การกินเพื่อสุขภาพ

วิตามิน เกลือแร่ที่ช่วยดูแลแผลในกระเพาะและลำไส้

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 12 นาที
Istock 609077060 %281%29

วิตามิน เกลือแร่ที่ช่วยดูแลแผลในกระเพาะและลำไส้

วิตามินบีรวม

วิตามินบี 1 จำเป็นสำหรับการทำงานของเส้นประสาท กล้ามเนื้อป้องกันเหน็บชา และควบคุมต่อมสร้างน้ำย่อยอาหาร และควบคุมการสร้างและหลั่งน้ำย่อย

วิตามินบี 6 ช่วยในการเผาผลาญโปรตีนเป็นปกติ ป้องกันอาการชักอาการคลื่นไส้ อาเจียน

วิตามินบี 12 จำเป็นต่อการสร้างเลือด

วิตามินบีมีมากในธัญพืชไม่ขัดสีมาก ถั่ว ผักผลไม้ เนื้อสัตว์ น้ำนม ไข่ ยีสต์ เครื่องในสัตว์

วิตามินซี

วิตามินซี ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจนของเนื้อเยื่อ เส้นเอ็น กระดูกอ่อนช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กและยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งช่วยลดความเสี่ยงของการกลายจากแผลกระเพาะอาหารเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารด้วย

วิตามินซีถูกเก็บไว้ในร่างกายเพียง 4-6 ชั่วโมง จึงควรได้รับวิตามินซีในทุกมื้ออาหาร

แหล่งวิตามินซี คือ ผลไม้รสเปรี้ยว ผักสีเขียวและสด เพราะวิตามินซีถูกทำลายได้ง่ายด้วยออกซิเจน ความร้อน และแสงแดด การดูดซึมวิตามินซีเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เยื่อบุในปาก ในกระเพาะอาหาร และลำไส้ส่วนต้น

วิตามินเอ

วิตามินเอช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร สามารถทำให้แผลมีขนาดเล็กลง ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกทำลาย เนื้อเยื่อที่ปาก หลอดอาหารกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ทั้งยังปกป้องเซลล์เหล่านี้จากการติดเชื้อโรคด้วยปกติเราจะรู้จักและจำได้ดีเพียงว่า วิตามินเอมีความสำคัญมากต่อการมองเห็น

วิตามินเอมีมากในไข่แดง น้ำนม ผักใบเขียว ผักผลไม้สีเหลือง สีส้ม

การหุงต้ม การปั่นด้วยเครื่องปั่น จะทำให้สูญเสียวิตามินเอจากอาหารไปบางส่วน

วิตามินอี

วิตามินอีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้แผลในกระเพาะอาหารหายเร็ว (โดยเฉพาะเมื่อได้วิตามินเอร่วมด้วย) ช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง ป้องกันการจับตัวของเลือด ลดอาการปวดข้อ ลดระดับไขมันคอเลสเตอรอล การได้รับสารอาหาร วิตามิน เกลือแร่ที่เพียงพอจะช่วยให้แผลกระเพาะอาหารหายเร็วยิ่งขึ้น

การหุงต้ม การปั่นด้วยเครื่องปั่น จะทำให้สูญเสียวิตามินอีจากอาหารไปบางส่วน

แหล่งของวิตามินอี คือ ธัญพืช ถั่วงา เมล็ดดอกทานตะวัน น้ำมันพืช จากถั่วเหลือง รำข้าว น้ำมันงา มะพร้าว ผักใบเขียว หอมหัวใหญ่ เนื้อสัตว์ ไข่แดง ปกติร่างกายผู้ใหญ่ต้องการวันละ 20 - 100 ยูนิต

การขาดวิตามินเอทำให้เม็ดเลือดแดงแตก เลือดออกง่าย หรือมีความผิดปกติของระบบประสาท

แคลเซียม

แคลเซียมควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท ทำให้มีการผ่อนคลาย รวมไปถึง กล้ามเนื้อและเส้นประสาทบริเวณกระเพาะอาหารและลำไส้ด้วย

แคลเซียมมีมากในปลาตัวเล็กที่กินทั้งกระดูก กะปิ กุ้ง หอย น้ำนม ผลิตภัณฑ์จากนม ผักใบเขียว เช่นชะพลู คะน้า ใบยอ ยอดแค ตำลึง ใบบัวบก หัวหอม มะเขือเทศ งาดำ ถั่วเหลือง

โพแทสเซียม

โพแทสเซียมควบคุมการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ การทำงานของหัวใจ รักษาสมดุลของน้ำในเซลล์ สมดุลกรดด่าง ความดันในเลือด ซึ่งหมายถึงควบคุมระบบเหล่านี้ในทางเดินอาหารด้วย โพแทสเซียมมีมากในลูกพรุน โกโก้ ลูกเกด กล้วย เห็ด ส้ม

สังกะสี

สังกะสีควบคุมการทำงานของลำไส้และระบบประสาทส่วนกลางลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยซ่อมแซมบาดแผลสังกะสีมีมากในหอยนางรม เครื่องในสัตว์ เนื้อแดงและน้ำนม

สารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ

สารต้านอนุมูลอิสระจำพวก

  1. ไบโอฟลาโวนอยด์ (มีมากในแครอต จำพวกส้ม กะหล่ำปลี แตงกวา มันเทศ)
  2. โมโนเทอร์ปีนส์ (มีมากในแครอต ผักชีฝรั่ง กะหล่ำปลี บร็อกโคลี แตงกวา น้ำเต้า)
  3. กรดฟีโนลิค (มีมากในแครอต ผักชีฝรั่ง กะหล่ำปลี มะเขือเทศ พริกมะเขือ)
  4. ไลโคปีนส์ (มีมากในมะเขือเทศ องุ่นแดง)

ช่วยเปลี่ยนเนื้อเยื่อที่เริ่มเป็นมะเร็งให้กลับคืนสภาพปกติช่วยป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะได้

เครียดแล้วเกิดโรคกระเพาะได้อย่างไร

ความเครียดส่งผลทำให้

  1. หัวใจเต้นเร็ว หลอดเลือดตีบทำให้หายใจได้ไม่เต็มที่ อาจถึงกับเป็นลมได้
  2. ผิวหนังมีเหงื่อออกมาก มือเท้าเย็น ใบหน้าจะเขียว หรือซีดเพราะเลือดไหลขึ้นไปเลี้ยงใบหน้าน้อยลง
  3. ระบบเส้นเลือดฝอยหดตัวทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่ได้เต็มที่ มีของเสียคั่งค้างในเซลล์กล้ามเนื้อมากจนมีอาการเกร็งและปวดกล้ามเนื้อต่างๆ ปวดศีรษะ ปวดหลัง ปวดต้นคอ ปวดตามข้อ
  4. ระบบย่อยอาหาร จะทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เบื่ออาหาร กระเพาะอาหารหลั่งกรดเกลือ และเอนไซม์เปปซินออกมามากขึ้น แต่การสร้างน้ำเมือกเหนียวข้นคลุมเยื่อบุลำไส้ลดลง

หลังความเครียดมักมีความอ่อนเพลียเพราะร่างกายใช้พลังงานไปมากนั่นเอง

เคล็ดวิธีคลายเครียดอย่างแท้จริง

คนทำงานมากเกินไปก็เครียด คนทำงานน้อยเกินไปก็เครียด สาเหตุแห่งความเครียดแตกต่างกันไปในแต่ละคน เคล็ดวิธีแก้ คือ หาสาเหตุให้พบแล้วเลี่ยงจากต้นเหตุนั้นเสีย ต้องรู้จักคิดในทางบวก ในแง่ดี ทุกสิ่งยังมีอยู่แม้แต่ ในเวลาที่ผิดหวังเสียใจ ความสูญเสีย ถ้าหากเราสามารถลดความวิตกกังวลในสิ่งที่จะเกิดขึ้น   คิดว่าจะยังดำรงชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุขและมีความหมายในโลกใบนี้ก็จะคลายเครียดลงได้

ควรหาทางผ่อนคลายทั้งทางใจและทางกายไปพร้อมกัน โดยใช้การหายใจและสมาธิเข้าช่วย ซึ่งจะทำให้ร่างกายผ่อนคลายและคลายเกร็งได้ดียิ่งขึ้น

มีข้อมูลที่แสดงถึงวิธีลดฮอร์โมนคอร์ติซอล คือ คลายเครียดได้ผลดังนี้

  1. ทำสมาธิ สวดมนต์ทุกวัน นาน 4 เดือน ลดคอร์ติซอลได้ 20% และช่วยลดความดันโลหิตได้ด้วย
  2. ฟังเพลงไพเราะเบาๆลดคอร์ติซอลได้ 66% และช่วยทำให้หัวใจและสมองผ่อนคลายลงได้
  3. นอนแต่หัวค่ำ ไม่เกิน 22.00 น. ทุกวัน ให้นอนหลับได้นาน 8 ชั่วโมงลดคอร์ติซอลได้ 50% และช่วยให้การซ่อมแซม ฟื้นฟูตนเองดีขึ้น หายอ่อนเพลีย
  4. จิบชาดำ ลดคอร์ติซอลได้ 47 % มีสารฟลอโวนอยด์และโพลีฟีนอล ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย
  5. หัวเราะ ทำให้อารมณ์ครื้นเครง ลดคอร์ติซอได้ 39% อันนี้น่าจะเปรียบเทียบได้กับการดูตลกเล่น หรือการดูหนังตลกด้วย
  6. นวดคลายเครียด ลดคอร์ติซอลได้ 31% การนวดยังช่วยกระตุ้นการหลั่งโดพามีนและเซโรโตนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขและช่วยให้นอนหลับง่าย

นอกจากนี้ยังมีวิธีคลายเครียดอื่นๆ เช่น การฝึกโยคะ การเต้นรำ การเดินภาวนา การปลูกต้นไม้ ฟังละครวิทยุ อ่านหนังสือที่โปรดปราน เป็นต้น ที่ไม่ได้มีข้อมูลปริมาณการรถเข้ามานำเสนอ แต่อะไรก็ตามที่ทำแล้ว มีความสุขเพลิดเพลินใจอย่างแท้จริง และไม่ได้ทำร้ายสุขภาพ ย่อมลดปริมาณคอร์ติซอลได้อย่างแน่นอน

นอนหลับเป็นเวลาช่วยระบบย่อย

การนอนหลับเป็นเวลา ทั้งการแพทย์แผนปัจจุบัน ศาสตร์แพทย์ไทยหรือศาสตร์แพทย์จีน ยอมรับว่ามีผลต่อการสร้างและหลั่งฮอร์โมนออกมาอย่างเป็นระบบ ฮอร์โมนเป็นตัวควบคุมการทำงานของร่างกาย ไม่ว่าจะระบบย่อยและดูดซึมอาหาร ระบบประสาท การทำงานของต่อมต่างๆ เป็นต้น ล้วนทำงานได้เป็นปกติ จากระบบฮอร์โมนที่หลั่งออกมาเป็นปกติ

คนที่ต้องอยู่เวรกลางคืนในบางครั้ง แล้วมานอนหลับเฉยเลยตอนกลางวัน แม้จะหลับยาวนานถึง 6 - 7 ชั่วโมงก็ยังรู้สึกร่างกายอ่อนเพลีย ไม่สดชื่น มึนซึม ท้องผูก อาหารไม่ย่อย เป็นต้น

คนที่นอนหลับยากติดต่อกันหลายวัน มักจะมีปัญหาสุขภาพเสื่อมตามมา สมองมึนทึบ อ่อนเพลีย ระบบย่อยอาหารผิดปกติ อาจทำให้ประจำเดือนไม่มาได้ และอื่นๆอีกมาก

แก้ปัญหานอนไม่หลับ

วิธีการแก้ปัญหาภาวะนอนไม่หลับ ควรเริ่มจากสาเหตุต้นตอของการนอนไม่หลับ บางคนอาจเข้านอนไม่เป็นเวลา บางคนเกิดจากความเจ็บปวดจากการป่วย บางคนเกิดจากความเครียดในครอบครัว บางคนเกิดจากหนวกหูเสียงดังใกล้ๆ บ้าน บางคนเกิดจากอาหารย่อยไม่หมด ท้องอืดเฟ้อ รบกวนการนอน เป็นต้น

ดังนั้นจึงควรจัดเตรียมสถานที่ให้เหมาะสมต่อการนอนหลับยาวนานเป็นห้องนอนที่โล่ง โปร่ง สบาย อากาศดี สำหรับเตียงนอน ฟูกนอน ควรถูกหลักสุขอนามัย และมีความกว้าง หนา สูง และนุ่มพอดี

ควรหัดนิสัยการนอนให้เป็นเวลา เข้านอนประมาณ 3 - 4 ทุ่ม แล้วตื่นนอนเวลาตี 5-  6 โมงเช้า ทำบ่อยๆ ร่างกายจะเกิดความเคยชิน หลับง่าย ตื่นง่าย ตื่นขึ้นมารู้สึกสดชื่น อยากขับถ่ายอุจจาระได้เลย ถ้ายังไม่ได้ตามนี้ควรรู้ว่ายังบกพร่องในด้านใด เช่น ขาดการออกกำลังกายก็ควรเพิ่มการออกกำลังกาย

มีหลายวิธีที่ช่วยให้นอนหลับง่าย ควรทำไรหลายๆ วิธีร่วมกันทั้งในเรื่องอาหาร การออกกำลังกายการทำสมาธิ ดังนี้

  1. การรับประทานวิตามินบีรวม 1 เม็ด ก่อนนอน (หรือรับประทานอาหารที่มีวิตามินบีสูงในมื้อเย็น เช่น ธัญพืชต่างๆ ยีสต์ รำข้าว เครื่องใน เนื้อ ถั่ว ผัก ปลา) ร่วมกับยาเม็ดแคปซูลขี้เหล็กในช่วงแรกๆ ต่อไปเมื่อเคยชินแล้วควรหยุดยา
  2. การรับประทานอาหารจำพวกที่ให้น้ำตาลปริมาณเล็กน้อยก่อนนอน เช่น ดื่มนมอุ่น 1 แก้วมีกรดอะมิโนทริปโตแฟนสูง 1-2 กรัมช่วยในการนอนหลับ ทริปโตฟาน พบได้ในไข่ ถั่วเหลือง น้ำนม และเนื้อสัตว์ หรือดื่มน้ำผลไม้สด 1 แก้ว หรือของหวาน 1 ถ้วย เมื่อตับอ่อนหลั่งอินซูลินออกมาจะ ทำให้หลับง่ายขึ้น ต่อไปเมื่อเคยชินแล้วควรหยุดนม หรือของหวานก่อนนอน
  3. ออกกำลังกายในตอนเย็น ช่วง 16.00 - 18.00 น.  ช่วยให้นอนหลับง่ายและหลับสนิท และควรออกกำลังกายชนิดแอโรบิก เช่น การวิ่ง เดิน ว่ายน้ำ หรือแอโรบิก ประมาณ 30 นาที
  4. ฝึกโยคะก่อนนอน ลดความตึงเครียด ช่วยเพิ่มสมาธิ เพิ่มออกซิเจนให้กับร่างกาย ขับไล่ก๊าซเสียขณะหายใจออกยาวๆ ช่วยให้จิตใจสบายนอนหลับง่ายขึ้น

กาเฟอีนไม่เพียงทำให้กระเพาะอาหารอักเสบ

กาเฟอีน มีฤทธิ์กระตุ้นประสาทส่วนกลาง ทำให้หายใจเร็ว เพิ่มการเผาผลาญอาหาร กระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร การเร่งขับปัสสาวะ หลอดเลือดบางส่วนขยายแต่บางส่วนหดตีบแคบลง

การได้รับกาเฟอีนประมาณวันละ 250 - 600 มิลลิกรัม ไม่เกิดผลข้างเคียง

อาหารที่มีกาแฟอีนได้แก่ กาแฟ ใบชา น้ำชา น้ำอัดลม โกโก้ ช็อกโกแลต และเป็นส่วนผสมในยาแก้หวัดบางชนิด ยาแก้ปวดบางชนิด ยาลดน้ำหนักบางชนิด

กาแฟสด 1 ถ้วย 150 มิลลิลิตร จะมีกาเฟอีน 60 - 180 มิลลิกรัม

กาแฟผงสําเร็จ 1 ถ้วย 150 มิลลิลิตร มีกาเฟอีน 30 - 120 มิลลิกรัม

ส่วนน้ำชา น้ำอัดลม ช็อกโกแลต จะมีกาเฟอีนต่ำกว่านี้มาก

กาเฟอีนถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็วและทำให้แคลเซียมถูกขับออกทางปัสสาวะมากขึ้น ส่งผลให้เป็นโรคกระดูกพรุน

ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟวันละ 3-4 ถ้วย เมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนจะเป็นโรคกระดูกพรุน

บุหรี่ ไม่เพียงทำให้กระเพาะอาหารอักเสบ

บุหรี่ทำให้หลั่งกรดในกระเพาะมากขึ้น จึงเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้ง่าย  บุหรี่ยับหยั่งการหลั่งทริปซินและคาร์บอเนตสำหรับย่อยอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้ทำงานได้ไม่เต็มที่ รวมทั้งหลอดเลือดที่ตีบแคบลง ทำให้เลือดไปเลี้ยงกระเพาะอาหารและลำไส้ได้น้อยลงด้วย

บุหรี่มีสารอันตรายที่สำคัญอยู่มากมาย ได้แก่ นิโคติน แอลกอฮอล์ ฟีนอล สารอัลดีไฮด์ อะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน น้ำมันดิน คาร์บอนมอนอกไซด์ สารหนู ไฮโดรเจนไซยาไนด์ ไนโตรเจนออกไซด์ ฟอร์มาลดีไฮด์ เบนซิน แคดเมียม โทลูอีน เบนโซไพรีน สารกัมมันตภาพรังสี เช่น โพโลเนียม รวมถึงยาฆ่าแมลงที่ปนอยู่ในใบยาสูบ

สำหรับยาสูบ ใช้ในการจุดไฟแล้วสูบเข้าไป หรือใช้ด้วยการอม เคี้ยวเหน็บไว้ในกระพุ้งแก้ม ซึ่งการองค์นั้นโอกาสที่สารพิษจะเข้าไปในปอดน้อยกว่า

  1. นิโคติน ลักษณะคล้ายน้ำมัน ไม่มีสี จับปลา ปอด และเข้ากระแสเลือด ทำให้ระดับกรดไขมันในเลือดสูงขึ้น กระตุ้นการหลั่งอะดรีนาลีน ทำให้หลอดเลือดหดตัวหัวใจเต้นเร็วความดันโลหิตสูง นิโคตินเป็นตัวที่ทำให้เสพติด กระจายไปตามอวัยวะต่างๆ ได้เร็ว อยู่ในร่างกายได้ไม่นาน จึงทำให้ต้องสูบบ่อยๆ
  2. คาร์บอนมอนอกไซด์แยกจับกับฮีโมโกลบินแข่งกับออกซิเจน ส่งผลให้ผนังด้านในหลอดเลือดบวมน้ำ เกิดการตกตะกอนไขมันได้ง่าย เป็นสาเหตุของหลอดเลือดตีบแข็ง ทำให้เซลล์ในร่างกายได้รับออกซิเจนน้อยลงไป เกิดความเสื่อมของเซลล์ในทุก ๆ เซลล์ หัวใจทำงานหนักขึ้น และปวดศีรษะวิงเวียน คลื่นไส้ อ่อนเพลีย เป็นต้น
  3. กรดฟีนอลกัดกร่อนช่องปาก หลอดลม และปอด ทำลายขนเล็กๆ ที่เยื่อบุผิวบุทางเดินหายใจที่คอยดักจับฝุ่นละอองและดับเชื้อโรคด้วยเมื่อรวมทั้งทำให้เกิดแผลและเป็นแผลที่หายช้า
  4. น้ำมันดิน เป็นยางใส่น้ำตาลเข้มคล้ายน้ำมัน เป็นสารก่อมะเร็งรุนแรง โดยเฉพาะมะเร็งช่องปาก และทำให้ริมฝีปากดำ รวมทั้งมีส่วนสำคัญ ทำให้เกิดถุงลมโป่งพอง หลอดลมอักเสบ และมะเร็งหลอดลม

สุรา ไม่เพียงทำให้กระเพาะเป็นแผล

สุรา เบียร์ รวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด มีแอลกอฮอล์เป็นสารอันตราย เมื่อเข้าไปในร่างกาย จะถูกเปลี่ยนแปลง เผาผลาญและถูกทำลายพิษภายในตับ ให้ผลของการเปลี่ยนแปลงทางเคมี จนในที่สุดได้เป็นอณูของน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ ความร้อนและอะเซตัดดีไฮด์ ซึ่งเป็นสารพิษต่อร่างกาย

ขีดจำกัดการเผาผลาญอัลกอฮอล์ได้สูงสุดประมาณไม่เกินวันละ 160 – 180 มก.

แอลกอฮอล์ทำให้ระบบสมอง ระบบประสาท ระบบย่อยผิดปกติ

นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการทำงานของร่างกายโดยรวม ดังนี้

  1. มีผลระคายเคืองหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร ทำให้อักเสบ มีแผล มีเลือดออก และกระเพาะทะลุได้ ทำให้ริดสีดวงทวารกำเริบได้ กระตุ้นการอาเจียนทำให้อาเจียน หรือท้องร่วงได้
  2. กระตุ้นการหลั่งกรดเกลือออกมามาก กรดนั้นมาย่อยทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร
  3. ยับยั้งการหลั่งเอนไซม์โปรตีนที่ทำหน้าที่ย่อยอาหารจำพวกโปรตีนด้วย
  4. ทำลายวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ทำให้ปากเปื่อย หรือเป็นแผลในช่องปากได้ง่าย
  5. ทำให้เป็นโลหิตจางเพราะไปขัดขวางการดูดซึมกรดโฟลิกซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเลือด
  6. ขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ย เป็นตะคริว นอนไม่หลับ ปลายมือปลายเท้าชา กล้ามเนื้อเสื่อม และประสาทเสื่อม
  7. ทำลายเซลล์ตับ ทำให้อักเสบและเป็นตับแข็ง หรือมะเร็งตับในที่สุด หากดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 160 กรัมต่อวัน (เทียบได้เท่ากับการดื่มสุราวิสกี้ 480 ซีซี ต่อวัน หรือไวน์ 1600 ซีซี ต่อวัน หรือเบียร์ 4,000 ซีซี ต่อวัน) ติดต่อกันเป็นเวลา 5 -10 ปี เกิดภาวะโรคตับแข็งแรงได้ง่าย
  8. การสังเคราะห์ไกลโคเจนที่ตับ ทำให้ไขมันสะสมในตับ
  9. ทำให้ร่างกายขับน้ำมาก ซึ่งจะยังขับสารอาหารสำคัญๆ ออกมา พร้อมกันด้วย เช่น แมกนีเซียม โพแทสเซียม รวมไปถึงวิตามินต่างๆ อีกหลายชนิด เช่น วิตามินบี 1 วิตามินบี 6 วิตามินซี เป็นต้น ทำให้ร่างกายขาดเกลือแร่และวิตามินเหล่านี้ได้ ถ้าดื่มน้ำมากๆ เป็นเวลานาน จะเป็นโรคขาดสารอาหาร เบื่ออาหาร รูปร่างซูบผอม
  10. ทำให้การสร้างน้ำดีผิดปกติ การย่อยไขมันจึงไม่ดี และทำให้ไขมันสะสมที่หัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจมีแรงบีบน้อยลง หลอดเลือดหัวใจตีบตันหัวใจโต ทำให้หัวใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้
  11. ทำให้ความดันโลหิตสูง ผู้ที่ดื่มมากกว่า 3 หน่วยสุราจะมีความดันโลหิตสูงกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม สำหรับผู้ที่ดื่มครั้งละมากกว่า 9 หน่วยสุรา สัปดาห์ละ 2 ครั้งจะมีโอกาสเกิดโรคหัวใจสูงกว่า 2 - 3 เท่าของผู้ไม่ดื่ม
  12. ลดการสร้างฮอร์โมนแอนโดรเจนและเทสโตสเทอโรน ทำให้สมรรถภาพทางเพศเสื่อม ทำลายเซลล์ในลูกอัณฑะที่จะผลิตอสุจิ ทำให้อสุจิพิการผิดรูปร่าง ทำให้ผู้หญิงมีประจำเดือนมาผิดปกติ การตกไข่ผิดปกติ ความต้องการทางเพศลดลง
  13. ทำให้เม็ดเลือดขาวในร่างกายทำหน้าที่บกพร่อง กำจัดเชื้อโรคได้น้อยลง จึงติดเชื้อโรคได้ง่าย
  14. กดระบบประสาทส่วนกลางและสมอง ทำให้ครื้นเครง พูดไม่หยุดจนพูดไม่ชัด อารมณ์แปรปรวน  ประสาทสัมผัสลดลง มือทำงานไม่ประสานกัน การตอบสนองช้าลงและตาแยกสีไม่ค่อยได้ (ขับขี่รถยนต์ไม่ควรมีแอลกอฮอล์ในเลือด มากกว่า 50 มก)  เมื่อมีระดับแอลกอฮอล์สูงมากสายตาจะมองไม่ค่อยเห็น ทำให้เสียการทรงตัวมือเท้าเปื่อยปะและหมดสติ
  15. เป็นสารก่อมะเร็งในหลายระบบ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
  16. โรคพิษสุราเรื้อรัง เมื่อขาดสุราจะเกิดอาการลงแดง สติปัญญาเสื่อม ควบคุมตัวเองไม่ได้ จิตใจผิดปกติ

ดื่มมากแค่ไหนเป็นอันตราย

บางคนอาจมีความสงสัยว่า เคยได้ยินว่าดื่มเบียร์ไวน์เพียงเล็กน้อย จะมีประโยชน์กระตุ้นการไหลเวียนเลือด ช่วยเจริญอาหาร เป็นต้น แล้วดื่มแอลกอฮอล์มากแค่ไหนจะเป็นอันตราย ความจริงตัวแอลกอฮอลแค่ไหนก็จัดว่าเป็นอันตราย เพียงแต่มีผลเสียไม่ได้แสดงออกมาชัดเจน ข้อมูลเตือนถึงระดับอันตราย มีดังนี้

  1. การดื่มมาก ดื่มบ่อย ผู้ชายที่ดื่มแอลกอฮอล์เกิน 30 กรัม/วัน และผู้หญิงที่ดื่มเกิน 15 กรัม/วัน จะเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับ โดยผู้หญิงจะไวต่อแอลกอฮอล์มากกว่าผู้ชาย และมีความสามารถในการกำจัดแอลกอฮอล์น้อยกว่า
  2. การดื่มสุราโดยไม่มีอาหาร มีโอกาสเกิดตับแข็งได้มากกว่า ส่วนการดื่มสุราพร้อมกับอาหารจะทำให้การดูดซึมแอลกอฮอล์เป็นไปได้ช้า ตับจึงสามารถเผาผลาญแอลกอฮอล์ได้ดี
  3. คนที่ขาดสารอาหารแล้วดื่มแอลกอฮอล์ มักจะทำให้ขาดสารอาหารมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะโปรตีน วิตามินบี และสารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดผลเสียต่อตับได้มากยิ่งขึ้น
  4. พันธุกรรม เชื่อว่ามียีนบางตัวทำให้กา กำจัดแอลกอฮอล์ในร่างกายได้น้อยกว่าปกติ
  5. ภาวะโลกร่วม เช่น การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี จะทำให้โรคตับมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น หรือไปดื่มสุรา ด้วยหรือไปรับประทานยามาก อาจจะทำให้เกิดตับวายและเสียชีวิตได้เร็วยิ่งขึ้นได้

ลำดับการก่อโรคของแอลกอฮอล์

ในคนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นประจำ มักทำให้เกิดโรคเป็นระดับขั้น ดังนี้

  1. ไขมันสะสมในตับ ถ้าดื่มแอลกอฮอล์วันละ 30 กรัมขึ้นไป ติดต่อกันนานกว่า 5 ปีขึ้นไป ในระยะแรกจะเกิดไขมันค่อยๆ ไปสะสมในตับ ระยะแรก ผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการใดๆ ต่อมาจะเกิดอาการ
  • รู้สึกอึดอัด หรือปวดแน่นบริเวณของตับ คือ ชายโครงด้านขวา
  • เบื่ออาหาร รู้สึกท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย
  • ท้องผูก หรือท้องเสียเป็นประจำ
  • อ่อนเพลียง่าย ไม่มีเรี่ยวแรง
  • ตับจะมีขนาดโตกว่าปกติ ผิวเรียบ กดไม่เจ็บ ตับจะมีไขมันสีเหลืองแทรกมาก
  • ค่าเอนไซม์ตับสูงขึ้นเล็กน้อย ที่สำคัญคือ ระดับไขมันคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง

ถ้าไม่ดื่มสุราอีกต่อไปแล้ว ไขมันที่สะสมในตับจะค่อยๆ ลดลงไปเองซึ่งขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วย

  1. ตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ อาการส่วนใหญ่คือ ขาดสารอาหารและวิตามิน ร่วมกับอาการอื่นๆ ในหลายระบบอย่างเรื้อรัง เช่น
  • ตับมีขนาดใหญ่และกดเจ็บ เนื้อของตับเริ่มจะแข็ง เอนไซม์ตับสูงผิดปกติ
  • จุกแน่นที่บริเวณชายโครงขวา ปวดท้องไปทั่ว อ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียน น้ำหนักลดลง เบื่ออาหาร
  • หากมีอาการรุนแรง จะแสดงอาการของดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้มกว่าปกติ มีไข้แทบทุกวัน หรืออาจมีไข้สูง
  • สติสัมปชัญญะไม่ดี อาจมรอากรทางสมอง ได้แก่ เพ้อ สับสน วุ่นวาย หรืออาจหมดสติ
  • อาจมีเลือดออกจากทางเดินอาหารมาก เช่น อาเจียน หรือถ่ายเป็นเลือดมาก
  • อาจเกิดตับวายได้ อาจมีไตวายหรือ ติดเชื้อโรคจะเสียชีวิตเพราะภูมิต้านทานไม่ดี

การรักษา คือ หยุดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และควรได้รับอาหารและวิตามินเสริมอย่างเพียงพอ การรักษาด้วยยา เช่น ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ เพื่อลดการอักเสบ หรือยาเพนท็อกซิฟินลิน ป้องกันร่างกายไม่ให้สร้างสารกระตุ้นการอักเสบ หรือร่วมกับการให้สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ซิลลีมาริน 4 - 8 สัปดาห์ ช่วยป้องกันเซลล์ตับไม่ให้ถูกทำลาย ในผู้ป่วยที่มีอาการเซลล์ตับอักเสบปานกลางระดับเอนไซม์ตับลดลงเป็นปกติได้

ในรายที่มีอาการตับอักเสบอย่างรุนแรง หรือตับวาย ต้องได้รับการดูแลรักษาที่โรงพยาบาล ถ้ารับประทานอาหารเองไม่ได้ จะให้อาหารทางสายยาง ลักษณะอาหาร คือ พลังงาน 30 - 40 กิโลแคลอรี แบ่งเป็นคาร์โบไฮเดรต ร้อยละ 50 - 55 กรดไขมันอิ่มตัว ร้อยละ 30 - 35

หากมีตับวายอย่างรุนแรง มากต้องได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนตับ ซึ่งต้องหยุดดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 6 เดือนเสียก่อน จึงเปลี่ยนตับได้

  1. ตับแข็งจากแอลกอฮอล์ มักเกิดจากผู้ป่วยที่ดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 80 กรัมต่อวัน มานานหลายปี จะมีตับโตและแข็งตะปุ่มตะป่ำ ดีซ่าน ท้องมาน หรืออาเจียนออกเป็นเลือดสดๆ ซูบผอมเพราะขาดสารอาหารมานาน ภาวะเลือดจางชนิดเม็ดเลือดแดงใหญ่กว่าปกติ ระดับเอนไซม์ตับสูงขึ้น มักไม่เกิน 5 เท่าของค่าปกติ ถ้าผู้ป่วยมีค่ามากกว่า 5 เท่า แสดงว่ามีสาเหตุอื่นร่วมด้วย

โปรทรอมบินไทม์ มักจะมีค่ามากกว่าปกติและถ้าไม่สามารถแก้ไขได้ ด้วยวิตามินเค ค่านี้ยิ่งยาวนานมากจะบ่งบอกด้วยว่า ตับถูกทำลายไปมาก แม้ว่าตัดจะสามารถสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นทดแทนได้บางส่วน ก็ไม่สามารถทดแทนเซลล์เก่าได้ และเซลล์ที่สร้างขึ้นใหม่นี้อาจจะกลายเป็นมะเร็งต่อไปได้

  1. มะเร็งตับ ผู้ป่วยมะเร็งตับจะมีอาการคล้ายๆ โรคตับแข็ง แต่จะมีอาการผอมลงอย่างรวดเร็วร่วมด้วย ปวดใต้ชายโครงขวามากขึ้น อาการมักสุดลงอย่างรวดเร็ว

การรักษา มีหลายวิธีขึ้นอยู่กับระยะของมะเร็ง มักใช้หลายวิธีร่วมกัน ระยะแรกมักใช้การผ่าตัดเป็นหลัก แต่ถ้าการผ่าตัดไม่ได้ อาจใช้การฉีดแอลกอฮอล์เข้าที่ก้อนมะเร็ง หรือฉายรังสี หรือเคมีบำบัด

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากหนังสือ "ดูแลกระเพราะอาหารและลำไส้" โดยกนกอร บุญพิทักษ์ จากสำนักพิมพ์ Feel Good

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่