Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

การดูตารางค่าความดันโลหิต

วิธีดูตารางค่าความดันโลหิต หาคำตอบว่าความดันโลหิตตัวบน-ตัวล่าง คืออะไร ตัวเลขไหนที่ควรกังวล และเท่าไรจึงจะสบายใจได้
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,201,045 คน

การดูตารางค่าความดันโลหิต

ค่าความดันโลหิต เป็นค่าที่บอกถึงการทำงานของหัวใจ ว่ามีแรงดันหรือสูบฉีดเลือดได้มากหรือน้อยอย่างไร โดยจะมี 2 ค่าหลักๆ ได้แก่ ค่าความดันโลหิตตัวบน (SBP : systolic blood pressure) กับค่าความดันโลหิตตัวล่าง (DBP : Diastolic blood pressure ) เช่น 120/80 มิลลิเมตรปรอท คือ ค่าความดันโลหิตตัวบน มีแรง120 มิลลิเมตรปรอท ส่วนค่าความดันโลหิตตัวล่าง มีค่าแรงดัน 80 มิลลิเมตรปรอท นอกจากนี้ ค่าความดันเลือดในเชิงของการแพทย์ยังเป็นตัวบอกถึงความยืดหยุ่นของเส้นเลือด เพราะหลักการทำงานของเครื่องวัดความดันจะอาศัยแรงบีบของเครื่องบีบจนเส้นตีบลง ซึ่งหากเส้นเลือดของคุณแข็งอยู่แล้ว หรือมีสารจำพวกไขมันมาแทรกอยู่ในผนังเส้นเลือด ก็จะยิ่งที่ให้เส้นเลือดแข็งตัวขึ้นอีก ทำให้เครื่องต้องใช้แรงบีบรอบแขนที่มากขึ้น ส่งผลให้อ่านค่าความดันได้สูงขึ้น

ที่น่าสนใจคือ คนส่วนใหญ่อาจยังไม่ทราบแน่ชัดว่าตนเองควรมีความดันอยู่ที่เท่าไรจึงจะปกติ หรืออยู่ในเกณฑ์สุขภาพดี วันนี้ จึงมักอ้างอิงกับตารางแสดงค่าความดันโลหิตที่เหมาะสม ดังตารางจากสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย ฉบับปรับปรุง 2558

ตารางจำแนกโรคความดันโลหิตสูง ตามความรุนแรงในผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป

Category

SBP (มม.ปรอท)

DPB (มม.ปรอท)

Optimal

<120

และ

<80

Normal

120-129

และ/หรือ

80/84

High normal

130-139

และ/หรือ

85-89

Grade 1 hypertension (mild)

140-159

และ/หรือ

90-99

Grade 2 hypertension (moderate)

160-179

และ/หรือ

100-109

Grade 3 hypertension (severe)

>=180

และ/หรือ

>=110

Isolated systolic hypertension (ISH)

>=140

และ

<90

หมายเหตุ: SBP = systolic blood pressure; DBP = diastolic blood pressure.

เมื่อความรุนแรงของ SBP และ DBP อยู่ต่างระดับกัน ให้ถือระดับที่รุนแรงกว่าเป็นเกณฑ์ สำหรับ ISH ก็แบ่งระดับความรุนแรงเหมือนกันโดยใช้แต่ SBP

จากตาราง จะเห็นว่า ค่าความดันปกตินั้น ความดันโลหิตตัวบนอยู่ในช่วง120-129 มิลลิเมตรปรอท ส่วนค่าความดันโลหิตตัวล่างต้องมีค่า 80-84 มิลลิเมตรปอท หากเกินกว่านี้ จะถือว่าอยู่ในภาวะที่มีความดันสูง แต่ยังไม่ถือว่าเป็นโรค คือช่วง 130-139/85-89 มิลลิเมตรปรอท หากความดันสูงกว่าหรือเท่ากับ 140/ 90 มิลลิเมตรปรอท จะเริ่มถือว่าอยู่ในกลุ่มโรคความดันโลหิตสูงแล้ว ต้องเริ่มได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งแต่ละความดันก็แบ่งเป็นสามกลุ่มความรุนแรงและความอันตรายต่อชีวิต คือ หากค่าความดันอยู่ในช่วง 140-159/90-99 มิลลิเมตรปรอท ก็เป็นโรคความดันโลหิตสูงชนิดไม่รุนแรง 160-179/100-109 มิลลิเมตรปรอท คือโรคความดันโลหิตสูงชนิดรุนแรงปานกลาง และหากค่าความดันโลหิตตัวบนสูงกว่าหรือเท่ากับ 180 มิลลิเมตรปรอท และ/หรือค่าความดันโลหิตตัวล่างมากกว่าหรือเท่ากับ 110 จะเป็นโรคความดันโลหิตสูงชนิดรุนแรง ซึ่งมีบางกรณีที่มีเพียงค่าความดันโลหิตตัวบนสูงกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท แต่ตัวล่างน้อยกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท จะถือว่าอยู่ในภาวะความดันโลหิตตัวบนสูงเพียงอย่างเดียว ข้อควรระวังคือ หากค่าความดันโลหิตตัวบนกับตัวล่างอยู่ต่างระดับกัน ให้ถือว่าอยู่ในระดับของค่าที่รุนแรงกว่า เช่นความดันโลหิต 165/85 มิลลิเมตรปรอท จะถือว่าอยู่ในระดับโรคความดันโลหิตสูงชนิดรุนแรงปานกลาง ถึงแม้ตัวล่างจะอยู่ในระดับภาวะความดันโลหิตสูงเท่านั้น ไม่ใช่โรคความดันโลหิตสูง

การดูว่าความดันโลหิต เพื่อจะหาว่าสุขภาพยังดีอยู่หรือไม่ มักจะใช้ความดันโลหิตของคนอายุ 18 ปีเป็นเกณฑ์ เนื่องจากช่วงอายุ 18 ปีนั้นถือเป็นวัยที่มีเส้นเลือดและหัวใจสมบูรณ์ที่สุด ดังนั้นหากร่างกายสุขภาพแข็งแรง ก็ควรมีค่าความดันพอๆ กับตอนวัย 18 ปี หากเกินกว่านี้แสดงว่าเริ่มมีความผิดปกติของหลอดเลือดหรือหัวใจแล้ว

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ดังนั้นจึงทำให้บางคนมีค่าความดันโลหิตที่ต่ำกว่าปกติ แต่ทางการแพทย์ หากมีความดันต่ำกว่าเกณฑ์ แต่ไม่มีอาการซีด หม้ามืดบ่อย หรือเป็นลมหมดสติ ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากความดันโลหิตเช่นนี้อาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆ หลายอย่าง เช่น ในผู้หญิงวัยรุ่นมักจะมีความดันโลหิตต่ำมาก โดยเฉพาะช่วงที่มีประจำเดือน เพราะเป็นช่วงที่ฮอร์โมนหลายชนิดในร่างกายทำงานพร้อมกัน ส่งผลต่อระดับความดัน แต่ในส่วนค่าความดันที่สูงเกินจากตารางข้างต้น มักจะเชื่อถือได้ว่าเป็นความดันโลหิตสูงที่ผิดปกติจริงๆ


ที่มาของข้อมูล

สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย,การประเมินความรุนแรงของโรคความดันโลหิตสูง,แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูงในเวชปฏิบัติทั่วไป (Thai guidelines on the treatment of hypertension), ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2558.

american college of cardiology ACC/AHA guideline on the primary prevention of Cardiovascular Disease 2019 (https://www.acc.org/latest-in-cardiology/ten-points-to-remember/2019/03/07/16/00/2019-acc-aha-guideline-on-primary-prevention-gl-prevention), 2019.


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป