การลดน้ำหนัก

วิตามินเอฟและวิตามินเค

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
Istock 468447182 %281%29

วิตามินเอฟและวิตามินเค

อ่านข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับวิตามินเอฟและวิตามินเค วิตามินทั้งสองชนิดนี้ดีต่อร่างกายคุณอย่างไรและโรคที่เกิดขึ้นหากขาดวิตามินเหล่านี้ รวมถึงแหล่งจากธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ศัตรูของวิตามินทั้งสองนี้ ที่สำคัญคืออาการเป็นพิษและสัญญาณเตือนว่ารับประทานมากไป ตลอดจนรวมทั้งคำแนะนำที่น่าสนใจต่างๆมากมาย สามารถอ่านต่อได้ที่นี่

 วิตามินเอฟ (กรดไขมันไม่อิ่มตัว ได้แก่ ไลโนเลอิก ไลโนเลนิก และอะราคิโดนิก)

ข้อเท็จจริง

  • ละลายในไขมัน เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ได้จากการรับประทานอาหาร
  • มีหน่วยวัดเป็นมิลลิกรัม (มก.)
  • ยังไม่มีขนาดที่แนะนำให้รับประทานต่อวัน แต่สถาบันวิจัยแห่งชาติ สหรัฐอเมริกาแนะนำว่า อย่างน้อยร้อยละ 1 ของแคลอรีที่เรารับประทานในแต่ละวัน ควรมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่จำเป็นต่อร่างกายประกอบอยู่ด้วย
  • ไขมันไม่อิ่มตัวช่วยเผาผลาญไขมันอิ่มตัว ในอัตราส่วนสมดุลที่เรารับประทานควรจะเป็น 2:1 (ไขมันไม่อิ่มตัว : ไขมันอิ่มตัว)
  • เมล็ดทานตะวัย 12 ช้อนชา หรือถั่วพีแคนครึ่งเมล็ด 180 ชิ้น ให้วิตามินเอฟพอเพียงสำหรับหนึ่งวัน
  • หากร่างกายมีกรดไลโนเลอิกเพียงพอ กรดไขมันอีกสองตัวจะถูกสังเคราะห์ได้
  • หากรับประทานอาหารประเภทแป้งมาก ร่างกายจะต้องการกรดไขมันไม่อิ่มตัวเพิ่ม

วิตามินนี้ดีต่อร่างกายคุณร่างคุณอย่างไร

  • ช่วยป้องกันไม่ให้คอเลสเตอรอลสะสมที่ผนังหลอดเลือด
  • ช่วยให้ผมและผิวพรรณมีสุขภาพดี
  • ช่วยป้องกันอันตรายจากรังสีเอกซเรย์ได้ในระดับหนึ่ง
  • ช่วยในเรื่องการเจริญเติบโตและสุขภาพโดยรวม โดยกระตุ้นการทำงานของต่อมต่างๆ และทำให้เซลล์ต่างๆ ได้รับแคลเซียม
  • ช่วยต่อสู้กับโรคหัวใจ
  • ช่วยลดน้ำหนัก โดยเพิ่มการเผาผลาญไขมันอิ่มตัว
  • โรคจากการขาดวิตามิน
  • ผื่นผิวหนังอักเสบชนิดเอ็กซีมา สิว
  • แหล่งจากธรรมชาติที่ดีที่สุด
  • น้ำมันจากพืช ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันถั่วเหลืองและถั่วต่างๆ เช่น ถั่วลิสง เมล็ดฟักทอง วอลนัท พีแคน อัลมอนด์ และอะโวคาโด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

มีในรูปแคปซูลขนาด 100-150 มก.

อาการเป็นพิษและสัญญาณเตือนว่ารับประทานมากไป

ยังไม่พบว่ามีอันตรายต่อร่างกาย แต่การรับประทานมากเกินอาจส่งผลให้มีน้ำหนักตัวไม่พึงประสงค์

ศัตรู

ไขมันอิ่มตัว ความร้อน ออกซิเจน

คำแนะนำส่วนตัว

  • เพื่อให้วิตามินเอฟถูกดูดซึมได้ดีที่สุด ควรรับประทานร่วมกับวิตามินอีพร้อมมื้ออาหาร
  • หากคุณเป็นคนรับประทานอาหารประเภทแป้งมาก คุณต้องการวิตามินเอฟมากกว่าปกติ
  • ผู้ที่กังวลเรื่องระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ควรรับประทานวิตามินเอฟให้พอเพียง
  • ถึงแม้ว่าถั่วส่วนใหญ่เป็นแหล่งของไขมันไม่อิ่มตัวที่ดี แต่ถั่วบราซิลและมะม่วงหิมพานต์ถือเป็นข้อยกเว้น!
  • ระวังแนวการรับประทานอาหารแบบแปลกๆ ที่มีไขมันอิ่มตัวสูง

วิตามินเค (เมนาไดโอน)

ข้อเท็จจริง

  • ละลายในไขมัน
  • มักใช้หน่วยวัดเป็นไมโครกรัม (มคก.)
  • วิตามินเคมีสามชนิด คือ เค 1 (ฟิลโลควิโนน) พบในผักใบเขียว เค 2 (เมนาควิโนน) สามารถสร้างขึ้นได้โดยแบคทีเรียกลุ่มโพรโบติกในลำไส้ใหญ่ และเค 3 (ไดไฮโดรฟิลโลควิโนน) ซึ่งเป็นวิตามินสังเคราะห์
  • วิตามินเค 1 และเค 2 ต่างก็มีความสำคัญต่อสุขภาพที่ดีในแง่ที่แตกต่างกัน
  • วิตามินเค 3 ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ และไม่ได้ทำหน้าที่เป็นวิตามินเคอย่างแท้จริง และในตัวมันเองไม่จัดว่าเป็นวิตามินที่ดีต่อร่างกาย
  • ขนาดที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ 65-80 มคก. มีความสำคัญในการสร้างโพรทรอมบิน (prothrombin) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เลือดแข็งตัว

วิตามินนี้ดีต่อร่างกายคุณอย่างไร

  • ช่วยป้องกันเลือดออกภายในและเลือดไหลไม่หยุด บรรเทาอาการประจำเดือนมามากผิดปกติ
  • ช่วยในกระบวนการสร้างลิ่มเลือด
  • ป้องกันกระดูกเปราะบาง

โรคที่เกิดจากการขาดวิตามิน

โรคลำไส้อักเสบซีลิแอก (Celiac) โรคบิดสปรู (Sprue) และลำไส้อักเสบอื่นๆ

แหล่งจากธรรมชาติที่ดีที่สุด

ผักใบเขียว โยเกิร์ต อัลฟัลฟา ไข่แดง น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันตับปลา สาหร่ายเคลป์

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

  • มีจำหน่ายในแบบเม็ด 100 ไมโครกรัม
  • อาจมีผสมอยู่ในวิตามินรวมทั่วไป

อาการเป็นพิษและสัญญาณเตือนว่ารับประทานมากไป

ถึงแม้ว่าวิตามินเคจะมีความแตกต่างจากวิตามินที่ละลายในไขมันตัวอื่น คือไม่มีการสะสมในร่างกาย แต่ก็ไม่แนะนำให้รับประทานวิตามินเคสังเคราะห์ในปริมาณที่มากกว่า 500 ไมโครกรัมต่อวัน

ศัตรู

การเอกซเรย์และการฉายรังสี อาการแช่แข็ง ยาแอสไพริน มลพิษในอากาศ น้ำมันแร่ธรรมชาติ

คำแนะนำส่วนตัว

  • ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดี เป็นโรคตับ หรือโรคระบบทางเดินอาหาร มีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินเค
  • การรับประทานวิตามินอีปริมาณสูง จะส่งผลต่อการดูดซึมของวิตามินเคได้
  • อาการท้องร่วงอย่างหนักอาจเป็นอาการแสดงของภาวะขาดวิตามินเคได้ แต่ก่อนที่คุณจะรักษาตัวเองด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควรจะปรึกษาแพทย์ก่อน การรับประทานผักใบเขียวเป็นประจำ เป็นวิธีป้องกันการขาดวิตามินเคที่ดีที่สุด
  • หากคุณมีเลือดกำเดาไหลบ่อย ลองรับประทานอาหารที่มีวิตามินเคสูงให้มากขึ้น หรือรับประทานอัลฟัลฟาแบบเม็ดก็อาจช่วยได้ หากคุณกำลังรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด พึงระลึกไว้เสมอว่า วิตามินเค (แม้แต่วิตามินเคจากอาหารธรรมชาติ) อาจต้านฤทธิ์ของยาได้
  • ยาลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด อาจทำให้เกิดภาวะขาดวิตามินเคได้ และหากคุณรับประทานยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์กว้าง (broad-spectrumantibiotic) เป็นเวลาต่อเนื่องยาวนาน คุณอาจมีความเสี่ยงสูงต่อการขาดวิตามินเค พยายามรับประทานอาหารที่มีวิตามินเคสูงให้มากขึ้น และผมแนะนำให้คุณปรึกษาแพทย์ที่มีความรู้ด้านโภชนาการเกี่ยวกับการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

หากคุณเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์และอยากอ่านเกี่ยวกับหัวข้อนี้เพิ่มเติม สามารถสนับสนุน ดร.เอิร์ล มินเดลล์ (ผู้แต่ง) พญ. ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล (แปล) ได้โดยการซื้อหนังสือวิตามินไบเบิล

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่