยังช่วยในการเจริญเติบโต การสร้างเยื่อบุเซลล์ และการแบ่งตัวของเซลลหัวใจ ตับ ปอด ไต และอวัยวะอื่นๆ ให้เป็นไปตามปกติ 

หากการขาดวิตามินเอมีความรุนแรงยิ่งขึ้น เรียกว่า Xeropthalmia โดยในระยะแรกจะมีอาการตาบอดกลางคืน (Night Blindness) เยื่อบุตาขาวแห้ง แบบเกล็ดกระดี่ขึ้นตา (Bitot's spot) กระจกตาแห้ง (Corneal Xerosis) กระจกตาเป็นแผล (Keratomalacia) จนทำให้ตาบอดในที่สุด 

วิตามินเอที่อยู่ในอาหาร มี 2 ลักษณะ 

1. วิตามินเอแท้ หรือวิตามินเอบริสุทธิ์ (Retinol) พบได้ในผลิตผลจากสัตว์ ได้แก่ ตับ ไข่แดง น้ำนม เนย 

2. แคโรทีนอยด์ เช่น แคโรทีน ลูทีน ซีอะแซนทิน

วิตามินเอ ประกอบด้วยสารโรดอปซิน (Rhodopsin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่พบในดวงตาซึ่งมีความไวต่อแสง จึงช่วยทำให้มองเห็นในที่มืดได้ดี เราสามารถรับประทานมันหวาน ผักใบเขียว ฟักทอง และพริกหวาน เพื่อเป็นแหล่งของวิตามินเอ

แคโรทีนอยด์ ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ เช่น แคโรทีน ลูทีน (Lutein) ซีอะแซนทิน (Zeaxanthin) ช่วยปกป้องเรตินาจากการทำร้ายของแสงยูวี และสามารถช่วยบำรุงสุขภาพดวงตาได้ การเลือกรับประทานอาหารที่มีสารเหล่านี้จึงช่วยชะลอโรคเกี่ยวกับดวงตาเมื่อเราแก่ตัวลงได้ โรคเกี่ยวกับดวงตาที่มักพบในผู้สูงอายุ เช่น โรคจอประสาทเสื่อม โรคต้อกระจก โดยหากระดับแคโรทีนอยด์ในเลือดต่ำ มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเป็นโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก (Wet AMD) ซึ่งผู้สูงอายุหลายๆ ท่านอาจอยู่ในระยะเริ่มต้นของโรคเหล่านี้ 

แหล่งของแคโรทีน คือ ผักผลไม้ที่มีสีส้มหรือสีเหลือง เช่น แครอท มะละกอ ฟักทอง มะม่วง ส้ม ชนุน เสาวรส

แหล่งของลูทีนและซีอะแซนทินคือ ผักโขม ผักคะน้า ข้าวโพดหวาน บร็อกโคลี ถั่ว และผลไม้ที่มีสีแดง ส้ม เหลือง 

วิตามินซี

นอกจากลูทีน และซีอะแซนทินแล้ว ผลไม้ที่มีสีแดง ส้ม เหลือง ก็ยังให้ “วิตามินซี” สูง ซึ่งมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้ดีเลยทีเดียว โดยมีการวิจัยพบว่า หากรับประทานวิตามินซีวันละ 490 มิลลิกรัมขึ้นไป สามารถลดความเสี่ยงต่อโรคต้อกระจกได้ถึง 75% เพราะวิตามินซีเป็นสารที่ใช้ในการผลิตคอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งของกระจกตาและเยื่อบุตา

สังกะสี

นอกจากรับประทานวิตามินบำรุงสายตา ชนิดวิตามินเอ วิตามินซี และกรดไขมันอื่นๆ ดังกล่าวมาแล้ว การรับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุสังกะสีสูงก็ช่วยบำรุงดวงตาได้เช่นกัน โดยให้ผลดีต่อเรตินา และเป็นสารสำคัญในการทำงานของเอนไซม์ ช่วยชะลอความเสื่อมของจอประสาทตา 

สังกะสีพบได้ในเนื้อสัตว์ทุกชนิดและอาหารทะเล แต่ทั้งนี้ก็ต้องระวังวิธีปรุงอาหารด้วย เพราะหากปรุงด้วยวิธีการทอด หรือเลือกเนื้อสัตว์ชนิดติดมันมากเกินไป รับประทานบ่อยๆ นอกจากจะทำให้น้ำหนักเกินมาตรฐาน ยังส่งผลให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมอีกด้วย

สุดท้ายนี้ นอกจากกินอาหารที่มีวิตามินบำรุงสายตาแล้ว หากจำเป็นต้องใช้สายตามากๆ แนะนำให้พักสายตาทุก 30 นาที โดยการมองต้นไม้หรือวัตถุสีเขียว หรืออาจกระพริบตาให้บ่อยขึ้น ซึ่งจะเป็นช่วยคลายกล้ามเนื้อและเส้นประสาทดวงตา ช่วยลดความอ่อนล้าของตาได้


ที่มาของข้อมูล

Carr, A., & Frei, B. (1999). Toward a new recommended dietary allowance for vitamin C based on antioxidant and health effects in humans. The American Journal Of Clinical Nutrition, 69(6), 1086-1107.

Jacques, P., & Chylack, L. (1991). Epidemiologic evidence of a role for the antioxidant vitamins and carotenoids in cataract prevention. The American Journal Of Clinical Nutrition, 53(1), 352S-355S.

Jegtvig, S. (2019). Boost your diet to protect aging eyes. Retrieved from https://www.allaboutvision.com/over60/nutrition.htm


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป